facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 46 หุบเขาหมีอู้

ชื่อตอน : ตอนที่ 46 หุบเขาหมีอู้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2563 15:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 46 หุบเขาหมีอู้
แบบอักษร

เมื่อพูดถึงการเดินทางไปที่หุบเขาหมีอู้ โม่เทียนเกอทั้งรู้สึกตื่นเต้น และเศร้าใจไปในเวลาเดียวกัน นางรู้สึกตื่นเต้นเพราะถ้านางสามารถอยู่รอดได้จนถึงตอนจบ นางจะได้รับการตกรางวัลมากมาย และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับยาวิเศษไปอีกนานทีเดียว ในทางกลับกัน นางเศร้าใจเพราะนางจะต้องใช้ศิลาวิญญาณที่ใช้เวลาประมาณสามเดือนในการเก็บรวบรวม และมีอยู่เพียงน้อยนิดไป 

หลังจากที่นางซื้อเครื่องราง พร้อมกับขอให้มู่หรงเยียนหาเมล็ดพันธุ์มาให้นาง และเตรียมม่านพลังฉุกเฉิน ศิลาวิญญาณทั้งหมดที่นางมีก็ถูกใช้ไปจนหมด 

ในช่วงเวลานี้ ห้าคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกลับกลายเป็นใกล้ชิดกันมากขึ้น ทุกๆ คนต่างกำลังเตรียมตัว วางแผนว่าจะต้องทำอย่างไร และบอกให้สหายแต่ละคนทราบ พวกเขามีความตั้งใจที่จะชนะในครั้งเดียวที่เข้าร่วมการเดินทางไปหุบเขาหมีอู้ครั้งนี้ 

ในสถานการณ์เช่นนี้ทำให้โม่เทียนเกอมีความสุขมากเพราะนางไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่นางก็ไม่ได้ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับสหายร่วมเดินทาง ในเมื่อนางใช้ศิลาวิญญาณของนางไปหมดแล้ว ถึงแม้ว่านางจะอยู่ได้ไม่ถึงตอนสุดท้าย แต่นางก็ยังจะได้รางวัลบ้างในการเดินทางไปหุบเขาหมีอู้ครั้งนี้ นั่นคือหนทางเดียวที่นางจะไม่สูญเสียอะไร 

เดือนหนึ่งผ่านไปไวราวเพียงพริบตา ศิษย์ผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับเจ็ดหรือสูงกว่าในดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณได้มารวมตัวกันอีกครั้งที่จัตุรัสของสำนัก 

ในครั้งนี้ นอกจากท่านเจ้าสำนักแล้ว ยังคงมีผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังอีกสองท่านด้วย สำนักอวิ๋นอู้มีผู้ฝึกตนระดับดินแดนแห่งจิตวิญญาณใหม่เพียงแค่คนเดียว และผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังทั้งหมดประมาณเจ็ดถึงแปดคน การปรากฏตัวของเจ้าสำนักพร้อมกับผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังอีกสองท่านทำให้ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่างานนี้สำคัญแค่ไหน 

“ศิษย์ข้า หยุดพูดคุยกันก่อน วันนี้เป็นวันที่กลุ่มผู้ฝึกตนทั้งสามกลุ่มจะแข่งขันกันที่หุบเขาหมีอู้ ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าทุกคนเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นข้าจะไม่ทำให้เสียเวลากับข้อมูลที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าจะต้องบอกพวกเจ้าไว้ ในการที่จะให้กำลังใจศิษย์ทั้งหลาย พวกข้าตัดสินใจว่าศิษย์ผู้ที่ได้รับชัยชนะมากที่สุดสามอันดับแรกจะได้รับการตกรางวัลเพิ่มด้วยศิลาวิญญาณห้าร้อยอัน และยาผสานพลังวิญญาณอีกหนึ่งขวด”  

กลุ่มลูกศิษย์ที่อยู่ ณ บริเวณจัตุรัสส่งเสียงเอะอะวุ่นวายขึ้นมาทันทีเมื่อท่านเจ้าสำนักกล่าวเสร็จ 

ศิลาวิญญาณห้าร้อยอัน… 

ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณทั่วไปได้เพียงแค่ศิลาวิญญาณห้าอันต่อเดือน ในขณะที่การทำงานกิจธุระทั่วๆ ไปจะได้ศิลาวิญญาณประมาณสิบอันต่อเดือน ถึงแม้จะทำงานมาหลายเดือนจนถึงจุดที่นางไม่มีเวลาในการฝึกตน โม่เทียนเกอก็ได้เพียงแค่ศิลาวิญญาณเกือบหนึ่งร้อยอันเท่านั้น ยาบำรุงพลังจิตวิญญาณทั่วๆ ไปหนึ่งขวดก็ราคาถึงสองศิลาวิญญาณ ในขณะที่ยาผสานพลังวิญญาณจะอยู่ที่ราคายี่สิบห้าศิลาวิญญาณ ด้วยรางวัลศิลาวิญญาณห้าร้อยอัน การอยู่จนถึงตอนจบของการแข่งขันนั้นคุ้มค่ามาก อีกอย่างยังมียาผสานพลังวิญญาณเพิ่มมาอีกหนึ่งขวดด้วย 

โม่เทียนเกอตื่นเต้นมาก ด้วยศิลาวิญญาณห้าร้อยอันและยาผสานพลังวิญญาณหนึ่งขวด รวมกับยาผสานพลังวิญญาณอีกสองขวดที่นางจะได้ถ้าสามารถอยู่ถึงตอนจบการแข่งขัน… นางก็จะสามารถปิดประตูแห่งจิตทำสมาธิได้อย่างเต็มที่จนกว่าที่นางจะสามารถผ่านดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณได้โดยไร้ซึ่งอุปสรรค!  

ในขณะที่นางจินตนาการไปไกล นางก็ได้ยินเสียงใครบางคนส่งเสียงกระแอมกระไอจึงรู้สึกตัวขึ้นมาทันที 

ศิลาวิญญาณห้าร้อยอันและยาผสานพลังวิญญาณหนึ่งขวดจะเป็นรางวัลให้กับศิษย์สามคนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในการแข่งขัน นางเป็นเพียงแค่ศิษย์ระดับแปดของการหลอมรวมพลังวิญญาณ นอกจากความท้าทายอื่นๆ ยังมีผู้ฝึกตนที่ใกล้เข้าสู่ระดับดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังอย่างเช่นศิษย์พี่โจวอยู่มากมาย อีกอย่าง ยังมีศิษย์ผู้ฝึกตนอย่างต่ำอีกร้อยกว่าคนที่มีระดับการฝึกตนสูงกว่านาง โอกาสที่นางจะกลายเป็นหนึ่งในศิษย์สามอันดับแรกนั้นน้อยมากเหลือเกิน 

ในขณะนี้ เจ้าสำนักกำลังพูดคุยอยู่กับผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังสองคน ทั้งสามท่านเดินแยกจากกันไป และต่างหยิบอาวุธวิเศษของแต่ละคนออกมา อาวุธวิเศษของพวกเขาคือเต่าขนาดใหญ่ เรือ และผ้าเช็ดหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ขยายขนาดเป็นหลายหมู่ 

ท่านเจ้าสำนักตะโกน “ศิษย์ผู้ดูแล จงพาศิษย์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเจ้ามา”  

ศิษย์พี่โจวรวบรวมพวกเขามากกว่ายี่สิบคนเข้าด้วยกันพร้อมบอกว่า “ศิษย์น้องทั้งหลาย พวกเรากำลังจะเดินทางไปที่หุบเขาหมีอู้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องบอก ได้บอกไปหมดแล้ว ทุกคนทำให้ดีที่สุดก็พอ” เมื่อเขาพูดจบ เขานำทางทุกคนเดินไปด้านหน้า เข้าแถวเพื่อขึ้นเรือ 

เมื่อศิษย์หลายร้อยคนขึ้นไปอยู่บนอาวุธวิเศษที่บินได้ทั้งสามแล้วนั้น ท่านปรมาจารย์แห่งการก่อเกิดแก่นขุมพลังก็เริ่มที่จะบังคับอาวุธวิเศษ เพียงชั่วพริบตาเดียว อาวุธวิเศษทั้งสามก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าและบินไปยังเบื้องหน้าด้วยความเร็วสูง 

เหล่าศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณต่างตื่นตาตื่นใจ อาวุธวิเศษบินได้… ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณทำได้แค่ใช้วิชาตัวเบา มีแค่คนที่เข้าถึงระดับดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังที่จะสามารถควบคุมเครื่องมือวิญญาณและอาวุธวิเศษให้บินได้ อย่างไรก็ตาม มีเพียงแค่อาวุธวิเศษที่เป็นของผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังเท่านั้นที่จะสามารถขนคนมากมายด้วยความเร็วขนาดนี้ได้ 

ไม่มีใครรู้ว่าวันนี้มีใครที่อยู่บนอาวุธวิเศษบินได้นี้ที่สามารถเข้าถึงดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังอยู่หรือไม่ พึงระลึกเอาไว้ว่าในสำนักการฝึกตนขนาดกลางเหมือนอวิ๋นอู้นั้น โดยปกติแล้วจะมีผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังเกิดขึ้นมาได้หนึ่งคนในทุกร้อยปี ความจริงแล้วอาจจะไม่มีใครในที่นี้ที่สามารถเข้าถึงดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังเลยก็ได้ 

โม่เทียนเกอได้แต่ถอนใจอยู่ภายใน ไม่มีใครที่ไร้ซึ่งความสามารถในศิษย์เหล่านี้ แต่กระนั้น ก็ยังไม่มีใครมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังได้ ไม่ต้องกล่าวถึงตัวนางเลยด้วยซ้ำ 

ความเร็วของอาวุธวิเศษบินได้เหล่านี้เร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ ท่านเจ้าสำนักควบคุมเต่าวิญญาณของเขา บินอยู่ทางด้านหน้า ตามด้วยกลุ่มอื่นด้านหลัง ประมาณห้าชั่วโมงต่อมา เขาก็เริ่มลดความเร็วลงและค่อยๆ ร่อนลงจากท้องฟ้า 

โม่เทียนเกอมองลงไปที่พื้นดินด้านล่าง มันมีภูเขายอดตัดเรียบอยู่ข้างๆ หุบเขาลึกที่มีหมอกปกคลุม ภูเขานั้นหนาแน่นไปด้วยผู้คนมากมายรวมทั้งศิษย์ที่อยู่ในชุดคลุมสีเหลืองและสีม่วง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาคือศิษย์จากโรงเรียนจินเตาและสำนักจื่อซย่า 

เมื่อพวกเขาทุกคนลงถึงพื้น ท่านเจ้าสำนักและปรมาจารย์ระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังก็ได้เก็บอาวุธวิเศษของพวกเขา และเดินไปบริเวณตรงกลางที่มีผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังรออยู่ หลังจากการพูดคุยทักทายกัน ท่านเจ้าสำนักก็ได้กล่าวว่า “สหายจิน สหายหลี่ พวกท่านช่างกระตือรือร้นเหลือเกิน มาถึงกันเร็วทีเดียว!”  

ทั้งสองคนเป็นเจ้าของโรงเรียนจินเตาและเจ้าสำนักจื่อซย่า คนที่ถูกเรียกว่าสหายจินนั้นยังดูอ่อนเยาว์และดูเหมือนคนที่ช่วงอายุสามสิบกว่าๆ เป็นที่น่ากังขาว่าเขาได้ทานยาวิเศษประเภทยาคงรูปหรือยาอื่นๆ ที่คล้ายกันหรือไม่ อีกคนหนึ่งดูอายุมากกว่าเจ้าสำนักฟังเสียอีก ทั้งผมและเคราของเขาเป็นสีขาวไปหมดแล้ว จนดูเหมือนกับว่าอายุขัยของเขานั้นช่างเหลือน้อยเหลือเกิน 

คนที่อายุน้อยกว่าส่งเสียง “ฮึ่ม” พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจนัก “หาเป็นเช่นนั้นไม่ โรงเรียนจินเตาของพวกข้าไม่แข็งแกร่งนัก จึงต้องเดินทางมาก่อนเพื่อเตรียมตัว ไม่เหมือนสหายฟังที่ได้วางแผนเอาไว้แล้วหรอก”  

โม่เทียนเกอเคยได้ยินมาว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในโรงเรียนจินเตามาก่อนเมื่อร้อยปีที่แล้ว ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้กลับมาแข็งแกร่งเท่าไหร่นัก คาดว่าเจ้าของโรงเรียนไม่ค่อยพอใจกับการแข่งขันที่หุบเขาหมีอู้ ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าศิษย์ของเขาไม่เก่งเท่าที่ควร ทรัพยากรส่วนมากของเขาก็จะต้องถูกตัดออก 

ชายชราแซ่หลี่พูดอย่างใจเย็นด้วยการเผยอตามองเพียงครึ่งเดียว “สหายฟัง ไม่ได้พบกันนานนัก”  

เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ท่านผู้นี้คือเจ้าสำนักจื่อซย่า การแข่งขันครั้งนี้ก็ได้รับการเสนอขึ้นมาจากสำนักจื่อซย่า ผู้คนพูดว่าสำนักจื่อซย่าตรงกันข้ามกับโรงเรียนจินเตา ในร้อยปีที่ผ่านมา มีลูกศิษย์ที่ดีเข้าร่วมมากมาย จนกลายเป็นสำนักที่ร่ำรวยและแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าโรงเรียนจินเตาและสำนักอวิ๋นอู้ ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะมองหาผลประโยชน์เพิ่มเติม 

โม่เทียนเกอต้องการที่จะศึกษาพวกเขาเพิ่มเติม แต่หลิ่วอีเตาตบที่บ่าของนาง “ศิษย์น้องเยี่ย เราไปรวมตัวกันก่อนสักครู่หนึ่งเถอะ”  

โม่เทียนเกอเชื่อฟังในคำชวนนั้นพร้อมหันกลับ 

ในขณะนี้ ภูเขาล้วนเต็มไปด้วยบรรดาลูกศิษย์จากสามกลุ่มการฝึกตน ศิษย์บางคนกำลังนั่งสมาธิเพื่อฝึกตน ในขณะที่คนอื่นๆ ก็กำลังกระซิบกระซาบกับสหายของตัวเอง ทั้งห้าคนนั้นมองหาพื้นที่โล่งแล้วนั่งจับกลุ่มกัน 

หลิ่วอีเตาพูดขึ้นอย่างรอบคอบ “ศิษย์น้องทั้งหลาย ข้าอยากจะย้ำกับพวกเจ้าก่อน พวกเราทั้งห้าคนจะเดินทางพร้อมกัน ดังนั้นพวกเราจะต้องร่วมมือกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และระมัดระวังในทุกฝีก้าว พวกเราต้องไม่พูดในสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่พวกเราคิด และทำลายโอกาสของคนอื่นไปด้วย”  

หลายคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน นี่เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานในการร่วมมือกัน ถ้าพวกเขาไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน แล้วพวกเขาจะร่วมมือกันได้อย่างไร 

หลิ่วอีเตาย้ำในหัวข้อต่อไป “แขวนแผ่นจารึกของพวกเจ้าไว้ในที่ที่เหมาะสม เอาใส่ไว้ในกระเป๋าเอกภพนั้นไร้ประโยชน์”  

พวกเขาตรวจสอบแผ่นจารึกประจำตัวเพื่อยืนยันว่าจะไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น 

หลิ่วอีเตาพูดต่อ “พวกเราต้องเข้าใจตรงกันก่อน พวกเราจะร่วมมือกันต่อสู้กับศัตรู และแผ่นจารึกประจำตัวของคนที่เราชนะจะแบ่งไปอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าแผ่นจารึกประจำตัวไม่สามารถแบ่งได้เพียงพอ แผ่นจารึกนั้นจะแบ่งให้โดยขึ้นอยู่กับหน้าที่ที่พวกเจ้าสู้ในศึกนั้นๆ พวกเราจะทะเลาะกันเพราะเหตุนี้ไม่ได้ หากใครมีข้อคัดค้าน ทุกคนควรที่จะพูดคุยกันเรื่องนี้ให้เหมาะสม พวกเจ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง”  

สวีจิ้งจือพูดอย่างเห็นด้วย “นี่เป็นเรื่องปกติ พวกเราเข้าสู่หุบเขาหมีอู้เยี่ยงสหาย และถ้าพวกเราขัดแย้งกันเอง คนอื่นๆ ก็จะได้ประโยชน์จากตรงนั้น”  

โม่เทียนเกอพยักหน้า อีกสองคนก็ไม่มีใครที่แสดงความคัดค้าน 

เมื่อเห็นคำตอบของทุกคนแล้ว หลิ่วอีเตาพูดอย่างดีใจ “นี่คือทั้งหมดในสิ่งที่ข้าอยากจะพูด พวกเจ้าคนไหนมีคำถามหรือไม่”  

ในการมาที่หุบเขาหมีอู้ครั้งนี้ ทุกคนต่างมีความเห็นตรงกันให้หลิ่วอีเตาเป็นผู้นำและผู้ตัดสินใจภายในกลุ่มโดยปริยาย หลังจากที่พวกเขาหารือกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหล่าเจ้าสำนักก็รวมกันอยู่ตรงกลางพร้อมกล่าวว่า “เหล่าศิษย์ทั้งหลาย เข้ามารวมกัน การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นแล้วในอีกไม่ช้า”  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว