facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 42 ไม่สำนึก

ชื่อตอน : ตอนที่ 42 ไม่สำนึก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2563 11:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 42 ไม่สำนึก
แบบอักษร

โม่เทียนเกอแอบพาเจียงซั่งหังกลับมาอย่างเงียบๆ เมื่อพวกเขาเข้ามาภายในบ้าน โม่เทียนเกอเคาะประตูห้องหลิ่วอีเตา “ศิษย์พี่หลิ่ว ศิษย์พี่หลิ่ว!”  

สักครู่หนึ่ง หลิ่วอีเตาก็เปิดประตูออกมา “ศิษย์น้องเยี่ย มีอะไรหรือ”  

โม่เทียนเกอชี้ไปทางด้านหลัง เมื่อหลิ่วอีเตามองตามก็ต้องตกใจในสิ่งที่เห็น เจียงซั่งหังผู้ซึ่งหน้าเต็มไปด้วยเลือดนั่งเอียงตัวพิงอยู่บนเก้าอี้ ดูเหมือนแทบจะไม่มีแรงหายใจ 

หลิ่วอีเตารีบเดินออกมาจากห้องเพื่อตรวจสอบบาดแผลของเจียงซั่งหัง เมื่อเขามั่นใจว่าไม่ได้อันตรายถึงชีวิต เขามองออกไปเพื่อความมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ด้านนอกแล้วจึงกระซิบถาม “เกิดอะไรขึ้น”  

โม่เทียนเกอชี้ไปที่เจียงซั่งหัง และห้องของหลิ่วอีเตา “ศิษย์พี่หลิ่ว ข้าว่าพวกเราเข้าไปด้านในก่อนที่จะคุยกันต่อไปดีกว่า”  

เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้า ประตูหน้าของบ้านหลังนี้เปิดกว้างอยู่ ตรงนี้ไม่ใช่สถานที่สำหรับการพูดคุยจริงๆ  

ในขณะนั้น ประตูของอีกสองห้องก็เปิดออก สวีจิ้งจือและฉินซีเดินออกมาจากห้องของพวกเขา 

เมื่อเห็นภาพที่อยู่เบื้องหน้า สวีจิ้งจือถึงกับตกใจในขณะที่ฉินซีหน้านิ่วคิ้วขมวดทันที 

หลิ่วอีเตาส่งสัญญาณให้พวกเขาเงียบเสียงและพาเจียงซั่งหังเข้าไปในห้อง เขาหยิบยาวิเศษออกมาป้อนให้เจียงซั่งหังก่อนที่จะส่งสัญญาณให้ทุกคนที่เหลือเข้าไปด้านใน ทันทีที่ประตูปิดพร้อมกับม่านพลังได้ถูกกางออก เขาจึงถามขึ้นมาว่า “ศิษย์น้องเยี่ย เกิดอะไรขึ้น”  

โม่เทียนเกอบรรยายถึงสิ่งที่นางพบเจอมา ในตอนท้ายนางกล่าวว่า “จากที่ข้าเห็นว่าเจียงเฉิงเสียนไม่ได้เกรงกลัวว่าศิษย์พี่เจียงอาจจะนำเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นเลย เพราะเหตุนั้น ข้าจึงไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้ และพาเขากลับมาอย่างเงียบๆ”  

สวีจิ้งจือพูดแทรกนางขึ้นมา “สิ่งที่ศิษย์น้องเยี่ยทำนั้นถูกต้องแล้ว หนึ่งในสองปรมาจารย์แห่งการก่อเกิดแก่นขุมพลังในกลุ่มเจียงคือผู้อาวุโสของเจียงเฉิงเสียนโดยตรง การที่มีผู้อาวุโสคอยปกป้องอยู่นั้นทำให้เขากลายเป็นคนไร้ซึ่งศีลธรรม ในเมื่อเขากล้าที่จะโจมตีศิษย์พี่เจียงขนาดนี้ เขาจะต้องมั่นใจแน่นอนว่าจะไม่มีใครกล้าทำอะไรต่อต้านเขา ถ้าเขารู้ว่าศิษย์น้องเยี่ยเป็นคนที่พาศิษย์พี่เจียงกลับมา เจ้าอาจจะมีปัญหาได้”  

 

 

พวกเขาที่เหลือไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับกลุ่ม สำนัก และโรงเรียนเท่ากับสวีจิ้งจือ ดังนั้นจึงไม่มีใครปฏิเสธในสิ่งที่ได้ยิน 

ปฏิกิริยาของโม่เทียนเกอนั้นดูขมขื่น “ข้าคิดว่าถ้าข้าทิ้งศิษย์พี่เจียงไว้ที่นั่น ถึงแม้เขาจะสามารถเอาตัวรอดได้ เขาก็จะถูกทิ้งให้บาดเจ็บอยู่อย่างนั้น อีกอย่างเจียงเฉิงเสียนก็ข่มเหงคนอื่นมากเกินไป!”  

หลิ่วอีเตาตบไหล่นางพลางปลอบว่า “เจ้าวางใจเถอะ มีเพียงแค่พวกเราเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นทุกอย่างจะต้องไม่เป็นอะไรตราบใดที่พวกเราไม่บอกใคร ต่อไปนี้เราควรจะต้องบอกให้ศิษย์น้องเจียงออกไปข้างนอกให้น้อยหน่อย บางครั้งแผนการของคนอื่นนั้นยากที่จะหลีกเลี่ยงได้…”  

ภายในกลุ่มนั้น มีเพียงสวีจิ้งจือคนเดียวที่มาจากกลุ่มผู้ฝึกตนเล็กๆ ในขณะที่คนอื่นๆ เป็นผู้ฝึกตนเดี่ยว ไม่เคยมีใครมีประสบการณ์เจอลูกชายผู้มั่งคั่งในกลุ่มที่ชอบใช้อำนาจในการกลั่นแกล้งคนอื่นมาก่อน ถ้าจะให้เทียบเขากับลูกชายผู้มั่งคั่งแบบนั้น เจียงซั่งหังยังดีกว่าเพราะเขาเพียงแค่เย็นชาใส่คนอื่น 

หลายๆ คนพยักหน้า สวีจิ้งจือถามออกมา “แล้วอาการบาดเจ็บของศิษย์พี่เจียงเป็นอย่างไรบ้าง”  

“ถึงแม้ว่าตานเถียนของเขาจะไม่เสียหาย แต่เส้นลมปราณของเขานั้นถูกทำร้าย มันไม่ได้ร้ายแรงมากนัก แต่คงต้องใช้เวลาสักพักในการฟื้นตัว”  

เมื่อมั่นใจแล้วว่าเจียงซั่งหังจะปลอดภัย ทุกคนก็แยกย้ายกันออกมา สวีจิ้งจือและฉินซีกลับไปสู่การฝึกตน ส่วนตัวโม่เทียนเกอนั้น นางรู้สึกว่านางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่นและรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งให้หลิ่วอีเตามาจัดการในสิ่งที่นางก่อไว้ นางจึงเฝ้าคอยดูอยู่ทางด้านหลัง 

ทั้งสองคนแทบไม่ได้พูดคุยกันเลย ตกกลางคืนในที่สุดพวกเขาก็เห็นเจียงซั่งหังขยับตัว 

เจียงซั่งหังลืมตาจ้องมองมาที่ทั้งสองคนด้วยความงุนงง ทันใดนั้นเขาก็เบิกตาโพลงและลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดจากบาดแผลทำให้เขาหน้าบึ้งในทันที 

หลิ่วอีเตารีบทำให้เขาสงบ “ศิษย์น้องเจียง วางใจเถิด พวกเราจะไม่บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้”  

เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องของตัวเองและทั้งสองคนนั้นก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย เจียงซั่งหังจึงพยายามสงบจิตสงบใจ และถามออกไปว่า “พวกเจ้าช่วยข้าหรือ” น้ำเสียงของเขายังคงไม่ไว้ใจ ราวกับว่าความหมายของคำถามที่แท้จริงนั้นคือ “พวกเจ้าช่วยข้าทำไม”  

ภายหลังจากความพยายามที่ยากลำบากในการพาเขากลับมา โม่เทียนเกอรู้สึกไม่พอใจกับท่าทางแบบนี้ นางทำเสียงในลำคอ ‘ฮึ่ม’ และบอกว่า “ข้าก็แค่พาเจ้ากลับมาเหมือนหมูที่ตายแล้วนั่นแหละ ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว คืนยาวิเศษให้กับศิษย์พี่หลิ่ว และกลับห้องของเจ้าไปซะ”  

เจียงซั่งหังไม่ได้โต้เถียงแต่อย่างใด เขาหยิบขวดหยกออกมาจากเสื้อคลุม และวางเอาไว้บนโต๊ะก่อนที่จะพยายามลุกขึ้นจากเตียงเพื่อออกไปจากห้อง”  

เมื่อเห็นเจียงซั่งหังเคลื่อนไหวอย่างตัวสั่นเทา หลิ่วอีเตาจึงเข้าไปช่วยพร้อมกับแนะนำว่า “ศิษย์น้องเจียง ในอนาคตเจ้าควรที่จะออกไปข้างนอกให้น้อยลง ครั้งนี้ยังโชคดีที่ศิษย์น้องเยี่ยเจอเจ้าและพากลับมา ไม่อย่างนั้น…”  

เจียงซั่งหังเปล่งเสียงเพียงแค่ “อือ” และกล่าว “ขอบใจมากศิษย์พี่หลิ่ว” หลังจากนั้นเขาจึงกลับไปที่ห้องและปิดประตูใส่หน้าหลิ่วอีเตา เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้รู้สึกสำนึกในบุญคุณแม้แต่น้อย 

โม่เทียนเกอโกรธมาก นางพูดกับหลิ่วอีเตา “เขาเห็นความปรารถนาดีของผู้อื่นเป็นเจตนาร้ายไปเสียจริง!”  

หลิ่วอีเตาเองก็ไม่ได้รู้สึกดีต่อการกระทำของเจียงซั่งหังเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เขาได้ผ่านประสบการณ์มาเยอะและมีวุฒิภาวะมากพอ เขาจึงแนะนำนางว่า “ลืมเสียเถอะ ในเมื่อศิษย์น้องเจียงไม่ได้อยากจะสนิทกับพวกเรา ต่อไปพวกเราก็แค่ไม่ต้องพูดกับเขาก็พอ”  

โม่เทียนเกอรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องไปคุยกับเขา ครั้งนี้นางเพียงแค่บังเอิญผ่านไปจึงพาเขากลับมา นางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกรธอะไรในเรื่องนี้ “ศิษย์พี่หลิ่ว เช่นนั้นข้าขอตัวไปฝึกตนต่อแล้วกัน”  

นอกจากเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้การเปลี่ยนแปลงอะไรมากนักในชีวิตประจำวันของโม่เทียนเกอ อ้อ! มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ อยู่เรื่องหนึ่ง ศิษย์พี่มู่หรงชวนนางออกไปเล่นด้วยการส่งเครื่องรางเรียกขานมาหานาง สหายในบ้านคิดว่านางน่าจะกำลังคบหากับใครสักคน จึงคอยส่งยิ้มให้อย่างมีเลศนัยเสมอ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อศิษย์พี่มู่หรงให้เกียรติเชิญนาง ก็คงจะไม่เหมาะสมถ้านางไม่ตอบรับคำเชิญ อีกอย่าง ศิษย์พี่มู่หรงชอบนำเมล็ดพืชต่างๆ มาล่อนาง นางจึงห้ามใจตัวเองไม่ให้ไปไม่ได้… 

“ศิษย์น้องเยี่ย เร็วเข้า!”  

“พวกเราเร่งมากไม่ได้...ศิษย์พี่อย่าใจร้อนนัก”  

เสียงบ่นพึมพำจากแนวหญ้า ดูเหมือนว่าสองคนนั้นกำลังพยายามอยู่ 

“เสร็จแล้ว!” โม่เทียนเกอปรุงรสขั้นสุดท้ายก่อนส่งเนื้อย่างไปให้กับมู่หรงเยียน ศิษย์พี่มู่หรงชอบในสิ่งที่เหมือนกันกับนาง ทุกๆ ครั้งที่ชวนนางออกมาข้างนอกก็เพื่อสิ่งเดียว นั่นคือการย่างเนื้อให้นางทาน!  

โม่เทียนเกอนึกในใจ ช่วงที่ผ่านมาเกือบจะทุกๆ สองวัน นางจะต้องออกมาข้างนอกเป็นสหายมู่หรงเยียน ดังนั้นการฝึกตนของนางจึงไม่คืบหน้าขึ้นเลย นางขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นมาว่า “ศิษย์พี่ กินของแบบนี้บ่อยๆ จะไปรบกวนการฝึกตนของท่านได้นะ…”  

มู่หรงเยียนแทะซี่โครงในขณะที่กลอกตา “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าอาหารนี้มีพลังวิญญาณ และมีสารตกค้างที่เป็นอันตรายน้อยกว่ายาที่เจ้ากินอีก! เจ้าแค่ไม่อยากจะย่างเนื้อให้ข้าแล้ว!”  

โม่เทียนเกอยิ้มอย่างขบขัน “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคารพศิษย์พี่ แต่ท่านมีต้นไม้อันยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหลังคอยคุ้มครองท่านอยู่ ดังนั้นถ้าจะให้พูด ท่านไม่ได้เข้าใจถึงความยากลำบากที่ศิษย์ธรรมดาๆ เช่นข้าต้องพบเจอ ในอีกสามปีข้างหน้าจะมีการแข่งขันภายในสำนักเกิดขึ้น ตอนนี้ข้าอยู่ในระดับแปด และถ้าหากว่าข้าไม่ได้ขยันฝึกตน ข้าคิดว่าข้าคงจะเสียโอกาสในครั้งนั้นไป และต้องรอไปอีกสิบปี…”  

เมื่อได้ยินโม่เทียนเกออธิบาย มู่หรงเยียนจึงเข้าใจ นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะบอกว่า “ข้าขอโทษหากข้าทำให้การฝึกตนของเจ้าล่าช้า เอาอย่างนี้ไหมล่ะศิษย์น้อง เจ้าส่งเครื่องรางเรียกขานมาหาข้าทุกครั้งที่เจ้าจะแอบออกไปทำอะไรกินแล้วกัน แบบนั้นคงได้ใช่ไหม”  

“แอบออกไปกิน” อะไรกันล่ะ โม่เทียนเกอรู้สึกเศร้าใจและพยักหน้า “นั่นคงไม่ได้เป็นปัญหาอะไร” 

ในขณะที่กำลังแทะซี่โครงชิ้นใหญ่ มู่หรงเยียนก็หัวเราะคิกคักพร้อมกับหยิกแก้มโม่เทียนเกอ “ไอ้หยา! ศิษย์น้องเยี่ย สีหน้าท่าทางเจ้าแบบนี้ทำให้ข้าอยากแกล้งเจ้ายิ่งนัก~”  

คราบไขมันที่เปรอะเลอะอยู่บนหน้าทำให้โม่เทียนเกอพูดขัดขืนออกไป “ศิษย์พี่ ท่านนี่แย่จริงๆ! ถ้าท่านหยิกข้าไม่หยุดแบบนี้ ข้าจะไม่ย่างอะไรให้ทานอีกแล้ว!”  

มู่หรงเยียนยังคงหัวเราะอย่างสนุกสนาน “ถ้าเจ้าหยุดย่างของให้ข้ากิน ข้าก็จะหยิกเจ้าอีก”  

โม่เทียนเกอยอมแพ้ในครั้งนี้ “ก็ได้ ข้าจะย่างให้อีกอัน ห้ามหยิกข้าแล้วนะ”  

เมื่อนางได้สินบนในสิ่งที่นางต้องการ มู่หรงเยียนจึงเลิกยุ่งกับหน้าของโม่เทียนเกอ นางมองดูโม่เทียนเกอย่างเนื้อก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งจนน้ำลายสอ “ศิษย์น้องเยี่ย เจ้าอายุสิบเจ็ดจริงหรือ ทำไมเจ้าถึงดูเหมือนเด็กผู้ชายอายุแค่สิบสี่หรือสิบห้าปีเอง”  

ความคิดเห็นนี้ยิ่งทำให้โม่เทียนเกอรู้สึกแย่เข้าไปอีก นี่เป็นสิ่งที่นางไม่อาจทำอะไรได้ แม้แต่ระหว่างผู้หญิงกันเอง นางก็ไม่ได้สูงเหมือนคนอื่นๆ แทบไม่ต้องพูดถึงเมื่อเทียบกับผู้ชายเลย อีกอย่าง ผิวพรรณนางก็ขาวใส นุ่ม และหน้าของนางก็เรียบเนียน นางต้องพยายามหนักมากในการที่จะแสร้งเป็นผู้ชาย 

โชคดีที่มู่หรงเยียนเป็นคนใจดี นางลูบหัวโม่เทียนเกอ “อย่ากังวลไปเลย เดี๋ยวเจ้าก็โตขึ้นอีก”  

อย่างไรก็ตาม โม่เทียนเกอเพียงแค่ยิ้มอย่างขมขื่นอยู่ภายในใจ ถ้านางเป็นผู้ชาย นางอาจจะกำลังโตอยู่ในช่วงอายุสิบเจ็ดปี แต่น่าเสียดายที่นางไม่ใช่ โอกาสที่นางจะสูงขึ้นได้นั้นช่างน้อยเสียเหลือเกิน 

โม่เทียนเกอย่างเนื้อจนเสร็จอย่างเศร้าใจและส่งให้มู่หรงเยียน หลังจากนั้นนางจึงหาที่ล้างมือล้างหน้า 

จุดที่พวกนางอยู่คือบริเวณต้นน้ำของลำธารเล็กๆ มีน้ำตกอยู่ด้านหน้า แรงของน้ำตกกัดเซาะพื้นข้างใต้จนกลายเป็นบ่อน้ำลึก 

หลังจากเดินเลี้ยวลัดอยู่หลายครั้ง นางก็ถึงบริเวณบ่อน้ำ ขณะที่กำลังจะล้างมือนางเห็นบางอย่างที่ทำให้นางต้องตกตะลึง 

ภายใต้กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวของน้ำตกสูงหลายร้อยฟุตนี้ มีใครบางคนกำลังนั่งฝึกตนอยู่!  

แต่ “กำลังนั่ง” อาจจะไม่ใช่คำที่ถูกต้องเท่าไหร่นัก ข้างใต้น้ำตกนั้นเป็นบ่อน้ำลึก ไม่มีหินที่จะทำให้สามารถนั่งอยู่ได้ ถึงแม้ว่าคนผู้นั้นจะดูเหมือนนั่งอยู่ แต่จริงๆ แล้วเขากำลังลอยอยู่บนผิวน้ำแล้วปล่อยให้กระแสน้ำตกไหลผ่านร่างกายของเขา 

โม่เทียนเกอหยุดคิดไปชั่วขณะ วิชาอะไรที่เขากำลังใช้ในการฝึกนี่ ช่างดูเหมือนกับศิลปะการต่อสู้ในโลกมนุษย์มากทีเดียว 

แท้จริงแล้ว นักต่อสู้ของโลกมนุษย์นั้นล้วนฝึกวิชากายาพิสุทธิ์ ซึ่งวิชานี้ไม่ได้เยี่ยมยอดอย่างที่ควรจะเป็นเท่าไหร่นักถ้าฝึกในโลกแห่งการฝึกตนนี้ 

อย่างไรก็ตาม คนผู้นี้… โม่เทียนเกอไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนัก แต่ดูเหมือนกับว่าเขาไม่มีลมปราณของผู้ฝึกตน และเขาก็ดูมีพลังมากทีเดียว... 

คนผู้นี้...เข้าดูคุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับนางทีเดียว...เขาดูเหมือน...ฉินซี?  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว