facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่10

ชื่อตอน : ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 295

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2563 09:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่10
แบบอักษร

 สองวันต่อมา... 

 

ตลอดช่วงสองวันมานี้สวี่หยู่เหยียนก็ง่วนอยู่กับการบำรุงร่างกาย เธอได้เข้าไปในมิติและใช้น้ำทิพย์ในการช่วยบำรุงผิวและใช้ดื่มเพื่อหวังจะให้มันช่วยฟื้นฟูร่างกาย และในตอนอาบน้ำเธอมักจะใช้น้ำทิพย์สามหยดผสมกับน้ำในอ่างเสมอ นี่เพียงแค่ผ่านมาสองวันผลลัพธ์ที่ออกมายังน่าทึ่งขนาดนี้ และที่สำคัญตอนนี้ตัวของเธอยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ติดกายช่วยให้เธอผ่อนคลายได้มากเวลานอน 

 

ส่วนทางด้านของโม่หวังจิ้งที่อยู่เพียงลำพังภายในห้องหนังสือและไม่ได้เจอกับหญิงสาวได้รับเพียงแต่รายงานจากสาวใช้ที่มาว่านางสบายดีเพียงเท่านั้น 

 

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ รายงานทั้งหมดของพระชายาและมารดาถูกรวบรวมมาทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

 

ม้วนรายงานหลายฉบับถูกส่งตรงถึงมือของอ๋องหนุ่มโม่หวังจิ้งกางอ่านอย่างไม่รีบร้อน ดวงตาคมกริบของเขาค่อย ๆ ไล่อ่านอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามกระดาษแผ่นสุดท้ายก็ถูกวางอย่างเบามือ 

 

“ดูเหมือนพระชายาของเปิ่นหวางจะอาภัพไม่น้อย” 

 

“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ และเสนาบดีสวี่ก็ดูเหมือนจะไม่สืบสวนเรื่องราวให้กระจ่างแต่กลับปักใจเชื่อ รวมไปถึงเรื่องราวของพระชายาตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ที่ตระกูลสวี่ก็ถูกบิดเบือนด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” ตงไห่แสดงความคิดเห็น 

 

มุมปากของโม่หวังจิ้งแสยะยิ้มเย็นชา “ดูเหมือนว่าคนในจวนหยางไคกั๋วกงจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย” 

 

“จากที่กระหม่อมสืบทราบมาคนจากหยางไคกั๋วกงจะถูกกีดกันเวลาจะเดินทางมาเยี่ยมพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” 

 

“ดูเหมือนตระกูลสวี่กำลังจะจัดพิธีศพให้พระชายาของเปิ่นหวางด้วย ดูเหมือนว่าเปิ่นหวางควรรีบให้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานการแต่งตั้งพระชายาให้ภายในวันนี้เสียแล้ว” 

 

การสนทนาเกิดขึ้นเพียงครู่เดียวก่อนที่ฝูกันเฉียวจะเข้ามารายงาน “ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะฮ่องเต้ทรงเสด็จมาเยี่ยมพ่ะย่ะค่ะ” 

 

บุรุษในชุดคลุมสีเหลืองปักลายมังกรสวยสง่ายืนเอามือไขว้หลังจนกระทั่งได้ยินเสียงประตูเปิดขึ้นจึงหันหน้ามา ใบหน้าของผู้เป็นฮ่องเต้ยิ้มออกมาเมื่อเห็นใบหน้าของอนุชาสายเลือดเดียวกัน 

 

“ชินอ๋องคารวะฝ่าบาท” 

“หวังจิ้งอย่าได้พิธีรีตองเลย อยู่กับเจ้าให้พวกเราเป็นเหมือนพี่น้องธรรมดาเถอะ” โม่ซวนหลงกล่าวอย่างเป็นกันเอง 

 

“พ่ะย่ะค่ะ” 

 

“ปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง อาการเจ้าดีขึ้นหรือไม่” โม่ซวนหลงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ตัวของพระองค์เองรับรู้เรื่องอาการของผู้เป็นน้องชายคนนี้มาโดยตลอด ซึ่งอาการที่โม่หวังจิ้งกำเริบอย่างรุนแรงนั้นเขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย 

 

ในคืนวันนั้นในขณะที่พวกเขากำลังนั่งเล่นหมากล้อมอยู่ภายในตำหนัก ใบหน้าของโม่หวังจิ้งก็แสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนล้มลงไปนอนกับพื้น ตัวของเขาพยายามจะเรียกหมอหลวงให้เข้ามาทำการตรวจอาการแต่พระอนุชาคนนี้ก็เอ่ยห้ามไว้ 

 

แต่ทว่าภายในตำหนักไม่ได้มีพวกเขาอยู่กันเพียงลำพัง นางกำนัลหนึ่งคนที่ถือชามาเปลี่ยนโม่หวังจิ้งในตอนนั้นวิ่งตรงไปจับมือของนางกำนัลอย่างคลุ้มคลั่ง ตัวของเขาในตอนนั้นราวกับโดนแช่แข็งไม่สามารถขยับตัวได้เลยเขายืนมองจนกระทั่งนางกำนัลคนนั้นสิ้นใจตายลงตรงหน้า 

 

และโม่หวังจิ้งในตอนนั้นได้ขอร้องให้เก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับ 

 

แต่เขาเผลอหลุดปากพูดเรื่องนี้ตอนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์เสด็จแม่ในตอนนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความห่างเหินระหว่างอนุชาของตนที่มีต่อองค์ไทเฮาและตัวเขาเอง 

 

ภายหลังจากเขาขึ้นครองราชย์ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้เสด็จแม่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นไทเฮา พระองค์ได้มาพบเขาด้วยสีพระพักตร์หม่นหมอง พระนางสารภาพความผิดทุกอย่างให้เขาฟังและร่ำไห้ด้วยความรู้สึกผิดตลอดเวลาจนกระทั่งเรื่องราวทั้งหมดได้ถูกเล่าออกมาจนหมด 

 

ทุกอย่างมันเริ่มต้นมาจากบัลลังก์เพียงเท่านั้น เพียงเพราะอำนาจทำให้เสด็จแม่ถึงกับทำลายอนาคตของโอรสอีกพระองค์ ทำให้อนุชาของเขาต้องมีชีวิตอยู่ดั่งตกนรกทั้งเป็น 

 

ตัวเขาในตอนนั้นรู้สึกผิดหวังในการกระทำขององค์ไทเฮาจนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบ เขาไม่ได้ต้องการบัลลังก์นี่เสียหน่อย ตัวเขารู้ตัวเองดีอยู่แก่ใจว่าโม่หวังจิ้งเหมาะกับบัลลังก์นี้มากกว่าตัวของเขาเอง 

 

จวบจนวันหนึ่งองค์ไทเฮาขอออกไปอยู่ยังตำหนักทางทิศเหนือและไม่มีกำหนดการที่จะเดินทางกลับเมืองหลวงหากไม่มีเหตุธุระจำเป็น ความสัมพันธ์ของเขาและโม่หวังจิ้งจึงค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อยมา 

 

โม่หวังจิ้งได้ขออนุญาตออกรบและจะเดินทางกลับเมืองหลวงในช่วงเวลานี้ทุกปี แม้ขุนนางบางคนจะสงสัยกับการกระทำนี้แต่ในทุกครั้งก่อนกลับมาโม่หวังจิ้งจะมาพร้อมกับผลงานทั้งสิ้น 

 

และในครานี้ก็เช่นกันชายแดนทางทิศตะวันออกของแคว้นเยวี่ยโม่หวังจิ้งได้รุกคืบพื้นที่ของแคว้นข้างเคียงสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม พื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งเหมืองสามารถสร้างรายได้ให้กับแคว้นเยวี่ยอย่างมหาศาลทำให้พวกขุนนางต้องเก็บปากของตัวเองไป 

 

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเป็นห่วง กระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ” 

 

โม่ซวนหลงฮึดฮัดอย่างขัดใจที่อนุชายังคงมีระยะห่างกับตัวเอง “หวังจิ้งเมื่อไหร่เจ้าจะเลิกนิสัยเย็นชานี่เสียที.. แล้วปีนี้ศพของคุณหนูสวี่ถูกส่งกลับไปยังจวนแล้วหรือไม่” 

 

แววตาของโม่หวังจิ้งอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงใบหน้าเนียนละเอียดของหญิงสาว ทว่าเจ้าตัวกลับไม่รู้แต่มีหรือจอรอดพ้นสายตาของโม่ซวนหลงไปได้ 

 

น่าเสียดายที่นางอายุสั้นนัก โม่ซวนหลงคิด 

 

“กระหม่อมอยากคุยเรื่องนี้กับพระองค์พอดีพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมต้องการแต่งตั้งสวี่หยู่เหยียนเป็นพระชายาในวันนี้” โม่หวังจิ้งเอ่ยเข้าประเด็นทันที 

 

โม่ซวนหลงที่ได้ยินใบหน้าก็เต็มไปด้วยความฉงน “หวังจิ้นแม้ว่าข้าจะอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเจ้า แต่ข้าก็ไม่อาจให้เจ้าแต่งตั้งคนที่ตายแล้วเป็นพระชายาหรอกนะ” 

 

“ฝ่าบาทกระหม่อมบอกเมื่อไหร่ว่าจะแต่งตั้งคนตายเป็นพระชายา” 

 

“เจ้าจะบอกว่านางรอดชีวิตอย่างนั้นหรือ?” ฮ่องเต้หนุ่มตรัสถามอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยิน 

 

“พ่ะย่ะค่ะ และหากไม่ใช่เพราะนางกระหม่อมคงไม่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วเช่นนี้” 

 

โม่ซวนหลงรู้สึกทึ่งก่อนนึกอะไรบางอย่างออก “เจ้าบอกว่าคนที่ถูกส่งตัวมาคือสวี่หยู่เหยียนอย่างนั้นรึ? 

 

“พ่ะย่ะค่ะ” โม่หวังจิ้งตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง 

 

“แต่บุตรสาวคนโตของใต้เท้าสวี่ไม่ใช่ชื่อนี้” โม่ซวนหลงพึมพำ 

 

โม่หวังจิ้งยกชาขึ้นจิบก่อนเฉลย “สวี่หยู่เหยียนเป็นบุตรสาวคนเล็กของใต้เท้าสวี่แต่นั่นคืออดีต” 

 

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” 

ความคิดเห็น