facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 40 ชีวิตที่สงบสุข

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 ชีวิตที่สงบสุข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2563 15:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 ชีวิตที่สงบสุข
แบบอักษร

หลายวันต่อมา ศิษย์นอกเวลานำเครื่องแบบมาส่งให้พวกเขา ศิษย์พี่โจวบอกกับพวกเขาว่าจะมีอาจารย์ลุงผู้ซึ่งอยู่ในระดับการสร้างฐานแห่งพลังมาเทศนาที่วัดพระธรรมเทศนาในวันนั้น การเทศนาจะเริ่มขึ้นในช่วงยามเฉิน [1] และจบในช่วงยามโหย่ว [2] 

ชุดเครื่องแบบของศิษย์สำนักอวิ๋นอู้เป็นสีดำ และมีก้อนเมฆเล็กๆ รวมกันพร้อมกับอักษรคำว่า “สำนักอวิ๋นอู้” วาดอยู่ที่ปลายแขนเสื้อ เครื่องแบบของศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณไม่สามารถอธิบายได้ว่าดูดีเท่าไหร่นัก โม่เทียนเกอนึกย้อนกลับไปถึงชุดที่เยี่ยจิ่งเหวินใส่ มันดูดีกว่าชุดเครื่องแบบของสำนักอวิ๋นอู้มากทีเดียว อย่างไรก็ตาม นางก็ต้องหัวเราะให้กับตัวเอง เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าธรรมชาติของผู้หญิงนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้… 

นางรัดหน้าอกไว้อย่างแน่นหนา พันเอวหลายอยู่ครั้งก่อนที่จะสวมเสื้อคลุมด้านนอกเพื่อปกคลุม เมื่อเห็นรูปร่างบางที่สะท้อนอยู่ในกระจกนางก็พึงพอใจแล้ว แทบจะไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกถึงรูปร่างของสตรีเพศในเงาสะท้อนนั่นเลย สำหรับผู้ฝึกตน วิธีการเช่นนี้จะปลอดภัยกว่าการใช้คาถาหรือเครื่องมือวิญญาณเสียอีก 

กระนั้นก็ตาม นางเริ่มเหน็ดเหนื่อยกับการแต่งตัวแบบนี้มากขึ้น เมื่อนางอายุครบสิบห้าปี ความแตกต่างระหว่างสัดส่วนของนางกับผู้ชายนั้นยิ่งมีมากขึ้น ไม่เพียงแต่นางต้องรัดหน้าอกและพันรอบเอว นางจะต้องพยายามเลียนเสียงให้เป็นผู้ชายอีกด้วย โชคดีที่เสียงของนางไม่ค่อยสูง ดังนั้นคนอื่นๆ จึงไม่ค่อยสงสัยเท่าไร 

หลังจากที่ตรวจจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับรูปร่าง นางจึงออกมาจากห้องและเห็นว่าอีกสามคนนั้นพร้อมแล้ว สำหรับเจียงซั่งหังหังนั้นได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เขาเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร สุดท้ายแล้วผู้ฝึกตนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนักกับความสัมพันธ์ฉันมิตร สาเหตุเดียวที่ทั้งสี่คนมักจะไปเป็นกลุ่มเพราะหลิ่วอีเตากับสวีจิ้งจือเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายมาก ยังโชคดีที่เวลาส่วนมากพวกเขาจะหมกมุ่นอยู่กับการฝึกตน หาไม่แล้ว นางก็คงเลียนแบบเจียงซั่งหังหังและไม่สนใจอะไรเลยเช่นกัน 

เมื่อพวกเขาถึงที่วัดพระธรรมเทศนา ต่างคนต่างก็หาที่นั่งและนั่งลง ไม่นานนัก อาจารย์เต๋าวัยกลางคนผู้ซึ่งอยู่ในระดับการสร้างฐานแห่งพลังก็เดินไปทางด้านหน้า และนั่งลงหันหน้ามาหาทุกคนบนเสื่อสวดมนต์ที่อยู่ด้านหน้าสุด 

ทุกคนยืนขึ้นพร้อมคำนับในทันที “คารวะท่านอาจารย์ลุง”  

อาจารย์เต๋าพยักหน้า “ทุกคนนั่งลงได้”  

มีคนประมาณหลายร้อยคนที่อยู่ภายในวัดพระธรรมเทศนา ในขณะนี้ มีแต่ความเงียบด้านใน ทุกๆ คนนั่งอยู่บนเสื่อสวดมนต์และแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย 

อาจารย์เต๋ามองพวกเขาสักครู่ก่อนที่จะพูดว่า “ชื่อเต๋าของข้าคือชิงอวี่ เดือนนี้ ข้าจะเป็นคนเทศน์ให้พวกเจ้าทุกคนฟัง เป็นเพราะว่าลูกศิษย์ใหม่เพิ่งเข้าร่วมสำนักของเราเมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้น ในวันนี้ พวกเราจะพูดคุยกันเกี่ยวกับความหมายของเต๋า ลูกศิษย์ทั้งหลาย สำหรับพวกเจ้าแล้ว เต๋าคืออะไร ทำไมพวกเราต้องฝึกตน”  

เมื่ออาจารย์เต๋าชิงอวี่พูดจบ ลูกศิษย์ที่อยู่แถวหน้าก็ตอบว่า “ตอบคำถามของท่านอาจารย์ลุง เต๋าคือหลักปฏิบัติของโลก พวกเราฝึกตนเพื่อบรรลุถึงความเป็นเซียนขอรับ”  

อาจารย์เต๋าชิงอวี่พยักหน้าและถามอีกว่า “ศิษย์คนอื่น มีใครจะค้านหรือไม่”  

บางคนตอบว่า “ตอบท่านอาจารย์ลุง ศิษย์คิดว่าเต๋าคือต้นกำเนิด และการฝึกตนนั้นทำเพื่อให้เข้าถึงความเป็นเซียนขอรับ”  

อาจารย์เต๋าชิงอวี่ยิ้มและพยักหน้า “สิ่งที่เจ้าทั้งสองตอบถือว่าถูกต้องแล้ว เต๋าก่อให้เกิดอันดับหนึ่ง หนึ่งก่อให้เกิดสอง สองก่อให้เกิดสาม สามก่อให้เกิดทุกสรรพสิ่ง [3] ดังนั้นจึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิด พระอาทิตย์และพระจันทร์หายไป และฤดูกาลทั้งสี่สลับผันเปลี่ยนกันไปมา ในโลกหลังความตายทุกสรรพสิ่งย่อมเป็นไปตามกรรม นี่คือกฎของโลก” 

“พวกเราฝึกตนเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นเซียน และเพื่อเจริญรอยตามศาสตร์แห่งเต๋า ชีวิตและความตายเป็นหลักเฉพาะของโลก แต่ความเป็นเซียนนั้นเป็นสิ่งที่แยกออกมาจากวงจรชีวิตและความตาย ดังนั้นทำไมเราจึงเรียกว่า ‘การเจริญรอยตามเต๋า’ ?”  

“จงระลึกไว้เสมอว่าเส้นทางสู่สวรรค์นั้นไม่มีสิ้นสุด สิ่งที่พวกเรากำลังดำเนินตามอยู่นั้นคือการละทิ้งซึ่งอารมณ์ความรู้สึกทางโลก และเพื่อคงอยู่กับสวรรค์อย่างนิรันดร์ ดังนั้น การฝึกตนจะเป็นทั้งการตามและการท้าทายอำนาจแห่งสวรรค์”  

“ทุกสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นมาให้ดำรงชีวิตและตาย การที่อยากจะหลีกหนีจากชะตากรรมของสรรพสิ่งนั้นคือการท้าทายอำนาจแห่งสวรรค์ โลกย่อมไม่สามารถยอมรับการท้าทายสวรรค์เช่นนี้ได้ ดังนั้น เมื่อการฝึกตนของพวกเราประสบความสำเร็จ พวกเราจะต้องผ่านความยากลำบากเหลือคณานับ 

“อย่างไรก็ตาม เมื่อเราก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์และลอยเข้าสู่สวรรค์ไปยังเส้นทางแห่งเต๋าได้แล้วนั้น ก็จะเทียบเท่ากับทางสวรรค์ที่ให้พลังชีวิตกับทุกสรรพสิ่ง พวกเราชาวผู้ฝึกตนเพียงแค่ยอมรับการทดสอบจากทางสวรรค์ เท่านั้นพวกเราก็จะนับได้ว่าทำตามอำนาจสวรรค์แล้ว การบรรลุสถานการณ์ที่พวกเราทำตามอำนาจสวรรค์ในการเดินทางของเราเพื่อต่อต้านอำนาจนั้น คือสิ่งที่พวกเราชาวผู้ฝึกตนพึงกระทำ”  

ทุกคนล้วนฟังอย่างตั้งใจ โม่เทียนเกอมีสมาธิและตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินเกี่ยวกับทฤษฎีแห่งเต๋ารูปแบบนี้ มีหลายหนทางที่แตกต่างกันไปในการฝึกตน และทุกคนล้วนมีความเข้าใจในแบบของตัวเอง สิ่งที่อาจารย์ลุงพูดนั้นแตกต่างจากที่ท่านอาที่สองบอกนาง 

ด้วยเหตุนี้ วันเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อช่วงยามระกามาถึงและการเทศนาจบลง ทั้งสี่คนได้รับความเข้าใจเพิ่มเติม เมื่อพวกเขาเดินทางกลับ หลิ่วอีเตาถอนใจแล้วบอกว่า “มันเป็นเพราะชะตาลิขิตที่ทำให้ข้าได้เข้ามาสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน ถ้ามีใครสอนข้าในสิ่งนี้เร็วกว่านี้ ข้าก็คงจะไม่เสียเวลาเช่นนี้”  

ถึงแม้ว่าหลิ่วอีเตาจะมีรากวิญญาณสี่ธาตุ แต่ก็มีรากวิญญาณสองธาตุที่เยี่ยมยอด ในสภาวะปกติความสามารถของเขานั้นควรจะดีกว่าโม่เทียนเกอเล็กน้อย โม่เทียนเกอมั่นใจว่านางน่าจะเข้าถึงระดับสิบของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณ และเข้าสู่ดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังก่อนที่นางจะอายุยี่สิบห้า แต่ในทางกลับกัน หลิ่วอีเตาผู้ซึ่งควรจะมีความสามารถที่มากกว่านาง อายุประมาณสามสิบเมื่อเขาเข้าถึงดินแดนนี้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เขาพูดถึงเรื่องการเสียเวลานั้นไม่ผิดไปเลยแม้แต่น้อย 

สวีจิ้งจือยิ้มแล้วพูดว่า “ศิษย์พี่หลิ่ว ท่านยังอยู่ในช่วงสามสิบต้นๆ ความเป็นไปได้ในการสร้างฐานพลังก่อนที่ท่านจะอายุสี่สิบนั้นมีสูงมาก ยังดีกว่าหลายๆ คนที่ยังไม่มีแม้แต่โอกาสในการสร้างฐานพลังเลย”  

หลิ่วอีเตายิ้มพร้อมตบบ่าสวีจิ้งจือ “ที่ศิษย์น้องสวีพูดก็ถูก ข้าช่างโชคดียิ่งนัก”  

เมื่อพวกเขากลับถึงที่พัก แต่ละคนก็กลับเข้าสู่ห้องของตัวเองเพื่อฝึกตนและไตร่ตรองถึงความรู้ที่ได้รับมาในวันนี้ 

หลังจากนั้น ชีวิตประจำวันของโม่เทียนเกอเป็นไปอย่างสงบ ทุกๆ สิบวัน นางจะเข้าฟังเทศนาร่วมกับทุกคนพร้อมตั้งสมาธิในการฝึกตนเมื่อนางกลับถึงห้อง ทุกๆ ครึ่งเดือน นางจะเดินทางลงจากภูเขา ในช่วงเวลานั้น นางจะมอบคู่มือวิถีม่านพลังที่นางและท่านอาร่วมกันทำขึ้นให้กับร้านค้าของสำนักเพื่อขายแทนนาง หลังจากนั้นนางจะใช้ศิลาวิญญาณเพื่อซื้อยาเพื่อใช้ฟื้นฟูอาการของท่านอาที่สอง 

สามเดือนผ่านไป นางประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ระดับที่แปดของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณ นางสะสมยาวิเศษได้เยอะในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ยาวิเศษที่หลงเหลือจากชายหญิงที่นางพบในป่า รางวัลจากงานรวมพลเซียน และยากับศิลาวิญญาณที่สำนักมอบให้ทุกเดือน ดังนั้น เมื่อนางทานยาบำรุงพลังวิญญาณ นางก็บรรลุถึงระดับแปดได้ในที่สุด 

สิ่งนี้ทำให้สวีจิ้งจืออิจฉาเป็นอย่างมาก เขาอยู่ในระดับแปดในตอนแรก แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่คืบหน้าเลยแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกัน ฉินซีก็ได้ก้าวเข้าสู่ระดับสิบจากระดับเก้าเช่นกัน ระหว่างห้าคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ สามารถบอกได้เลยว่าสวีจิ้งจือเพียงคนเดียวที่ไม่ได้มีความก้าวหน้าขึ้นเลย 

อย่างไรก็ตาม เขาทำได้เพียงแค่โทษตัวเอง เขามักจะออกไปธุระเป็นประจำตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้มีเวลาในการฝึกตนมากนัก ความจริงแล้วมันคงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจหากเขามีการพัฒนาขึ้น ดังนั้น สวีจิ้งจือจึงตัดสินใจที่จะปิดประตูแห่งจิตทำสมาธิและจะไม่ออกไปไหนนอกจากไปฟังเทศนา 

ในเมื่อสวีจิ้งจือกำลังปิดจิตทำสมาธิ และอีกสามคนก็เป็นประเภทที่มีความเพียรพยายามในการฝึกตน โม่เทียนเกอจึงไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับพวกเขามากนัก นางจึงรู้สึกสุขใจยิ่ง ในทุกวันนางทำแค่การฝึกตน ค้นคว้า และศึกษาม่านพลัง หรือบางครั้งก็ออกไปด้านนอกเพื่อจับสัตว์ป่าเพื่อตอบสนองต่อความอยากอาหารของนาง แต่ละวันของนางค่อนข้างว่างและมีแต่อิสระ 

---- 

ในขณะที่ใช้วิชาตัวเบา นางเขวี้ยงคมดาบวายุออกไป ทำให้กวางน้อยที่กำลังวิ่งอยู่นั้นล้มลง 

โม่เทียนเกอรีบวิ่งไปด้านหน้า อุ้มกวางน้อยตัวนั้นขึ้นมาพร้อมกับโยนลงไปในกระเป๋าเอกภพ หลังจากนั้นจึงเดินกลับไปตามทางที่นางมา ครั้นเดินมาถึงข้างลำธาร นางก็นำกวางออกมาเพื่อถลกหนังและทำความสะอาด 

ถึงแม้ว่ายอดเขาทางทิศใต้ของอวิ๋นอู้นั้นจะด้อยกว่ายอดทางทิศเหนือมาก แต่ก็ยังมีเส้นเลือดวิญญาณที่หายากเช่นกัน สัตว์ตัวน้อยที่นางจับได้นั้นอร่อยมากกว่าที่นางเคยจับได้ทางตีนเขานัก 

นางรีดเลือดกวางและนำอวัยวะภายในออก ก่อนที่จะถลกหนังและตัดเป็นชิ้นๆ หลังจากนั้นทาเกลือให้ทั่วชิ้นเนื้อที่ตัดออกมา พร้อมห่อด้วยใบจากพืชวิญญาณแล้วเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋าเอกภพ ชิ้นที่บางๆ นางก็นำมาปรุงรสแล้วย่าง คาถาแห่งไฟถูกใช้เพื่อการนี้ 

“โอ้! ศิษย์พี่ มีบางคนกำลังย่างอะไรบางอย่างอยู่ตรงนี้”  

โม่เทียนเกอหันหลังกลับไปเห็นหญิงผู้ฝึกตนแห่งระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณสองคนกำลังเดินมาทางนาง ดูจากเสื้อผ้าแล้ว พวกนางก็เป็นศิษย์สำนักอวิ๋นอู้เช่นกัน ถึงแม้ว่านางจะไม่รู้สึกถึงลมหายใจรอบๆ ตัวมานาน แต่แน่นอนอยู่แล้วว่าที่นี่คือภูเขาอวิ๋นอู้ ลูกศิษย์ของสำนักจึงมักจะอยู่ทั่วทุกที่ 

นางเดินออกมาจากด้านหลังพงหญ้าสูงและยิ้ม “คารวะศิษย์พี่ทั้งสอง”  

การปรากฏตัวของนางกะทันหันทำให้ทั้งสองตกใจ หญิงทั้งสองนางนี้ดูอายุราวยี่สิบกว่าๆ รูปร่างหน้าตาค่อนข้างดี โดยเฉพาะคนที่ถูกเรียกว่า “ศิษย์พี่” นางจัดว่าเป็นคนสวยทีเดียว 

เมื่อเห็นโม่เทียนเกอจ้องมอง หญิงที่อ่อนกว่าทำหน้าบึ้งและดุนาง “ศิษย์พี่ท่านไหนเป็นผู้ดูแลเจ้า ทำไมถึงได้หยาบคายเช่นนี้”  

โม่เทียนเกอยืนนิ่งหลังจากนั้นจึงยิ้มอย่างขมขื่น นางเพียงแค่จ้องมองหญิงคนที่ดูแก่กว่านานไปหน่อยเท่านั้น นางก็ถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่มักมากในกามตัณหาเสียแล้ว นางค่อยๆ พูดขึ้นมาว่า “ศิษย์พี่ ท่านเข้าใจข้าผิด ข้าแค่เป็นกังวล ข้าเพียงหาที่ที่พอจะเป็นสถานที่ลับเพื่อย่างของกิน แต่ไม่ได้คาดคิดว่าท่านทั้งสองจะจับได้”  

คำแก้ตัวของนางฟังมีเหตุผล ดังนั้นหญิงที่อายุมากกว่าหรือคนที่ถูกเรียกว่า “ศิษย์พี่” จึงบอกว่า “ศิษย์น้อง เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป พวกข้ามาดูเพราะได้กลิ่นหอมเท่านั้น พวกข้าไม่บอกใครหรอก”  

ความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญถ้าพวกเขาจะบอกใคร สุดท้ายแล้วศิษย์พี่โจวก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไรนักกับเรื่องพวกนี้ แน่นอนว่าโม่เทียนเกอยังคงยิ้มอยู่ “ข้าขอขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสองมาก คงเป็นโชคชะตาที่ทำให้เราได้เจอกัน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ข้าเพิ่งย่างเนื้อกวางเสร็จพอดี ทำไมพวกเราไม่มาทานร่วมกันเลยเล่า ถือเสียว่าเป็นคำขอโทษของข้าที่ทำให้ท่านทั้งสองตกใจเมื่อครู่นี้”  

เมื่อเห็นว่าโม่เทียนเกอแสดงความสุภาพนอบน้อม หญิงผู้ที่ควรจะเป็น “ศิษย์น้อง” ระหว่างสองคนนั้นก็ปล่อยเรื่องที่ขุ่นข้องหมองใจลงและยิ้ม “ศิษย์น้อง เจ้าพูดจริงรึ เจ้าอาจจะฝืนใจทำเช่นนี้หรือเปล่า”  

โม่เทียนเกอหยิบเนื้อกวางชิ้นใหญ่ออกมาจากกระเป๋าเอกภพแล้วพูดว่า “ดูนี่สิศิษย์พี่ ข้ายังมีอีกเยอะ ข้ากินคนเดียวไม่หมดหรอก”  

ฝีมือของโม่เทียนเกอนั้นไม่สามารถดูถูกได้ทีเดียว เนื้อกวางนั้นย่างได้ที่จนเป็นสีน้ำตาลทองส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว เพียงแค่ได้กลิ่นก็สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกอยากอาหารขึ้นมาได้ แท้จริงแล้ว “ศิษย์น้อง” นางนั้นยังไม่อยากเดินจากไปจึงดึงสหายของนาง “ศิษย์พี่ พวกเรา…”  

ผู้ที่ถูกเรียกว่า “ศิษย์พี่” พูดอย่างช่วยไม่ได้ “พวกเราไม่ได้คุ้นเคยกับศิษย์น้องผู้นี้เท่าไหร่นัก พวกเราจะ…”  

“แล้วอย่างไรล่ะ เขาก็พูดเองนี่ว่าแทนคำขอโทษของเขาต่อพวกเรา”  

“จริงขอรับ” โม่เทียนเกอยิ้มกว้าง “ศิษย์พี่อย่าได้ลังเลใดๆ เลย คิดซะว่าข้าติดสินบนท่านเพราะท่านจับได้ว่าข้ามาแอบกินอย่างลับๆ ก็ได้”  

“ศิษย์น้อง” นางนั้นปรบมืออย่างมีความสุข ความประทับใจดีๆ ที่นางมีต่อโม่เทียนเกอนั้นดีขึ้นแล้ว “สิ่งที่ศิษย์น้องกล่าวนั้นช่างมีเหตุผล ศิษย์พี่พวกเราไม่จำเป็นต้องสุภาพนักก็ได้”  

แล้ว “ศิษย์พี่” จะพูดอะไรได้อีก นางทำได้เพียงแค่ตามสิ่งที่ “ศิษย์น้อง” ต้องการเท่านั้น 

ทั้งสามคนแนะนำตัวต่อกัน และเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดหญิงผู้ฝึกตนสองนางนี้เป็นศิษย์ของอาจารย์ลุงหลินจากลานบ้านผู้หญิง จากการที่พวกเขาได้คุยกัน โม่เทียนเกอจึงได้ทราบว่าชื่อของอาจารย์ลุงหลินนั้นคือหลินชิงหว่าน นางเป็นผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงในระดับการสร้างฐานแห่งพลังแห่งสำนักอวิ๋นอู้ ความจริงแล้วถึงแม้ว่าศิษย์ผู้หญิงในยอดเขาทิศใต้จะอยู่ภายใต้การดูแลของนาง แต่นางก็ไม่ได้อาศัยอยู่ที่ยอดเขาทิศใต้ คนที่ดูแลแทนนาง ผู้ซึ่งเป็นผู้ดูแลทุกๆ คนโดยส่วนมากคือ “ศิษย์พี่” เฉินปิง และสำหรับ “ศิษย์น้อง” ซึ่งนางเป็นศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดของอาจารย์ลุงหลิน คือ มู่หรงเยียน 

การได้พูดคุยกับทั้งสองคน โม่เทียนเกอได้เรียนรู้ว่าเฉินปิงเป็นผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณสองธาตุ นางเพิ่งอายุยี่สิบปีนี้ แต่ระดับการฝึกตนของนางนั้นอยู่ในระดับสูงที่สุดของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณทีเดียว เช่นเดียวกันกับมู่หรงเยียน นางมีรากวิญญาณสามธาตุตามธรรมชาติ ปีนี้นางอายุสิบแปดปีและอยู่ในระดับแปดของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณ 

ไม่ต้องพูดถึงเฉินปิง แค่ลักษณะของมู่หรงเยียนก็สามารถเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่านางไม่ใช่คนที่จะใส่ใจในการพยายามฝึกตนเท่าไหร่นัก ยิ่งไปกว่านั้นรากวิญญาณของนางก็ทั่วๆ ไป แต่ทั้งหมดนี้ไม่เป็นผลเลย ระดับการฝึกตนของนางสามารถเข้าถึงระดับแปดได้! นี่เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าการเป็นลูกศิษย์ในสำนักนั้นมีผลดีกว่าการเป็นผู้ฝึกตนเดี่ยวเสียอีก 

ถึงแม้ว่าโม่เทียนเกอไม่ได้ตั้งใจที่จะผูกมิตรกับพวกนาง แต่การที่จะมีสหายเพิ่มอีกเล็กน้อยในสำนักก็ไม่ใช่เรื่องให้โทษแต่อย่างใด นอกจากนั้นทั้งสองคนยังเป็นศิษย์ภายในของผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังอีกด้วย 

อีกอย่าง ณ เวลานี้ นางก็โดดเดี่ยวมาก นอกเหนือไปจากการที่นางไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ว่าเป็นหญิงแล้ว นางยังต้องพยายามเว้นระยะห่างจากพวกผู้ฝึกตนผู้ชายอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องยากมากที่นางจะได้เจอกับผู้ฝึกตนหญิง นางคอยนึกถึงช่วงวัยเด็ก ที่นางสามารถเข้ากันได้ดีกับเทียนเฉี่ยว และนางก็หวังเพียงแค่ว่าจะได้มีสหายแบบนั้นอีกครั้ง 

บางครั้งเวลาที่นางไม่ได้กำลังฝึกตน นางได้แต่เพียงสงสัยว่า ถ้านางสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง นางจะเลือกชีวิตมนุษย์ธรรมดาและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือนางจะยังเลือกมาที่โลกแห่งการฝึกตนนี้ ดิ้นรนเพื่อการฝึกตน และดิ้นรนเพื่อก้าวไปสู่เส้นทางของผู้เป็นอมตะ ถ้านางเป็นผู้ชายจริงๆ นางจะไม่ลังเลแต่อย่างใด แต่ทว่าด้วยความที่นางเป็นหญิง สุดท้ายแล้วนางก็ยังคงได้รับผลกระทบจากอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองอยู่ดี 

 

------

[1] ยามเฉิน 7:00-9:00 นาฬิกา 

[2] ยามโหย่ว 17:00-19:00 นาฬิกา 

[3] เต๋าก่อให้เกิดอันดับหนึ่ง (หนึ่งคือการไม่มีอยู่จริง หรือเหตุผลของการมีอยู่) , หนึ่งก่อให้เกิดสอง (หยินและหยาง) , สองก่อให้เกิดสาม (สวรรค์, โลก, มนุษย์) สามก่อให้เกิดทุกสรรพสิ่ง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว