ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 20 สิ่งที่เห็นตรงหน้า (เปลี่ยนชื่อตอน และเปลี่ยนเนื้อหา)

ชื่อตอน : บทที่ 20 สิ่งที่เห็นตรงหน้า (เปลี่ยนชื่อตอน และเปลี่ยนเนื้อหา)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2563 22:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 สิ่งที่เห็นตรงหน้า (เปลี่ยนชื่อตอน และเปลี่ยนเนื้อหา)
แบบอักษร

 

 

>>> ขอย้ำสำหรับคนที่เคยอ่านก่อนหน้านี้ ถ้าจำได้ เนื้อหาตอนนี้ถูกเปลี่ยนทั้งหมด เพราะก่อนหน้า BM อ่านแล้วดูเหตุและผล มันงี่เง่าไม่สมเหตุสมผลเกินไป เลยตัดสินใจเปลี่ยนใหม่ทั้งตอนนะจ๊ะ <<<

 

 

-------------------

 

"ตื่นแล้วหรือ เด็กขี้เซาของพี่"

 

 

หลังจากไป๋หู่ฟื้นในเช้าของวันต่อมา ทั้งวังก็ต้องกลับมาวุ่นวายอีกครั้งเนื่องจากไป๋หู่เกิดอาการสำลักเลือดออกมาจนทำให้เกาจงนั้นตะโกนก้องไปทั่วทั้งตำหนัก น้ำเสียราวกับราชสีห์คำรามขันทีรีบตามทั้งหมอหลวงและเทียนสือ และเมื่อเทียนสือได้ตรวจอาการแล้วก็ได้รับคำตอบจากเทียนสือว่า

 

"เป็นเพียงการขับพิษออกมาอีกทางหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีเหตุอันใดผิดไปจากที่รักษา"

 

หลังจากนั้นไป๋หู่ก็ได้รับการรักษาต่อทันที โดยเทียนสือได้อธิบายว่าพิษที่ไป๋หู่โดนนั้นได้แทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและไหลเวียนไปทั่วทั้งร่าง ดังนั้นยังต้องทานยาแก้พิษและยาขับพิษต่อไปจนกว่าพิษจะถูกขับออกจากร่างกายจนหมด ไป๋หู่เองก็ทำตามอย่างเคร่งครัด

 

ผ่านมาได้ราวเจ็ดวันการรักษายังคงดำเนินไปทุกวันจนถึงตอนนี้ ในห้องบรรทมของเกาจงมีเทียนสือ หมอหลวงที่คอยช่วยเหลือเทียนสือ และไป๋หู่ที่นั่งอยู่บนเตียง ตอนนี้เทียนสือกำลังจับชีพจรอยู่ ส่วนเกาจงนั้นโดนไป๋หู่ข่มขู่ให้ออกไปว่าราชการ เพราะไป๋หู่รับรู้ว่าตลอดเวลาที่ตนนั้นหลับอยู่เกาจงแทบไม่ยอมออกจากห้องบรรทมเลย แถมยังไม่ยอมออกว่าราชการรับเพียงฎีกาแถมนำเข้ามาอ่านในห้องนี้เสียด้วยซ้ำ และนั้นทำให้ไป๋หู่จำเป็นต้องขู่ไปว่าหากไม่ยอมไปว่าราชการตนจะไม่ยอมรักษา เกาจงจึงจำต้องไปโดยไร้ข้อโต้แย้งใด

 

"ท่านเสนา มีอันใดผิดปกติหรือ เห็นสีหน้าท่านราวกับมีเหตุใดสักอย่างทุกครั้งที่ท่านจับชีพจรข้า" ไป๋หู่ถามขึ้นเพราะตนสังเกตว่าอีกฝ่ายขมวดคิ้วเป็นปมทุกครั้งที่จับชีพจรของตน

 

"องค์ชายพระองค์เคยป่วยโดยไม่มีสาเหตุมาก่อนหรือไม่" เทียนสือเอ่ยถามแทนการตอบคำถาม

 

"ตั้งแต่ข้าจำความได้ข้าก็ไม่เคยป่วยโดยไม่มีสาเหตุ หรือป่วยรุนแรงเท่ากับครั้งนี้" ไป๋หู่เอ่ยตอบ

 

"......" เทียนสือนิ่งเงียบเมื่อได้ยินคำตอบของร่างบางตรงหน้า

 

"มีเหตุใดผิดไปหรือไม่ ท่านอ๋อง" ไป๋หู่เอ๋ยถามเสียงเบาอีกครั้ง

 

"ไม่มีเหตุใดหรอกพ่ะย่ะค่ะ อาจเป็นเพราะพิษยังกำจัดออกไม่หมด ชีพจรพระองค์จึงยังไม่เป็นปกตินัก เอาละวันนี้การรักษาเสร็จสิ้นแล้ว กระหม่อมว่าตอนตะวันใกล้ตกดิน แดดเริ่มอ่อนแสงลงพระองค์น่าจะออกเดินเล่นบ้างเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ กระหม่อมจะพาออกไปเพื่อออกกำลัง แล้วพบกันทูลลาองค์ชาย" เทียนสือเอ่ยประโยคยาวเหยียดโดยไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธตนและเดินออกไปทันที

 

เวลาล่วงเลยจนเข้ายามอิ่ว (17.00 น. จนถึง 18.59 น) แสงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าเริ่มทอแสงอ่อนลง ไป๋หู่เองก็ได้เตรียมตัวไว้ก่อนสักพักแล้ว เพราะนับจากที่ตื่นขึ้นมา นอกจากห้องบรรทมนี้ตนยังไม่ได้ออกไปไหนเลย เมื่อเทียนสือเอ่ยในยามเช้าว่าจะพาออกกำลังกล้ามเนื้อของร่างกายด้านนอกก็อดจะดีใจเสียไม่ได้จึงได้เตรียมตัวรอก่อนเวลา

 

"ทูลองค์ชาย ท่านเสนาบดีขวาเทียนสือให้ทูลว่ารออยู่ด้านนอกหน้าตำหนักแล้ว พ่ะย่ะฮ่ะ" เสียงขันทีที่ได้รับหน้าที่ดูแลไป๋หู่เอ่ยรายงานเมื่อพบว่าเทียนสือนั้นได้มารอที่หน้าตำหนักแล้ว เมื่อได้ยินเสียงไป๋หู่ก็พลันลุกขึ้นก้าวเท้าออกนอกห้องบรรทมของเกาจงทันที

 

"ทูลองค์ชาย กระหม่อมจะพาเดินไปดูรอบ ๆ ตำหนักหลวงนี้เสียก่อนจากนั้นจะพาเสด็จไปบริเวณอุทยานหลวงเพื่อนั่งพักผ่อนรับอากาศแล้วค่อยกลับมาตำหนักหลวงพ่ะย่ะค่ะ" เทียนสือเอ่ยทันทีที่เห็นร่างบางใบหน้างดงามดังสตรีล่มเมือง แม้ยามนี้ร่างกายยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ก็ยังงดงามเพียงนี้ หากร่างกายหายเป็นปกติดีก็คงหาใครเทียมได้ยาก 'ไม่แปลกใจนักที่เกาจงจะลุ่มหลง' เทียนสือได้เพียงเอ่ยแค่ในใจเท่านั้น

 

"เชิญนำทางเถิดท่านอ๋อง" ไป๋หู่ก็ยินดีที่จะได้เดินชมตำหนักหลวงนี้เสียที

 

การเดิมชมตำหนักหลวงของทั้งสองโดยไร้ซึ่งการเอ่ยพูดคุยใด ๆ จนเมื่อถึงอุทยานหลวงเทียนสือได้เอ่ยชวนไป๋หู่ไปยังศาลากลางสระบัวเพื่อนั่งพัก

 

"ขอบคุณท่านอ๋องมากที่สละเวลาพาข้ามาเดินออกกำลังและเดินเยี่ยมชมตำหนักหลวง รวมถึงพาข้ามาชมอุทยานหลวงแห่งนี้ ที่นี่สวยงามมาก" ไป๋หู่เอ่ยขอบคุณจากใจจริงพร้อมทั้งยิ้มบางให้คนที่นั่งอีกฝั่ง

 

"กระหม่อมเข้าใจแล้วเหตุใดฝ่าบาทจึงได้ทรงหลงใหลพระองค์นัก จนทำให้หลงลืมคนที่คอยอยู่ข้างกายมานับสิบปีไปได้ เพราะความงามขององค์ชายแม้แต่สตรีก็หาผู้เทียบได้" เทียนสือเอ่ยขึ้นราวกับเป็นการสนทนาปกติ แต่ใจความกลับสะกิดใจไป๋หู่ยิ่งนัก

 

"ท่านอ๋อง ข้าโง่เขลายิ่งนักหากท่านจะเมตตาชี้แจง" แม้จะเข้าใจในสิ่งที่เทียนสือเอ่ย แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใครไป๋หู่จึงเอ่ยตอบทันที

 

"หึ ทรงทอดพระเนตรมิเห็นหรือว่าฝ่าบาททรงมีผู้รู้ใจอยู่ข้างกายมานานแล้ว"

 

"..."

 

"หึ"

 

"ท่านอ๋อง ข้าไม่เคยรู้ว่าฝ่าบาททรงมีผู้รู้ใจ ฝ่าบาททรงไม่เคยตรัสถึงผู้ใด สัมผัสได้มีเพียงความจริงใจ ห่วงใยและคำมั่นสัญญาจากฝ่าบาทเพียงเท่านั้น หากข้ากระทำสิ่งใดโดยมิเคยล่วงรู้มาก่อนต้องขออภัย แต่ขอเอ่ยตามสัตย์จริงขอให้ข้าได้ถามจากฝ่าบาทเสียก่อนหากเป็นจริง ข้าจะอยู่ที่ข้าควรอยู่ ท่านอ๋องโปรดวางใจ" ไป๋หู่เอ่ยตอบหลังจากเงียบไปพักหนึ่งหลังจากได้ยินสิ่งที่เทียนสือเอ่ยออกมา

 

"จะให้กระหม่อมเชื่อสิ่งที่องค์ชายตรัสอย่างนั้นหรือ ใครต่อใครก็เอ่ยอย่างพระองค์ได้เช่นกัน"

 

"เพราะข้าไม่เหมือนคนอื่นท่านอ๋อง" ไป๋หู่เรียบเอ่ยทันที

 

"..." เทียนสือเลิกคิ้วมองหน้าอีกฝ่าย และเงียบเพื่อรอฟังสิ่งที่ไป๋หู่จะเอ่ยต่อทันที

 

"เพราะข้าคือเลือดเนื้อเชื้อไขของมังกร แม้จะถูกลิดรอนสิทธิ์ที่พึงได้รับ แต่ก็มิอาจลบล้างข้อเท็จจริงข้อนี้ได้ และเพราะคือบุรุษชาตินักรบ เกียรติ์แห่งรองแม่ทัพเมืองอีชางหาได้มาจากการถูกยกยอไม่ แต่ได้มาจากการเข้าร่วมฝึกฝนเยี่ยงเพื่อนทหารผู้อื่น ได้จากการเข้าร่วมแข่งขัน ทดสอบ เยี่ยงกฎของทหาร สิ่งเหล่านี้คือตัวของข้าท่านอ๋อง ผู้อื่นอาจจะมิอาจเข้าใจแจ่มชัด แต่สำหรับท่านที่เป็นดั่งเชื่อสายมังกรเช่นกัน เชื่อว่าท่านเข้าใจในสิ่งที่ข้าเอ่ย" ไป๋หู่อธิบายต่อจนจบ

 

"หึ ช่างสมเป็นองค์ชาย..... หากพระองค์ประสงค์แบบนั้นข้าไม่มีสิทธิ์อันใดขัดพระองค์ได้" เทียนสือเอ่ยเสียงเรียบชะงักราวกับคิดบางสิ่งก่อนเอ่ยจบประโยค

 

"ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ยังให้โอกาส" ไป๋หู่เอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง

 

ระหว่างทั้งสองยังคงนั่งอยู่ในศาลากลางสระบัวอย่างเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีคำเอ่ยใดออกมาจนเมื่อล่วงเลยจนถึงยามอิ่ว(17.00-18.59 น.) ทั้งสองต้องกลับไปยังตำหนักหลวง เพื่อทำการรักษาช่วงเย็นของวันนี้ จากนั้นเทียนสือก็กลับออกไปแฉกเช่มทุกๆ วัน

 

 

 

ยามซวี(19.00-20.59น.)

 

แฉกเช่นทุกวันเกาจงจะต้องมาเสวยสำรับเย็นกับไป๋หู่ในเวลานี้ แต่วันนี้กลับแตกต่างไปเพราะจนถึงบัดนี้แม้ไกล้จะหมดยามซวีแล้วกลับไร้เงาของเกาจง ไป๋หู่ที่ยังคงนั่งคอยอยู่แม้ว่าตรงหน้าจะมีอาหารชั้นเลิศเพียงใดก็หาได้สนใจ แม้ใบหน้านิ่งไม่แสดงสิ่งใดแต่ภายในกลับรู้สึกสังหรใจถึงความผิดปกตินี้

 

"มีใครอยู่แถวนี้หรือไม่ เข้ามาหาเราหน่อย" จนในที่สุดไป๋หู่ก็เอ่ยเรียกหาคนที่อยู่ใกล้ เนื่องจากไม่นิยมให้มีคนคอยดูแลใกล้ชิดจนเกินไป จึงให้เหล่าขันทีและนางกำนัลรอข้างนอกแทนการอยู่ข้างตัว

 

"ทูลองค์ชายประสงค์สิ่งใดพ่ะย่ะฮ่ะ" ขันทีที่ถูกมอบหมายให้ดูแลไป๋หู่ เข้ามาพร้อมน้อมรับคำบรรชา

 

"วันนี้ฝ่าบาททรงเสวยแล้วหรือไม่" เกาจงเอ่ยถามอย่างไร้ท่าทีใดๆ

 

"ขอประทานอภัยพ่ะย่ะฮ่ะองค์ชาย กระหม่อมหารู้ไม่ ทราบเพียงเครื่องเสวยนำมายังตำหนักหลวงหมดแล้วแฉกเช่นทุกวันพ่ะย่ะฮ่ะ" ขันทีเอ่ยตอบ

 

"เครื่องเสวยนำมายังตำหนักหลวงทั้งหมด แล้วอย่างนี้ฝ่าบาทจะทรงเสวยได้อย่างไร" ไป๋หู่เอ่ยกับตัวเองเสียงใด คิ้วงามเริ่มขมวดเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าให้ขันทีออกไป 

 

เพียงครู่เดียวเท่านั้นขันทีคนเดิมก็เอ่ยจากด้านน้อง

 

"ทูลองค์ชาย องครักษ์ประจำพระองค์ องค์ชายรองเฉินกว่างขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะฮ่ะ"

 

ไป๋หู่แสดงสีหน้าสงสัยเพียงครู่ก่อนเอ่ยตอบไปว่าให้เข้าพบได้

 

"ทูลองค์ชายสี่ องค์ชายรองทรงประชวนโดยมิทราบสาเหตุพ่ะย่ะค่ะ และทรงประสงค์พบพระองค์ตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ" ทันทีที่เข้ามาองครักษ์ประจำตัวของเฉินกว่างก็รีบเอ่ยพร้อมด้วยสีหน้าแสดงความกังวลเป็นอย่างมาก

 

"หืมม ประชวนหรือ หนักหรือไม่" ไป๋หู่ถามกลับก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนพร้อมก้าวเท้าออกจากตำหนักหลวง

 

"ทรงเสวยมิได้เลยพ่ะย่ะค่ะ แถมยังทรงอ่อนแรง ตอนนี้หมอหลวงกำลังดูพระอาการอยู่พ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์ตอบและเดินตามไป๋หู่ไปยังตำหนักเฉินกว่า โดยมีขันที และนางกำนัลส่วนหนึ่งเดิมตามด้านหลังมา

 

และเมื่อมาถึงก็พบว่าเฉินกว่างนอนอยู่บนแท่นบรรทมมีหมอหลวงที่พอจะคุ้นหน้าอยู่บ้างกำลังก้มหัวอยู่บนพื้นข้างเตียง ไป๋หู่เห็นอย่างนั้นเลยเอ่ยถาม

 

"เกิดอันใดขึ้น องค์ชายรอง แล้วเห็นใดท่านหมอหลวงถึงอยู่ตรงนั้น"

 

"มันสมควรตาย ปะ..เป็นหมอหลวงที่ไหน บะ..บอกว่าไม่รู้ว่าข้าเป็นอะไร" เฉินกว่างเอ่ยเสียงเบาติดเหนื่อยหอบ แต่สายตากลับวาวโรจน์มองไปยังหมอหลวงราวกับจะฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ

 

"ขอทรงโปรดพระราชทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ " หมอหลวงที่ก้มอยู่รีบเอ่ยละเว้นโทษให้ตัวเองทันที

 

"เกิดอะไรขึ้นท่านหมอ พระอาการองค์ชายรองเป็นเช่นไร" ไป๋หู่ที่มองสถานการณ์อยู่เอ่ยถามหมอหลวงแทน

 

"ทะ..ทูลองค์ชายไป๋หู่ กระหม่อมตรวจชีพจร ตรวจหาพิษในพระโลหิต แต่ไม่พบสิ่งใด พระวรกายขององค์ชายรองมิร้อน มิเย็น มีเพียงเสวยสิ่งใดลงไปก็ทรงพระอาเจียนออกมาเท่านั้น" หมอหลวงรีบเอ่ยตอบร่างบางทันใด

 

"สาเหตุเล่า" ไป๋หู่เอ่ยถามอย่างฉงน

 

"กระ..กระหม่อม หะ..หาสาเหตุมิพบพ่ะย่ะค่ะ" หมอหลวงเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนใจ

 

"อาจเป็นที่ของเสวยมิถูกพระทัย หรือไม่ก็คงปรับพระวรกายเข้ากับต้าเหยี๋ยนมิได้ ท่านหมอก็จัดโอสถให้องค์ชายรองด้วย ส่วนพวกเจ้าบอกโรงครัวให้จัดของเสวยให้องค์ชายรองใหม่ขอเป็นอาหารของแคว้นอิ่งเทียนคงพอถูกปากองค์ชายรอง ท่านหมอออกไปเถอะ เดี๋ยวเราจัดการทางนี้เอง" ไป๋หู่เอ่ยกัยหมอหลวง แต่ก็ปรายตามองไปยังเฉินกว่างบนแท่นบรรทม

 

"กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ" หมอหลวงรีบเอ่ยลาทันที

 

"หึ วะ..วางอำนาจเสียใหญ่โตเชียวน้องชายข้า นะ..นี่ขนาดยังไม่เข้าพิธิยังขนาดนี้ อิ..อีกหน่อยคงมิเห็นหัวผู้ใด" เฉินกว่างเห็นบรรดาขันที นางกำนัลรวมหมอหลวงดูจะเคารพยำเกรง และเชื่อฟังไป๋หู่ จึงอดค่อนแขวะออกมาเสียไม่ได้

 

"ดูท่าองค์ชายรองคงมิเป็นอะไรมาก หากของเสวยมาก็ทรงเสวยด้วย อย่าคายมันออกมาเพราะต่อไปท่านอาจจะมิได้เสวยอีก แล้วก็ทรงเสวยโอสถด้วย กระหม่อมขอตัว" ไป๋หู่เอ่ยเรียบ พร้อมทั้งหันหลังเตรียมกลับตำหนักหลวงทันที

 

"ขะ..ข้ามิได้แกล้งไป๋หู่ ขะ..ข้ามิรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ข้ามิ..มิได้กลิ่น มิได้รสจะ..จากอาหารพวกนั้น แถมทุกครั้งที่ขะ..ข้าพยายามกลืมมันลงไป ขะ..ข้ากลับได้กลิ่นสะอิดสะเอียนจนทนมิได้ ตะ..ต้องอาเจียนมะ..มันออกมา" เฉินกว่างรีบเอ่ยอย่างเป็นกังวลแถบเหนื่อยหอบมากขึ้น หลังจากที่เห็นไป๋หู่หันหลังให้

 

"ถ้าเช่นท่านก็ควรเสวยโอสถ และข่มเสวยอาหารด้วย คงดีขึ้น" ไป่หู๋ขมวดคิ้วหลังจากได้ยิน แต่สุดท้ายก็เอ่ยบอกพร้อมก้าวเท้าออกไป

 

 

 

ตึก ตึก ตึก

 

เสียงเดินเรื่อยๆ เนื่องจากตอนมานั้นไป๋หู่ค่อนข้างเร่งฝีเท้า เลยมิได้สนใจรอบข้างมากมายนัก พอได้ออกมาจากตำหนักรับรองแล้ว ก็เห็นว่า เส้นทางยามค่ำคืนที่มีแสงจากโคมไฟข้างทาง ส่งผลให้รอบข้างสวยงามและสงบ จึงได้เดินเรื่อยๆ เป็นการผ่อนคลาย จนเมื่อสังเกตุเห็นคนกลุ่มหนึ่งอยู่หน้าตำหนักหนึ่งห่างออกไปด้านซ้ายมือ จึงชะงักเท้ามองครู่หนึ่ง

 

"นั่นใช่ หานกงกงหรือไม่" ไป๋หู่หยุดมองไปยังตำหนักนั้นพร้อมเอ่ยถามคนติดตาม

 

"ใช่พ่ะย่ะฮ่ะ องค์ชาย นั่นตำหนักซีเปียน ตำหนักที่ฝ่าบาททรงโปรดยามต้องการฝึกฝีพระหัตถ์พ่ะย่ะฮ่ะ" ขันทีเอ่ยตอบข้อสังสัย

 

"ฝ่าบาทคงฝึกฝีพระหัตถ์อยู่เป็นแน่ ถึงมิยอมมาเสวยยามเย็น แล้วเยี่ยงนี้ฝ่าบาทจะทรงได้เสวยหรือไม่" ไป๋หู่ยืนมองอยู่เพียงครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำออกมา และกำลังตัดสินใจอยู่ว่าควรขอเข้าเฝ้าดีหรือไม่ เพราะห่วงว่าอีกคนจะมิได้เสวยสิ่งใดเลย แต่แล้ว...

 

" !!! "

 

"โอ๊ะ นั่นท่านหัวหน้าองครักษ์นี่"

 

"ทำไมออกมาจากตำหนักได้ แล้วๆ ทำไมถึงมีสภาพเป็นเช่นนั้น"

 

"ว้ายยยตายแล้วว !!! นะ..นั่น ฝะ..ฝ่าบาท"

 

"พวกเจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!!!"

 

เสียงอุทานบรรดาเหล่านางกำนัลที่ติดตามไป๋หูถูกหยุดด้วยขันที ก่อนที่นางกำนัลทุกคนจะก้มหน้าลงชิดอก เพิ่งรู้ตัวว่าเอ่ยสิ่งใดออกไป ขันทีส่งสายตากดดันไปยังพวกนางเสร็จ ก็มองมายังแผ่นหลังของร่างบางตรงหน้าที่แน่นิ่งไปเสียแล้ว

 

"...." ไป๋หู่มิเอ่ยสิ่งใด มิได้แสดงอาการใดๆ เพียงยืนมองภาพนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบ

 

เหตุการณ์ตั้งแต่ ประตูตำหนักเปิดออกมา โดยมีร่างๆ หนึ่งที่เนื้อตัวถูกห่อด้วยผ้าห่มสีทองอร่าม แต่ก็เห็นไหล่มลโผล่ พร้อมทั้งเรียวขางามที่ยามก้าวพ้นออกมา ทำให้ใครๆ ที่ได้เห็นยอมรู้ว่าภายใต้ผ้าห่มนั้นมิมีเสื้อผ้าอยู่ การเดินราวกับจะหมดแรงจนในที่สุดก็ล้มลุกคลุกคลานจนได้ เพียงครู่เดียวก็มีร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์ชุดคลุมสีทองลวดลายมังกร 5 เล็บเท่านั้น ร่างกายกำยำภายใต้ชุดคลุม เผยให้เห็นว่าเจ้าตัวเปลือยกายท่อนบน ส่วนท่อนล่างมีเพียงกางเกงตัวในยาวเท่านั้น

 

ร่างสูงใหญ่เร่งฝีเท้าออกมาจากตำหนักเข้าโอบอุ้มร่างก่อนหน้าที่ตอนนี้น่าจะหมดสติไปเสียแล้ว พร้อมทั้งตะโกนให้เหล่าขันทีและนางกำนัลบริเวรนั้นตามหมอหลวง แล้วเดินกลับเข้าตำหนักไปอย่างเร่งรีบ สีพระพักตร์ยามมองดูคนในอ้อมกอดนั้น ช่างห่วงหายิ่งนัก

 

 

 

"อะ ... องค์ชายพ่ะย่ะฮ่ะ" เสียงขันทีเอ่ยเบาหวิวหากแต่ตอนนี้มิมีใครกล้าแม้แต่ขยับ จนทำให้เสียงขันทีที่เอ่ยเรียกร่างบางตรงหน้าชัดเจน 

 

"กลับตำหนักกันเถอะ" ไป๋หู่เอ่ยเพียงเท่านั้นจากนั้นก็หันกายไปยังทิศทางกลับตำหนักหลวง ไร้ท่าทีใดๆ

 

"พ่ะย่ะฮ่ะ" ขันทีเอ่ยตอบเสียงเบาบาง พร้อมทั้งค่อยๆ ก้าวเท้าตามร่างบางไป จนบัดนี้ตรงนั่นมิมีผู้ใดรู้ว่าเคยมีใครอยู่

 

 

 

ตึก  ตึก  ตึก

 

เท้าที่ก้าวช้าลงจากเดิมเพียงเล็กน้อย ก้าวเรื่อยๆ ตรงไปข้างหน้า รอบข้างที่คิดว่าสวยงาม สงบจนอยากเดินอวดชม ตอนนี้หาได้อยู่ในสายตาคนงามไม่ นับตั้งแต่หันกลับมาแล้วก้าวเดินต่อ ดวงตานี้ก็มิได้มองสิ่งใด แววตาไร้ซึ่งจุดหมายแต่สงบเยือกเย็นล้ำลึก ใบหน้างามเรียบนิ่ง ท่วงท่าย่างก้าวผ่าเผยน่าเกรงขาม จนเมื่อก้าวข้ามประตูตำหนักหลวงจนประตูปิดลง ก็ยังคงงดงามแฉกเช่นเดิม แต่เหตุใดช่างให้ความรู้สึก โดดเดี่ยว เหน็บหนาวยิ่งนัก

 

 

 

ผ่านพ้นประตูตำหนักหลวงปิดลง เงาคนผู้หนึ่งที่มองมาจากอีกฟากหนึ่ง ก็หายจางไปในความมืดมิดแฉกเช่นเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

แง้ๆๆๆๆๆ ตอนนี้เปลี่ยนทั้งตอนนนนนเลย

 

เกิดไรขึ้น ?????

 

55555+

 

หลบรองเท้าาาาาาาา

 

 

 

BM.

ความคิดเห็น