facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 49 ชัยชนะครั้งแรก

ชื่อตอน : ตอนที่ 49 ชัยชนะครั้งแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2563 11:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 49 ชัยชนะครั้งแรก
แบบอักษร

คนเหล่านี้คือศิษย์จากโรงเรียนจินเตา พวกเขามีด้วยกันห้าคน สองคนอยู่ในดินแดนการหลอมรวมพลังวิญญาณระดับสิบ อีกคนหนึ่งอยู่ระดับเก้า และอีกสองคนอยู่ในระดับแปด 

โม่เทียนเกอขมวดคิ้วอย่างตึงเครียด ด้วยปริมาณพลังที่สูญเสียไปจากการใช้กระบี่ป่าขจี นางมีพลังเหลือเพียงแค่ใช้ปกป้องตัวเองจากผู้ฝึกตนสองหรือสามคนที่มีระดับการฝึกตนอยู่ระดับเดียวกับนางเท่านั้น แต่ถ้ามากกว่าสามคนแล้วละก็... 

นางสงสัยว่าฉินซีจะสามารถรับมือกับพวกนั้นได้สักกี่คน 

ณ ขณะนั้น ฉินซีเก็บกระบี่ของเขาเข้ากระเป๋าเอกภพเรียบร้อยแล้ว เขากระซิบบอก “ศิษย์น้องเยี่ย ปล่อยศิษย์ระดับสิบทั้งสองคนนั้นเป็นหน้าที่ข้าเอง ส่วนอีกสามคนที่เหลือ เจ้าพยายามหลอกล่อให้พวกเขาติดกับ”  

โม่เทียนเกอพยักหน้า ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งป่าขจีหรือม่านพลังที่นางเชี่ยวชาญ ทั้งหมดล้วนมีประโยชน์ในการทำให้ศัตรูติดกับ แต่ไม่ใช่การฆ่า หากมีใครบอกให้นางต่อสู้กับพวกเขาโดยตรง นางก็คงไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไร แต่แน่นอนว่ามันง่ายกว่าถ้านางแค่ต้องหลอกล่อให้พวกเขาติดกับเพียงชั่วคราว 

ฉินซีดำเนินการตามแผน แน่นอนว่าพอคู่ต่อสู้ของพวกเขาเห็นว่าเขาอยู่ในดินแดนการหลอมรวมพลังวิญญาณระดับสิบ ศิษย์ระดับสิบทั้งสองคนก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าและควบคุมเครื่องมือวิญญาณให้โจมตีเขา 

หลังจากการรวมพลเซียน โม่เทียนเกอยังไม่เคยเห็นฉินซีต่อสู้อีกเลย อย่างไรก็ดี เขาชำนาญในด้านคาถาอย่างมากและยังฝึกวิชากายาพิสุทธิ์อีกด้วย ทั้งสองวิชาช่างเหมาะเจาะและสมควรสำหรับการต่อสู้ด้วยพลังเวทยิ่งนัก เป็นไปได้ว่าเขาน่าจะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนในระดับสิบของการหลอมรวมพลังวิญญาณคนอื่นๆ  

โม่เทียนเกอไม่มีเวลาจะมากังวลกับฉินซี ศิษย์ที่เหลือจำนวนสองจากสามคนกำลังพุ่งเข้ามาหานาง นางถอยไปหนึ่งก้าวและหมุนตัวเพื่อหลบหลีกการจู่โจม หลังจากนั้น นางก็รีบคว้ากระบี่ป่าขจีออกมาทันที ควบคุมกระบี่ให้ลอยอยู่กลางอากาศ ในขณะที่นางใช้มือโยนเมล็ดพันธุ์บางส่วนไปด้วย 

ด้วยความไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ในมือนางคืออะไรบ้าง ศิษย์ทั้งสองคนจึงเลือกที่จะหลบแทน อย่างไรก็ตาม ในวินาทีต่อมา พวกเขาก็รู้ตัวว่าเมล็ดพันธุ์ได้หล่นลงข้างๆ ขาพวกเขาและเติบโตอย่างรวดเร็วขึ้นเป็นเถาวัลย์หนามซึ่งเปล่งแสงสีแดงวิบวับอยู่บนหนาม วินาทีที่พวกเขาหยุดเพราะความตกใจ พวกเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวกับกำลังถูกเผาไหม้ทันที 

ก่อนที่พวกเขาจะมีปฏิกิริยาใดๆ โม่เทียนเกอก็โยนเมล็ดพันธุ์เข้าไปมากขึ้น หนามเพลิงแตกหน่อขึ้นทันทีอีกครั้ง ก่อให้เกิดเป็นม่านพลังดักวิญญาณซึ่งกักขังพวกเขาอยู่ตรงกลาง เมล็ดพันธุ์อีกเมล็ดถูกโยนเข้าไป และเมื่อมันตกลงใกล้ๆ ตัวพวกเขา เมล็ดพันธุ์ก็งอกออกเป็นดอกกุหลาบสีขาวขนาดใหญ่ที่เบ่งบานและแผ่กลิ่นหอมรัญจวนชวนหลงใหล ศิษย์ทั้งสองคนรู้สึกวิงเวียนขึ้นทันใด ไม่สามารถโคจรพลังวิญญาณของตัวเองได้ 

โม่เทียนเกอถอนใจยาวอย่างโล่งอก นางดึงกระบี่ป่าขจีกลับคืนมา ตาจ้องมองไม่วางตาไปที่ศิษย์อีกหนึ่งคนที่เหลืออยู่ เดิมทีศิษย์คนนั้นคิดว่าในเมื่อโม่เทียนเกอเป็นแค่ศิษย์ระดับแปดของการหลอมรวมพลังวิญญาณ ผู้ฝึกตนอีกสองคนที่อยู่ในดินแดนระดับเดียวกันกับนางก็น่าจะเอาชนะนางได้แล้ว เขาไม่คาดคิดเลยว่าพวกนั้นจะถูกนางกักขังในเวลาแค่เสี้ยววินาที ดังนั้นเขาจึงวางแผนใช้เครื่องมือวิญญาณของตัวเองโจมตีนางทันที 

ชายคนนี้มีไหวพริบดี เมื่อเขาเห็นกลยุทธ์ของโม่เทียนเกอ เขาจึงใช้วิชาตัวเบาทันทีและเลือกที่จะต่อสู้กับนางกลางอากาศ 

เนื่องจากร่างกายของพวกเขาลอยแกว่งอยู่กลางอากาศ นางจึงไม่สามารถวางม่านพลังหรือใช้เถาวัลย์หนามพวกนั้นเพื่อดักเขาได้ เขาเพียงแค่ต้องต่อสู้กับบุษบาเสน่หาและกระบี่ป่าขจีของนาง 

นี่คือจุดอ่อนของโม่เทียนเกอในการต่อสู้ด้วยพลังเวท หลังจากเข้าสู่ดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังได้แล้ว โดยทั่วไปผู้ฝึกตนมักจะมีการต่อสู้กันในอากาศ เถาวัลย์หนามพวกนั้นก็จะไม่มีประโยชน์ ส่วนศาสตร์แห่งป่าขจีก็ทำได้เพียงกระตุ้นให้พืชโตเร็วขึ้น ดังนั้นของเหล่านี้จึงไร้ประสิทธิภาพเมื่อใช้กับผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลัง 

ชายคนที่อยู่ตรงหน้านางแค่ต้องเคลื่อนตัวด้วยวิชาตัวเบาเพื่อเหาะอยู่ในอากาศ และศาสตร์แห่งป่าขจีของนางก็ถูกทำให้ไร้ค่าไปเสียครึ่งหนึ่งแล้ว 

ชั่วขณะที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน โม่เทียนเกอรีบเหลือบมองไปที่ม่านพลังดักวิญญาณและนางก็ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด ม่านพลังดักวิญญาณสามารถใช้ขังคนได้แค่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปนางคงแย่แน่ 

เมื่อมีความคิดเช่นนี้ โม่เทียนเกอก็หยิบเครื่องรางออกมาจากในชุดคลุม ตั้งใจว่าจะจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม นางก็ต้องประหลาดใจ คู่ต่อสู้ของนางจู่ๆ ก็เปล่งเสียง “อ๊าก!” ออกมาด้วยความกลัวและความโกรธ 

โม่เทียนเกอหันหน้าไปและเห็นว่าฉินซีกำลังยื่นมือไปหยิบของบางอย่างขึ้นมา คู่ต่อสู้ของเขาเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น 

นางดีใจเป็นที่สุด ใช้โอกาสได้เปรียบจากช่วงเวลาที่คู่ต่อสู้ของนางไม่ทันตั้งตัว นางขว้างเครื่องรางใส่เขาไม่หยุด ท่ามกลางเครื่องรางของนางที่ระเบิดออกมาเป็นเปลวไฟนั้น แผ่นจารึกประจำตัวที่ห้อยอยู่ตรงเอวของชายคนนั้นก็เปล่งแสงสีขาวอ่อนๆ ออกมา ร่างของชายคนนั้นหายไปในแสง จากนั้นแผ่นจารึกประจำตัวก็ค่อยๆ หรี่แสงลงและตกลงสู่พื้น 

หลังจากหยิบแผ่นจารึกประจำตัวขึ้นมา นางก็หันกลับไปร่วมกับฉินซีเพื่อสู้กับผู้ฝึกตนระดับสิบที่เหลืออยู่ ชายคนนี้รู้สึกกระสับกระส่ายอยู่แล้วเพราะสหายของเขาถูกส่งตัวกลับออกไปทีละคนๆ เป็นเวลาไม่นานก่อนที่ตัวเขาก็ถูกกำจัดออกและแผ่นจารึกประจำตัวของเขาถูกฉินซีเก็บไป 

ส่วนผู้ฝึกตนระดับแปดที่เหลืออยู่สองคนซึ่งถูกกักขังอยู่ในม่านพลังดักวิญญาณ หลังจากที่พวกเขาสามารถหนีออกจากม่านพลังได้แล้วนั้น พวกเขาก็ถูกโจมตีด้วยคาถามากมายและพ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดายโดยไม่มีการขัดขืน เมื่อร่างของพวกเขาหายไป แผ่นจารึกประจำตัวของพวกเขาจึงตกลงสู่พื้นดิน 

โม่เทียนเกอถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางไม่มีประสบการณ์มากนักในการต่อสู้ ถึงแม้ว่าครั้งนี้ พวกเขาจะชนะแบบสองต่อห้า แต่ที่จริงแล้วนางก็ไม่ได้รู้สึกว่านางมีความเข้าใจในเรื่องการต่อสู้มากนัก นางตึงเครียดตั้งแต่นาทีแรกที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น ดังนั้นเมื่อมันจบลง นางจึงรู้สึกราวกับว่าเรี่ยวแรงในขาของนางหายไปจนหมดสิ้น 

การได้เห็นแผ่นจารึกประจำตัวทั้งสองอันนั้น โม่เทียนเกอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แม้ว่าครั้งนี้ ฉินซีจะต่อสู้กับคนสองคน และนางสู้สามคน แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะฉินซีช่วยจัดการชายคนแรก นางถึงได้มีโอกาสในการสู้กลับ ดังนั้น โดยปกติแล้วนางไม่ควรรับแผ่นจารึกประจำตัวสองอันนี้ไว้ อย่างไรก็ตาม นางก็ค่อนข้างไม่อยากจะเสียมันไป 

ฉินซียิ้ม “ศิษย์น้องเยี่ย ชายสองคนนั้นถูกกักขังก็เพราะเจ้า เจ้าเอาแผ่นจารึกประจำตัวของพวกเขาไปเถอะ”  

การยินยอมเสียสิทธิ์ของเขาทำให้นางรู้สึกเหมือนคนใจแคบและรู้สึกละอายใจ แต่อย่างไรก็ตาม นางเรียนรู้แล้วว่าไม่ควรเล่นตัวในการปฏิเสธสิ่งต่างๆ ดังนั้น นางจึงเอาแผ่นจารึกประจำตัวไปทันที ก่อนที่จะพูดอย่างจริงจังว่า “ขอบคุณศิษย์พี่ฉิน ข้าจะจดจำความมีน้ำใจนี้เอาไว้”  

ฉินซีเพียงแค่โบกมือโดยไม่ได้พูดอะไร 

ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านนอกของห้อง โม่เทียนเกอและฉินซีต่างมองหน้ากัน พวกเขารู้สึกหดหู่ใจ ทำไมถึงมีอีกกลุ่มโผล่มาทันทีหลังจากที่พวกเขาเพิ่งจะจัดการกับกลุ่มหนึ่งไปได้ 

วินาทีถัดมา พวกเขาทั้งคู่ต่างตกใจที่ได้เห็นชายคนที่เดินเข้ามาในห้อง ที่จริงแล้วนั่นคือหลิ่วอีเตา!  

“ศิษย์พี่หลิ่ว!”  

หลิ่วอีเตาประหลาดใจที่ได้เจอพวกเขา “ที่แท้ก็เป็นเจ้าทั้งสองที่เดินอยู่ตรงหน้าข้านี่เอง! แล้วศิษย์น้องเจียงกับศิษย์น้องซูล่ะ เจ้าเจอพวกเขาบ้างหรือไม่”  

โม่เทียนเกอส่ายหน้า “เราไม่ได้เจอเลยศิษย์พี่หลิ่ว สถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง”  

หลิ่วอีเตาตอบว่า “พอข้ารู้ว่าม่านพลังถูกทำลายลง ข้าก็ออกตามหาพวกเจ้าทันที ในท้ายที่สุด ข้าหาอยู่เป็นเวลานานแต่ก็ไม่เจอใครจนกระทั่งข้ามาถึงที่นี่นั่นล่ะ”  

“ศิษย์พี่ทั้งสองไม่อยู่ข้างนอกหรือ”  

“ข้าไม่เห็นพวกเขาเลย”  

โม่เทียนเกอนิ่วหน้า “ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของพวกเขาจะไม่ดีเสียแล้ว” มันน่าจะง่ายมากที่จะเจอที่นี่หลังจากม่านพลังถูกทำลายลงไป แต่กระนั้น ทั้งสองคนก็ยังไม่มา  

หลิ่วอีเตาและฉินซีจ้องมองนางด้วยความสับสน 

หลังจากหยิบเครื่องรางหยกเรียกขานออกมาจากกระเป๋าเอกภพ โม่เทียนเกอใส่พลังวิญญาณลงไป ต้องการที่จะส่งไปถึงสวีจิ้งจือ ทว่าถึงอย่างนั้น เครื่องรางหยกกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรแม้แต่น้อย นางถอนหายใจ เก็บเครื่องรางหยกกลับเข้าไปและกล่าวว่า “พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ พวกเขาอาจจะถูกคัดออกไปแล้ว”  

ฉินซีพูดขึ้นมาทันทีว่า “พวกเขาถูกกำจัดโดยห้าคนเมื่อครู่นี้น่ะหรือ”  

“คงอย่างนั้น พวกเขาถูกส่งมาที่นี่ ศิษย์พี่ทั้งสองคงจะเจอพวกเขาข้างนอกและถูกทำให้แพ้โดยการร่วมมือกันของพวกเขา”  

หลิ่วอีเตาสับสน “เกิดอะไรขึ้น”  

โม่เทียนเกออธิบายให้ฟัง “หลังจากที่พวกเรามาถึงห้องนี้ ศิษย์ห้าคนจากโรงเรียนจินเตาก็เข้ามา”  

หลิ่วอีเตาตกใจและถามว่า “แล้วตอนนี้พวกเขาไปไหนล่ะ”  

“เราชนะและพวกเขาถูกส่งออกไป”  

ช่วงเวลาสั้นๆ ผ่านไปก่อนที่หลิ่วอีเตาจะตอบอะไร เขาถอนใจแล้วพูดว่า “ข้าประเมินเจ้าสองคนต่ำไป เจ้าสู้สองคนต่อห้าคน แต่พวกเจ้าก็ชนะจนได้!”  

โม่เทียนเกอยิ้ม “พวกเขาไม่ทันระวังตัวเพราะไม่คุ้นเคยกับลักษณะคาถาของข้าน่ะ ศิษย์พี่ฉินต่างหากที่ควรจะได้รับการยกย่องทั้งหมด เขาไม่ตื่นตระหนกเลยถึงแม้เขาจะสู้กับคนถึงสองคน แถมยังเอาชนะพวกเขาคนหนึ่งได้ก่อนด้วย ข้าคงไม่สามารถทำอะไรได้ถ้าไม่มีศิษย์พี่”  

ฉินซีเพียงแค่ส่ายหน้าและเปลี่ยนเรื่องคุย “ในเมื่อศิษย์พี่หลิ่วก็อยู่ที่นี่แล้ว เราควรจะปรึกษากันถึงขั้นตอนต่อไปของเรา เราอยู่ที่นี่มาครึ่งวันแล้ว แต่เรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ข้างนอกเลย”  

หลิ่วอีเตาพูดว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราออกไปข้างนอกกันดีไหม”  

โม่เทียนเกอลังเล “หากออกไปตอนนี้ จะไม่อันตรายเกินไปสำหรับพวกเราหรอกหรือ”  

หลิ่วอีเตาตอบว่า “ศิษย์น้องเยี่ย มันยิ่งจะอันตรายถ้าเราซ่อนอยู๋ในนี้เป็นเวลานาน หุบเขาหมีอู้ไม่ได้ใหญ่โตขนาดนั้น แต่มีศิษย์จากสำนักจีเซียเป็นจำนวนมากในครั้งนี้ เมื่อพวกเขากำจัดคนข้างนอกทั้งหมด พวกเขาอาจจะหันกลับมาและเริ่มค้นหาในบริเวณนี้ เมื่อถึงตอนนั้น เราจะซ่อนตัวกันลำบาก และเมื่อพวกเขาเจอเรา เราคงไม่มีทางออกแน่”  

สิ่งที่เขาพูดก็มีเหตุผล ดังนั้นโม่เทียนเกอและฉินซีจึงไตร่ตรองถึงข้อเสนอแนะของเขาอยู่สักพัก จากนั้นฉินซีจึงพูดว่า “เราออกไปข้างนอกกันเถอะ ในเมื่อเราไม่สามารถหลบซ่อนได้ เราค่อยมาปรึกษากันอีกทีหลังจากเราเอาชนะคนได้หลายคนแล้ว”  

หลิ่วอีเตากับโม่เทียนเกอไม่ได้คัดค้าน 

ด้วยการช่วยคุ้มกันจากหลิ่วอีเตา โม่เทียนเกอและฉินซีตัดสินใจที่จะปรับลมปราณเป็นอย่างแรก เพื่อฟื้นพลังวิญญาณที่พวกเขาใช้ไปจนหมดในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เมื่อพวกเขาฟื้นฟูพลังวิญญาณและพละกำลังแล้ว ทั้งสามคนจึงเก็บข้าวของและเดินออกจากม่านพลังไป 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว