facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 เพลงกระบี่

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 เพลงกระบี่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 497

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2563 22:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 เพลงกระบี่
แบบอักษร

ตอนที่ 4

 

“นี่ ไป๋เอ๋อ... รู้หรือไม่ว่าเจ้าเป็นอาชาตัวที่สามแล้ว สำหรับอาชาสองตัวแรก มันอ่อนล้าเกินกว่าที่พวกเราจะร่วมเดินทางกัน ท่านปู่ไม่ยอมเสียเวลาให้พวกมันพักฟื้น แต่เลือกที่จะเปลี่ยนม้าไปเรื่อย ๆ ตลอดการเดินทาง... ไม่รู้ว่า เวลานี้ ปิงเอ๋อ และ อิงเอ๋อ จะเป็นยังไงกันบ้าง ข้ารู้สึกผิดยิ่งนักที่ต้องทิ้งพวกมัน...” เด็กสาวยืนพูดคุยกับ อาชาของนางเป็นวรรคเป็นเวร ประหนึ่งว่าอาชาฟังความนางรู้เรื่อง 

 

ซุน ที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็น ถึงกับมิอาจกลั้นขำ... 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าเจ้าจะกำลังคุยกับม้า!!” 

 

หญิงสาว หน้าแดงก่ำขึ้นทันทีด้วยความอับอาย... ในตอนที่ปู่ของนางว่ากล่าว นางยังไม่รู้สึกอับอายเทียบเท่ากับการถูกเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกัน ค่อนแคะเช่นนี้... 

“จะ...เจ้าคนชั่วร้าย!! ข้าคุยกับม้าแล้วอย่างไรเล่า!! ดีกว่าไปคอยติเตียนผู้อื่นเช่นที่เจ้ากระทำ” 

 

ซุน กลับหัวร่อหนักข้อขึ้นอย่างไร้เหตุผล... 

ยิ่งสร้างความเดือดดาลให้กับเด็กสาวอย่างมาก... 

 

“ซุน... อย่าเสียมารยาทกับแขก...” เหยาหมิง เค้นเสียงดุมาแต่ไกล 

 

ซุน ใบหน้าซีดเซียวลงเล็กน้อย... 

“ขออภัย เหล่าซือ... ข้าบังเอิญเห็นว่านางทำตัวประหลาด จึงอดไม่ได้ที่จะยุแหย่เล็กน้อย หาได้มีเจตนาเสียมารยาท...” 

 

“หึหึ... หลานสาวข้าออกจากแปลกไปเสียบ้าง เพราะนางถูกชุบเลี้ยงมาโดยยายเฒ่าประหลาดตั้งแต่แบเบาะ ข้ากำลังพาตัวนางกลับไปที่สำนักบุปผาประจิม เพื่อเรียนรู้สภาพแวดล้อมของโลกภายนอก...” เตียมู่หยง กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มชรา 

 

“ซุน... มาหา เหล่าซือ...” เหยาหมิง เค้นเสียงขึ้นอีกครั้ง 

 

ซุน ให้ความสำคัญกับคำสั่งของ เหล่าซือ ผู้เป็นคนชุบเลี้ยงตนอย่างเคร่งครัด เต็มไปด้วยความเคารพยิ่ง เพราะหากไม่มี เหล่าซือ เด็กหนุ่มก็คงอดตายดังสุนัขข้างถนนภายในสลัม... เด็กหนุ่ม เดินตรงเข้ามาประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ... 

“มีสิ่งใดหรือ... เหล่าซือ?” 

 

“อืม... อันที่จริงข้าก็ไม่มีอะไร หากแต่สหายข้าสนใจเรื่องบางอย่าง จึงอยากรบกวนเจ้าเล็กน้อย...” เหยาหมิง กล่าวตามตรงพลางหันมองไปยัง เตียมู่หยง 

 

ชายชราเผยรอยยิ้มขึ้น... 

“ข้าได้ยิน เหล่าซือ ของเจ้า บอกว่าเจ้ามีพรสวรรค์ในด้านการเรียนรู้ และจดจำตำรา จึงสงสัยว่ามันจริงแท้เพียงใดเท่านั้นเอง... แต่ว่าข้าจะไม่ทดสอบเจ้าด้วยตำรา แต่ต้องการทดสอบเจ้าด้วยกระบวนท่าเพลงกระบี่ หากเจ้ามีพรสวรรค์จริง ข้าอาจชักนำเจ้าสู่อนาคตที่เปิดกว้าง สนใจหรือไม่เล่า?” 

 

ซุน แสดงสีหน้าฉงนเล็กน้อย... 

“กระบวนท่าเพลงกระบี่? ตลอดชีวิตข้ามิเคยจับกระบี่ เนื่องด้วยมันเป็นของแพงที่มีราคาในสลัมหมู่บ้าน... ดูท่าข้าคงทำให้ท่านต้องผิดหวังเสียแล้ว...” 

 

“อะไรกัน... เจ้าจะยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยงั้นหรือ?! เช่นนั้นหากข้าให้เจ้า 10 เหรียญทองเล่า… จะพอทำให้เจ้าตั้งใจมากยิ่งขึ้นได้หรือไม่? และหากเจ้าแสดงท่วงท่าเพลงกระบี่ได้เหมือนกับข้าจริง ๆ เอาไปเลย 100 เหรียญทอง...” เตียมู่หยง แสยะยิ้มเล็กน้อย 

 

ซุน ดวงตาเบิกโพรงทันที... จำนวนเงิน 100 เหรียญทอง เพียงพอจะทำให้เหล่าคนเถื่อนฆ่ากันในสลัมได้แล้ว จากความอดอยากที่มี แน่นอนว่ามันเป็นจำนวนเงินที่มากยิ่งสำหรับ ซุน ในตอนนี้... 

 

“ในเมื่อผลลัพธ์มีแต่ได้ เช่นนั้นผู้เยาว์ขอทดสอบดู...” น้ำเสียงของ เด็กหนุ่ม แน่นหนักขึ้นในพลัน 

 

เตียมู่หลง พาทุกคนมายังแนวป่าข้าง สถานศึกษาศาสตร์อักษร... บริเวณลานทุ่งหญ้า มีต้นไม้ใหญ่ตนหนึ่งตั้งตระหง่านเด่นชัด... ชายชรา ถือกระบี่สืบเท้าไปยังเบื้องหน้าต้นไม้ดังกล่าว... 

“จับตาดูให้ดี... นี่คือเพลงกระบี่พื้นฐาน สำนักสายลมประจิม...” 

 

ทันทีที่มือสัมผัสกระบี่ข้างเอว... สายตาของ เตียมู่หยง ก็แข็งกร้าวขึ้นจนทำให้ ซุน ขนลุกชูชันโดยไร้คำอธิบาย... ย่างก้าวของชายชราพลิ้วไหวต่อเนื่อง วางเท้า 6 ครั้งก่อนจะตวัดปลายกระบี่ แน่นอนว่า เตียมู่หยง มิได้ใช้ลมปราณขับเคลื่อนท่วงท่า หาไม่แล้ว ซุน จะไม่มีทางมองตามได้ทัน... 

 

ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! 

 

ซุน มองเห็นกระบี่ถูกตวัด 3 ครั้ง แต่กลับทิ้งร่องรอย 9 รอย ไว้บนต้นไม้อย่างน่าอัศจรรย์!! รู้ตัวอีกครั้งกระบี่ก็กลับเข้าไปในฝักเสียแล้ว...  

 

เหยาหมิง เผยรอยยิ้ม พร้อมพยักหน้าเบา ๆ 

“เพลงกระบี่สายลมคิมหันต์ งั้นหรือ? เจ้าแก่เจ้าเล่ห์ ไหนบอกว่าเป็นเพลงกระบี่พื้นฐาน?” 

 

“หึหึ... ก็พื้นฐานของศิษย์สายในยังไงเล่า? ข้าไม่ได้พูดสักคำว่าเป็นพื้นฐานแรกเริ่ม... อีกทั้งหากเป็นการทดสอบง่าย ๆ จะเรียกว่าเป็นการทดสอบได้อย่างไร?” เตียมู่หยง กล่าวขึ้นทั้งรอยยิ้มชรา 

 

ซุน แสดงสีหน้าครุ่นคิด พิจารณาทั้งการวางเท้า และรอยกระบี่บนต้นไม้อย่างละเอียด ใช้ปลายนิ้วลูบเบา ๆ สังเกตแม้กระทั่งความลึกของรอยที่ปรากฏนั้น... หญิงสาว เฝ้ามองดูการกระทำของเด็กหนุ่ม พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน... 

“อย่าได้ลองให้อับอายเลย ยอมแพ้ไปเสียเถอะ เหล่าซือ จะได้มิต้องอับอาย...” นางกล่าวค่อนแคะเอาคืนเรื่องเมื่อครู่ 

 

ทว่า...ราวกับสมาธิของ เด็กหนุ่ม จดจ่อกับสิ่งอื่น  

เสียงค่อนแคะที่นางกล่าว ไม่ได้เข้าหูเด็กหนุ่มสักนิด... 

 

“ขอกระบี่...” ซุน ยื่นมือออกมา 

 

เตียมู่หยง จึงหยิบกระบี่ของหลานสาวมอบให้กับ ซุน เนื่องด้วยกระบี่ประจำกายของชายชรา มิใช่สิ่งที่ ซุน จะสามารถใช้งานได้... สัมผัสแรกที่ ซุน จับต้อง ก็เริ่มพิจารณาทั้งน้ำหนัก ความยาว ดึงออกจากฝักเนื่องช้า ตวัดกวัดแกว่งสร้างความคุ้นชิน 

 

เตี่ยมู่หยง หดนัยน์ตาแคบเล็กน้อย... การจับกระบี่แม้มิใช่เรื่องยากที่ต้องฝึกฝน หากแต่ตำแหน่งการจับที่ดีที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับความถนัดและสัญชาตญาณ ซึ่ง ซุน จับถูกตำแหน่งที่สมบูรณ์ได้ในทันที... 

“เจ้าไม่เคยจับกระบี่จริง ๆ หรือ?!” 

 

“ผู้เยาว์เคยจับมีดจับพร้ามาบ้างตามประสา... แต่ไม่เคยจับกระบี่มาก่อน...” เด็กหนุ่ม กล่าวขึ้นตามตรง 

 

ซุน ยืนตั้งสมาธิ หันปลายกระบี่ชี้เข้าหาต้นไม้... ภาพการเคลื่อนไหวของชายชราทับซ้อนกันในหัวจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ เป็นแปด เป็นสิบ เป็นร้อยครั้งในไม่กี่อึดใจ พลังสมาธิและการจดจำของ ซุน ราวกับผิดปกติไปจากผู้คนสามัญ... 

 

เด็กหนุ่ม เริ่มเคลื่อนไหว!! วางเท้า 6 ก้าวแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน ทำเอา เตียมู่หย่ง ถึงกับตกตะลึง... ก่อนที่ ซุน จะตวัดกระบี่ 3 ครั้ง ในถ่วงท่าที่ทับซ้อนกับชายชราทุกกระเบียดนิ้ว... 

 

ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! 

 

“!!!!!!!!!!” ทุกคนเบิกตากว้างขึ้น เมื่อเห็นรอยกระบี่บนต้นไม้... 

 

มันเด่นชัดที่ 3 รอยกระบี่... มิใช่ 9 รอยกระบี่ เฉกเช่น เตียมู่หยง... เหล่าซือ ถอนหายใจเบา ๆ ออกมา ส่วนด้าน เตียมู่หยง กลับแผดเสียงหัวเราะชอบใจ... 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่เลว ไม่เลวจริง ๆ เจ้าสามารถลอกเลียนท่วงท่าของข้าได้อย่างน่าอัศจรรย์!! แต่น่าเสียดายที่เจ้ายังไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้แห่งเพลงกระบี่ จึงไม่อาจแสดงอานุภาพของเพลงกระบี่สายลมคิมหันต์ออกมาได้... เอาเถอะ!! อย่างไรก็นับว่าเจ้าทำได้ไม่เลวแล้ว เห็นเพียงครั้งเดียวยังเลียนแบบได้ถึงเพียงนี้...” 

 

เตียมู่หยง ตบไหล่ของ ซุน เบา ๆ หากแต่มันก็ชัดเจนว่าเป็นเพียงคำปลอมใจ... ด้านหญิงสาวหัวเราะขบขันตามประสานาง จะมีก็แต่ เหล่าซือ ที่เผยรอยยิ้มเจือจาง พลางพยักหน้าให้กับ ซุน... เด็กหนุ่ม ไม่มีท่าทีก้าวร้าวหรือเขินอายใด ๆ ในความพลั้งพลาด 

 

ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ... 

“ขออภัยที่ผู้เยาว์ทำให้ผู้อาวุโสผิดหวัง” 

 

“ไม่เลย... ไม่เลย... ข้าเสียอีกที่ไปคาดคั้นเจ้า ทั้งที่รู้ว่าเจ้ามิได้ร่ำเรียนวรยุทธ... เอานี่รางวัลของเจ้าตามสัญญา ข้าตั้งใจจะให้เจ้า 100 เหรียญทองแต่แรกแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะทำได้หรือไม่ได้...” เตียมู่หยง เผยรอยยิ้มชราที่ดูใจดี 

 

ซุน จึงรับไว้อย่างไม่เกรงใจ... 

 

“หากเจ้ามีโอกาส เจ้าสามารถแวะเวียนไปหาข้าได้เสมอ ที่ สำนักสายลมประจิม นามของข้าคือ เตียมู่หยง เอ่ยนามข้าออกไป ทุกคนในสำนักย่อมรู้จัก... เจ้าเป็นศิษย์ของสหายข้า ดังนั้นเมื่อมีโอกาสจงอย่าได้เกรงใจ...” 

 

ซุน ประสานมือโค้งตัวสุภาพอีกครั้ง... 

“ผู้เยาว์จะจดจำไว้...” 

 

“เด็กดี... เด็กดี... หากหลานสาวข้า ซวงซวง ว่านอนสอนง่ายเยี่ยงเจ้า คงจะดีไม่น้อย...” เตียมู่หลง กล่าวพลางเหลือบมองไปยังหญิงสาว... 

 

“ท่านปู่!!” นางกระฟัดกระเฟียดจนน่าเอ็นดู ทำเอาทุกคนมิอาจกลั่นหัวเราะ 

 

ช่วงบ่ายวันนั้น เตียมู่หลง และ หลานสาว ก็ออกเดินทางต่อในทันที... การแวะเวียนมาที่นี่ทำให้ทั้งคู่หลุดออกนอกเส้นทางมาไกล จึงไม่มีเวลามากนัก... สีหน้าของ เหยาหมิง ที่เห็นสหายค่อย ๆ ลับตา ดูย่ำแย่ลง หวนนึกถึงเรื่องในอดีตที่พยายามจะลืมเลือน... 

 

“เหล่าซือ... เท่าที่ข้าจับใจความได้ ท่านตัดขาดจากยุทธภพ เพราะภรรยาของท่านถูกสังหารด้วยเหตุผลของการแก่งแย่งชิงชังงั้นหรือ? ขออภัยที่ข้าเสียมารยาทละลาบละล้วง แต่ท่านไม่เคยเล่าถึงอดีตให้ข้าได้ฟังเลย...” ซุน เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย 

 

เหยาหมิง ถอนหายใจหนักหน่วง... 

“อืม... เป็นเช่นนั้นแหละ ภรรยาข้านางมาจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าการที่นางละทิ้งตำแหน่งในตระกูลเพื่อมาอยู่กับข้า ย่อมทำให้นางถูกเพ่งเล็งจากศัตรูของตระกูลนางไปด้วย... ในอดีตข้าเองก็ใช่จะไร้ฝีมือ แต่เพราะข้ามักใช้ชีวิตสันโดษ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สหายก็มีเพียงน้อยนิด จึงพลาดท่าถูกศัตรูเล่นงานเข้า จากจำนวนที่แตกต่าง... 

 

วันที่ภรรยาข้าตายไป ข้าได้ให้สัตย์สาบานต่อหน้าหลุมศพของนาง ว่าจะขอออกจากยุทธภพ... ใช้ชีวิตเพื่อผู้คนที่ยังด้อยโอกาส ตามความตั้งใจดั้งเดิมของภรรยาข้า...” 

 

ซุน มองเห็นดวงตาของ เหล่าซือ มีหยดน้ำตาเอ่อล้นขึ้น ทำให้เด็กหนุ่มไม่กล้าเอ่ยถามมากยิ่งไปกว่านั้น... หากเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ เหล่าซือ ไม่เคยกล่าวเรื่องราวในอดีตออกมาเลย ก็นับว่ามากเพียงพอแล้ว... 

 

………………………………….. 

 

กลางดึกคืนนั้น... 

 

ซุน ออกมาจากเรือนนอนเพียงลำพัง... กลับมายืนอยู่เบื้องหน้าของต้นไม้ต้นเดิม ซึ่งยังมีร่องรอยกระบี่เมื่อตอนกลางวันเด่นชัด... เด็กหนุ่ม หยิบเอากิ่งไม้ที่ดูถนัดมือขึ้นมา ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า ก้าวย่างวางเท้า 6 ครั้ง ตวัดกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว... 

 

ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! 

 

แน่นอนว่ากิ่งไม้ ย่อมไม่อาจทิ้งรอยกรีดลึกได้เฉกเช่นกระบี่... หากแต่ยังมองเห็นรอยตื้นเขินที่เปลือกไม้ปรากฏขึ้น 9 รอย!! ลักษณะแทบไม่ต่างอะไรกับที่ เตียมู่หยง ได้แสดงอานุภาพเมื่อช่วงกลางวัน... 

 

ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย จดจ้องไปที่รอยดังกล่าว... 

“นี่น่ะหรือ?! กระบวนท่าเพลงกระบี่... ช่างล้ำลึก และแตกต่างไปจากการฟาดฟันมั่วซั่วด้วย มีดอาคม ยิ่งนัก...” เด็กหนุ่ม กล่าวพึมพำขึ้นเบา ๆ 

 

ก่อนที่สายตาของ ซุน จะเหลือมองขึ้นสูง... 

“เจ้านี่ท่าจะโรคจิต... เหตุใดจึงชอบเอาก้นเหี่ยว ๆ แสนสกปรกของเจ้า มานั่งบนลงบนศีรษะข้า?!” 

 

ผีชราชีเปลือยแสยะยิ้ม โดยที่มันยังคงนั่งอยู่บนศีรษะของเด็กหนุ่ม... 

“จะบ่นอะไรมากมายกัน? ตัวข้าเป็นดวงวิญญาณ ก้นข้ามันจะสกปรกได้เยี่ยงไร? และเจ้าก็ควรจะระวังปากระวังคำไว้บ้าง หลงลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือผู้ที่เคยช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้เมื่อ 2 ปีก่อน?!” 

 

เด็กหนุ่ม พ่นลมหายใจแรงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์... 

“ช่วยชีวิตข้า? แต่พาข้ามาตกระกำลำบาก ในโลกที่แตกต่างไปจากเดิมเนี่ยนะ?!” 

 

เฒ่าชีเปลือย อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา... 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ก็มันช่วยไม่ได้นี่หว่า ร่างกายของเจ้าในวันนั้นมันหมดสภาพไปแล้ว!! กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติในโลกเดิมของเจ้ามันแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้เป็นข้าก็ไม่สามารถฉีกกฎเกณฑ์ในโลกเดิม เพื่อทำการรักษาชีวิตของเจ้าได้... 

 

ข้าจึงต้องลำบากพาเจ้า มายังสุริยะแห่งนี้!! สุริยะที่สามารถควบคุมกฎเกณฑ์ทุกอย่างได้ แม้แต่จะชุบชีวิตของผู้ที่เคยตกตายไปแล้วก็ยังทำได้ ขอเพียงแค่มีอำนาจและพลังที่มากเพียงพอ!! เจ้าเสียอีกที่ควรขอบคุณข้า เพราะข้าได้พาเจ้ากลับมายังดินแดนบ้านเกิดของเจ้า...” 

 

“เหลวไหล... คิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดเจ้าทั้งหมดงั้นหรือ?! เจ้ามันก็แค่ผีชราโรคจิต ที่พูดจาไร้สาระไปเรื่อย...” ซุน กล่าวขึ้นพลางไม่สบอารมณ์นัก 

 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เชื่อไม่เชื่อมันก็เรื่องของเจ้า!! ข้าไม่สนใจอยู่แล้ว” เฒ่าชีเปลือย ล่องลอยไปในอากาศอย่างไม่ทุกข์ร้อน แม้ ซุน จะเอากิ่งไม้พยายามฟาดฟันผีตนนี้ แต่ก็ไร้ความหมายเนื่องด้วยร่างกายของมันโปร่งใส ไม่อาจถูกแตะต้อง... 

 

“ไม่อยากจะเชื่อเลย!! เคยได้ยินแต่ว่าการมายังต่างโลก จะต้องมาพร้อมอำนาจพิเศษ หรือเป็นผู้กล้าอะไรเช่นนั้น... แต่ข้ากลับต้องมาตัวเปล่า และยังต้องมาถูกเจ้าผีชราชีเปลือยตนนี้สิงสู่อีก!!” ซุน ก่นด่าชะตากรรมของตนเอง พลางกุมขมับแนบแน่น ปวดหัวกับจิตวิญญาณของเฒ่าชราชีเปลือย ที่กำลังแหวกว่ายในอากาศเบื้องหน้า... 

 

........................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว