ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 22

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 22

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง จางเหว่ย หานตง เสี่ยวตง จางเกอ ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 616

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2563 23:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 22
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 22 

 

“สำหรับห้องเก็บตำราจะอยู่ทางเรือนฝั่งตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ” ปลายนิ้วของผู้ที่กำลังเอื้อนเอ่ยชี้ลงไปยังกระดาษแผ่นใหญ่ แต่หางตากลับเหลือบมองร่างของใครบางคนที่พึ่งเดินผ่านไป 

เจ้าของร่างนั้นไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทำเพียงแค่นำเตาอังมืออันใหม่มาเปลี่ยนให้องค์ฮ่องเต้ก่อนจะนำเตาอังเท้าอีกอันไปไว้ใกล้กับเท้าของผู้เป็นเจ้าเหนือหัวแล้วถอยออกไปยืนด้านข้าง 

“พูดต่อสิ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นเมื่อใต้เท้าหมิงผู้ทำหน้าที่อธิบายแบบแปลงการก่อสร้างจวนหลังใหม่เงียบไป 

“ถัดมาจะเป็นห้องโถงสำหรับ...” ยังไม่ทันจะเอ่ยจบประโยคสมาธิของหมิงจือก็ต้องถูกก่อกวนด้วยการเคลื่อนไหวของบุคคลเดิม 

ครั้งนี้คนผู้นั้นเดินเข้ามาพร้อมฉลองพระองค์ขนสัตว์ก่อนจะทำหน้าที่ห่มให้องค์กษัตริย์อย่างเอาใจใส่ 

“ตรงส่วนนี้คือห้องโถงสำหรับเหล่าบัณฑิตใช่หรือไม่” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมปลายนิ้วที่ชี้ลงไปยังจุดที่สงสัย 

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ห้องโถ่งนี้เหล่าบัณฑิตสามารถมารวมตัวกันเพื่อ...” หมิงจือถึงกับกลอกตามองบนเมื่อชายหนุ่มคนเดิมที่ถอยห่างออกไปเพียงไม่นานก็กลับเข้ามาใหม่ 

“ฝ่าบาททรงเสวยน้ำแกงก่อนพ่ะย่ะค่ะ” ครั้งนี้มิใช่เพียงแค่การเคลื่อนไหว ยังมีน้ำเสียงอ่อนโยนที่ทำเอาคนได้ยินรู้สึกขนลุกอย่างไรไม่รู้ 

“หานตง เจ้าช่วยอยู่นิ่งๆ สักครู่ได้หรือไม่” หมิงจือต้องเอ่ยปากออกไปอย่างเหลืออด 

“ไยข้าต้องอยู่เฉยๆ ข้ากำลังทำหน้าที่ของข้า หาได้รบกวนท่านไม่” หานตงตอบกลับไปก่อนจะหันกลับมาทำหน้าที่จัดชามน้ำแกงให้ฝ่าบาท 

“การที่เจ้าเดินไปเดินมาแบบนี้ มันคือการรบกวนพวกข้า” หมิงจือว่าออกไปอย่างเหลืออด 

“ท่านก็อย่าสนใจข้าสิ” หานตงเองก็หาได้ยอมไม่ 

“ข้าก็ไม่ได้อยากสนใจเจ้า แต่เจ้ามันอยู่ไม่สุขจนพวกข้ารำคาญใจ” หมิงจือเอ่ยออกไปก่อนจะถูกหวงกู่ที่นั่งอยู่ด้านข้างปรามเอาไว้ 

“เจ้าจะเถียงกันไปไย” 

“หรือเจ้าอิจฉาฝ่าบาทที่มีคนดูแลดีเยี่ยงนี้” อี้คังเสริมขึ้นอย่างหยอกล้อ 

“คนมิมีคู่ครองก็ต้องทำใจ” หานตงได้ทีกระตุกยิ้มทับถมอีกคน 

“ข้ามิได้อิจฉาเสียหน่อย” หมิงจือเถียงกลับอย่างไม่ยอม 

“หานตง” แต่แล้วการโต้เถียงก็ต้องหยุดลงเมื่อสุรเสียงทรงอำนาจเปล่งขึ้น 

“ฮึ” หมิงจือยกยิ้มอย่างผู้ชนะ เมื่อเห็นองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นสหายกำลังจะว่ากล่าวชายหนุ่ม 

...อย่างไรเสียฝ่าบาทก็ต้องเข้าข้างข้า เพราะแต่ไหนแต่ไรพระองค์ไม่ชอบให้ใครรบกวนเวลาทำงาน 

 

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” คนถูกเรียกรีบหันไปหาผู้เป็นเจ้าเหนือหัวในทันที โดยมีสายตาของเหล่าสหายจับจ้องว่าหานตงจะโดนว่ากล่าวอย่างไร 

“น้ำแกงช่างร้อนนัก” แต่แล้วประโยคที่ได้ยินกลับไม่ใช่คำตักเตือน 

“กระหม่อมจัดการให้เองพ่ะย่ะค่ะ” หานตงว่าพลางตักน้ำแกงขึ้นมาเป่าไล่ความร้อนอย่างใส่ใจ 

“อ้าม~” ไม่เพียงแค่เป่าไล่ความร้อนแต่ยังนำมาจ่อที่ริมฝีปากของฮ่องเต้อ้ายหมิงพร้อมน้ำเสียงออดอ้อน 

“ข้าไม่ใช่เด็กเสียหน่อย” คนถูกป้อนเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะยอมอ้าปากลิ้มชิมรสอย่างว่าง่าย สร้างโลกส่วนตัวกันเพียงแค่สองคนไปแล้วเรียบร้อย 

หมิงจือถึงกับอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น หานตงไม่เพียงไม่โดนตำหนิ ฝ่าบาทยังเห็นดีเห็นงาม กลิ่นอายความรักฟุ้งกระจายตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องเลยก็ว่าได้ พอหันไปหาอี้คังกับหวงกู่เพื่อหาพวก สหายทั้งสองก็ส่งเพียงสายตากลับมาว่า ‘ข้าเตือนเจ้าแล้ว’ เป็นคำตอบ 

พอหันไปหาซุนเทียน รายนั้นก็ไม่รู้ออกจากห้องไปตั้งแต่เมื่อใด หมิงจือจึงทำได้แค่เพียงกลับลงไปนั่งเงียบๆ ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ 

“ฝ่าบาท กระหม่อมมีภาพวาดมาถวายต่อพระองค์” แต่แล้วคนที่หายตัวไปก่อนหน้านี้กลับเป็นผู้ที่เข้ามาขัดบรรยากาศแสนหวานของฮ่องเต้อ้ายหมิงกับขันทีหนุ่มนามหานตง 

“ช่างเป็นภาพวาดที่งดงามยิ่งนัก” องค์ฮ่องเต้ระบายยิ้มเมื่อพิจารณาภาพวสันต์ในมือของหานตงผู้ทำหน้าที่รับภาพวาดนั้นมาคลี่ต่อหน้า 

แต่แล้วรอยยิ้มที่ปรากฏกลับเลือนหายไปในทันทีเมื่อเห็นบางอย่างที่แทรกอยู่ในภาพวสันต์นั้น 

“ภาพวาดของเจ้าสมบูรณ์แล้วหรือ” ไม่เพียงรอยยิ้มที่หายไป สุรเสียงก็ตึงเครียดขึ้นเช่นกัน 

“จิตรกรผู้วาดภาพนี้ใช้เวลาหลายเดือน ภาพวาดในมือของฝ่าบาทจึงเป็นภาพวาดที่สมบูรณ์ที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงหนักแน่นของซุนเทียนเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่องค์ฮ่องเต้เข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว 

“ฝ่าบาท...ทรงคิดเห็นเช่นไร” ซุนเทียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียด นำพาให้บรรยากาศภายในห้องอึมครึมประหนึ่งพายุหิมะในเหมันต์ฤดูที่กำลังโหมกระหน่ำ 

“ฝ่าบาท ภาพวาดมีปัญหาหรือ?” เป็นหานตงที่ตัดสินใจเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของคนรักที่ไม่สู้ดีเท่าใดนัก 

“ภาพวาดสมบูรณ์นักหากมีปัญหาก็คงอยู่ที่ตรงนี้” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะชี้ลงไปยังถุงผ้าของสตรีบนภาพวาด 

เมื่อหานตงมองตามปลายนิ้วขององค์ฮ่องเต้ เขาก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมพระองค์ถึงมีสีหน้าเยี่ยงนั้น 

รอยยิ้มของฝ่าบาทคงไม่เลือนหายไป หากถุงผ้านั้นไม่ปรากฏอักษร ‘ฟู่’ ปักอยู่... 

 

“ฝ่าบาท ตรงนี้หนาวเย็นนัก เสด็จกลับเข้าไปด้านในไม่ดีกว่าหรือ” ขันทีหนุ่มเอื้อนเอ่ยด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นองค์ฮ่องเต้ไม่ยอมกลับเข้าไปด้านใน เอาแต่ยืนเหม่อมองหิมะที่กำลังร่วงหล่น ทั้งที่สหายทั้งสี่ทูลลาไปหลายชั่วยามแล้ว แต่พระองค์ก็ยังคงตกอยู่ในห้วงความคิดยืนอยู่ตรงนี้ไม่ยอมเสด็จไปไหน 

ผู้ถูกเรียกยังคงไม่ขยับทำเพียงแค่วาดมือไปรองรับหิมะก่อนจะขยี้จนมันมลายหายไป 

“เจ้าคงผิดหวังในตัวข้า” เจ้าของร่างภายใต้เสื้อคลุมขนสัตว์เอื้อนเอ่ยไปกับสายลมในคืนฤดูเหมันต์ 

“ไยทรงตรัสเช่นนั้น” ขันทีหนุ่มคว้ามือขาวที่ในตอนนี้เย็นเฉียบมากุมเอาไว้ก่อนจะใช้ลมหายใจของตนเป่าไล่ความเหน็บหนาวให้คนรัก 

“ในวันที่ข้าขึ้นครองราชย์ ข้าให้คำมั่นต่ออดีตฮ่องเต้และบรรพบุรุษสกุลจางว่าข้าจะเป็นฮ่องเต้ผู้เที่ยงธรรม เห็นแก่ประโยชน์สุขของราษฎรเหนือสิ่งอื่นใด...” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอื้อนเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจก่อนจะหลับตาลง 

“แต่ในตอนนี้ข้ากลับมิสามารถทำได้ดังที่เอื้อนเอ่ย...” ดวงตาเหยี่ยวลืมขึ้นก่อนจะมองไปยังภาพวาดที่ซุกซ่อนข้อมูลมากมายอยู่ภายใน ซึ่งในตอนนี้ถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน 

“กระหม่อมมิเคยผิดหวังอันใดในตัวฝ่าบาท” หานตงเอ่ยก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหลังมือเย็นเฉียบ 

เขารู้ดีว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงเลือกมองข้ามความผิดของสกุลฟู่เรื่องการค้าขายเหล็กเถื่อน ไม่เพียงแค่เพราะฟู่หวงไทไทเฮาเป็นเสด็จย่าแท้ๆ แต่เพราะผู้สนับสนุนพระองค์ในตอนนี้ส่วนมากคือคนของสกุลฟู่ การที่พระองค์ทำเช่นนี้ก็เพื่อรักษาฐานอำนาจของตัวเองเอาไว้ 

“กระหม่อมกลับผิดหวังในตัวเองที่ไม่สามารถบรรเทาความทุกข์ใจของพระองค์ได้” มือนุ่มถูกเลื่อนขึ้นมาทาบทับลงบนแก้มทั้งสองของชายหนุ่ม ก่อนที่ดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยความห่วงหาจะประสานเข้ากับดวงตาของคนรักที่เต็มไปด้วยความสับสน 

“จางเกอ...เข้าไปด้านในเถิด” 

“อืม” คนถูกขอร้องพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะยอมกลับเข้าไปยังส่วนด้านในห้องที่อุณหภูมิช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

เมื่อสามารถพาองค์ฮ่องเต้เข้ามาด้านในได้ เหล่าขันทีและนางกำนัลก็กุลีกุจอหาทุกสิ่งที่หานตงต้องการมาทำให้ฝ่ามือและร่างกายอันเย็นเฉียบของฝ่าบาทกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง 

“ข้าไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้น เมื่อมองภาพของคนรักที่ดูแลเขาดียิ่งกว่าตัวเองเสียอีก 

“หากมือถูกหิมะกัดมิใช่เรื่องเล่นๆ นะพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มได้แต่บ่นอุบอิบ ก่อนจะต้องถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อมือนุ่มของคนรักไร้รอยขีดข่วน 

“เจ้าก็ห่วงมากเกินไป” มุมปากขององค์ฮ่องเต้ยกสูงขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่จะก้มลงไปฝังจมูกลงกลางหน้าผากของคนที่ตั้งหน้าตั้งตาดูแลตนอยู่ 

คนถูกประทับริมฝีปากรีบเงยหน้าขึ้นสบตาคนรักก่อนจะได้คำตอบเป็นรอยยิ้มกว้าง 

“รางวัลสำหรับเด็กดี” 

“คนโลภอย่างกระหม่อมหาได้พอใจกับรางวัลเพียงเท่านี้ไม่” หานตงกระตุกยิ้มก่อนจะเลื่อนใบหน้าขึ้นไปหาอีกคน 

“เจ้ากลายเป็นคนละโมบเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด” คนถูกเย้าแหย่เอ่ยขำพร้อมแกล้งเบือนหน้าหลบริมฝีปากที่หวังจะเข้ามารุกล้ำ 

“คงตั้งแต่ได้รักท่านกระมัง” ชายหนุ่มยังคงยิ้มกว้างพร้อมฝังจมูกเข้าหาซอกคอขาวแทน 

“อย่าพึ่งซุกซน...ข้ายังมีสิ่งที่ต้องทำ” คนถูกปลุกปั่นรีบจับมือที่เริ่มอยู่ไม่สุขของคนไม่รู้จักพอเอาไว้ 

“เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ท่านควรพักผ่อนได้แล้วมิใช่หรือ” ปากบอกให้พักผ่อน แต่การกระทำกลับกำลังชักนำไปสู่กิจกรรมที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกว่าเดิม 

“การกระทำของเจ้าช่างขัดกับสิ่งที่เอื้อนเอ่ยนัก อือ...” ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เมื่อริมฝีปากที่กำลังเอื้อนเอ่ยถูกปิดด้วยเด็กตะกละที่กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม 

ริมฝีปากหยักถูกบดเบียดอย่างออดอ้อนก่อนจะริมฝีปากล่างจะถูกงับเบาๆ เหมือนต้องการหยอกล้อ เมื่อเผลอไผลเรียวลุ้นอุ่นร้อนก็เข้ามาแทรกแซงช่วงชิงทั้งลมหายใจและพื้นที่ทั่วทั้งโพรงปาก 

สองเรียวลิ้นหยอกล้อตอบสนองกันไปมาด้วยความคุ้นเคย นำพาให้อุณหภูมิทั่วทั้งร่างเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่กำลังก่อตัว 

“เสี่ยวตงจะปรนนิบัติจางเกอให้ท่านหลับสบายต่างหาก” เสียงทุ้มกระซิบที่ข้างหูก่อนสัมผัสเปียกชื้นจะไล่ไปตามกกหูแล้วลากยาวลงมายังลำคอระหง 

“ไยเสี่ยวตงของข้าถึงได้ละโมบและเจ้าเล่ห์เพียงนี้” ผู้ถูกเอาเปรียบเอ่ยออกไปไม่จริงจังนัก 

“ข้าเป็นเช่นนี้แค่กับท่าน มิชอบหรือ” เพียงแค่ชายหนุ่มผละออกไปเอียงคอทำตาละห้อยก็ทำให้ผู้ถูกอ้อน ใจอ่อนยวบคล้อยตามให้อีกคนทำในสิ่งที่ต้องการ 

“รอบเดียวพอนะ” องค์ฮ่องเต้คลี่ยิ้มก่อนจะใช้สองมือประคองดวงหน้าของคนรักเอาไว้แล้วเลื่อนเข้าไปจุมพิตแทนคำอนุญาต 

“สองมิได้หรือ?” คนโลภก็ยังเป็นคนโลภวันยังค่ำ ได้คืบจะเอาศอกต่อรองไปก่อน เผื่อว่าอีกคนจะโอนอ่อนตามใจ 

“เจ้านี่มันช่าง...น่าตีนัก” องค์ฮ่องเต้ต้องหลุดยิ้มกับการกระทำของคนรัก ต่อรองประหนึ่งผักปลาในตลาดไปได้ 

“ถ้าถูกตีแล้วเพิ่มเป็นสาม ข้าก็ยอม” ตอบกลับด้วยรอยยิ้มแสนทะเล้นพร้อมมือที่ปลดสายคาดเอวของคนรักออกเป็นที่เรียบร้อย 

“ไยยิ่งพูดข้าถึงยิ่งเสียเปรียบเล่า อื้อ” เจ้าของร่างสะท้านเมื่อฝ่ามือของชายหนุ่มเริ่มเลื่อนเข้ามาในสาบเสื้อ 

“ท่านเสียเปรียบตรงไหน เป็นข้ามากกว่ามิใช่หรือที่เสียแรง” ริมฝีปากหยุ่นเอื้อนเอ่ยไปพร้อมการขบเม้มลงมาตามลำคอขาว ลากยาวจนไปถึงกลางอกเพื่อหวังจะเข้าไปลิ้มรสยอดปทุมถันทั้งสอง แต่ยังไม่ทันจะได้ไปถึงจุดหมาย เสียงของเหลากงกงที่ประจำอยู่หน้าประตูก็ดังขัดขึ้น 

“ฝ่าบาท ฟู่หวงไทไทเฮาเสด็จมาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” 

ทั้งคู่ผลักออกจากกันในทันที ก่อนที่หานตงจะรีบจัดเครื่องแต่งกายขององค์ฮ่องเต้อย่างรู้หน้าที่ 

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยองค์ฮ่องเต้ก็รีบออกไปรับเสด็จย่าของตนในทันที 

“หลานออกมาต้อนรับช้า ขอเสด็จย่าโปรดอภัย” องค์ฮ่องเต้เข้าไปประคองผู้เป็นย่าเข้ามาภายในห้องก่อนจะนั่งลงด้านข้าง 

ฟู่หวงไทไทเฮามองสำรวจหลานของตนตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงองค์ฮ่องเต้จะเก็บความรู้สึกไม่แสดงออกทางสีหน้าได้ดีเพียงใด แต่บนร่างกายก็ยังคงมีร่องรอยปรากฏว่าก่อนหน้านี้กำลังทำสิ่งใด ยิ่งมองไปยังขันทีคนโปรดที่ยืนอยู่ไม่ไกล สภาพของอีกคนก็ยิ่งเป็นคำตอบได้อย่างดี 

หานตงที่รับรู้ถึงสายตาของฟู่หวงไทไทเฮารีบเบี่ยงตัวหลบก่อนจะจัดแจงเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่ 

...มัวแต่ดูแลความเรียบร้อยฝ่าบาท ลืมไปเลยว่าเสื้อผ้าของตัวเองก็หลุดลุ่ยไม่ต่างกัน 

 

“ดึกมากแล้วเสด็จย่ามีสิ่งใดหรือ ไยไม่เรียกหลานไปพบที่ตำหนัก” ฮ่องเต้อ้ายหมิงรีบเอ่ยถามเมื่อเห็นสายตาของผู้เป็นย่า เพื่อดึงความสนใจกลับมาอยู่ที่ตน 

“เรื่องราชกิจบ้านเมืองย่าย่อมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในการตัดสินพระทัยของฝ่าบาท หากแต่เรื่องในฝ่ายในย่ามิอาจละเลยได้” ดวงตาของผู้เป็นย่าหันกลับมาประสานสายตากับองค์ฮ่องเต้ ซึ่งคนถูกจ้องมองก็ยังคงตีหน้านิ่งไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆ 

“ไยฝ่าบาทถึงมอบคทาหยูอี้ให้แก่หลี่เหลียงเหริน” คำถามตรงประเด็นไม่มีการอ้อมค้อมใดๆ ดังขึ้นพร้อมความกดดันแผ่ไปทั่วทั้งห้อง 

เหล่ากงกงและนางกำนัลรวมทั้งหานตงพากันถอยออกไปอย่างรู้ความ เมื่อเรื่องที่ผู้สูงศักดิ์ทั้งสองกำลังจะพูดคุยนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรฟัง 

ชายหนุ่มมองไปยังชายคนรักด้วยความเป็นห่วง เขาไม่อยากให้อีกคนต้องคิดมากหรือทุกข์ใจไปมากกว่านี้ 

จนคนถูกจ้องชำเลืองมาสบตากับเขาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าให้ หานตงจึงวางใจออกไปจากห้อง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงเฝ้ารออยู่หน้าประตูไม่ยอมไปไหน 

“ไยฝ่าบาทไม่เห็นถึงความหวังดีของย่า” คำถามดังขึ้นอีกครั้งเมื่อภายในห้องเหลือเพียงแค่สองคน 

“หลานทราบดีว่าเสด็จย่าหวังดีกับหลานเพียงใด แต่หลานได้ตัดสินใจไปแล้วและคิดว่าเหมาะสม” องค์ฮ่องเต้ยังคงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“เหมาะสม? สิ่งใดทำให้ฝ่าบาทคิดว่านางเหมาะสมกับตำแหน่งฮองเฮา แล้วฟ่านเจี๋ยยวี๋เล่ามีสิ่งใดไม่เหมาะสม” ฟู่หวงไทไทเฮาเอ่ยถึงสตรีที่นางหมายมั่นปั้นมือขึ้นเป็นแม่ของแผ่นดินฮั่น 

“ฟ่านเจี๋ยยวี๋หรือหวังเจาอี๋ต่างก็เหมาะสม” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยก่อนจิบน้ำชาเล็กน้อย 

“แต่หลานต้องการให้หลี่เหลียงเหรินเป็นฮองเฮา” น้ำเสียงหนักแน่นเอ่ยย้ำว่าเขาได้ตัดสินใจไปแล้วและไม่มีใครเปลี่ยนความคิดของเขาได้ 

ก่อนหน้าฮ่องเต้อ้ายหมิงยังลังเลว่าจะมอบตำแหน่งฮองเฮานี้ให้แก่ผู้ใดระหว่างฟ่านเจี๋ยยวี๋คนของฟู่หวงไทไทเฮาหรือหลี่เหลียงเหรินคนของจ้าวฮองไทเฮา 

แต่เมื่อได้รับรู้ความจริงว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังการค้าเหล็กเถื่อน เขาก็ตัดสินใจได้ว่าควรมอบคทาหยูอี้ซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจตำหนักคุนหนิงกงที่ประทับของฮองเฮาให้แก่ใคร 

ในทันทีที่กลับมาถึงวังเขาจึงสั่งให้เหลากงกงนำคทาหยูอี้ไปมอบให้หลี่เหลียงเหริน เพราะหากยังมอบให้ฟ่านเจี๋ยยวี๋ สกุลฟู่ก็จะมีอำนาจมากเกินไปจนเขาไม่สามารถควบคุมเอาไว้ได้ 

“หลานกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ผู้ใดทำให้หลานคลางแคลงใจในตัวย่าถึงเพียงนี้” ผู้เป็นย่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง 

“เสด็จย่าทรงคิดมากเกินไปแล้ว” องค์ฮ่องเต้เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มบางเบา 

“ฝ่าบาทอย่าลืมสิ สำหรับหวังไทฮองไทเฮาผู้ที่จะเป็นฮ่องเต้นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ฝ่าบาท” ฟู่หวงไทไทเฮาเอ่ยย้ำอีกครั้งว่าในวังนี้ผู้ใดกันแน่ที่พร้อมสนับสนุนฮ่องเต้อ้ายหมิง 

“หลานมิได้ลืม แต่เสด็จย่าก็อย่าทรงลืมเช่นกันว่าสำหรับเสด็จย่าแล้วมีเพียงหลานเท่านั้นที่เป็นฮ่องเต้” ฮ่องเต้อ้ายหมิงยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อน แต่ก็เป็นการย้ำเตือนเช่นกันว่าอำนาจของคนตรงหน้านั้นจะมลายหายไปในทันทีเมื่อขาดเขาไป 

“หลานหวังว่าเสด็จย่าจะสนับสนุนในสิ่งที่หลานตัดสินใจ” รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้งก่อนที่คนพูดจะลุกขึ้นไปยืนต่อหน้าผู้เป็นย่า 

“ดึกมากแล้วเสด็จย่าเสด็จกลับตำหนักก่อนเถิด เรื่องเหล่านี้หลานจะจัดการเอง เสด็จย่ามิต้องเป็นห่วง” 

“หากคิดว่าตนปีกกล้าขาแข็งพร้อมที่จะโบยบินก็ทำเถิด” ผู้เป็นย่าเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยตนเองปฏิเสธมือของฝ่าบาทที่จะเข้ามาประคองตน 

“น้อมส่งเสด็จ” 

 

หานตงรีบเปิดประตูในทันทีเมื่อได้ยินประโยคที่องค์ฮ่องเต้เอ่ย ก่อนจะพบว่าฟู่หวงไทไทเฮาได้เดินมาถึงประตูพอดิบพอดี 

กงกงผู้ถวายการรับใช้ฟู่หวงไทไทเฮาเข้าไปประคองผู้เป็นนายเดินข้ามธรณีประตู ซึ่งหานตงเองก็หลบเข้าด้านข้างอย่างรู้หน้าที่เช่นกัน 

แต่แล้วสตรีสูงศักดิ์ที่ควรเดินผ่านหน้าตนไปกลับหยุดลงตรงหน้า หานตงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะพบว่าสายตาของคนผู้นั้นกำลังชำเลืองมองตนอยู่เช่นกัน 

สายตาที่เต็มไปด้วยความดูหมิ่นกำลังจับจ้องอย่างกับต้องการเผาเขาให้ตายเสียเดียวนั้น 

“เกิดเป็นบุรุษกลับทำตัวเช่นนางคณิกา ช่างน่ารังเกียจนัก” ประโยคที่เอ่ยใช้ระดับเสียงไม่ดังนัก แต่หานตงกลับได้ยินอย่างชัดเจน 

“นางคณิกามีหน้าที่เช่นไรเจ้าย่อมรู้ดี อย่าได้คิดครอบงำความคิดฝ่าบาท” เอ่ยจบก็เดินจากไปปล่อยให้คนถูกตำหนิยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น 

...หนึ่งดอกเต็มๆ เล่นเอามึนงงจนไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกเช่นไรก่อนกันเลยทีเดียว 

 

เช้าวันนี้ทั่วทั้งวังหลังต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงตำแหน่งฮองเฮา เมื่อได้ยินข่าวว่าองค์ฮ่องเต้พระราชทานคทาหยูอี้ให้แก่หลี่เหลียงเหริน 

“แน่ชัดขนาดนี้คงเป็นผู้อื่นไปมิได้” 

“แล้วฟ่านเจี๋ยยวี๋กับหวังเจาอี๋เล่า ไหนข้าได้ยินมาว่าตำแหน่งฮองเฮาต้องเป็นของคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้มิใช่หรือ” 

“โดยเฉพาะหวังเจาอี๋ หวังไทฮองไทเฮาหมายมั่นปั้นมือมาแต่แรกมิใช่หรือ ไยฝ่าบาทถึงทำเยี่ยงนี้” 

“เจ้าไม่รู้อะไร ข้าได้ยินมาว่าที่ฝ่าบาททรงเลือกหลี่เหลียงเหรินเป็นเพราะได้รับคำแนะนำจากกงกงคนสนิท” 

“กงกงคนสนิท ต่งกงกงหรือ?” 

“จะเป็นผู้ใดได้เล่า ข้าได้ยินมาว่าฝ่าบาทโปรดปรานต่งกงกงขนาดสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่นอกเขตพระราชฐานให้เลยนะ ต่งกงกงเอ่ยสิ่งใดฝ่าบาทย่อมเห็นดีเห็นงามด้วยอยู่แล้ว” 

“แล้วทำไมต่งกงกงถึงสนับสนุนหลี่เหลียงเหรินเล่า” 

“ก็เพราะหลี่เหลียงเหรินเป็นคนของจ้าวฮองไทเฮาอย่างไรล่ะ” 

“ข้าก็ยังมิเข้าใจอยู่ดีว่าเกี่ยวอันใด” 

“เจ้านี่โง่จริงที่ต่งกงกงได้เข้ามาทำงานในวัง จนเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทก็เพราะความช่วยเหลือของจ้าวฮองไทเฮาอย่างไรเล่า” 

“จริงหรือ!” 

“จริงสิ ข้าได้ยินพวกขันทีที่รับใช้ฝ่าบาทพูดกัน ถ้าไม่มีจ้าวฮองไทเฮานะ ต่งกงกงก็ไม่ได้เข้ามาในวังหรอก” 

“ข้าก็นึกว่าเป็นเพราะนิสัยของต่งกงกงเสียอีกที่ทำให้ฝ่าบาทโปรดปรานที่แท้ก็มีคนคอยหนุนหลังอยู่นี่เอง” 

“พวกเจ้าเองก็ต้องรู้จักเอาต่งกงกงเป็นเยี่ยงอย่างบ้างนะ อยู่ในวังจะได้สบาย” 

เหล่านางกำนัลต่างจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกปาก ข่าวลือมากมายจริงบ้างเท็จบ้างกระจายไปทั่วทั้งวังหลังจนลามมาถึงหูเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ 

“ไยฝ่าบาทถึงทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้” ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก 

“การที่ฝ่าบาททรงทำเช่นนี้เป็นการหักพระพักตร์ของหวังไทฮองไทเฮาชัดๆ” ขุนนางอีกคนเสริมขึ้น 

“เป็นเพราะขันทีชั้นต่ำนั่นที่ครอบงำความคิดของฝ่าบาท ใต้เท้าหวัง ท่านควรทูลเตือนสติฝ่าบาทบ้างมิใช่นิ่งเงียบเช่นนี้” ขุนนางฝั่งหวังไทฮองไทเฮาต่างพากันไม่พอใจ เมื่อรู้ว่าตำแหน่งฮองเฮานั้นจะตกไปอยู่ในกำมือของคนสกุลจ้าว 

“พวกท่านจะเดือดเนื้อร้อนใจไปไย ยังไม่มีราชโองการแต่งตั้งมิใช่หรือ” มือหยาบตามกาลเวลาของผู้ใช้ชีวิตมาเกินกว่าครึ่งค่อนชีวิตลูบไปตามหนวดเคราสีขาวอย่างไม่อินังขังขอบในสิ่งที่ได้ยิน 

“ถึงไม่มีราชโองการแต่งตั้งมันก็ชัดเจนแล้วมิใช่หรือ หากปล่อยไปเมื่อถึงเวลานั้น เราจะแก้ไขอันใดได้” ขุนนางผู้เปิดประเด็นยังคงไม่ยอมเลิกรา 

“เรื่องของฝ่ายใน พวกเราไม่ควรยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว ให้ผู้ที่มีอำนาจโดยชอบธรรมจัดการเองมิดีกว่าหรือ” ใต้เท้าหวังเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะหยิบถ้วยชาขึ้นมาเป่าไล่ความร้อน 

“ท่านหมายความว่า...” 

“ตำแหน่งฮองเฮาอันสูงศักดิ์หากไม่มีบุญวาสนาก็มิสามารถครอบครองได้ดอก” ใต้เท้าหวังกระตุกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะจิบชาด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน 

“ใต้เท้าหวังพูดถูกแล้ว ท่านอย่าได้คิดมากไป” ขุนนางอีกคนเอ่ยขึ้นก่อนจะรินสุราชั้นดีให้ขุนนางผู้เริ่มเปิดประเด็น 

“นั่นสินะ ข้านี่ช่างไม่ได้เรื่องจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า” คนถูกปรามเอ่ยขึ้นก่อนจะหัวเราะลั่นแล้วเริ่มพูดคุยเรื่องอื่นไม่กล่าวถึงอีก 

...บุญวาสนาของหลี่เหลียงเหรินมีมากพอหรือไม่ หามีผู้ใดกำหนดได้นอกจากตัวของนางเอง 

 

ณ ตำหนักที่ประทับขององค์ฮ่องเต้ 

หานตงขันทีหนุ่มผู้ทำหน้าที่รับใช้ฝ่าบาทยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตนไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ได้รับรู้เลยว่าข่าวลือหนาหูในวังหลังนั้นมีชื่อของตนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย 

“ฝ่าบาทคืนนี้เสด็จไปยังตำหนักหลี่เหลียงเหรินดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” 

คนถูกถามละสายตาจากกองฎีกาขึ้นไปมองดวงหน้าของคนรักด้วยสายตาราบเรียบ 

“ไยเจ้าถึงชอบยัดเยียดข้าให้ใครต่อใครนัก” องค์ฮ่องเต้ยกแขนขึ้นมาเท้าคางก่อนจะเอ่ยถาม 

“กระหม่อมแค่ทำตามหน้าที่ อีกอย่างช่วงนี้ฝ่าบาทไม่เสด็จไปยังตำหนักใด กระหม่อมเลยคิดว่าฝ่าบาทควรเสด็จไปบ้าง...” ประโยคหลังเสียงของหานตงเริ่มเบาลงเมื่อเห็นดวงตาดุๆ ของคนรักที่จ้องมองอยู่ 

“แล้วทำไมคืนนี้เจ้าถึงเลือกให้ข้าไปยังตำหนักของหลี่หมิง” องค์ฮ่องเต้ยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบค่อนไปทางเย็นชา 

“เพราะว่า...ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จไปยังตำหนักนั้นนานแล้ว อีกอย่างฝ่าบาทมีพระประสงค์จะแต่งตั้งหลี่เหลียงเหรินเป็นฮองเฮา พระองค์ก็ควรใส่พระทัยนางบ้าง” หานตงหยิบสมุดปกแดงขึ้นมาเปิดการบันทึกของตนให้องค์ฮ่องเต้ดูว่าเสด็จไปยังตำหนักนั้นครั้งสุดท้ายเมื่อใด 

ฮ่องเต้อ้ายหมิงชำเลืองมองสมุดบันทึกก่อนจะหันกลับไปสบตาหานตงอีกครั้ง 

“หรือฝ่าบาทอยากเสด็จไปยังตำหนักอื่น กระหม่อมจะได้ให้คนไปเตรียมขบวนเสด็จ” หานตงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เจ้าตัวยังไม่รู้เลยว่าเต็มไปด้วยความน้อยใจ 

“อืม...อย่างนั้นเดี๋ยวข้าเขียนเองก็แล้วกัน” สิ้นคำองค์ฮ่องเต้ก็หันไปหยิบพู่กันมาเขียนชื่อผู้ที่จะได้ปรนนิบัติตนในค่ำคืนนี้ลงไปในบันทึก 

หานตงชำเลืองมององค์ฮ่องเต้ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเขียนชื่อสตรีอื่นก่อนจะก้มลงมองปลายเท้าตัวเองด้วยรู้ฐานะของตนว่าไม่มีสิทธิ์อันใด 

ตั้งใจทำหน้าที่ส่งเสริมคนรักอย่างสุดความสามารถ แต่พออีกคนต้องการไปหาสตรีนางอื่น ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้กลับรู้สึกเจ็บในอกเสียอย่างนั้น 

...ข้านี่มันช่างเห็นแก่ตัวเสียจริง 

 

“เสร็จแล้ว เจ้าเอาไปดูสิ ข้าเขียนล่วงหน้าไปอีกหลายเดือน เจ้าจะได้เตรียมการเอาไว้ ไม่ต้องถามข้าอีก” ชายหนุ่มรับสมุดปกแดงมาถือเอาไว้ด้วยหัวใจไหววูบ นี่ฝ่าบาทติดใจในสตรีเพศจนวางตารางปรนนิบัติเป็นแรมเดือนเลยหรือ 

“เปิดดูสิ หากเจ้าไม่เปิดดูจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าต้องการผู้ใด” คนตรงหน้ากลับเร่งเร้าให้เขาเปิดอ่านชื่อสตรีที่ปรากฏในสมุด ไม่สังเกตเลยว่าในตอนนี้เขามีสีหน้าเช่นไร 

“น้อมรับพระบัญชา” หานตงประสานมือค้อมกายทำความเคารพผู้เป็นเจ้าเหนือหัวก่อนจะถอยออกมา อย่างน้อยก็ขอถอยออกมาทำใจก่อนเปิดอ่านจะได้ไม่แสดงสีหน้าให้อีกคนเห็นจนรำคาญใจ 

ชายหนุ่มหันหลังเดินออกมาหลบฉากก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วเปิดสมุดบันทึกในมือดู 

“หืม?” คิ้วของหานตงขมวดเป็นปมเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่ในบันทึก ยิ่งเปิดหน้าต่อๆ ไปก็ยิ่งชัดเจนว่าในทุกค่ำคืนฝ่าบาทต้องการผู้ใด 

“ฝ่าบาท! ทรงแกล้งกระหม่อมอีกแล้ว” หานตงโผล่พรวดจากฉากกั้นไปหาคนรักที่ในตอนนี้กำลังกลั้นหัวเราะเหมือนเด็กพึ่งได้เล่นสนุก 

“ข้าแกล้งอันใด เจ้าบอกเองว่าให้ข้าเขียนชื่อคนที่ข้าต้องการ ข้าก็เขียนแล้วอย่างไรเล่า” ฮ่องเต้อ้ายหมิงกลับมาเท้าคางมองคนรักด้วยความเอ็นดูอีกครั้ง 

“แต่นี่มันชื่อของกระหม่อม” หานตงยกสมุดบันทึกในมือขึ้นพร้อมชี้ไปยังตัวอักษรสามตัวที่ปรากฏอยู่ทุกหน้า ‘ต่งหานตง’ 

“ข้าเขียนถูกแล้วหนิ ทำไมหรือ” คำตอบมาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ว่าเมื่อใดหานตงก็แพ้ทุกทีถูกส่งมาให้ 

“เขียนชื่อกระหม่อมได้อย่างไร กระหม่อมไม่ใช่พระสนมของฝ่าบาทเสียหน่อย” หานตงบ่นอุบอิบก่อนจะเดินไปหาคนรักที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมพร้อมเก็บสมุดบันทึกนั้นเข้าไปในแขนเสื้อ 

“แต่เจ้าเป็นคนรักของข้า เป็นคนที่ข้าต้องการทุกค่ำคืน” คนตรงหน้าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมมือนุ่มที่เลื่อนขึ้นมาวางทาบลงบนแก้มของชายหนุ่ม 

“ความต้องการของกระหม่อมก็มิต่างจากฝ่าบาท” หานตงเอียงใบหน้าไปคลอเคลียฝ่ามือนั้นอย่างรักใคร่ 

“เช่นนั้นก็อย่าได้ผลักไสข้าไปที่ใดเลย” องค์ฮ่องเต้เอื้อนเอ่ยก่อนจะใช้สองมือประคองใบหน้าของอีกคนให้โน้มลงมาหาตน 

ริมฝีปากนุ่มประทับลงปลายจมูกของคนรักก่อนจะขบกัดเบาๆ อย่างหยอกล้อ ชวนให้ขนอ่อนตามตัวของผู้ถูกกระทำลุกชัน 

“แต่...คืนนี้ฝ่าบาทเสด็จไปยังตำหนักของหลี่เหลียงเหรินสักครู่ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หานตงต้องตัดใจเอ่ยออกไป เมื่อนึกถึงข้อความจากจ้าวฮองไทเฮาที่ฝากมาถึงตน 

‘ฝ่ายในมีข่าวลือมากมายนักเกี่ยวกับการแต่งตั้งฮองเฮา หากฝ่าบาทเสด็จไปยังตำหนักของหลี่เหลียงเหรินบ่อยๆ การแต่งตั้งในครั้งนี้ก็จะไร้ข้อครหา’  

“ยังจะพูดอีกหรือ” น้ำเสียงของฮ่องเต้กดต่ำลงในทันทีพร้อมสองมือที่ปล่อยออกจากแก้มขอชายหนุ่ม 

“ฝ่าบาท หากไม่เสด็จไปหาหลี่เหลียงเหรินบ้างจะมีคนตั้งข้อครหาในการแต่งตั้งฮองเฮานะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงรีบกุมมือของคนตรงหน้าเอาไว้ ยืนยันในความหวังดีที่ตนมี 

“ข้าเข้าใจว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใด” น้ำเสียงขององค์ฮ่องเต้อ่อนลงอีกครั้ง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าสิ่งที่หานตงทำนั้นเพื่ออะไร 

“ก็ได้ คืนนี้ข้าจะไปยังตำหนักของหลี่หมิง” คำตอบที่ได้ยินทำให้หานตงโล่งอกไม่น้อย 

“แต่ข้าจะไปเพียงแค่ดื่มชาเท่านั้น” พูดจบคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ดึงชายหนุ่มเข้าไปหาก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนแก้มของอีกคน 

“เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่าจางเกอต้องการเพียงแค่เสี่ยวตง” คำหวานกระซิบที่ข้างหูพร้อมลมหายใจอุ่นร้อน 

“เสี่ยวตงเองก็ต้องการเพียงแค่จางเกอเช่นกัน” ผู้ถูกเย้าแหย่กระซิบกลับตอบก่อนจะฝังจมูกเข้าหาแก้มนิ่มแล้วโอบกอดอีกคนเอาไว้ 

“ข้าไม่อยากไปเลย” คนถูกโอบกอดยกสองมือขึ้นมากอดตอบก่อนจะพึมพำที่ไหล่ของคนรัก 

“ไปไม่กี่ชั่วยามก็กลับแล้ว หลังจากนั้นเสี่ยวตงจะเป็นผู้ปรนนิบัติจางเกอเอง” ชายหนุ่มปลอบประโลมคนรักที่ทำตัวเหมือนเด็กกำลังถูกบังคับให้ไปโรงเรียน จนเมื่ออีกคนยอมพยักหน้ารับ ขบวนเสด็จของฮ่องเต้อ้ายหมิงก็เคลื่อนไปยังตำหนักของหลี่เหลียงเหริน 

 

หน้าตำหนักปรากฏเจ้าของร่างอรชรภายใต้อาภรณ์งดงามยืนรอรับผู้เป็นเจ้าเหนือหัวด้วยรอยยิ้มหวานหยด 

โคมไฟทั่วทั้งตำหนักถูกจุดจนสว่างไสวประหนึ่งว่าในคืนนี้จะมีงานรื่นเริง กลิ่นหอมของบุหงาลอยตลบอบอวล ทั้งที่เป็นค่ำคืนในฤดูเหมันต์ภายในตำหนักกลับอบอุ่นแตกต่างจากอากาศภายนอกโดยสิ้นเชิง 

หานตงเชิญเสด็จองค์ฮ่องเต้เข้าไปด้านในก่อนจะทำหน้าที่ถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ให้อีกคนเช่นเคย 

“อย่าไปไหนไกล ข้าอยู่ไม่นาน” ชายหนุ่มพยักหน้ารับเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกคนกระซิบบอกก่อนจะถอยออกไปยืนรอหน้าประตูประจำที่ของตน 

เสียงผีผาดังขึ้นจากด้านในเคล้าเสียงร้องแสนไพเราะ หานตงยืนกอดเสื้อคลุมอยู่หน้าประตูเหมือนดังเช่นทุกครั้ง มีเสี่ยวกวงยืนด้านข้างรอรับคำสั่งเช่นกัน 

ประตูถูกปิดลงเมื่อเหลากงกงและขันทีผู้ทำหน้าที่ตรวจพิษในอาหารและเครื่องดื่มขององค์ฮ่องเต้ทำหน้าที่ของตนเสร็จ เพื่อให้ทั้งสองพระองค์ได้ใช้เวลาร่วมกัน 

เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วยามเสียงที่ดังมาจากภายในห้องก็ทำให้เหล่าขันทีที่รอรับใช้อยู่ด้านนอกต่างพากันตกใจ 

“ฝ่าบาท! เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” หานตงรีบเปิดประตูเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง เสียงเมื่อกี้เหมือนมีสิ่งใดตกกระทบพื้นหากฝ่าบาทมีอันตรายจะเป็นเช่นไร 

แต่แล้วภาพที่เห็นกลับทำให้เหล่าขันทีต้องรีบถอยออกไป องค์ฮ่องเต้ประทับอยู่บนเก้าอี้กลางห้อง ผมที่เคยรวบเอาไว้ถูกปล่อยยาวสยายไม่เรียบร้อย สวมเพียงเสื้อตัวในแสนบาง ส่วนอาภรณ์ชิ้นอื่นนั้นถูกถอดโยนไปกองเอาไว้อีกมุมหนึ่งอย่างไม่ไยดี 

ถัดมาบนพื้นตรงหน้าพระพักตร์คือสตรีที่มีสภาพไม่ต่างกันเป็นภาพที่ไม่ว่าผู้ใดเห็นก็รู้ได้ในทันทีว่าภายในห้องกำลังเกิดสิ่งใดขึ้น จะผิดแปลกก็ตรงที่ไยฝ่าบาทถึงกระทำในห้องรับรอง ทั้งที่ปกติแล้วจะเข้าไปรับการปรนนิบัติยังห้องบรรทมด้านใน 

“กระหม่อมขอประทานอภัย” หานตงก้มหน้าทำความเคารพคนทั้งสองก่อนจะถอยออกมา พอมาเห็นจังๆ แบบนี้ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายก็บีบรัดจนแทบแหลกสลาย ความน้อยเนื้อต่ำใจตีรวนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ 

...ไหนฝ่าบาทบอกว่าจะมาเพียงแค่ดื่มน้ำชา แล้วภาพที่ข้าเห็นคืออะไร 

“อย่าพึ่งไป” เสียงเรียกที่ดังขึ้นทำให้หานตงต้องรีบหันหลังกลับไปมอง และภาพที่เห็นคือองค์ฮ่องเต้ซึ่งแทบไร้เรี่ยวแรงเดินกุมหน้าอกข้างซ้ายตรงมาหาตน 

“ฝ่าบาท! ทรงเป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มรีบพุ่งเข้าไปรับองค์ฮ่องเต้ที่แทบจะยืนไม่อยู่ 

“พะ...พาข้ากลับตำหนักใหญ่” เจ้าของร่างอันสั่นเทิ้มเอ่ยด้วยความยากลำบาก ลมหายใจติดขัดจนน่าเป็นห่วง 

“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท! เสด็จกลับตำหนักเฉียนชิงกง” หานตงใช้เสื้อคลุมในมือห่อร่างอีกคนก่อนจะช้อนร่างของคนรักขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก โดยมีเสี่ยวกวงช่วยเอาผ้าห่มมาคลุมอีกชั้น 

“ต่งกงกง ฝ่าบาทเป็นอันใด” เหลากงกงที่เห็นเหตุการณ์รีบเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง 

“ข้าไม่รู้ แต่ฝ่าบาทดูทรมานยิ่งนัก” หานตงเร่งฝีเท้าด้วยความเร็วเพื่อตรงกลับตำหนักพร้อมมองร่างในอ้อมกอดที่ในตอนนี้ทั้งร่างชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งที่อุณหภูมิภายนอกเย็นเฉียบ ชีพจรเต้นแรงจนเขารับรู้ได้ 

“เช่นนั้นเจ้าพาฝ่าบาทกลับตำหนักก่อนข้าจะให้คนไปตามหมอหลวง” 

หานตงพยักหน้ารับก่อนจะนำร่างของคนรักตรงกลับตำหนักใหญ่ด้วยความเร็ว 

 

“ทรมาน...หานตง...ข้าทรมาน” คนบนเตียงบิดเร้าไปมากุมมือของชายหนุ่มเอาไว้ไม่ยอมปล่อย 

“หมอหลวงกำลังมาทรงทนอีกหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มทั้งปลอบประโลมทั้งใช้ผ้าแพรชุบน้ำเช็ดเหงื่อที่กำลังไหลซึม 

“หานตงข้าปวดเหลือเกิน...” คนบนเตียงยังคงบิดเร้าไปมาด้วยความทรมาน 

“ทรงเจ็บปวดตรงไหนพ่ะย่ะค่ะ” ยิ่งเห็นสภาพอีกคน ใจของชายหนุ่มก็ยิ่งเจ็บปวดตาม 

“ช่วยข้าที...ข้าทรมานเหลือเกิน” องค์ฮ่องเต้จับมือของคนรักไปวางยังกลางกายที่กำลังลุกชัน 

“ไยฝ่าบาทถึงเป็นเช่นนี้” ทั้งที่สภาพร่างกายดูทรมานยิ่งนักแต่ความเป็นชายกลับบวมเป่ง ส่วนปลายมีหยาดน้ำใสเหมือนต้องการปลดปล่อยเต็มที 

“ข้าไม่รู้...ข้าทรมานเหลือเกิน” คนพูดน้ำตาคลออย่างน่าสงสารจนหานตงต้องก้มลงไปจูบหน้าผากเพื่อปลอบประโลม 

“ชู่ว เสี่ยวตงอยู่นี่แล้ว เสี่ยวตงจะช่วยจางเกองเอง” ชายหนุ่มจูบซับไปตามหน้าผาก ขมับและดวงตาทั้งสองก่อนจะเลื่อนลงไปดูดดึงยอดปทุมถันภายใต้อาภรณ์ตัวบาง มือแกร่งลูบไล้ไปตามขาอ่อนด้านในก่อนจะกอบกุมความเป็นชายของอีกคนเอาไว้แล้วรูดขึ้นลงเพื่อบรรเทาความทรมานที่อีกคนได้รับ 

“อ่า~ หานตง อื้อ” เสียงครางหวานดังขึ้นพร้อมร่างกายที่บิดเร้าไปมา ยิ่งชายหนุ่มใช้ความอ่อนนุ่มของโพรงปากปรนเปรอความสุขสมให้ ร่างกายของอีกคนก็ยิ่งสั่นสะท้าน 

หานตงบรรจงกลืนกินความเป็นชายของคนรักเอาไว้ ดูดกลืนเร็วบ้างช้าบ้างไปพร้อมใช้เรียวลิ้นไล่เลียเพิ่มความเสียวซ่านจนผู้ถูกปรนเปรอสวนสะโพกเข้าหาอย่างลืมตัว 

“เร็วอีก ข้าจะ อื้ออออ” เสียงหวานครางกระเส่าสองมือกอบกุมกลุ่มผมสีดำของหานตงเอาไว้แน่น ร่างกายหดเกร็งก่อนที่จะปลดปล่อยเชื้อพันธุ์สีขาวขุ่นเข้ามาภายในโพรงปากของชายหนุ่ม 

หานตงกลืนกินอย่างไม่นึกรังเกียจจนหมดทุกหยาดหยดก่อนจะนำผ้าชุบน้ำเช็ดตามร่างกายของคนรักที่กำลังหอบหนัก 

ทั้งที่พึ่งปลดปล่อยไปแต่ดูท่าความทรมานที่อีกคนมีนั้นกลับไม่ได้ลดลงแม้แต่นิดเดียว 

“หมอหลวงมาแล้ว” 

หานตงรีบดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างของคนรักเมื่อได้ยินเสียงที่ดังขึ้นก่อนจะถอยออกมาให้หมอหลวงทำหน้าที่ อาการของฝ่าบาทใช่ความต้องการปกติไม่ 

“ต่งกงกง ต่งกงกง” ยืนรอหมอหลวงตรวจอาการอยู่สักพักเสี่ยวกวงก็เข้ามาสะกิดให้เขาหันไปสนใจ 

“อะไรหรือ?” หานตงหันไปถามด้วยความสงสัย 

“ที่ปากของท่านมีคราบอะไรติดอยู่ก็ไม่รู้” เสี่ยวกวงผู้ใสซื่อทำท่าชี้ที่ปากของตัวเองให้หานตงดู 

“อะ...เออ ขอบใจ” หานตงรีบยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดปากของตนในทันทีพร้อมจัดเสื้อผ้าและทรงผมให้เข้าที่ ไม่รู้เพราะขันทีและนางกำนัลคนอื่นชินแล้วหรือไม่สังเกตเห็น แต่ละคนถึงไม่แสดงท่าทีอะไร 

“หวังไทฮองไทเฮาเสด็จ” คำขานที่ดังขึ้นทำให้คนที่อยู่ภายในห้องต้องรีบออกไปรับเสด็จ 

“ฝ่าบาททรงเป็นอะไร” ทันทีที่ร่างของสตรีสูงศักดิ์ผู้เป็นใหญ่ในฝ่ายในก้าวเข้ามาคำถามก็ดังขึ้น 

“หมอหลวงกำลังถวายการตรวจอยู่พ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงเป็นผู้ทำหน้าที่รายงานสถานการณ์ ส่วนหานตงนั้นกำลังพยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นที่เคืองพระทัย 

“ฝ่าบาททรงแข็งแรงมาตลอดอยู่ดีๆ จะประชวรได้อย่างไร” หวังไทฮองไทเฮายังคงซักไซ้หาคำตอบ 

“ฟู่หวงไทไทเฮา ติ้งตี้ไทเฮาเสด็จ” ยังไม่ทันได้คำตอบสองสตรีผู้มีความสำคัญต่อองค์ฮ่องเต้ก็ปรากฏตัวขึ้น 

“ถวายพระพรหวังไทฮองไทเฮา” สตรีทั้งสองย่อกายทำความเคารพผู้มีศักดิ์สูงกว่าตามมารถยาทในทันที 

“มากพิธีไปไย ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้าก็ร้อนใจเช่นกัน” หวังไทฮองไทเฮาเอ่ยขึ้นก่อนจะนั่งลงยังตำแหน่งเก้าอี้ประธาน 

“เหลากงกงเกิดสิ่งใดขึ้นกับฝ่าบาทหรือ” ติ้งตี้ไทเฮาเป็นคนเอ่ยถามเมื่อประคองฟู่หวงไทไทเฮาไปนั่งยังตำแหน่งรองลงมา 

“หมอหลวงกำลังถวายการตรวจอยู่พ่ะย่ะค่ะ” ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ยังคงเป็นคำตอบเดิม 

“ทำไมฝ่าบาทถึงประชวรได้ ข้าได้ยินมาว่าคืนนี้ฝ่าบาทเสด็จไปยังตำหนักของหลี่เหลียงเหรินมิใช่หรือ” ฟู่หวงไทไทเฮาเอ่ยขึ้นก่อนจะมองไปยังหานตงที่ตอนนี้แทบจะสิงเข้าไปในเสาแล้ว 

พญาหงส์มารวมตัวกันแบบนี้ หานตงผู้รู้ดีว่าไม่เป็นที่โปรดปรานของพวกนางรู้ตัวดีว่าต้องอยู่ตรงไหน แต่ไปไหนไกลก็ไม่ได้เพราะยังเป็นห่วงอาการของฝ่าบาท จึงทำได้แค่ยืนสิงเสาอยู่แบบนี้ 

“พ่ะย่ะค่ะ คืนนี้ฝ่าบาทเสด็จไปยังตำหนักของหลี่เหลียงเหริน แต่เข้าไปภายในตำหนักได้ไม่ถึงชั่วยามก็ทรงประชวรและมีรับสั่งให้พาเสด็จกลับตำหนักเฉียนชิงกง” เหลากงกงรายงานไปตามความเป็นจริง 

“ประชวรหลังจากไปยังตำหนักของหลี่เหลียงเหรินอย่างนั้นหรือ?” หวังไทฮองไทเฮาทวนในสิ่งที่ได้ยิน 

“พ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงยืนยันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 

“คุมตัวทุกคนในตำหนักของหลี่เหลียงเหรินเอาไว้ ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น!” หวังไทฮองไทเฮาออกคำสั่งในทันทีด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว 

“ท่านหมอหลวงฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง” หานตงที่หันไปเห็นเหล่าหมอหลวงเดินออกมารีบตรงเข้าไปถามด้วยความลืมตัว 

แต่พอนึกขึ้นได้ถึงเจ้าของสายตาทั้งสามคู่ที่จ้องมองอยู่ ชายหนุ่มก็ต้องรีบถอยออกมาแล้วกลับไปยืนที่เดิม 

“ถวายพระพรหวังไทฮองไทเฮา ฟู่หวงไทไทเฮา ติ้งตี้ไทเฮา” เหล่าหมอหลวงตรงเข้าไปทำความเคารพสตรีสูงศักดิ์ทั้งสามอย่างรู้หน้าที่ในทันที 

“ท่านหมอหลวงไม่ต้องมากพิธี ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง” หวังไทฮองไทเฮาเป็นผู้อนุญาตและเอ่ยถาม 

แต่ไม่ทันที่เหล่าหมอหลวงจะได้ตอบคำถาม สตรีสูงศักดิ์สองพี่น้องก็ปรากฏกายขึ้น 

“จ้าวฮองไทเฮา จ้าวไท่เฟยเสด็จ” 

หานตงหันไปมองสองสตรีที่พึ่งย่างกายเข้ามา นี่มันวันอะไรเนี่ย 

“ถวายพระพรหวังไทฮองไทเฮา ฟู่หวงไทไทเฮา” จ้าวฮองไทเฮาและจ้าวไท่เฟยย่อกายทำความเคารพผู้สูงศักดิ์กว่าก่อนจะหันไปหาติ้งตี้ไทเฮา 

“ถวายพระพรติ้งตี้ไทเฮา” จ้าวไท่เฟยผู้มีศักดิ์ต่ำกว่าเป็นผู้เริ่มทำความเคารพ 

“ถวายพระพรจ้าวฮองไทเฮา” ถึงติ้งตี้ไทเฮาจะเป็นพระมารดาแท้ๆ ขององค์ฮ่องเต้แต่ตามศักดิ์แล้วก็ยังคงต่ำกว่าจ้าวฮองไทเฮาซึ่งเป็นฮองเฮาของอดีตฮ่องเต้อยู่ดี 

“เอาล่ะๆ พวกเจ้าจะมากพิธีไปไย” หวังไทฮองไทเฮาเป็นผู้เอ่ยขัดก่อนจะหันไปหาหมอหลวง 

“ท่านหมอหลวงเชิญกล่าวต่อ ฝ่าบาททรงประชวรเป็นอะไร” 

“ฝ่าบาททรงได้รับยาปลุกกำหนัดมากเกินไปพ่ะย่ะค่ะ” 

“เจ้าว่าอะไรนะ!” สิ้นคำพูดของหมอหลวง หวังไทฮองไทเฮาก็เอ่ยถามกลับไปในทันทีด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด 

จ้าวฮองไทเฮาและจ้าวไท่เฟยที่กำลังจะนั่งลงประจำที่ของตนถึงกับชะงักเมื่อได้ยิน 

“ส่วนผสมในยาปลุกกำหนัดนั้นหากอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะผลดีต่อร่างกาย แต่หากมากจนเกินไปจะทำให้ชีพจรเต้นเร็ว ธาตุหยินและหยางในร่างกายไม่สมดุล เลือดในกายสูบฉีดเร็วจนเกินไปจนส่งผลทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ ยิ่งสำหรับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอก็ยิ่งเหมือนรับยาพิษเข้าไปในร่างกายพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงอธิบายให้คนในห้องได้ไขข้อสงสัย 

“ฝ่าบาททรงได้รับยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรงเข้าไปในพระวรกายในจำนวนมาก ทำให้พระโลหิตไหลเวียนเร็ว ชีพจรเต้นแรงส่งผลให้พระหทัยทำงานหนักจนเกินไปพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อกล่าวถึงอาการทั่วไปจบก็กลับมาสรุปอาการขององค์ฮ่องเต้ที่นอนป่วยอยู่ด้านใน 

“แล้วตอนนี้ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง” ติ้งตี้ไทเฮาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง 

“โชคดีที่ฝ่าบาทพระวรกายแข็งแรง พวกกระหม่อมได้ถวายการฝังเข็มเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้นไปแล้ว ถวายพระโอสถอีกสองสามวัน และในระหว่างนี้อย่าให้พระองค์ทรงใช้แรงหรือทำสิ่งใดจนชีพจรเต้นแรงจนส่งผลให้พระหทัยทำงานหนัก เท่านี้ฝ่าบาทก็จะทรงกลับมาเป็นปกติแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อหมอหลวงตอบกลับมาเช่นนั้น ความกังวลของคนทั้งห้องก็คลายลงในทันที 

“ขอบใจพวกท่านมาก” หวังไทฮองไทเฮาเอ่ยขึ้นก่อนจะส่งสัญญาณให้ขันทีคนสนิทตกรางวัลเหล่าหมอหลวง 

“ฝ่าบาททรงปลอดภัยดีแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันและน้องสาวคงต้องขอทูลลา” จ้าวฮองไทเฮาและจ้าวไท่เฟยลุกขึ้นยืนทำความเคารพหวังไทฮองไทเฮากับฟู่หวงไทไทเฮา ก่อนจะถอนออกจากห้องไป 

หานตงเลิกสนใจเหล่าสตรีสูงศักดิ์แล้วหันกลับมาทำหน้าที่ของตนพร้อมกับนางกำนัลและขันทีคนอื่น 

จัดการป้อนยาตามที่หมอหลวงสั่ง จึงค่อยเช็ดทำความสะอาดร่างกายที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ก่อนจะนำอาภรณ์ชุดใหม่มาสวมให้คนที่ยังคงหลับใหล นางกำนัลคนอื่นก็ทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนที่นอน จนเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยหานตงก็บรรจงวางร่างของคนรักลงบนเตียงก่อนจะห่มผ้าห่มให้ 

ผ้าม่านโปร่งแสงปักลายดิ้นทองถูกปลดลงมาบดบังรอบเตียง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยนางกำนัลก็ออกไปทูลสตรีสูงศักดิ์ทั้งสามที่รออยู่ด้านนอก 

เมื่อองค์ฮ่องเต้บรรทมไปแล้วผู้ใดก็มิควรเข้าไปรบกวน หวังไทฮองไทเฮาและฟู่หวงไทไทเฮาจึงไม่ได้เข้าไปด้านในห้องบรรทม แต่ติ้งตี้ไทเฮาผู้เป็นมารดาก็ยังไม่วางใจหากไม่ได้เห็นหน้าบุตรชายของตน จนเมื่อได้เข้ามาดูว่าบุตรชายนั้นปลอดภัยดี นางถึงยอมกลับตำหนักของตนไปพร้อมสตรีสูงศักดิ์ทั้งสอง 

ตำหนักเฉียนชิงกงกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง หานตงที่พึ่งออกไปส่งเสด็จเดินกลับเข้ามาภายในห้องบรรทม ก่อนจะเปิดผ้าม่านด้านหน้าขึ้นให้เห็นคนที่อยู่ด้านในแล้วทรุดตัวลงนั่งด้านข้างแท่นบรรทมอย่างหมดแรง 

ชายหนุ่มเกยคางลงบนขอบเตียงก่อนจะยื่นมือไปกุมมืออีกคนเอาไว้ เพียงได้รับรู้ว่าคนตรงหน้าหายใจเป็นปกติไม่รู้สึกทรมา เขาก็สบายใจจนเผลอหลับไปในท่านั้น 

 

เช้าวันนี้ยังคงเป็นหานตงที่ตื่นก่อนเช่นเคย หลังจากมองใบหน้าของคนรักที่ยังคนหลับใหลและแอบกินเต้าหู้ไปนิดหน่อยๆ ชายหนุ่มก็กลับมาที่เรือนของตนเพื่อจัดการกับตัวเอง 

ทำความสะอาดร่างกาย ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวใหม่จนเรียบร้อยเขาก็แวะไปยังห้องเครื่องเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยอาหารเช้าที่จะขึ้นนำถวาย ก่อนจะตรงกลับไปยังตำหนักใหญ่เพื่อรอรับใช้องค์ฮ่องเต้ที่อีกไม่นานก็จะได้เวลาตื่นจากบรรทม 

แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไปในตำหนัก ชายหนุ่มก็ถูกรวบตัวเอาไว้เสียก่อน 

“พวกท่านจะทำสิ่งใด!” ชายหนุ่มขัดขืนในทันทีเมื่อรู้ว่าภัยมาถึงตน 

“หวังไทฮองไทเฮามีรับสั่งให้คุมตัวเจ้าไปยังคุกหลวงเพื่อสอบปากคำ” หนึ่งในทหารตรงหน้าเอ่ยขึ้นก่อนจะส่งสัญญาณให้อีกสองคนที่คุมตัวเขาอยู่ลากเขาให้เดินตามไป 

“พวกท่านหมายความว่าอย่างไร? สอบปากคำอันใดกัน” หานตงยังคนขัดขืนไม่เลิก ใครจะยอมให้ลากไปเข้าคุกง่ายๆ กันเล่า 

“พี่ชายทั้งหลายจะพาข้าไปไหน อย่างน้อยก็บอกก่อนได้หรือไม่ว่าข้ามีความผิดอันใด อึก!” แต่โวยวายขัดขืนยังไงก็หาได้เป็นผลไม่ แถมยังถูกต่อยท้องไปอีกหมัดเล่นเอาจุกจนไม่สามารถขัดขืนได้ต้องยอมตามไปแต่โดยดี 

...โถ่ ชีวิตน้อยๆ ของหานตงต้องพบเจอกับสิ่งใดอีกหนอ 

...จางเกอช่วยเสี่ยวตงด้วย T-T 

 

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

อ้าว เสี่ยวตงของเราถูกอุ้มไปซะแล้ว 

ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ และหานตงของเราจะโดนทรมาอะไรบ้าง ฝ่าบาทจะไปช่วยทันรึเปล่า รอติดตามตอนต่อไปจ้า 

ต้องขออภัยที่หายไปนานเลย สมองมันตันๆ พร้อมกับงานที่มาเป็นระยะๆ แต่ไม่ต้องกลัวพู่แต่งจบแน่นอนค่ะ ไม่เทแน่ๆ แต่อาจนานหน่อยแค่นั้นเอง 

ไปเมาส์มอยที่ไหนอย่าลืมติดแท็กตามนี้ด้วยนะคะ 

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน 

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของจางเกอ 

 

เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้า 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ  

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น