facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 47 เขาวงกต

ชื่อตอน : ตอนที่ 47 เขาวงกต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ส.ค. 2563 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 47 เขาวงกต
แบบอักษร

ผู้นำของกลุ่มการฝึกตนทั้งสามกลุ่มจับมือกัน ทันใดนั้น ม่านพลังเคลื่อนย้ายก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศเหนือยอดเขา 

เป็นครั้งแรกที่โม่เทียนเกอได้เห็นม่านพลังเคลื่อนย้าย ถึงแม้ว่านางจะศึกษาเรื่องม่านพลัง แต่ขนาดของม่านพลังเคลื่อนย้ายนั้นเหมือนกับม่านพลังที่ใช้ปกป้องขุนเขาอันยิ่งใหญ่ เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยทักษะม่านพลังของนางในตอนนี้ 

ม่านพลังเคลื่อนย้ายทรงกลมเบื้องหน้านางถูกตกแต่งเต็มไปด้วยรูปเมฆที่ซับซ้อน มีศิลาวิญญาณสลักอยู่ในนั้น ม่านพลังนั้นฉายแสงสว่างไสวและมีลำแสงสีสันสดใส ให้ความรู้สึกลึกลับแก่ผู้ที่ได้พบเห็น 

ความสนใจของนางจับจ้องอยู่ที่ม่านพลังนี้ในขณะที่พยายามจะทำความเข้าใจความหมายของรูปแบบต่างๆ ในนั้น ม่านพลังทุกอันต้องถูกตีความตามกฎหยินและหยางของโลก เช่นเดียวกับตรีลักษณ์ทั้งแปด และธาตุทั้งห้า อย่างไรก็ตาม การจัดเรียงที่สลับซับซ้อนของตรีลักษณ์ทั้งแปดและรูปแบบหยินหยางต่อหน้านางนั้นยากเกินกว่าจะเข้าใจได้ 

โม่เทียนเกอถอนหายใจ ไม่ใช่เพราะความรู้ของนางในเรื่องม่านพลังมีไม่เพียงพอ ทว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่นางไม่สามารถเข้าใจได้เพราะระดับการฝึกตนปัจจุบันของนาง บางทีถ้าหลังจากที่นางเข้าถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังและการก่อเกิดแก่นขุมพลัง หรือแม้แต่ดินแดนแห่งจิตวิญญาณใหม่ได้แล้ว นางอาจจะมีความรู้ความสามารถพอที่จะเข้าใจสิ่งนี้ก็เป็นได้ 

เมื่อม่านพลังเคลื่อนย้ายปรากฏขึ้น ทุกคนต่างแก่งแย่งกันเพื่อที่จะถูกส่งไปก่อนคนอื่น ถ้าผู้อาวุโสจากกลุ่มของพวกเขาไม่อยู่ที่นี่ บางทีอาจเกิดความขัดแย้งขึ้นแล้วก็ได้ 

หลังจากนั้นไม่นานก็ถึงเวลาของกลุ่มพวกเขา ด้วยแสงขาวสว่างวาบ ทั้งห้าคนก็หายตัวเข้าไปในม่านพลังเคลื่อนย้ายพร้อมๆ กัน 

จู่ๆ สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวพวกเขาก็มืดมิด โม่เทียนเกอตะลึงงันเมื่อนางลืมตาขึ้นมา ข้าอยู่ที่ไหนเนี่ย! ?  

ขณะนี้คนอื่นๆ ก็ลืมตาขึ้นแล้วเช่นกันและต่างสำรวจสภาพรอบตัว ทุกคนขมวดคิ้ว 

สถานที่ที่พวกเขาอยู่ ณ ตอนนี้คือช่องที่ยาวและแคบ ล้อมรอบไปด้วยกำแพงหิน ดูเหมือนว่าจะเป็นถ้ำอะไรสักอย่าง 

“ที่นี่ที่ไหนน่ะ” สวีจิ้งจือถามพร้อมกับมองไปรอบๆ “ไม่มีทางที่เราจะถูกส่งมาที่ถ้ำของสัตว์วิเศษใช่ไหม”  

เมื่อเขาออกความเห็นเช่นนี้ขึ้นมา สีหน้าทุกคนก็เปลี่ยนไป สิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง ที่นี่ดูเหมือนถ้ำจริงๆ บางทีนี่อาจจะเป็นรังของสัตว์วิเศษก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ละก็ พวกเขาก็ถือว่าเจอดีเข้าแล้ว! พวกเขาไม่ต้องเจอกับศิษย์จากกลุ่มการฝึกตนอีกสองกลุ่ม เพราะสัตว์วิเศษตนนี้คงจะจัดการพวกเขาก่อนแล้ว 

หลิ่วอีเตาดึงสติกลับมาและกล่าวว่า “สิ่งที่ศิษย์น้องซูพูดก็อาจจะถูก เราต้องคอยระวังตัวไว้”  

เมื่อสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวแล้ว ทั้งห้าคนจึงเลือกทิศทางที่จะไป เอาเครื่องมือวิญญาณออกมา เสกคาถาป้องกันตัว และก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง 

ไม่อาจรู้แน่ชัดว่าที่นี่คือรังของสัตว์วิเศษประเภทไหน มันเต็มไปด้วยเส้นทางคดเคี้ยวอยู่ทั่วทุกแห่ง ถึงแม้หลังจากเดินทั่วและสำรวจเส้นทางผ่านทางตันหลายจุด พวกเขาก็ยังไม่สามารถหาทางออกได้และไม่เจอสัตว์วิเศษใดเลยสักตัว เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็เริ่มหลงทิศ 

ถ้ำนี้แทบจะเป็นเขาวงกตแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเดินไปที่ไหน สภาพรอบตัวก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย กำแพงหินทุกที่ในถ้ำก็ดูเหมือนกันไปหมด 

หลังจากเดินอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง ทุกคนก็เริ่มสูญเสียความสงบนิ่ง แม้แต่เจียงซั่งหังก็ดูจะทนไม่ไหว โม่เทียนเกอก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจเช่นกัน ภาพทิวทัศน์ซ้ำๆ เหมือนเดิมของที่นี่ทำให้ทุกคนรู้สึกเบื่อหน่ายและรำคาญ สวีจิ้งจือจึงตัดสินใจเป็นคนนำและกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป เราไม่มีทางออกจากที่นี่ได้แน่!”  

หลิ่วอีเตาครุ่นคิดถึงสถานการณ์ของพวกเขาอยู่นานและพูดว่า “เช่นนั้นเราแยกกันเพื่อหาทางออกดีไหม”  

“นี่…” คนอื่นๆ ชักลังเล พวกเขาจะทำอย่างไรถ้าเกิดเจอสัตว์วิเศษเข้าหลังจากที่พวกเขาแยกกัน 

“ก็ได้ เราแยกกันเถอะ” ในที่สุดโม่เทียนเกอก็ตัดสินใจและพูดว่า “เราไม่รู้ว่าที่นี่เป็นถ้ำของสัตว์วิเศษจริงหรือไม่ ถ้าเกิดมันเป็นเพียงแค่ถ้ำหินปูนใต้ดินล่ะ แทนที่จะเดินวนอยู่อย่างนี้จนไม่รู้เวลา เราควรจะแยกกันและพยายามหาทางออกดีกว่า”  

“จริงด้วย!” สวีจิ้งจือกล่าว “ข้าเห็นด้วยกับศิษย์น้องเยี่ย ต่อให้เราเจออะไรอันตรายเข้าจริงๆ ก็แค่คิดเสียว่ามันเป็นการสั่งสมประสบการณ์ของเราแล้วกัน เราไม่เสียอะไรไปจากการแยกกันหรอก”  

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครค้านความคิดนี้ หลิ่วอีเตาจึงพูดว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราควรแบ่งเป็นสองหรือสามกลุ่ม ถ้าเราแบ่งเป็นสองกลุ่ม เราก็จะปลอดภัยขึ้นหน่อย แต่ถ้าเราแบ่งเป็นสามกลุ่ม เราก็จะหาทางออกได้เร็วยิ่งขึ้น”  

ฉินซีพูดขึ้นมาว่า “ในเมื่อเราตัดสินใจจะแยกกัน เราน่าจะแยกเป็นสามกลุ่มไปเลย”  

“ได้ ถ้าเราแบ่งเป็นสามกลุ่ม ข้าจะอยู่ตัวคนเดียวเอง ศิษย์น้องเจียงกับศิษย์น้องชิน เจ้าแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบนำทางให้ศิษย์น้อง”  

หลิ่วอีเตาจัดแบ่งกลุ่มเช่นนี้เพราะในหมู่พวกเขาทั้งห้าคน ตัวเขา เจียงซั่งหัง และฉินซีล้วนอยู่ในดินแดนการหลอมรวมพลังวิญญาณระดับสิบ ในขณะที่ทั้งสวีจิ้งจือและโม่เทียนเกออยู่ในระดับแปด การแบ่งกลุ่มเช่นนี้ทำให้แน่ใจว่าความแข็งแกร่งของแต่ละกลุ่มจะเท่าเทียมกัน และพวกเขาจะไม่ถูกทำให้แพ้เร็วเกินไปนัก ตัวหลิ่วอีเตาเองอาสาที่จะไปคนเดียวและอาจจะถือได้ว่าเป็นคนหนึ่งที่เสียเปรียบที่สุดในกลุ่ม เพราะอย่างนั้น พวกเขาจึงไม่ได้คัดค้านอะไรกับการแบ่งกลุ่มนี้ 

“ขอบคุณศิษย์พี่” ฉินซีกล่าวคำขอบคุณ จากนั้นเหลือบมองมาที่โม่เทียนเกอและสวีจิ้งจือ “ศิษย์น้อง ใครจะไปกับข้า”  

โม่เทียนเกอและสวีจิ้งจือต่างมองหน้ากัน 

สวีจิ้งจือจึงพูดว่า “ศิษย์น้องเยี่ยไปกับศิษย์พี่ฉินแล้วกัน ข้าจะตามศิษย์พี่เจียงไปเอง” ในขณะที่เขาพูดเขาก็ขยิบตาให้นางไปด้วย  

โม่เทียนเกอเข้าใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร สวีจิ้งจือรู้ว่านางไม่ชอบเจียงซั่งหังเพราะเขาไม่ซาบซึ้งในความมีน้ำใจของนางเมื่อตอนที่นางช่วยเขาครั้งก่อน เขาจึงปล่อยให้นางไปกับฉินซี นางยังรู้ด้วยว่าสวีจิ้งจือมีสัมพันธ์อันดีกับเจียงซั่งหังมากกว่านาง เพราะอย่างนั้น นางจึงไม่ได้ปฏิเสธและพยักหน้ารับ “ตกลง”  

ทั้งห้าคนแยกตัวกันเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มมุ่งหน้าไปในทิศทางที่เลือก 

โม่เทียนเกอเดินตามฉินซีมาสักพักแล้ว ถนนหนทางยังดูเหมือนกับเขาวงกต กำแพงหินยังดูเหมือนเดิม พวกเขาเจอทางตันหลายทาง และยังทำเครื่องหมายไว้ด้วยตามวิธีก่อนหน้านี้ แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นผล 

หลังจากใช้เวลาอีกชั่วโมงไปเช่นนั้น โม่เทียนเกอก็เริ่มจะอดรนทนไม่ไหว นางมั่นใจมากขึ้นว่าถ้ำนี้ไม่ใช่ถ้ำของสัตว์วิเศษแน่ และคนยุคก่อนจากทั้งสามกลุ่มการฝึกตนต้องวางม่านพลังวงกตไว้ที่นี่แทน สัตว์วิเศษคงไม่มีความสามารถที่จะคิดและทำถ้ำให้ออกมาเหมือนเขาวงกตอย่างนี้ได้ 

ภายในถ้ำนี้ พวกเขาไม่สามารถแยกความแตกต่างของทิศทางได้เลย 

จู่ๆ ฉินซีก็หันมาและจ้องมองนาง “ศิษย์น้องเยี่ย ตั้งสติเอาไว้”  

โม่เทียนเกอตกใจ แต่ในที่สุดนางก็รู้ตัวว่านางเกือบจะปล่อยให้ความไม่อดทนของตัวเองเข้าครอบงำ นางตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงรีบจดจ่ออยู่กับพลังวิญญาณในตานเถียน เมื่อนางรู้สึกว่าจิตเริ่มกระจ่างอีกครั้ง ในใจเต็มไปด้วยความกลัว นางกล่าวว่า “ขอบคุณศิษย์พี่ที่เตือนสติข้า”  

ดูเหมือนว่าถ้ำนี้จะไม่ธรรมดาเอาเสียเลย การต้องอยู่ในนี้จะทำให้จิตใจพวกเขาไม่มั่นคงโดยไม่รู้ตัว เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะทำผิดพลาดได้โดยง่ายถ้าพวกเขาบังเอิญเจอเข้ากับศัตรู 

ท้ายที่สุดแล้ว ถ้ำนี้มันคืออะไรกันแน่ 

ในขณะที่กำลังสังเกตกำแพงหินรอบข้างอย่างตั้งใจ ฉินซีก็ถามขึ้นมาว่า “ศิษย์น้องเยี่ย เจ้าเข้าใจปรัชญาแห่งม่านพลังหรือไม่”  

โม่เทียนเกอพยักหน้า “ข้าพอรู้อยู่บ้าง”  

“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าที่นี่ดูเหมือนม่านพลังหรือไม่”  

เมื่อมีความคิดเช่นเดียวกันมาสักพักหนึ่งแล้ว โม่เทียนเกอจึงตอบทันทีว่า “ถูกต้องแล้ว! ทุกส่วนของที่นี่ดูเหมือนกันไปหมดและทำให้เรารู้สึกเหมือนเรากำลังเดินอยู่ในที่เดิม เหมือนกับเขาวงกต แต่ว่าถ้านี่เป็นม่านพลังจริง ระดับการฝึกตนของคนที่วางม่านพลังนี้ก็จะต้องสูงกว่าระดับดินแดนการสร้างฐานแห่งพลัง จากที่ข้ารู้ การจะทำลายมันจะต้องยากมากแน่”  

ฉินซีไม่ได้ดูผิดหวังและพูดต่อไปว่า “ข้าได้ยินมาว่าก่อนที่หุบเขาหมีอู้จะกลายเป็นสนามแข่งขัน มันคือพื้นที่สำหรับการทำสมาธิปิดประตูแห่งจิตสำหรับพวกผู้อาวุโสจากสำนัก บางทีนี่อาจจะเป็นม่านพลังที่ผู้อาวุโสเหล่านั้นทิ้งไว้ก็ได้”  

“อย่างนั้นหรือ” เป็นครั้งแรกที่โม่เทียนเกอได้ยินเรื่องนี้ นางถามด้วยความสงสัย “ศิษย์พี่ฉิน พี่ไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน”  

ฉินซีตอบว่า “อาจารย์ลุงจากยอดเขาทิศเหนือบอกข้า ข้าเพียงแต่ได้ยินเขาพูดถึงมันผ่านๆ อย่างไรก็ตาม เพราะว่าคุณภาพของเส้นเลือดวิญญาณในสถานที่นี้แย่ลงมากและหมอกก็ยิ่งหนาขึ้น ผู้คนจึงค่อยๆ เลิกมาที่นี่ หลังจากนั้น หุบเขานี้ก็ถูกค้นพบขึ้นอีกครั้งเมื่อทั้งสามกลุ่มการฝึกตนมองหาสถานที่ที่จะใช้จัดการแข่งขัน”  

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อพวกเขาพิจารณาให้ที่นี่เป็นสนามแข่งขัน พวกเขาก็ควรจะตรวจสอบดูให้ละเอียด ม่านพลังแบบนี้ถูกทิ้งไว้ที่นี่ได้อย่างไร”  

“บางทีอาจจะเพราะมันถูกซ่อนอยู่ลึกลับมาก หรือบางทีพวกเขาอาจจะรู้สึกว่าม่านพลังนี้สามารถนำมาใช้ในการแข่งขันได้”  

สิ่งที่ฉินซีพูดก็เป็นไปได้ โม่เทียนเกอหยุดพูดและทำตามฉินซีในการตรวจดูสภาพแวดล้อมต่างๆ อย่างระแวดระวัง หากว่านี่เป็นม่านพลังที่ถูกผู้ฝึกตนระดับสูงทิ้งไว้ ก็ต้องมีดวงตาแห่งม่านพลังอยู่แน่นอน และตราบใดที่หาเจอ พวกเขาก็จะสามารถออกไปจากที่นี่ได้อย่างง่ายดาย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว