facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 สำนักหงส์สราญ

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 สำนักหงส์สราญ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 479

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ส.ค. 2563 06:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 สำนักหงส์สราญ
แบบอักษร

ตอนที่ 6 

 

ชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดง แบ่งออกเป็น 7 หมู่บ้านขนาดย่อยที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน... ซึ่งในแต่ละหมู่บ้านย่อยนั้น ก็มีการแบ่งแยกชนชั้นกันพอสมควร หมู่บ้านลำดับที่ 5 , 6 และ 7 ส่วนมากจะเต็มไปด้วยกลุ่มคน เถื่อน จากชาติพันธุ์ที่แตกต่าง บ้างก็มาจากในป่า บ้างก็มาจากบนเขา รวมไปถึงคนเร่ร่อน จนเหล่าชนชั้นที่สูงกว่าหลีกเลี่ยงการเข้าไปในหมู่บ้านเหล่านี้ เพราะหวั่นเกรงความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน... 

 

แต่สำหรับหมู่บ้านลำดับที่ 1 , 2 , 3 และ 4 นั้นจะมีการยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เริ่มที่ร้านค้า และโรงเตี้ยมที่หรูหราให้เห็นได้บ้างประปราย โดยเฉพาะ หมู่บ้านลำดับที่ 1 นั้น จัดเป็นหน้าเป็นตาของชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงเลยก็ว่าได้ 

 

หมู่บ้านลำดับที่ 1 จึงเต็มไปด้วยสถานที่หรูหรา จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ มีแม้กระทั่งกำแพงใหญ่โอบล้อมหมู่บ้านนี้ คอยปกป้องผู้คนและคัดสรรคนที่เข้ามาภายในเขต... กลุ่ม คนเถื่อน ไม่สามารถเข้ามาในหมู่บ้านลำดับที่ 1 ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะติดตามมากับผู้เป็นนาย... 

 

กังเฉิง แสดงป้ายหยกของตนกับเวรยามหน้าทางเข้าหมู่บ้านลำดับที่ 1 ทั้งยังรองรับสถานะให้กับ ซุน ว่าเป็นผู้ติดตามของตน... แน่นอนว่า ป้ายหยก จัดเป็นชนชั้นสูงที่ไม่พบเจอได้ง่าย ๆ ในชุมชนที่ห่างไกลเช่นนี้ ดังนั้นเวรยามจึงไม่กล้ายุ่มย่ามนัก ปล่อยให้เด็กหนุ่มทั้งสองเข้าไปในเมือง กำชับเพียงแค่ ซุน ว่าห้ามอยู่ห่างจาก กังเฉิง เท่านั้น หากก่อเรื่องหรือถูกจับจะต้องรับโทษสถานหนัก... 

 

หลังเข้ามาได้แล้ว กังเฉิง จับคว้าข้อมือสหายวิ่งตรงเข้าเมือง ซุน เองอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเจือจาง... ตลอดสองปีที่ ซุน พยายามเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในดินแดนแห่งนี้ จะต้องถูกกดดันจากเรื่องชนชั้นอยู่เสมอ คล้ายกับเป็น กฎเหล็ก ของดินแดนแห่งนี้ไปแล้ว 

 

มีเพียง เหล่าซือ และ กังเฉิง เท่านั้นที่ไม่เคยมอง ซุน ในสายตาที่ต้อยต่ำ... แม้ว่า กังเซิง จะมีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจไปบ้าง ตามอุปนิสัยบุตรชายคนเล็กของชนชั้นสูง แต่เด็กหนุ่มผู้นี้กลับมีจิตใจที่ดีไม่แบ่งแยกชนชั้นผู้คน เพียงเพราะวัตถุที่ถือครอง... 

 

ณ กลางตลาด... 

 

เพี๊ยะ!!  

เสียงตบฉาดใหญ่ดัง ใบหน้าของ กังเฉิง แดงเป็นปื้นตามรอยนิ้ว... ผู้คนในละแวกอดไม่ได้ที่จะหันมองมา ซึ่งเมื่อเห็นว่า เป็น กังเฉิง ก็ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจต่อไป... เนื่องด้วยเด็กหนุ่มผู้นี้มักก่อเรื่องอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเจอสาวงามแปลกหน้า ที่ผ่านทางเข้ามา จนเป็นที่เอือมระอาของคนในชุมชน... 

 

“เลิกตามตอแยข้าเสียที!!” หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้ม หากแต่นางมีแววตาดุดันขัดแย้งกับความงามที่สะท้อน หญิงสาวตวาดเสียงใส่หน้าของ กังเฉิง ก่อนที่นางจะเดินจากไป... 

 

สุดท้ายคุณชายที่ตั้งใจมาเกี้ยวพาหญิงสาว ก็ไม่อาจไปถึงฝั่งฝัน หน้าบิดงอคอห้อยตกแทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงจากความผิดหวัง ซุน ที่เห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่แรก ก็อดไม่ได้ที่จะขบขันเบา ๆ แน่นอนว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้นับเป็นเรื่องสามัญไปแล้ว... 

 

“เจ้าบ้าเอ้ย... หากเจ้าห้อยป้ายหยกไว้ข้างเอวแต่แรก ก็คงไม่ถูกนางปฏิเสธรุนแรงเช่นนั้น...” 

 

“ไม่มีทาง!! ข้าจะไม่ใช้ป้ายหยกเพื่อเกี้ยวพาหญิงสาวเป็นอันขาด!! หากข้าจะได้หญิงใดมาเชยชม มันจะต้องเกิดการฝีมือและทักษะเกี้ยวพาหญิงของข้าเท่านั้น จึงจะเป็นความภาคภูมิใจ!!” กังเฉิง พ่นลมหายใจแรง ยึดมั่นแรงกล้าในวิถีของตน... 

 

ซุน อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนที่สายตาของ ซุน จะคล้อยไปมอง หญิงสาว ที่เพิ่งปฏิเสธ กังเฉิง และเดินจากไป... นางกลับไปรวมกลุ่มกับคณะหญิงสาวที่มีอยู่ 5 คน แต่งกายคล้าย ๆ กันจนน่าตกใจ ประหนึ่งว่าเป็นเครื่องแบบเฉพาะ สายตาของ ซุน หดแคบลงเล็กน้อย ค่อย ๆ วิเคราะห์พิจารณารายละเอียดทั้งหมด... 

 

“แต่ถึงเจ้าแสดงป้ายหยกออกมาจริง ๆ มันก็ไม่แน่แล้ว ว่านางจะสนใจในตัวเจ้า...” ซุน กล่าวขึ้นหลังพิจารณา... 

 

กังเฉิง แสดงท่าทีตื่นเต้นขึ้น... 

“นี่ปะไร!! เพราะเหตุนี้ข้าถึงชอบมาพร้อมกับเจ้าด้วย!! เจ้าวิเคราะห์ได้แล้วงั้นหรือ ว่าหญิงสาวกลุ่มนั้นมีที่มายังไง...” 

 

ซุน พยักหน้าตอบรับ... 

“พวกนางย่างก้าวแผ่วเบาเกินกว่าหญิงสาวชาวบ้าน... อาภรณ์ของพวกนางแม้ไม่หรูหรา แต่เป็นชนิดที่คงทนกว่าเนื้อผ้าอื่น ๆ เหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวที่รุนแรง ผนวกกับเครื่องแบบทั้งกลุ่มที่ดูคล้ายคลึงกันนั้น สามสิ่งนี้สามารถยืนยันได้ว่าพวกนาง น่าจะเป็นศิษย์สาวจากสำนักชาวยุทธสำนักใดสำนักหนึ่ง... 

 

ชายเสื้อคลุมของพวกนางมีรอยโคลนติดอยู่ จากตำแหน่งความสูงและตำแหน่งร่องรอยที่ถูกสาดกระเซ็น น่าจะเกิดขึ้นขณะที่พวกนางนั่งอยู่บนหลังม้า... ทิศทางเดียวที่มีความชื้นจนทำให้เกิดโคลนกระเซ็นขณะที่ม้าวิ่ง คือเส้นทางด้านทิศใต้ของหมู่บ้าน...  

 

สัญลักษณ์บนปิ่นปักผมของพวกนาง เป็นรูปหงส์เหมือนกันทั้ง 5 คน... ไม่ผิดแน่ พวกนางคงเป็นศิษย์สายในจากสำนักหงส์สราญ สำนักชาวยุทธที่ผสานท่วงท่าการร่ายรำลงในเคล็ดวิชาต่อสู้ และรับเฉพาะหญิงสาวงดงามเข้าสำนักตั้งแต่เยาว์วัย สำนักนี้ตั้งอยู่ใน มณฑลหนามเหอ ทางทิศใต้ติดกับ มณฑลเฮย ของพวกเรา...” 

 

กังเฉิง เบิกตาทันทีกว้าง ก่อนจะปรบมือสามครั้งแสดงความชื่นชม... 

“สมเป็น ปรมาจารย์ซุน สหายข้าจริง ๆ เจ้ามันสัตว์ประหลาดชัด ๆ พบเจอพวกนางไม่กี่อึดใจ ก็บอกที่มาของพวกนางได้เสียแล้ว!!” 

 

“เลิกล้อเลียนข้าได้แล้วน่า... เอกลักษณ์ของพวกนางค่อนข้างเด่นชัดต่างหาก ข้าจึงคาดเดาได้... เอาเถอะ!! เห็นแก่ที่เจ้าผิดหวังในวันนี้ ข้าจะเลี้ยงข้าวเจ้าเองก็แล้วกัน...” ซุน กล่าวพลางยิ้มเยาะ ก่อนจะโยนถุงเงิน ที่บรรจุเหรียญทองกว่าร้อยเหรียญไว้ด้านใน 

 

“อุบ๊ะ!! ปกติมีแต่ข้าเลี้ยงเจ้า วันนี้เจ้ากลับเอ่ยปากเลี้ยงข้าเชียวหรือนี่ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่ได้การแล้ว มาหมู่บ้านลำดับที่ 1 ทั้งที คงต้องเข้าโรงเตี้ยมชั้นเลิศ!!” กังเฉิง กลับมาปริยิ้มได้ในพริบตา ทั้งทีเพิ่งถูกหญิงสาวตบหน้ามาหมาด ๆ บ่งบอกชัดเจนว่าพื้นฐานเป็นคนเริงร่าเพียงใด... 

 

เด็กหนุ่มทั้งสองจึงมานั่งที่โรงเตี้ยมภายในเขตชุมชนนี้... ระหว่างที่กำลังดื่มด่ำไปกับเนื้อและอาหารชั้นเลิศ สีหน้าของ ซุน ก็คล้ายครุ่นคิดภายในใจ จน กังเฉิง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น... 

“มีอะไรงั้นหรือ?! หรือว่าเจ้าเองก็สนใจหญิงสาวจากสำนักหงส์สราญ เช่นเดียวกับข้า” 

 

ซุน ถอนหายใจเบา ๆ 

“เปล่า... ข้าเพียงแค่เริ่มสนใจในเรื่องของลมปราณ จนไม่อาจลบภาพของมันออกไปจากหัวได้... กังเฉิง เจ้าเองก็ฝึกฝนลมปราณมาใช่หรือไม่?!” 

 

“อืม...ถูกต้อง ในหมู่รุ่นเยาว์ด้วยกัน ตัวข้านับว่าเก่งอาจเอาเรื่องเชียวล่ะ ล่าสุดข้าเพิ่งทะลวงผ่านชนชั้นลมปราณสีครามขั้นที่ 7 ซึ่งด้วยอายุข้าแค่ 17 ปีกลับทะลวงผ่านถึงขั้นนี้ อาจารย์หลายคนมักบอกว่าข้ามีพรสวรรค์” กังเฉิง ดูจะภาคภูมิใจไม่น้อย 

 

ด้วยความที่ กังเฉิง เป็นบุตรชายหัวหน้ามือปราบ และมาจากตระกูลดัง จึงมีอาจารย์มาสอนวิชาลมปราณ และเพลงยุทธต่าง ๆ ถึงที่เรือน สลับผลัดเปลี่ยนกันหลายคนหลายแขนง จึงเป็นเหตุผลที่ กังเฉิง เบื่อหน่ายจนมักลอบหนีออกจากเรือน มาเที่ยวเล่นกับ ซุน อยู่เป็นนิจ... 

 

ระดับชั้นลมปราณมีอยู่ด้วยกัน 8 ระดับชั้นพลัง แบ่งออกเป็น ชนชั้นลมปราณสีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง ซึ่งในแต่ละชั้น ก็ยังแบ่งย่อยอีกเป็น 9 ขั้น ข้อมูลเหล่านี้ ซุน ย่อมรู้ดีอยู่แล้วจากการศึกษาตำรา เพียงแต่ตนไม่เคยฝึกฝนลมปราณเท่านั้นเอง... 

 

ในหมู่รุ่นเยาว์ด้วยกัน แม้ กังเฉิง จะมีเรื่องต่อยตีบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด มักจะออกตัวปกป้อง ซุน อยู่เสมอ... เว้นเสียแต่ว่าจะถูกชาวยุทธที่อายุมากกว่ารุมเล่นงาน เฉกเช่นในครั้งที่ ซุน เคยได้ช่วยเหลือเมื่อปีก่อน... แม้ว่าในตอนนั้น ซุน จะใช้แผนการหลอกล่อทหารของทางการ ให้เข้าช่วย กังเฉิง อีกทอดหนึ่ง ไม่ได้เป็นผู้ลงมือด้วยตนเอง แต่ กังเฉิง ก็นับว่าตนติดค้างบุญคุณของ ซุน ที่ยื่นมือช่วยเหลือ... 

 

การจับคู่ของทั้งสองเหมือนคนหนึ่งใช้กำลัง คนหนึ่งใช้ความคิด... 

 

“อะไรกัน จู่ ๆ ทำไมเจ้าจึงสนใจเรื่องของ ลมปราณใด?!” กังเฉิง กล่าวพยางยกมุมปากสูง 

 

“ก็เรื่องของสหาย เหล่าซือ ที่ให้เหรียญทองข้ามา ตามที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ... ตอนที่ข้าได้มีโอกาสตวัดกระบี่เมื่อวันก่อน มันทำให้ข้ารู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปสำหรับตนเอง...” ซึน กล่าวพร้อมสีหน้าครุ่นคิด... 

 

“ให้ข้าสอนเจ้าหรือไม่เล่า?! แม้ว่าข้าเองจะยังไม่ได้เก่งกาจนัก แต่ถ้าเพียงแค่สอนคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยอย่างเจ้า ข้าก็คงพอทำได้...” กังเฉิง เสนอตัว 

 

แต่ ซุน กลับส่ายหน้าปฏิเสธ... 

 

“อะไร... ไม่ไว้ใจข้างั้นหรือ?!” กังเฉิง เค้นเสียงถามย้ำ 

 

“เปล่า...ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่ข้ามีเหตุผลของข้า... หาก เหล่าซือ ตัดสินใจจะไม่ชี้นำให้ข้าร่ำเรียนฝึกฝนเกี่ยวกับ พลังลมปราณ ข้าก็ตัดสินใจจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันตามที่ เหล่าซือ ต้องการ...” ซุน กล่าวขึ้น 

 

เนื่องด้วย ซุน มองเห็น เหล่าซือ ทับซ้อนกับ อาจารย์ผัน ผู้ที่พยายามกล่าวห้ามมิให้ ซุน เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวิชาอาคม แต่ด้วยความดื้อรั้นของเด็กหนุ่ม จึงส่งผลให้ ซุน ต้องตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้... ดังนั้นแล้ว ซุน จึงตั้งปณิธานไว้กับตนเอง ว่าจะปฏิบัติตามการชี้นำของ เหล่าซือ ผู้ที่เป็นแสงสว่างให้ตนในชีวิตที่สองนี้อย่างเคร่งครัด และไม่ทำให้ผู้ที่เป็นอาจารย์ต้องผิดหวังอีกครั้ง... 

 

“สุดแล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน... เปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็บอกข้าได้...” กังเฉิง กล่าวขึ้น ก่อนที่สายตาของเด็กหนุ่มจะแข็งค้างไปชั่วครู่ขณะ หันมองตรงไปยังประตูทางเข้าโรงเตี้ยม... 

 

ซุน จึงหันหลังมองตรงไปยังทิศทางเดียวกัน... ก็เห็นว่ากลุ่มหญิงสาวก่อนหน้านี้ กำลังเข้ามาในโรงเตี้ยมด้วยเช่นกัน แต่แปลกตรงที่พวกนางมาพร้อมกับ หญิงสาว อีกคนหนึ่งซึ่งใบหน้ามีผ้าเบาบางปกปิดเอาไว้เผยออกมาให้เห็นเพียงดวงตา รัศมีที่นางแผ่ล้นออกมานั้น มีมากกว่ากลุ่มหญิงสาวที่รายล้อม อาภรณ์ที่สวมใส่และเครื่องประดับที่ตกแต่ง ก็ดูจะสง่างามมากยิ่งกว่า คาดว่าคงมีสถานะที่สูงล้ำภายใน สำนักหงส์สราญ... 

 

“ซุน!! เห็นหญิงสาวคนนั้นหรือไม่!! แม้นางจะโผล่มาให้เห็นแค่ดวงตา นางยังงดงามถึงเพียงนั้น!!” กังเฉิง ออกอาการอย่างเห็นได้ชัด ตั้งท่าจะลุกเข้าไปเกี้ยวพาตามประสา หากแต่ ซุน กับจับคว้าข้อมือของสหายเอาไว้แนบแน่น... 

 

“อย่าดีกว่า... เจ้าเห็นพัดเหล็กในมือของนางหรือไม่?! ตามที่ข้าเคยได้ยินได้ฟังข่าวลือมา ศิษย์หลักอันดับ 1 ของ สำนักหงส์สราญ ก็ใช้พัดเหล็กเช่นนั้น ทั้งยังได้ยินว่านางเป็นหญิงสาวที่แสนเย็นชา สังหารคนได้กระพริบตาอีกด้วย... ป้ายทองแดง ที่นางแขวนไว้ข้างเอวนั่น ก็ยังบ่งบอกว่านางเป็นชนชั้นฐานะพิเศษ ตระกูลระดับเจ้าเมือง ที่พวกเราไม่ควรแตะต้อง...” ซุน เค้นเสียงกำชับหนัก ไม่บ่อยครั้งนักที่ ซุน จะตักเตือนเช่นนี้ 

 

กังเฉิง กลืนน้ำลายฝืดเคือง ก่อนจะที่กลับมานั่งที่เดิม... 

“เกือบไปแล้วมั้ยเล่า!! หากเจ้าเตือนข้าช้าไปกว่านี้ ชะตาข้าคงขาดวิ่นเป็นแน่!!” 

 

ซุน เหลือบมองไปยังกลุ่มหญิงสาวอีกเล็กน้อย... แสดงสีหน้าครุ่งคิดขึ้น... 

“ว่าแต่พวกนาง มาทำอะไรที่หมู่บ้านรกร้างแห่งนี้กันแน่นะ?! ข้ารู้มาว่าต่อให้เป็นชุมชนเล็ก ๆ ของ มณฑลหนานเหอ ก็ยังดูมั่งคั่งกว่าชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงแห่งนี้หลายต่อหลายเท่า ดังนั้นพวกนางคงไม่ได้มาเที่ยวเล่นเป็นแน่... 

 

หรือว่าพวกนางมีภารกิจพิเศษอันใด ในละแวกนี้?!” 

 

…………………………………….  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว