facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์และกำลังใจนะคะ :)

Chapter 11: เจ้าของจดหมายพวกนั้นชื่อราเชน

ชื่อตอน : Chapter 11: เจ้าของจดหมายพวกนั้นชื่อราเชน

คำค้น : Yaoi จดหมาย นักเขียน รักแรกพบ NC18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2563 16:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 11: เจ้าของจดหมายพวกนั้นชื่อราเชน
แบบอักษร

               ภูวนัทวางจดหมายฉบับที่เจ็ดลงบนโต๊ะหนังสือ ตอนนี้เวลาเปิดอ่านเขาไม่ต้องคอยวาดภาพว่าคุณ R.K. รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรอีกแล้ว เมื่อนึกแบบนั้นใบหน้าของหนุ่มน้อยก็เห่อร้อนขึ้นมาทันที คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะสูงใหญ่และหน้าตาดีกว่าที่เคยจินตนาการเอาไว้ถึงขนาดนี้ ถ้าหากได้นั่งซุกคุณ R.K. ยามอ่านสมุดบันทึก เขาคงจมหายเข้าไปในอ้อมกอดอุ่น ๆ นั่นเป็นแน่ พอคิดไปถึงตรงนั้นดวงตารีก็เบิกกว้าง รู้สึกหน้าร้อนวูบวาบยิ่งกว่าเดิม จึงรีบไปอาบน้ำและหวังว่าสายน้ำอุ่นอาจจะช่วยขับไล่ความคิดเหล่านั้นออกไปได้บ้าง

               หลังอาบน้ำเสร็จภูวนัทก็จุดเทียนหอมเป็นสิ่งแรก เขาคว้าจดหมายแล้วไปนั่งพิงหัวเตียง แต่แทนที่จะอ่านตั้งแต่เริ่มเหมือนทุกครั้ง กลับอ่านคำลงท้ายก่อน เมื่อเห็นสิ่งที่เขาต้องการปรากฏอยู่ในจดหมาย หนุ่มน้อยก็ฉีกยิ้มกว้าง

               ราเชน 

               เขาชื่อราเชน…

               คุณราเชนของเขาดูเคร่งขรึม สุภาพ และน้ำเสียงก็ช่างนุ่มทุ้มน่าฟังเหลือเกิน แค่อ่านจดหมายที่บรรยายด้วยถ้อยคำอันอบอุ่นเหล่านี้เขาก็คล้อยตามไปถึงไหน ๆ แล้ว หากอีกฝ่ายมานั่งเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงแบบนั้นข้างหู เขาคงเคลิ้มจนอ่อนระทวยแน่

 

               สวัสดีครับคุณภูวนัท 

            

            ผมดีใจเหลือเกินที่ได้รู้ชื่อคุณในที่สุด ขอบคุณนะครับคนดีของผม 

 

            ริมฝีปากของภูวนัทเม้มสนิทเมื่ออ่านได้แค่นั้น ทำไมชายคนนี้ถึงขยันทำให้เขาเขินเก่งนัก ยิ่งนึกถึงใบหน้ากับน้ำเสียงทุ้มของอีกฝ่ายด้วยแล้ว ก็ถึงกับต้องดึงผ้าห่มขึ้นมากอดไว้แน่น

 

คุณภูวนัทคงไม่รู้ว่าผมต้องการเรียกชื่อของคุณมากกว่าเขียนมันลงแผ่นกระดาษเพียงไหน อยากกระซิบชื่อคุณเบา ๆ ยามเราอยู่กันสองคน คุณคิดว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไรครับ… 

 

ข้อความนั้นทำให้คนอ่านแทบไหลลงไปกองกับพื้น เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดจนถึงจมูก รู้สึกว่าพวงแก้มของตนร้อนผ่าวไปหมดด้วยความเขินอาย เขาส่งเสียงอู้อี้ในลำคอแล้วซุกหน้าใต้ผ้าห่ม มีเพียงดวงตารีเท่านั้นที่โผล่พ้นออกมาพอจะอ่านข้อความในจดหมายต่อได้

 

            วันนี้ผมขอเล่าเกี่ยวกับสมุดบันทึกของผมแทนการพาไปเที่ยวได้ไหมครับ 

            อย่างที่ผมเคยบอกก่อนหน้านี้ และคุณคงรู้ดียิ่งกว่าใครแล้วว่าผมชอบเขียนบันทึกการเดินทางพร้อมวาดภาพประกอบแค่ไหน จวบจนทุกวันนี้ ผมก็ยังคงทำสิ่งเดิม แม้ว่าจะเป็นแค่ทริปสั้น ๆ ก็ตาม 

            อันที่จริงแล้วสมุดบันทึกของผมก็เป็นเพียงสมุดโน้ตธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ เพราะสิ่งที่ผมต้องการคือกระดาษกับปากกาเท่านั้น 

            อ้อ…แต่สำหรับภาพวาดผมต้องมีดินสอ และบางทีก็มีสีไม้ด้วยครับ 

            ผมไม่ได้วาดรูปเก่งระดับมืออาชีพ แต่เพราะผมคิดว่าภาพถ่ายนั้นไม่สามารถถอดความรู้สึกของสิ่งที่เห็นได้ดีเท่ากับเวลาผมวาดเอง บางอย่างที่เห็นด้วยตา มันต่างจากการซึมซับด้วยหัวใจ และผมมักบันทึกมันด้วยความรู้สึก แม้สิ่งที่วาดอาจไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถาน หรือสถาปัตยกรรม บางทีผมวาดแม้กระทั่งหยาดน้ำฝนที่เกาะอยู่บนบานหน้าต่างห้องพัก ในวันฝนตกหนักที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เมื่อเห็นภาพนั้นแล้วทำให้จำได้ว่า วันนั้นผมกำลังนั่งมองท้องฟ้ามืดครึ้มจากข้างหน้าต่าง เห็นลมกรรโชก เห็นสายฟ้าแปลบปลาบบนผืนฟ้าดำสนิท ภายในห้องพักแสนสงบสุขต่างจากบรรยากาศด้านนอก เห็นแสงไฟริบหรี่ที่สาดส่องมาจากตะเกียงข้างถนน ช่างเป็นภาพที่สวยงามแบบไร้การแต่งแต้ม และคงไม่มีสิ่งใดบอกเล่าความทรงจำในใจของผมได้ดีเท่าภาพที่ผมวาดขึ้นมาเอง 

            บันทึกการเดินทางทุกเล่มอยู่กับผมเสมอ หากคุณเห็นตู้หนังสือของผม จะเห็นว่ามีสมุดโน้ตทั้งเก่าและใหม่วางเรียงกันเต็มไปหมด ท่ามกลางหนังสืออื่น ๆ ซึ่งคงต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะอ่านบันทึกพวกนั้นจนครบหมดทุกเล่ม หากคุณภูวนัทอยากอ่านสักเล่ม ผมจะใช้เวลาทั้งหมดเท่าที่คุณต้องการ อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณอยากรู้ไปทีละหน้า เพื่อให้มั่นใจได้ว่า คุณจะเห็นภาพทุกสถานที่ได้อย่างชัดเจนราวกับได้เดินทางไปกับผมจริง ๆ 

 

               ภูวนัทละสายตาจากจดหมายในมือแล้วมองไปยังบานประตู หัวใจของเขาเต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อรู้ว่าห้องมุมด้านในสุดของโถงทางเดินนั้น มีเจ้าของจดหมายพวกนี้อาศัยอยู่ ภายในห้องนั้นมีสมุดบันทึกที่เขาอยากเปิดอ่าน ห้องซึ่งอาจเต็มไปด้วยสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ผ่านการเดินทางมาหลายต่อหลายที่ ห้องซึ่งคงมีอะไรอีกหลายอย่างที่เขาอยากรู้เกี่ยวกับคุณราเชน ห้องที่อยู่ห่างจากห้องของเขาเพียงแค่ไม่กี่ก้าว…

               ดวงตารีสวยเลื่อนกลับไปมองจดหมาย อ่านข้อความบรรยายสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับสมุดบันทึกการเดินทางนั้นต่อจนจบ หลากหลายความคิดประดังเข้ามาในสมอง เขาจะทนนั่งรอจดหมายฉบับต่อไปอีกสามวันได้หรือ ทั้งที่ตอนนี้รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าคนเขียนจดหมายพวกนี้คือใคร ภูวนัทพับจดหมายเก็บใส่กลับลงในซองแล้วสูดหายใจเข้าลึก ตัดสินใจแน่วแน่ว่าควรทำอย่างไรเพื่อจัดการกับความรู้สึกว้าวุ่นที่เต็มอยู่ในหัวใจ ก่อนจะลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกจากอะพาร์ตเมนต์ของตน ตรงไปยังหน้าห้องของราเชน

               เมื่อไปหยุดยืนที่หน้าห้อง 1201 ภูวนัทก็จ้องมองประตูบานนั้นอย่างชั่งใจ ไม่รู้ว่าเอาความกล้าจากไหนถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้ แต่พอได้รู้ว่าราเชนอยู่ห้องใกล้กันแค่นี้แล้ว จะให้เขาทนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นรอจดหมายฉบับต่อไปโดยไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไร แล้วอีกฝ่ายก็ช่างใช้ถ้อยคำที่ทำให้อยากอ่านสมุดบันทึกการเดินทางจนทนไม่ไหวแบบนั้น ภูวนัทเม้มริมฝีปากแล้วสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้ง พยายามข่มใจไม่ให้เต้นแรงไปกว่านี้ แล้วตัดสินใจกดกริ่งเรียกคนที่อยู่ด้านใน

               เสียงกริ่งหน้าประตูทำให้เจ้าของห้องซึ่งกำลังนั่งเขียนนิยายอย่างมีสมาธิชะงัก เขาเหลือบมองนาฬิกาแล้วนึกสงสัยว่าใครกันที่มากดเรียกเขาในเวลาแบบนี้ อีกทั้งจากหน้าประตูห้องเสียด้วยไม่ใช่จากด้านล่าง เขาวางมือจากการทำงานแล้วลุกไปเช็คที่ตาแมวประตู หัวใจของนักเขียนหนุ่มแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งของประตูคือใคร

               ราเชนถอยห่างจากประตูไปสองสามก้าวแล้วยืนจ้องมันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเพราะหากเปิดประตูออกไปประจันหน้ากัน เขาคงยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกแน่ ๆ แต่ก็รู้ว่าการอยู่เงียบ ๆ แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายคิดว่าไม่มีใครอยู่จนกลับห้องไปเองนั้นไม่ใช่ความคิดที่ดี

               นักเขียนมาดขรึมสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อได้ยินเสียงกริ่งอีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพ่นมันออกมาทางปากอย่างต้องการระงับความตื่นเต้น แล้วเดินไปแนบดวงตาเข้ากับตาแมวประตูเพื่อดูปฏิกิริยาของคนด้านนอก หัวใจของเขาแทบหล่นวูบเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยืนทำตาแป๋วจ้องมองมายังตาแมวประตู น่ารักอย่างกับลูกแมวตัวน้อย ๆ กำลังมองอ้อนเจ้าของ เขาจะปล่อยให้เจ้าก้อนกลมนุ่มน่าเอ็นดูนั่นยืนรอเขาเก้ออยู่อย่างนั้นได้อย่างไรกัน

               แววตาใสแจ๋วดูแสนไร้เดียงสานั้นทำให้ราเชนลืมสิ้นทุกความประหม่า เขาเปิดประตูออกกว้างโดยไม่มัวมาคิดไตร่ตรองว่าใจเขาจะรับไหวหรือเปล่าอีกต่อไป เมื่อเผชิญหน้ากันตรง ๆ หัวใจของเขาก็เต้นโครมคราม ทั้งสองยืนจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีฝ่ายใดเอ่ยอะไรออกมาครู่ใหญ่ ภูวนัทจึงทำใจกล้าเอ่ยออกมาก่อน

               “คุณราเชน…” เขาเรียกชื่ออย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก แล้วหัวใจดวงน้อยของนักศึกษาหนุ่มก็รู้สึกชุ่มชื่นเมื่ออีกฝ่ายตอบ

               “คุณภูวนัท” ราเชนพูดเหมือนคราง แม้จะพยายามรวมรวบสติ บังคับเสียงไม่ให้สั่นและปั้นหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุดเท่าที่จะยังพอทำได้ หัวใจของเขายิ่งเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นท่าทางดูเก้อเขินของคนตรงหน้า ภูวนัทเม้มริมฝีปากแล้วก้มหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดวงตาคมของอีกฝ่าย

               “นัท…เอ่อ...ผม…อยากอ่านสมุดบันทึกการเดินทางของคุณ…จะได้ไหมครับ” เสียงใสเอ่ยถามออกตะกุกตะกักแล้วเม้มริมฝีปากอีกครั้ง

เพราะส่วนสูงที่ต่างกันทำให้ภูวนัทต้องแหงนหน้าขณะมองเข้าไปในดวงตาของคนตัวสูงกว่าอย่างรอคอยคำตอบ มันทำให้เจ้าตัวดูน่ารักเสียจนไม่ว่าใครก็คงปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะใครคนนั้นที่หลงรักเขาอย่างราเชน

“ได้ครับ” นักเขียนหนุ่มตอบเสียงเบาแล้วขยับตัวเปิดทางให้ผู้มาเยือนเข้าไปในห้อง

เมื่อเข้าไปด้านใน ภูวนัทก็ต้องทึ่งกับความโอ่โถงของอะพาร์ตเมนต์ การตกแต่งภายในอย่างมีสไตล์ และชั้นหนังสือแบบ built-in ที่มีหนังสือวางเรียงอย่างเป็นระเบียบจนเต็ม ทั้งในส่วนของห้องนั่งเล่น รวมไปจนถึงส่วนที่เป็นมุมทำงาน

“เอ่อ…เชิญนั่งครับ” ราเชนเอ่ยพลางผายมือไปยังโซฟาที่ดูนั่งสบายนั่น แต่ความสนใจของภูวนัทในตอนนี้อยู่ที่หนังสือน่าอ่านเต็มชั้นพวกนั้น เขาจึงยิ้มน้อย ๆ แล้วถามอย่างเกรงใจ

“ผมขอเดินดูชั้นหนังสือของคุณก่อนได้ไหมครับ”

“ครับ” เจ้าของห้องตอบรับเพียงเท่านั้น คนถามยิ้มกว้างแล้วหันไปให้ความสนใจกับชั้นหนังสือทันที

แม้ไม่ใช่หนอนหนังสือ แต่ภูวนัทก็รักการอ่านและชอบกลิ่นของหนังสือที่ผสมผสานกับกลิ่นเทียนหอมอวลอยู่ทั่วบริเวณแบบนี้ กลิ่นซึ่งทำให้ระลึกถึงหนังสือเก่าอันทรงคุณค่า กระดาษ หญ้า และลาเวนเดอร์ เขามองเทียนสีขาวสะอาดในขวดแก้วที่ยังคงมีเปลวไฟอยู่ด้านใน บ่งบอกว่าราเชนจุดมันในขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เขานึกไปถึงถ้อยคำในจดหมายที่บรรยายว่า อีกฝ่ายจุดเทียนยามเขียนจดหมายถึงเขา กลิ่นของเทียนเหล่านั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบแบบนี้เองสินะ

นักเขียนผู้แสนขี้อายมองแขกคนสำคัญอย่างไม่อยากเชื่อตาตัวเอง คนที่เขาหลงรักอยู่ในห้องของเขา และกำลังสำรวจชั้นหนังสือของเขาอย่างสนอกสนใจ เขายืนนิ่งมองอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น ลืมทุกอย่างแม้แต่การถามผู้มาเยือนว่าจะดื่มอะไรไหม เขามองนิ้วกลมกลึงที่ไล่ไปตามสันหนังสือราวคนตกอยู่ในภวังค์ แล้วแทบสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงใสเอ่ยออกมา

“หนังสือดี ๆ เต็มไปหมดเลย นอกจากชอบเขียนแล้ว คุณชอบอ่านมากด้วยใช่ไหมครับ” ถามจบก็นิ่งรอฟังคำตอบขณะที่สายตายังคงไล่มองไปตามชั้นหนังสือ แต่เมื่อสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ ภูวนัทจึงหันไปมองเจ้าของห้อง เอียงคอน้อย ๆ แล้วเลิกคิ้ว

หัวใจของราเชนเต้นแรงเป็นรัวกลองเมื่อโดนความน่ารักจู่โจมอย่างซึ่งหน้า แค่อยู่ใกล้กันธรรมดาเขาก็หาคำพูดไม่เจอแล้ว ยังจะมาทำหน้าตาน่ารักใส่กันอย่างไร้ความปรานีอีก

“ครับ” เขานึกคำตอบได้แค่นั้น รู้สึกลำคอแห้งผากไปหมด แต่ในเมื่อโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกันมาถึง ราเชนก็รู้ว่าควรรวบรวมสติและความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วทำอะไรสักอย่างเพื่อสานสัมพันธ์กับภูวนัทด้วยคำพูด ไม่ใช่ด้วยตัวอักษรเพียงอย่างเดียว แต่เขาก็ยังคงรู้สึกประหม่าเสียจนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

“ผมขออ่านบันทึกเล่มนี้ได้ไหมครับ” ภูวนัทถามพร้อมหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น

“ได้ครับ” ราเชนตอบรับออกไปสั้น ๆ อีกครั้งจนทำให้นักศึกษาหนุ่มรู้สึกอึดอัด แต่ก็เดินตามเจ้าของห้องไปนั่งบนโซฟาแล้วเริ่มเปิดสมุด

สิ่งแรกที่เห็นคือลายมือสวยเป็นระเบียบอันแสนคุ้นตา ทว่าข้อความในสมุดบันทึกนั้นถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษทุกตัวอักษร อันที่จริงก็ไม่แปลกเพราะเจ้าตัวบอกว่าอาศัยอยู่ในต่างแดนมาตั้งแต่วัยเรียน แต่ที่แปลกคือในจดหมายที่เขียนมักบอกว่าอยากให้เขาได้อ่านสมุดบันทึกเหล่านี้ ถ้าหากเขาไม่เก่งภาษาอังกฤษ แล้วเขาจะเข้าใจข้อความในสมุดได้อย่างไร

“ผมสามารถถามได้ทุกอย่างที่อยากถาม และคุณจะตอบผมทุกคำถามเลยใช่ไหมครับ” ถามออกไปแบบนั้นเพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบอะไร แม้ภูวนัทจะยังคงรู้สึกเก้อเขินและใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่ก็พอจะดูออกว่าชายผู้เขียนจดหมายได้อย่างสละสลวยผู้นี้ไม่น่าจะช่างพูด ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายดูจะพูดไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา แต่เพราะสังเกตเวลาที่ราเชนนั่งในร้านกาแฟด้วย ดูท่าแล้วคงจะเป็นคนขี้อายมากกว่าเขาเสียอีก ขัดกับบุคลิกและรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง

“ครับ” ราเชนตอบสั้น ๆ เหมือนเดิม ภูวนัทยิ้มแล้วส่ายศีรษะพลางถอนหายใจเบา ๆ อยากรู้เหลือเกินว่าถ้าเขาถามคำถามที่ต้องการคำตอบยาว ๆ อีกฝ่ายจะเปิดปากตอบเขาได้หรือเปล่า

เขาเปิดบันทึกเดินทางเล่มนั้นดูอย่างคร่าว ๆ เพราะอยากเห็นภาพวาดที่แทรกอยู่ตามหน้ากระดาษ แล้วก็ต้องทึ่งอีกครั้ง รู้สึกว่าราเชนช่างเป็นคนถ่อมตัวเหลือเกินที่บอกว่าวาดไม่เก่ง ภาพทิวทัศน์ที่เห็นนั้นสวยจนแทบจะเทียบเท่านักวาดมืออาชีพเลยก็ว่าได้ เมื่อเปิดดูภาพจนพอใจแล้วหนุ่มน้อยจึงเริ่มอ่านบันทึกแรกของเล่ม ประเทศที่บรรยายอยู่บนหน้ากระดาษเป็นที่ซึ่งยังไม่เคยถูกเขียนถึงในจดหมาย เขาจึงตั้งหน้าอ่านด้วยความสนใจจนเกือบลืมไปเลยว่าตนเองนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นของราเชน

นักเขียนหนุ่มรู้สึกหัวใจพองฟูไปหมดยามนั่งมองภูวนัทอ่านสมุดบันทึกของเขาอย่างตั้งใจ ราวกับต้องการจดจำทุกรายละเอียดบนใบหน้าของอีกฝ่ายเอาไว้ เขาอยากขยับไปใกล้กว่านี้แล้วโอบคนตัวเล็กกว่าเข้าไว้ในอ้อมกอด ยามเปิดสมุดอ่านไปด้วยกัน กำลังมองเพลินจนลืมตัวก็ต้องสะดุ้งเมื่ออยู่ ๆ ใบหน้าน่ารักนั้นเงยขึ้นมองเขา พร้อมพลิกสมุดให้เขาดูแล้วเอ่ยถาม

“ผมไม่เข้าใจตรงนี้ครับ คุณเขียนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย แม้ผมจะอ่านเข้าใจ แต่คงต้องให้คุณช่วยอธิบายศัพท์เฉพาะยาก ๆ บางคำ” ได้ยินดังนั้นราเชนถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าสมุดบันทึกของเขาทุกเล่มนั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ด้วยความเคยชินเพราะใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน รวมถึงคุ้นกับการอ่านบันทึกของตัวเองยามต้องการข้อมูลในการเขียนนิยาย จึงทำให้เขามองข้ามความจริงข้อนี้ไปเสียสนิท

“ผมขอโทษครับ ผมลืมนึกไป” เขาพูดแล้วขยับเข้าไปนั่งใกล้ภูวนัทอย่างลืมตัว ก้มหน้าลงไปอ่านดูข้อความที่นิ้วกลม ๆ ของเจ้าก้อนนุ่มชี้ แล้วเพิ่งรู้ว่าพวกเขาใกล้กันเกินไปเมื่อเสียงใสนั้นดังอยู่ข้างหู

“แล้วอันนี้ไม่ใช่ภาษาอังกฤษด้วย มันคืออะไรเหรอครับ” ถามจบภูวนัทก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของสมุด แล้วต้องชะงักเช่นกันเมื่อเห็นว่าทั้งสองนั่งตัวแทบจะติดกัน ดวงตาคมที่มองเขาอยู่ก่อนนั้นอัดแน่นไปด้วยความรู้สึก ทั้งสองมองตากันนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับทุกสิ่งทุกอย่างหยุดอยู่กับที่ แล้วราเชนก็เป็นฝ่ายหลบตาก่อน เขาขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก่อนเริ่มต้นอธิบายสิ่งที่อีกฝ่ายอยากรู้

“ตรงที่คุณภูวนัทถาม…” พูดได้เพียงเท่านั้นเจ้าของชื่อก็เอ่ยขัดขึ้น

“นัท”

ราเชนหยุดชะงักแล้วหันไปมองหน้าคนพูดอย่างไม่เข้าใจ ดวงตาใสแจ๋วยังคงจ้องตาเขานิ่งยามเอ่ยอีกครั้ง “เรียกผมว่านัท”

หัวใจของนักเขียนหนุ่มเต้นแรงกว่าเดิมทันที รู้สึกว่าริมฝีปากแห้งผากอีกครั้ง เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนรับคำเสียงแผ่ว “ครับ”

“แล้วนัทเรียกคุณว่าพี่เชนได้ใช่ไหมครับ”

คำถามต่อไปของคนช่างพูดทำให้ราเชนรู้สึกราวหัวใจของเขาเหลวเป็นน้ำ อยากดึงอีกฝ่ายมากอดก่อนกดริมฝีปากลงกลางกระหม่อมแล้วบอกว่าอยากจะเรียกว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ปากของเขาก็สั่นเกินกว่าจะพูดประโยคอะไรยาว ๆ ออกมา

“ได้ครับ”

คำตอบสั้น ๆ ที่ได้ยินอีกครั้งทำให้ภูวนัทรู้ว่าหากรอให้อีกฝ่ายพูดอะไรกับเขาเอง เขาคงต้องรอต่อไป หรืออาจต้องอดทนนั่งรอให้ราเชนเขียนเป็นจดหมายมาถึงเขาอีก จึงตัดสินใจเอ่ยถาม

“มีสิ่งหนึ่งที่นัทอยากรู้ มากกว่าข้อความในสมุดบันทึกนี่” พูดพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่นั่งตัวแข็งทื่อไปแล้ว ภูวนัทสูดลมหายใจเข้า พยายามบังคับใจตัวเองไม่ให้เต้นแรงไปกว่านี้ รวมรวบความกล้าทั้งหมดที่มีก่อนถามคำถามสำคัญออกไป

“พี่เชนบอกนัทได้ไหมครับ ว่าพี่คิดยังไงกับนัท”

 

 

น้องนัททท เก่งมากรูกกก พี่เชนอายน้องม้าย อ้อ อายสินะถึงไม่กล้าพูดกับน้อง เขินอายจนถ้าม้วนได้คงม้วนบนโซฟาไปแร้ว!! และนี่น้องถามมาแบบนี้ พี่จะตอบว่าอะไรคะ จะตอบ “ครับ” อย่างเดียวไม่ได้แล้วน้า อิอิอิ

ใช่ค่ะ เราแกงตัวละครของเราอีกแล้ว 5555 รออ่านตอนต่อไปนิดนุงน้า เดี๋ยวได้รู้แระว่าพี่เขาจะตอบอะไร แล้วจากนั้นจะมีบทหวาน ๆ ของเขาสองคนให้นักอ่านที่รอลุ้นกันมานานหลายตอนได้ชื่นใจบ้างมั้ยน้ออ หุหุ

แปะตัวอย่างภาพชั้นหนังสือแบบ built in ของพี่เชนให้นักอ่านเห็นภาพจ้า ชั้นหนังสือในฝันของเจมี่เลย งื้อออ

ปล. เทียนหอมกลิ่นที่เราพูดถึงนั้น เป็นเทียนหอมกลิ่น Lost in Library ซึ่งมีกลิ่นหนังสือเก่าในแบบร้านของคุณก้อย เจ้าของทวิตเตอร์ @ShizenHandmade ค่ะ ดีต่อใจมากจริง ๆ เป็นอีกหนึ่งร้านเรซิ่นที่เจมี่ตามงานอยู่ ใครสนใจไปตามคุณก้อยกันได้นะคะ (ไม่ได้ค่าโฆษณาน้าา ชอบมากจริง ๆ ค่า และขออนุญาตคุณก้อยแล้ว ว่าจะเอามาเขียนถึงในตอนนี้ค่ะ)

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว