facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 43 หอหมื่นบัญญัติ

ชื่อตอน : ตอนที่ 43 หอหมื่นบัญญัติ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ส.ค. 2563 11:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 43 หอหมื่นบัญญัติ
แบบอักษร

แท้จริงแล้ว โม่เทียนเกอก็ไม่คุ้นเคยกับฉินซีเท่าไรนัก แม้ว่าเขาจะไม่เหมือนเจียงซั่งหังที่เลี่ยงการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นไปโดยสิ้นเชิง แต่ฉินซีก็ยังเป็นคนเย็นชาที่แทบจะไม่เคยพูดเวลาพวกเขาอยู่ด้วยกัน โดยปกติ เขามักจะสนใจอยู่กับการฝึกตน เขาแทบไม่ออกไปข้างนอกที่ไหนและไม่เคยก่อปัญหาใดๆ  

ในหมู่ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณในสำนักอวิ๋นอู้ เขาไม่ได้โดดเด่นเลยแม้แต่น้อย เมื่อเป็นเรื่องระดับการฝึกตนของเขา แม้ว่าการเข้าถึงระดับสิบของดินแดนการหลอมรวมพลังวิญญาณในวัยเขาไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินไปเช่นกัน ส่วนในเรื่องความขยัน ประมาณหกหรือเจ็ดคนจากสิบคนที่มุ่งมั่นในการฝึกตนก็อาจจะขยันพอๆ กันกับเขา สำหรับเรื่องพื้นฐานครอบครัว เขาก็เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนเดี่ยวจากกลุ่มการฝึกตนที่แตกสลายแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับตัวเขาที่จะทำให้คนสนใจเขาเลย 

หากนางต้องพูดถึงสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นเกี่ยวกับเขา ก็คงเป็นหน้าตาหล่อเหลาเอาการของเขานั่นแหละ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ฝึกตน เรื่องนี้ไม่มีความสำคัญอะไร เพราะหลังจากฝึกตนแล้ว ในที่สุดก็ต้องสละร่างมนุษย์ของตัวเองและเปลี่ยนกระดูก เพราะฉะนั้น ถึงแม้พวกเขาจะหน้าตาไม่ดี ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็จะไม่ได้ดูน่าเกลียดอีกต่อไป 

เพราะเหตุนี้ โม่เทียนเกอจึงไม่เคยใส่ใจอะไรฉินซีมากนัก นางไม่เคยสนใจจะสืบดูว่าเขาใช้วิชาอะไรในการฝึกตน ดังนั้น นางจึงเพิ่งมารับรู้ตอนนี้ว่าเขาฝึกวิชากายาพิสุทธิ์ 

วิชากายาพิสุทธิ์ที่ว่านี้เป็นประเภทหนึ่งของวิชาการฝึกตน นอกเหนือจากวิชาที่ใช้คุณสมบัติธาตุทั้งห้าและหยินหยางแล้วนั้น ยังมีวิชาอีกมากมายเหลือคณนาในโลกนี้ที่ให้ผลลัพธ์แปลกประหลาด กายาพิสุทธิ์ก็คือหนึ่งในนั้น 

การปรากฏขึ้นของวิชาประเภทนี้มีมาตั้งแต่สมัยอดีตอันไกลโพ้น ณ เวลานั้น โลกเพิ่งอุบัติขึ้น ทั้งเซียน มาร มนุษย์ และสัตว์ร้ายล้วนมีชีวิตอยู่เคียงกันมา 

สัตว์วิเศษโชคดีกว่าในการฝึกตนเมื่อเทียบกับมนุษย์ เนื่องจากร่างกายที่แข็งแรง พวกมันจึงสามารถผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธวิเศษใดเมื่อการฝึกตนของพวกมันบรรลุถึงระดับหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม สำหรับมนุษย์นั้นจำเป็นต้องใช้ของอย่างอาวุธวิเศษเพื่อผ่านทัณฑ์สวรรค์ให้ได้ นั่นคือเหตุผลที่วิชากายาพิสุทธิ์เกิดขึ้นมา ด้วยการผนวกกันของร่างกายที่แข็งแกร่งบวกกับอาวุธวิเศษที่ทรงพลัง การผ่านทัณฑ์สวรรค์จึงง่ายขึ้นมาก 

อย่างไรก็ดี แม้แต่ในยุคอดีตอันไกลโพ้น วิชากายาพิสุทธิ์ก็ไม่เคยเป็นส่วนสำคัญของการฝึกตน สาเหตุเพราะมนุษย์นั้นเกิดมาอ่อนแอ ถึงแม้จะฝึกฝนวิชากายาพิสุทธิ์แล้ว พวกเขาก็ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับสัตว์วิเศษได้ 

ในอดีตอันไกลโพ้น มีผู้ฝึกตนจำนวนมากที่มีพลังจิตยอดเยี่ยม และโดยทั่วไปคนก็มักจะผ่านการทดสอบทัณฑ์สวรรค์และลอยเข้าสู่สรวงสวรรค์ได้เสมอ ทว่าตอนนี้สิ่งต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนที่สามารถฝึกตนจนเข้าถึงดินแดนแห่งจิตวิญญาณใหม่มีเพียงน้อยนิด ไม่ต้องพูดถึงคนที่สามารถไปถึงสรวงสวรรค์ได้เลย ตอนนี้ทัณฑ์สวรรค์ไม่ได้น่าเกรงขามเช่นสมัยก่อนแล้ว เมื่อรวมกับการดับสูญไปของวิชากายาพิสุทธิ์อันยอดเยี่ยม ผู้ฝึกตนเกือบทุกคนที่ยังไม่บรรลุถึงดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังจึงไม่ฝึกวิชากายาพิสุทธิ์นี้ 

โม่เทียนเกอไม่เคยคาดคิดว่าฉินซีจะฝึกวิชากายาพิสุทธิ์เข้าจริงๆ แน่นอนว่าความสามารถของเขาดีเยี่ยมอย่างชัดเจน น่าประหลาดใจโดยแท้ที่เขาไม่ถูกสำนักและโรงเรียนอื่นๆ มาเชิญชวนเข้าสำนักไป 

หลังจากดูอยู่พักหนึ่ง นางจึงกลับไปสนใจธุระของตัวเองและไปล้างหน้าล้างมือ จากนั้นจึงเดินกลับตามทางถนนที่ใช้ตอนขามา วิชาที่เขาฝึกฝนเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา นางไม่ได้สนใจที่จะยืนดูต่อไป 

หลังจากที่นางกลับมา มู่หรงเยียนก็เริ่มโวยวาย “ศิษย์น้องเยี่ย เจ้าใช้เวลานานเหลือเกินกับแค่ไปล้างหน้า!”  

โม่เทียนเกอพูดว่า “ศิษย์พี่ ใกล้เย็นแล้ว ท่านไม่ต้องกลับแล้วหรือ”  

มู่หรงเยียนมองฟ้าและเห็นว่าเป็นเวลาบ่ายเสียแล้ว ด้วยความรู้สึกไม่เต็มใจนัก นางพูดว่า “ศิษย์น้องเยี่ย ครั้งหน้าที่เจ้าออกมา เจ้าต้องบอกข้าจริงๆ นะ”  

โม่เทียนเกอพยักหน้า “อื้อ”  

มู่หรงเยียนหยิบของที่ห่อไว้ออกมาจากชุดคลุมของนางและส่งให้โม่เทียนเกอ “เอ้านี่! ครั้งหน้าที่เจ้าเรียกข้าออกมา ข้าจะให้ของดีกับเจ้า”  

พอเห็นห่อของนี้ โม่เทียนเกอจึงตอบออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ “ขอบคุณศิษย์พี่” เหตุผลที่นางยอมเป็นเด็กรับใช้ของศิษย์พี่คนนี้และถูกสั่งให้ทำโน่นทำนี่ก็เพราะสิ่งนี้เอง  

ตั้งแต่มู่หรงเยียนรู้เกี่ยวกับลักษณะคาถาของนาง นางก็มักจะนำเมล็ดพันธุ์พืชบางอย่างมาล่อ นั่นคือวิธีที่โม่เทียนเกอได้มาเป็นเด็กรับใช้ของนาง 

มู่หรงเยียนมีพี่ชายที่ทำงานอยู่ในสวนสมุนไพรของสำนัก จึงเป็นการง่ายที่จะแอบลักเอาเมล็ดพันธุ์เล็กน้อยออกมา โม่เทียนเกอไม่มีคนรู้จัก ดังนั้น เมื่อนางมีใครสักคนที่ยินดีจะช่วยเหลือ นางจึงคว้าโอกาสนั้นไว้ อย่างไรเสีย นางก็แค่ต้องย่างเนื้ออะไรสักอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเมล็ดพันธุ์สองสามห่อที่ไม่สามารถซื้อเองได้ ที่จริงแล้วนางก็มีข้อได้เปรียบมากกว่าคนอื่น 

มู่หรงเยียนยื่นมือมาทางโม่เทียนเกอ “เท่านี้ก็พอแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้ายอมให้ข้าสั่งการเจ้าเพื่อสิ่งนี้ เอาละ ข้าขอตัวกลับก่อน” หลังจากเช็ดมือจนสะอาด นางก็แสดงกิริยาท่าทางแบบกุลสตรีแล้วเดินจากไปช้าๆ  

โม่เทียนเกออดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อมองมู่หรงเยียนเดินออกไป นี่เป็นความเหมือนกันระหว่างศิษย์พี่มู่หรงและเทียนเฉี่ยว ทั้งคู่ชอบเล่นและรักสนุกแต่ต้องแสร้งทำว่าเป็นกุลสตรีที่เรียบร้อย 

เทียนเฉี่ยว… โม่เทียนเกอคงไม่ได้พบนางอีกแล้วตลอดชีวิต ย้อนไปตอนนั้น เยี่ยจิ่งเหวินบอกกับนางว่าถ้านางฝึกตนจนสำเร็จ นางจะสามารถกลับไปเยี่ยมญาติๆ ได้ อย่างไรก็ตาม นางเพิ่งมารู้ภายหลังว่า หลังจากแยกตนออกจากวิถีชีวิตแบบมนุษย์แล้ว สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนางคือห้ามมองย้อนกลับไป ชะตาชีวิตมนุษย์ของญาติผู้ฝึกตนคงจะทนดูได้ยาก ในเมื่อนางตัดขาดจากโลกมนุษย์แล้ว คงจะดีกว่าที่นางจะไม่กลับไปเพื่อป้องกันไม่ให้จิตใจถูกขัดขวางจากการฝึกตน 

โม่เทียนเกอกลับไปที่บ้านพักด้วยความรู้สึกเศร้าเล็กน้อย 

นางรู้สึกถึงลมปราณจากห้องอื่นๆ คาดว่าทุกคนคงกำลังฝึกตนกันอยู่ นางจึงกลับเข้าห้องของตัวเอง ตรวจดูเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดที่ได้มาจากมู่หรงเยียนในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา 

แม้ว่านางจะรู้จักเมล็ดพันธุ์บางอย่างแต่นางก็ไม่รู้ว่าที่เหลือคืออะไรบ้าง ส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์จากสมุนไพรรักษาโรคที่ไม่ได้มีประโยชน์พิเศษอะไรและไม่สามารถใช้ในการต่อสู้ได้ ศาสตร์แห่งป่าขจีทำให้นางซ่อนพลังวิญญาณบางส่วนอยู่ภายในเมล็ดพันธุ์ในขณะที่นางโยนมันออกไป จากนั้นพลังวิญญาณก็จะเร่งเมล็ดพันธุ์ให้โตขึ้นเป็นพืชทันที ซึ่งนางจะใช้ในการจู่โจมศัตรู เพราะฉะนั้น นางจึงไม่สามารถใช้เมล็ดพันธุ์ธรรมดาทั่วไปหรือเมล็ดที่ต้องใช้พลังวิญญาณมากในการเติบโต นี่เป็นข้อจำกัดของศาสตร์แห่งป่าขจี พืชชั้นต่ำบางอย่างเท่านั้นที่สามารถใช้ในการโจมตีได้ 

หลังจากตรวจดูเมล็ดพันธุ์และไม่สามารถจำแนกมันได้หมด นางก็ยืนขึ้น ตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปที่หอหมื่นบัญญัติ 

หอหมื่นบัญญัติคือสถานที่ที่เก็บรวบรวมชุดคู่มือวิชาของสำนักอวิ๋นอู้เอาไว้ ศิษย์ทุกคนจากสำนักอวิ๋นอู้ได้รับอนุญาตให้ไปที่นั่นได้เพียงเดือนละครั้ง พวกเขาอาจเลือกขอยืมคู่มือบางเล่มได้ขึ้นอยู่กับระดับการฝึกตนของพวกเขา 

เนื่องจากโม่เทียนเกอมีศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์ที่นางใช้ในการฝึกตน และศาสตร์แห่งป่าขจีที่ใช้การต่อสู้ด้วยพลังเวทอยู่แล้ว นางจึงไม่จำเป็นต้องอ่านคู่มือวิชาอื่นอีก ดังนั้น ตั้งแต่นางเข้าสำนักมา นางยังไม่เคยไปที่หอหมื่นบัญญัติเลยสักครั้ง 

เมื่อเทียบกับอาคารอื่นๆ ที่ตั้งของหอหมื่นบัญญัตินั้นค่อนข้างจะพิเศษ มันไม่ได้ตั้งอยู่ในยอดเขาทิศใต้หรือยอดเขาทิศเหนือ แต่กลับตั้งอยู่ในหุบเขาห่างไกลระหว่างยอดเขาทั้งสองแทน 

นางต้องมองหาอยู่สักพักใหญ่ก่อนจะสามารถสัมผัสร่องรอยของม่านพลังและหาทางเข้าเจอได้ อย่างไรก็ตาม ที่จริงมันเป็นถ้ำที่ไม่สะดุดตาเลยแม้แต่น้อย!  

หลังจากนางเดินเข้าไปยังปากถ้ำ ม่านพลังซึ่งถูกวางไว้ที่ทางเข้าจู่ๆ ก็ปล่อยแสงสว่างแพรวพราวออกมา นางไม่ได้ตื่นกลัวจากสถานการณ์นี้ นางวางแผ่นจารึกประจำตัวตรงที่ว่างบนผนังถ้ำทำให้แสงนั้นหรี่ลงในพริบตา ตราบใดที่มีแผ่นจารึกประจำตัวของศิษย์สำนักอวิ๋นอู้ คนผู้นั้นก็สามารถเข้าสู่ม่านพลังชั้นนอกสุดของหอหมื่นบัญญัติได้ 

เมื่อได้ย่างกรายเข้ามาในถ้ำ โม่เทียนเกอก็เห็นว่าแท้จริงแล้วมีโถงกว้างใหญ่อยู่ภายใน มีถ้ำต้องห้ามอยู่อีกสามถ้ำข้างในโดยอยู่แต่ละด้านของห้องโถง แต่ก็ไม่แน่ชัดว่าถ้ำเหล่านั้นจะนำทางไปสู่ที่ใด หินจันทราให้แสงที่สว่างราวกับแสงแดด ภายในรู้สึกแห้งและเย็น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะผลจากม่านพลังอื่นๆ สภาวะนี้ไม่เพียงแต่เหมาะสำหรับการเก็บรักษาหยกบันทึกเท่านั้น แต่ผลงานที่สร้างจากกระดาษหรือวัสดุอื่นๆ ก็สามารถเก็บรักษาที่นี่ได้เช่นกัน 

โต๊ะขนาดใหญ่ถูกวางไว้ตรงมุมถ้ำ ผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณหลายคนนั่งอยู่หลังโต๊ะนั้น บางคนกำลังทำสมาธิและบางคนก็สัปหงกจากการหลับใน เมื่อเห็นนางเข้ามาใกล้ ก็มีเพียงคนเดียวในกลุ่มนั้นที่มีปฏิกิริยา เขาเหลือบตามองนางอย่างเกียจคร้านก่อนพูดว่า “แผ่นจารึกประจำตัว”  

โม่เทียนเกอเอาแผ่นจารึกประจำตัวศิษย์ออกมา ชายผู้นั้นรับไปและหยิบหยกบันทึกออกมา พร้อมบอกให้นางทิ้งรอยประทับไว้ข้างในก่อนจะพูดว่า “ตามข้ามา”  

เขาเดินไปยังปากถ้ำหนึ่งและหยิบแผ่นหยกจารึกออกมา แผ่นหยกจารึกฉายแสงวาบซึ่งไปตกอยู่ที่กำแพงอาคมที่ตั้งไว้ตรงปากทางเข้าถ้ำ ทำให้กำแพงอาคมนั้นหายวับไปในทันที ชายคนนั้นโยนแผ่นหยกจารึกให้นางและบอกว่า “ห้ามให้แผ่นหยกจารึกห่างตัวเจ้า เจ้าต้องออกมาก่อนจะถึงเวลายามจื่อ [1] และเจ้าห้ามทำให้ของเสียหายหรือแอบลักขโมยของข้างในออกมา ถ้าเจ้าต้องการทำสำเนา ให้นำหยกบันทึกมาที่นี่ แต่เจ้าคัดลอกได้มากที่สุดแค่หยกบันทึกสามแผ่นเท่านั้น ทั้งหมดก็มีเท่านี้ เจ้าเข้าไปได้แล้ว” 

โม่เทียนเกอขอบคุณและรับแผ่นหยกจารึกเข้าไปในถ้ำ ถ้ำนี้ค่อนข้างใหญ่กว่าโถงด้านนอกเล็กน้อย หนังสือหลายเล่มถูกจัดเรียงด้วยกันตรงบริเวณด้านหน้า ส่วนบริเวณด้านหลัง นอกเหนือจากหยกบันทึก ยังมีของแปลกประหลาดและไม่ธรรมดาหลากชนิดอีกมากมาย 

นางเดินต่อเข้าไปในถ้ำ หลังจากรื้อค้นหนังสือหลายเล่ม นางก็พบว่าส่วนใหญ่เป็นคู่มือวิชาการฝึกตนธรรมดาหรือไม่ก็วิชาที่มีแพร่หลายอยู่ในโลกมนุษย์ จากหนังสือพวกนี้ นางสันนิษฐานว่าทุกสิ่งที่เขียนอยู่ในหนังสือคงจะไม่ใช่อะไรที่ล้ำลึกหรือสำคัญ 

ในทางกลับกัน ในบริเวณด้านหลังนั้นมีเรื่องราวที่ถูกเขียนอยู่บนหม้อต้มขนาดใหญ่ แผ่นจารึกเหล็กที่ถูกสลักไปด้วยคำต่างๆ เต็มแน่นไปหมด และยังมีลูกแก้วที่ดูเหมือนจะมีคำนับไม่ถ้วนอยู่ภายใน สิ่งที่ถูกบันทึกลงบนของพวกนี้ไม่ใช่เรื่องทั่วไป มันอธิบายถึงวิธีการปรุงยา ของประหลาด หรือคาถาพิเศษ 

อย่างแรก โม่เทียนเกอเลือกหยกบันทึกที่รู้จักในชื่อ “ตัวอย่างทั้งหมดของพืชวิญญาณ” ก่อนที่จะค่อยๆ มองหาของที่มีประโยชน์อื่นๆ ในถ้ำ นางไม่ต้องการคู่มือวิชาการฝึกตนแบบอื่นและไม่มีแรงที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการปรุงยา การขัดเกลาเครื่องมือวิญญาณ หรืออะไรทำนองนั้น 

ดังนั้น นางจึงเลือกบันทึกที่พูดถึงแก่นสารของม่านพลัง ส่วนอันสุดท้ายที่เลือกคือหยกบันทึกที่เกี่ยวกับประวัติของสำนักอวิ๋นอู้ 

เมื่อนางออกมา ศิษย์ที่คุมอยู่ค่อนข้างประหลาดใจและถามว่า “เจ้าเลือกเสร็จแล้วหรือ”  

ไม่แปลกที่เขาจะประหลาดใจกับการกระทำของนาง สืบเนื่องจากแผ่นจารึกประจำตัวของโม่เทียนเกอ นี่เป็นครั้งแรกที่นางมาที่นี่ ศิษย์แบบใดกันที่เข้ามาในหอหมื่นบัญญัติเป็นครั้งแรกแล้วจะไม่เลือกด้วยความใส่ใจขั้นสุด พวกเขาทุกคนล้วนใช้เวลานานในการเลือก ต่างจากนางที่ออกมาหลังจากอยู่ข้างในแค่เพียงชั่วโมงเดียว 

โม่เทียนเกอพยักหน้าแล้วยื่นแผ่นหยกจารึกของนางพร้อมกับหยกบันทึกทั้งสามแผ่น “ข้าต้องรบกวนศิษย์พี่ด้วย”  

เขารับของเหล่านั้นมาและเชิดคางขึ้นเป็นการบอกใบ้โม่เทียนเกอ “สามศิลาวิญญาณ”  

หา? โม่เทียนเกองุนงง ศิลาวิญญาณ?  

เขาพูดด้วยความใจร้อนอยู่ในที “ศิษย์น้อง เจ้าไม่รู้หรือว่าการคัดลอกหยกบันทึกต้องจ่ายด้วยศิลาวิญญาณ”  

นางไม่รู้เรื่องนี้เลยจริงๆ แต่กระนั้น ศิลาวิญญาณหนึ่งอันต่อการคัดลอกหยกบันทึกก็ไม่ได้ราคาแพง ดังนั้น นางจึงหยิบศิลาวิญญาณออกมามอบให้กับเขา 

ชายคนนั้นรับศิลาวิญญาณไป รีบทำสำเนาของหยกบันทึก และส่งให้กับนาง 

โม่เทียนเกอรับมาและบอกขอบคุณในขณะที่แอบบ่นพึมพำอยู่ในใจ แม้ว่าศิลาวิญญาณสามอันจะไม่มาก แต่ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณธรรมดาได้รับเพียงแค่ศิลาวิญญาณห้าอันในทุกเดือนเท่านั้น ถ้าแต่ละเดือนพวกเขามาที่นี่และคัดลอกหยกบันทึกสามแผ่น ศิลาวิญญาณมากกว่าครึ่งก็จะหายไป เห็นได้ชัดว่าแม้แต่คนที่เข้าสำนักก็ไม่ใช่ว่าจะได้อะไรมาโดยง่าย 

 

------

[1] ยามจื่อ 23:00-01:00 นาฬิกา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว