facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่15

ชื่อตอน : ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่15

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 327

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2563 11:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่15
แบบอักษร

 อีกด้านหนึ่ง ณ ตำหนักทิศเหนือซึ่งมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี 

 

ยามราตรีที่เงียบสงัด ภายในห้องซึ่งมีหญิงชรานอนหลับใหล ด้านล่างของเตียงเป็นหญิงชราอีกคนหนึ่งที่ไม่อาจข่มตาหลับเนื่องจากความเจ็บปวดที่แล่นอยู่ทั่วร่าง 

 

“กรี๊ด…” 

 

เสียงกรีดร้องของคนที่นอนอยู่ด้านล่างดังขึ้น ทำให้หญิงชราอีกคนที่นอนอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่น พร้อมกับเสียงฝีเท้าหลายคู่ของคนที่อยู่ด้านนอกต่างกรูกันเข้ามาเพื่อรักษาความปลอดภัย 

 

“องค์ไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ” 

 

หญิงชราที่อยู่บนเตียงนั้นคือองค์ไทเฮาพระมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันและชินอ๋อง สายพระเนตรมองมายังนางกำนัลคนสนิทที่ติดตามตนเองมาตั้งแต่ได้เข้ามาภายในวังหลวง 

 

“ข้าไม่เป็นอะไร รีบตามหมอมาดูอาการเฉียวฟู่รุ่ย” 

 

“พ่ะย่ะค่ะ” นายทหารซึ่งมีหน้าที่เฝ้าอารักขาหน้าห้องบรรทมรีบออกไปทำตามคำสั่ง 

 

หญิงชราในชุดนอนลงจากเตียงก่อนประคองร่างของนางกำนัลคนสนิทโดยไม่นึกรังเกียจโลหิตที่ไหลออกมาจากมุมปากเป็นจำนวนมาก 

 

“ทะ... ไทเฮาเพคะ” แม้จะรู้สึกเจ็บปวดทั่วร่างกายแต่ทว่าใบหน้าของเฉียวฟู่รุ่ยกลับประดับรอยยิ้ม 

 

“เจ้าอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยประเดี๋ยวอาการจะแย่ลงมากขึ้นกว่าเดิม” 

 

เฉียวฟู่รุ่ยส่ายหน้า “อย่างไรเสียหม่อมฉันก็คงไม่มีหนทางรอดพระองค์เองก็ทรงทราบดี” 

 

“ฟู่รุ่ยเจ้าติดตามข้ามาตั้งแต่ตอนที่ข้ายังเป็นเพียงพระชายาขององค์อดีตฮ่องเต้ เจ้าเป็นเหมือนดั่งสหายคนสนิทไม่ว่าอย่างไรข้าเชื่อว่าหมอหลวงที่มีจะสามารถช่วยเจ้าได้” ป๋ายไทเฮาตรัส 

 

เฉียวฟู่รุ่ยที่รู้ชะตากรรมของตัวเองดีและนางคิดว่านี่คงเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่ตัวเองจะสามารถเตือนอะไรบางอย่างให้กับป๋ายไทเฮาได้ “ไทเฮาเพคะต่อให้มีหมอฝีมือดีเพียงใดหม่อมฉันก็ไม่อาจรอดจากค่ำคืนนี้ได้ ในตอนนั้นที่หม่อมฉันสละตัวเองเพื่อเป็นพันธะสังเวยให้กับพิษหนอนกู่จนถึงตอนนี้หม่อมฉันก็ไม่เคยนึกเสียใจที่ได้ทำเพื่อพระองค์ ในตอนนั้นหม่อมฉันรู้ว่าพระองค์ตัดสินใจยากลำบากเพียงใด” 

 

“สิ่งที่หม่อมฉันเป็นอยู่ในตอนนี้คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าชินอ๋องได้หายจากพิษที่แสนทรมานนั่นแล้วหม่อมฉันดีใจเหลือเกินเพคะ ความบาดหมางระหว่างพระองค์กับฮ่องเต้และชินอ๋องสมควรที่จะได้รับการแก้ไขโดยเร็ววันเพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าในภายภาคหน้าจะเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันอีกเมื่อไหร่” 

 

“องค์ฮ่องเต้ก็ได้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์คือการมอบตำแหน่งฮองเฮาให้กับคนของตระกูลป๋ายแล้ว แต่เรื่องอื่นนอกจากนี้หม่อมฉันขอให้พระองค์อย่าได้กดดันฮ่องเต้เลยนะเพคะ จริงอยู่ที่ตำแหน่งองค์รัชทายาทสมควรที่จะเป็นของพระโอรสที่ประสูติจากฮองเฮา แต่ตำแหน่งนี้สมควรที่จะเป็นของพระโอรสที่เหมาะสมกับตำแหน่งของว่าที่ฮ่องเต้องค์ต่อไป” 

 

“ไทเฮาเพคะพระองค์ทรงตกเป็นเครื่องมือของตระกูลป๋ายมานานเหลือเกินหม่อมฉันอยากให้พระองค์หลุดพ้นเสียที….” หลังจากจบประโยคเสียงของเฉียวฟู่รุ่ยก็ค่อย ๆ แผ่วลงเช่นเดียวกับลมหายใจ 

 

ป๋ายไทเฮาวางมือของนางกำนัลคนสนิทอย่างเบามือพรางนึกถึงคำสั่งเสียงเมื่อครู่ที่ได้ยินมาทั้งหมด ในตลอดหลายปีมานี้นางต้องมาอยู่ที่นี่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยวไม่มีแม้กระทั่งเงาของโอรสสักองค์ที่จะแวะเวียนมาเยี่ยมตนเอง สิ่งที่นางทำทั้งหมดเพื่ออำนาจของตระกูลป๋ายกลับทำให้ชีวิตของนางเต็มไปด้วยความอ้างว้างต่างจากสนมคนอื่น ๆ ของอดีตฮ่องเต้ 

 

ที่ในตอนนี้พวกนางต่างได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวของตัวเอง 

 

พิธีศพของเฉียวฟู่รุ่ยถูกจัดอย่างเรียบง่ายโดยมีป๋ายไทเฮาทรงเป็นประธาน หญิงชราในชุดไว้ทุกข์มองดูเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงด้วยสายตาหลากหลาย แม้จะมีอำนาจเพียงใดสุดท้ายแล้วหลังจากตายไปก็เหลือเพียงเถ้ากระดูก 

 

ความสุขในวัยชราที่เคยวาดฝันจนถึงในตอนนี้ก็ไม่มีแม้สักเศษเสี้ยว แม้กระทั่งอดีตฮ่องเต้ที่ทรงรับรู้สิ่งที่นางได้กระทำลับหลังยังตรอมใจจนสิ้นพระชนม์เพราะนางเป็นต้นเหตุ 

 

“ข้าไม่เคยคิดว่าสตรีที่เคยมีจิตใจเมตตาและเป็นสตรีที่ข้ารักมากที่สุด จะกล้าทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้ได้.. ฮองเฮาเจ้าทำข้าผิดหวังในตัวเจ้ามากจริง ๆ” โม่ชางหมิงฮ่องเต้ตรัสพร้อมกับมองฮองเฮาด้วยสายพระเนตรเย็นชา 

 

ป๋ายเสี่ยวหยิงทรุดตัวนั่งลงที่พื้นตำหนักอย่างหมดเรี่ยวแรง “ฝ่าบาทเพคะ สิ่งที่หม่อมฉันทำทั้งหมดก็เพื่อลูกทั้งนั้นนะเพคะ” 

 

โม่ชางหมิงแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูถูก “ทำเพื่อลูกอย่างนั้นรึ!! แล้วโม่หวังจิ้งไม่ใช่ลูกของเราหรืออย่างไร!!” 

 

ป๋ายเสี่ยวหยิงในชุดฮองเฮางดงามคลานเข้าไปจับชายชุดปักลายมังกรก่อนโดนสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใย “ฝ่าบาทหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ” 

 

“ผิดอย่างนั้นเรอะ!! ป๋ายเสิ่ยวหยิงเจิ้นไม่เคยรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ตัดสินใจ แต่ในตอนนี้เจิ้นกลับรู้สึกเสียใจยิ่งนักที่ได้สตรีเช่นเจ้ามาเป็นฮองเฮา” โม่ชางหมิงยืนหันหลังให้กับฮองเฮาของตนก่อนเดินออกไปจากตำหนักของฮองเฮาโดยไม่หันมอง 

 

ครั้นเดินมาจนถึงด้านหน้าตำหนักพระองค์ก็ได้ตรัสกับบรรดาขันทีและนางกำนัลที่ติดตาม “จากนี้ฮองเฮาไม่มีสิทธิ์พบหน้าองค์ชายสามอีกหากใครฝ่าฝืนโทษประหารสถานเดียว!!” 

 

จนเวลาล่วงผ่านเลยไปจนพระวรกายของโม่ชางหมิงฮ่องเต้ก็เริ่มย่ำแย่จนถึงขั้นล้มป่วยหนักพระองค์ก็ยังไม่ทรงลืมที่จะตรัสกับขุนนางที่จงรักภักดีกับพระองค์ ประทานยศชินอ๋องให้แก่พระโอรสองค์ที่สามและแต่งตั้งโอรสองค์ที่หนึ่งให้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ส่วนองค์ชายที่ให้กำเนิดโดยซื่อฟูเหริน(พระสนมเอกขั้นหนึ่ง)แต่งตั้งเป็น จวิ้นอ๋อง โอรสที่ให้กำเนิดโดยจิ่วผิน(พระสนมเอกขั้นสอง) แต่งตั้งเป็น เป้ยเล่อ 

 

และรับสั่งที่ทำให้บรรดาขุนนางได้ยินก็คือทรงไม่อนุญาตให้ฮองเฮาของพระองค์มารวมในพิธีศพของตนเอง และแม้ว่าจะมีขุนนางหลายคนคัดค้านแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนการตัดสินใจของโม่ชางหมิงฮ่องเต้ได้ 

 

ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของโม่ชางหมิงฮ่องเต้ พระราชโองการสุดท้ายก็ได้ถูกประกาศต่อหน้าฮองเฮา พระสนม รวมไปถึงองค์ชายองค์หญิง ธารกำนัลทุกคน ป๋ายเสี่ยวหยิงที่ได้ยินพระราชโองการสั่งห้ามตัวเองก็ได้เป็นลมในเดี๋ยวนั้นทันที 

 

ตัวนางที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นองค์ไทเฮาไม่รู้สึกมีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว 

 

“ฝ่าบาทเพคะหากหม่อมฉันจะแก้ไขในอดีตที่ผิดพลาด หากหม่อมฉันตายไปพระองค์จะทรงยินดียกโทษให้กับความโง่เขลาและความโลภของหม่อมฉันหรือไม่เพคะ” ป๋ายไทเฮาตรัสพลางเงยพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ 

 

“เฉากงกง” 

 

“พ่ะย่ะค่ะไทเฮา” 

 

“ส่งจดหมายไปยังวังหลวงว่าเราจะเดินทางกลับเมืองหลวงในอีกสามวัน” 

 

“พ่ะย่ะค่ะ”  

ความคิดเห็น