facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่14

ชื่อตอน : ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 356

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2563 11:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่14
แบบอักษร

 สวี่หยู่เหยียนจัดท่าทางของอ๋องหนุ่มให้นั่งในท่าที่เธอสามารถฝังเข็มได้อย่างสะดวกโดยที่ไม่ทันเห็นใบหน้าของโม่หวังจิ้งว่าใบหน้าหล่อเหลาของเขานั้นได้ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงจากความเขินอาย นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเขาได้ถูกสัมผัสโดยสตรีใกล้ชิดขนาดนี้ 

 

หลังจากดื่มน้ำทิพย์ไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปใบหน้าของโม่หวังจิ้งก็เริ่มเปลี่ยนก่อนที่เสียงอันสุขุมจะเปล่งออกมาจากริมฝีปาก “ท่อนขา” 

 

สวี่หยู่เหยียนพยักหน้าก่อนฝังเข็มลงที่ท่อนขาแกร่งทั้งสองข้างอย่างไหลลื่น ด้วยพรสวรรค์ที่ได้รับมาจากแหวนมิติ การฝังเข็มของเธอกระทำได้อย่างไม่มีติดขัดรวมไปถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด 

 

ในตอนแรกตัวของเธอเองก็เป็นกังวลว่าหากให้อ๋องหนุ่มผู้นี้สวมชุดบางลงแช่น้ำอาจเป็นความคิดที่ผิด เพราะมันอาจทำให้จุดตำแหน่งที่เธอต้องฝังเข็มลงไปนั้นคลาดเคลื่อน และหากเป็นเช่นนั้นเธอเองก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะให้เขาถอดชุดที่สวมใส่ออก 

 

และในตอนนี้เหมือนว่าเธอไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องนี้ 

 

เมื่อสวี่หยู่เหยียนฝังเข็มที่บริเวณท่อนขาเรียบร้อย เธอไม่รอช้าอีกเพราะในตอนนี้หากเธอเดาไม่ผิดพิษเหล่านั้นกำลังหนี.. 

 

เธอได้เริ่มฝังเข็มตามจุดอื่น ๆ ไล่ตั้งแต่ศีรษะลงมายังท่อนแขนข้างขวาที่ไม่มีรอยแผลและต่อมายังลำตัว และในตอนนี้โม่หวังจิ้งรู้สึกว่าแขนขวาของตัวเองมีสิ่งมีชีวิตแหวกว่ายไปมา 

 

“ตรงจุดที่หม่อมฉันได้ฝังเข็มไป ท่านอ๋องทรงรู้สึกว่ามีตรงไหนที่ยังรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวหรือไม่เพคะ” สวี่หยู่เหยียนเอ่ยถาม 

 

“ไม่มี” 

 

สวี่หยู่เหยียนที่ได้รับคำตอบก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันจะเริ่มการฝังเข็มที่แขนขวา ไม่แน่ว่าพระองค์อาจจะรู้สึกเจ็บที่ปากแผลแต่หม่อมฉันขอให้พระองค์อดทนนะเพคะ” 

 

โม่หวังจิ้งเห็นสายตาที่มีความลังเลและห่วงใยภายในใจก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นที่แล่นเข้ามายังก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายก่อนตอบกลับไป “เปิ่นหวางไม่เป็นไร เจ้าทำให้เต็มที่เถิด” 

 

ใบหน้างามพยักหน้าก่อนที่จะเริ่มฝังเข็มไล่ตั้งแต่ต้นแขนและลดระดับลงมาเรื่อย ๆ 

 

และก็เป็นดั่งคาดปากแผลเริ่มปรากฏตัวหนอนสีดำที่ค่อย ๆ ชอนไชออกมาราวกับพยายามหาทางรอด โม่หวังจิ้งแม้จะรู้สึกเจ็บแต่สายตากลับมองตัวน่ารังเกียจอย่างเย็นชา 

ฝ่ามือของโม่หวังจิ้งเปลี่ยนเป็นสีดำน่ากลัว สวี่หยู่เหยียนที่สังเกตการณ์ใบหน้าฉายความเคร่งเครียดดูเหมือนว่าพิษนี้จะดื้อรั้นกว่าที่เธอคิดเองไว้มากราวกับว่ามันพยายามจะหาหนทางรอดในร่างกายนี้ให้ถึงที่สุด 

 

ริมฝีปากบางขบเม้มอย่างตึงเครียดปนความกังวล โม่หวังจิ้งอยากจะเอื้อมมือไปลูบใบหน้าที่เหมาะกับรอยยิ้มมากกว่าสีหน้าเช่นนี้แต่ติดที่ว่าเขาไม่สามารถที่จะขยับตัวโดยพลการได้ มิเช่นนั้นอาจเป็นการทำลายความตั้งใจของหญิงสาวตรงหน้าทั้งหมด 

 

ในขณะที่สวี่หยู่เหยียนจมอยู่กับความคิดเพื่อหาวิธีขับไล่พิษที่ดื้อรั้นนี้ให้ออกมา ดวงตาของเธอก็เหมือนกับจะเห็นจุดสีขาวเล็ก ๆ หลังฝ่ามือของอ๋องหนุ่ม เธอจึงตัดสินใจฝังเข็มลงที่จุดนั้นอย่างไม่รอช้า 

 

ดูเหมือนการตัดสินใจนี้จะเป็นผลปากแผลของอ๋องหนุ่มปรากฏตัวหนอนที่พยายามแย่งชิงพื้นที่เพื่อหนีรอดออกจากร่างกาย 

 

หนอนตัวสีดำจำนวนมากลอยตัวแน่นิ่งอยู่เหนือผิวน้ำยิ่งตัวหนอนสีดำออกมาจากปากแผลมากเท่าไหร่สีดำบนฝ่ามือก็ค่อย ๆ จางลงมากเท่านั้น 

 

กระบวนการนี้กินเวลาเกือบสองก้านธูปกว่าที่ฝ่ามือของโม่หวังจิ้งจะกลับมาเป็นปกติ ตัวหนอนสีดำที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้สลายไปเหลือแค่เพียงตัวที่เพิ่งออกมาจากปากแผลได้ไม่นาน 

 

“หม่อมฉันขอจับชีพจรหน่อยนะเพคะ” 

 

โม่หวังจิ้งไม่เอ่ยตอบใบหน้าซีดเซียวจากการเสียเลือดจำนวนมากพยักหน้า 

 

และเมื่อจับชีพจรและใบหน้าของสวี่หยู่เหยียนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดูเหมือนว่าการถอนพิษนี้จะประสบผลสำเร็จ 

 

“ท่านองครักษ์จัดเตรียมถังน้ำสำหรับล้างตัวของท่านอ๋องมาสักหนึ่งถังได้หรือไม่เจ้าคะ” 

 

“พ่ะย่ะค่ะพระชายา” 

 

หลังจากสวี่หยู่เหยียนเอ่ยสิ่งที่ร้องขอไปตงไห่ก็ได้จัดเตรียมในสิ่งที่พระชายาสาวต้องการมาได้อย่างรวดเร็วแต่ในระหว่างรอเธอได้ถอนเข็มกลับไปเก็บไว้ในมิติของตัวเอง สวี่หยู่เหยียนเดินไปหยดน้ำทิพย์ของเธอลงไปเจือจางภายในถังอาบน้ำอีกสองหยดเพื่อความสบายใจของเธอเองก่อนบอกให้ตงไห่พยุงท่านอ๋องลงไปชำระล้างร่างกาย 

 

“เรียบร้อยแล้วเพคะ ท่านอ๋องกลับไปยังตำหนักแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าทำแผลให้เรียบร้อย หลังจากหม่อมฉันผลัดเปลี่ยนชุดแล้วจะตามไปตรวจอาการอีกครั้งเพคะ” 

 

โม่หวังจิ้งไม่ตอบเขาหันไปกระซิบอะไรบางอย่างกับตงไห่ก่อนหันมาสนทนากับหญิงสาว “กลับไปยังตำหนักของเปิ่นหวางประเดี๋ยวสาวใช้ของเจ้าจะนำชุดมาเปลี่ยนให้” 

 

สวี่หยู่เหยียนลังเลแต่เมื่อเห็นสายตาคมกริบมองมายังเรือนร่างของเธอที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดเนื่องจากชุดที่เปียกนั้นได้ลู่แนบชิดกับร่างกายของเธอเอง 

 

“เอ่อเพคะ” 

 

โม่หวังจิ้งได้ถอดชุดคลุมของตัวเองที่ได้รับมาจากตงไห่เอาไปคลุมร่างกายของหญิงสาว โม่หวังจิ้งร้องฮึ่มเบา ๆ แม้ว่าสวี่หยู่เหยียนจะไม่รู้เรื่อง แต่ไม่ใช่กับองครักษ์เงาทั้งสิบ 

 

บรรดาองครักษ์ที่แฝงตัวอยู่ในที่มืดลอบหวั่นผวาพร้อมกับเม็ดเหงื่อมากมายที่ผุดออกมาเต็มแผ่นหลัง ทุกคนรีบหลับตาของตัวเองเพราะสัญญาณที่ท่านอ๋องส่งมานั้นเป็นคำเตือนอันตราย 

 

สวี่หยู่เหยียนที่ถูกพามายังตำหนักของโม่หวังจิ้งและนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นห้องนอนของเขา กลิ่นกำยานที่ติดอยู่ทุกที่ทำให้เธอหายใจไม่คล่อง ไม่นานนักจินจูและจินลี่ก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับช่วยเธอผลัดเปลี่ยนชุดตัวใหม่ 

 

“นำชุดของข้าและท่านอ๋องวันนี้ไปเผาให้หมดด้วยนะ” 

 

“เพคะพระชายา” 

 

โม่หวังจิ้งที่เปลี่ยนชุดเสร็จก่อนออกมานั่งรอหญิงสาวที่ห้องรับรองภายในตำหนัก “เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วอย่างนั้นหรือ?” 

 

“เพคะ... ในตอนนี้ท่านอ๋องรู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่” 

 

โม่หวังจิ้งส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนตอบ “ไม่เลยเปิ่นหวางรู้สึกสบายที่สุดในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาเสียอีก” 

 

“หม่อมฉันได้ยินเช่นนี้ก็เบาใจเพคะ” 

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้รับการรักษาหรือเพราะได้กลิ่นหอมอ่อนจากร่างของหญิงสาวจึงทำให้โม่หวังจิ้งรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สวี่หยู่เหยียนนั่งลงข้างกายของอ๋องหนุ่มอย่างถือวิสาสะก่อนจับชีพจรของเขาอีกครั้ง 

 

“ดูเหมือนว่าท่านอ๋องจะหายจริง ๆ เสียทีนะเพคะ” สวี่หยู่เหยียนรู้สึกโล่งอกและดีใจ 

 

“ขอบใจ” 

 

ใบหน้างามหันมายิ้มให้กับอ๋องหนุ่มที่ดวงตาของเขากำลังจ้องมองเธออยู่ “หม่อมฉันยินดีเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอกลับที่พักก่อนนะเพคะ” 

 

“เหตุใดจึงรีบกลับ?” 

 

สวี่หยู่เหยียนลังเลก่อนตัดสินใจพูดออกไป เพราะสายตาคมกริบของเขาราวกับจะบอกว่าหากเธอไม่บอกก็ไม่มีทางที่จะได้ออกไป “คือว่าหม่อมฉันไม่ค่อยถูกกับกลิ่นกำยานเท่าไหร่น่ะเพคะ” 

 

“อืม... ประเดี๋ยวมื้อเย็นเปิ่นหวางจะให้คนไปตาม”  

ความคิดเห็น