facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่7

ชื่อตอน : ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 258

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ส.ค. 2563 10:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่7
แบบอักษร

 เช้าวันต่อมาสวี่หยู่เหยียนตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อคืนกว่าตัวเธอจะข่มตาหลับก็กินเวลานานพอสมควรแม้ว่าในสมัยเรียนเธอจะเคยออกค่ายอาสาและนอนในสถานที่แตกต่างกันมากมาย ทว่ากับเหตุการณ์นี้มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงยังดีที่ในชีวิตก่อนของเธอไม่มีเรื่องอะไรผูกมัด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือคนสนิทมิเช่นนั้นแล้วเธอคงโหยหาผู้คนเหล่านั้น 

 

แต่ที่เธอนอนไม่หลับเป็นเพราะเธอไม่รู้เลยว่าภายหลังจากนี้ชีวิตของเธอจะดำเนินไปในแนวทางไหน 

 

“คุณหนูตื่นนอนแล้วหรือเจ้าคะ” สาวใช้คนหนึ่งถืออ่างนำเข้ามาด้านในเอ่ยทักทายเมื่อเห็นร่างบางนอนลืมตาอยู่บนเตียง 

 

สวี่หยู่เหยียนยันตัวลุกขึ้นนั่ง “ตื่นแล้ว” 

 

“เช่นนั้นคุณหนูทำธุระส่วนตัวเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะถึงเวลาตั้งโต๊ะอาหารแล้ว” 

 

ใบหน้างามพยักหน้ารับรู้ก่อนเอ่ยถาม “ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรหรือ?” 

 

สาวใช้ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้สวี่หยู่เหยียนก่อนตอบกลับ “ข้าชื่อจินจูเจ้าค่ะ” 

 

“อา... จินจูจากนี้ข้าต้องขอฝากตัวด้วย” สวี่หยู่เหยียนตอบรับพร้อมด้วยรอยยิ้มระบายเต็มบนใบหน้า 

 

มื้อเช้าผ่านไปอย่างเรียบง่ายโดยไม่มีการสนทนาใด ๆ ระหว่างมื้ออาหาร เมื่อรับประทานเสร็จโม่หวังจิ้งก็พาสวี่หยู่เหยียนมายังห้องทำงานของตนเพราะหญิงสาวได้เอ่ยปากขอเอาไว้ 

 

“ข้าขอจับชีพจรของท่านอ๋องได้หรือไม่เพคะ” สวี่หยู่เหยียนพูดขึ้น 

 

โม่หวังจิ้งไม่เอ่ยตอบเขายื่นข้อมือออกไป หยู่เหยียนใช้นิ้วแตะลงบนชีพจรอย่างเบามือก่อนหลับตาลง ไม่ผิดสิ่งมีชีวิตประหลาดนี้ทำให้ชีพจรปั่นป่วนเพียงแต่ตอนนี้เบาบางกว่าเมื่อวานมาก แต่ยังดีที่มันอยู่แค่บริเวณช่วงแขนไม่ลามออกไปยังบริเวณอื่นน่าแปลกมากทั้งที่เมื่อวานเราเห็นว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตนี้วิ่งพล่านไปทั่วทั้งตัวแท้ ๆ 

 

สวี่หยู่เหยียนถอนมือออกจากข้อมือของอ๋องหนุ่มก่อนเอ่ยต่อด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านอ๋องจากนี้หม่อมฉันขอให้พระองค์ตอบคำถามตามจริง เพื่อประโยชน์ในการรักษานะเพคะ” 

 

เธอเห็นว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมาจึงเริ่มดำเนินการซักถาม “ท่านอ๋องเคยได้รับการรักษามาก่อนหน้านี้หรือไม่เพคะ” 

 

“เคย” 

 

หญิงสาวพยักหน้าหนึ่งครั้งก่อนถามต่อ “หมอที่ท่านอ๋องเคยพามารักษาจะต้องเป็นหมอที่มากฝีมือเพราะเหตุการณ์เมื่อวาน ท่านจะต้องมียาเพื่อระงับอาการใช่หรือไม่เพคะ” 

 

“ใช่” โม่หวังจิ้งตอบ “หรือว่าตัวยามีปัญหา” 

 

“ไม่ใช่เพคะ หม่อมฉันคิดว่ายานี้สามารถช่วยยับยั้งพิษไว้ได้ชั่วคราวจริง เพียงแต่ที่หม่อมฉันสงสัยก็คือหากคนผู้นั้นมีความสามารถในการยับยั้งไม่ให้พิษวิ่งแล่นไปทั่วร่างกาย เหตุใดจึงไม่ถอนพิษนี้ออกเสียเลย” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

 

“สรุปแล้วเจ้าสามารถรักษาได้หรือไม่?” 

 

นิ้วชี้เรียวยาวเคาที่ปลายคางอย่างเคยชินก่อนเอ่ยตอบ “ตอนนี้หม่อมฉันไม่สามารถตอบได้อย่างมั่นใจเพราะเรายังไม่รู้ว่าพิษกู่นี้จัดอยู่ในประเภทไหน หากไม่เป็นการรบกวนหม่อมฉันอยากทราบถึงอาการทั้งหมดโดยละเอียดเพคะ” 

 

“อาการของเปิ่นหวางจะกำเริบทุกเดือนและเป็นหนักสุดทุกหนึ่งปี ซึ่งการกำเริบของพิษในแต่ละเดือนนั้นเม็ดยาที่เปิ่นหวางมีสามารถช่วยระงับอาการได้ เพียงแต่พอครบหนึ่งปีพิษนี้จะดูดเลือดของหญิงสาวพรหมจรรย์จนอีกฝ่ายเสียชีวิต” 

 

สวี่หยู่เหยียนทบทวนความรู้ที่มีอยู่ในหัวสมองก่อนโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยแน่ใจ “หรือว่าจะเป็นพิษกู่โลหิต?” 

 

“พิษกู่โลหิตอย่างนั้นหรือ?” โม่หวังจิ้งถามย้ำ 

 

สวี่หยู่เหยียนพยักหน้าด้วยสีหน้าคิดไม่ตก “เพคะ จากที่หม่อมฉันทราบพิษชนิดนี้มักชื่นชอบเลือดของหญิงสาวพรหมจรรย์ มันจะดูดโลหิตจนกว่าตัวของมันจะอิ่ม ซึ่งหากมันหิวโหยร่างกายของผู้ได้รับพิษนี้จะทรมานราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงภายในร่างกาย แต่หากเจ้าของร่างเสียชีวิตเจ้าหนอนเหล่านั้นก็จะตายตามไปด้วย” 

 

“ที่เจ้าพูดมานั้นไม่ผิด ยามที่อาการกำเริบข้ารู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ” 

 

ริมฝีปากบางของสวี่หยู่เหยียนขบเม้มอย่างใช้ความคิด หารู้ไม่ว่าการกระทำนี้ทำให้ชินอ๋องผู้มีความรู้สึกตายด้านเริ่มรู้สึกเลือดในกายกำลังพลุ่งพล่านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ห้ามทำกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด” 

 

สวี่หยู่เหยียนสะดุ้ง “ขออภัยเพคะหม่อมฉันลืมตัว เช่นนั้นหม่อมฉันขอดูหนอนเหล่านั้นหน่อยได้หรือไม่เพคะ” 

 

“อืม” 

 

หนอนหนึ่งตัวถูกจับใส่ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวเพื่อให้ง่ายต่อการสังเกต ตัวหนอนสีดำยังคงดิ้นไปมาแต่ดูอ่อนแรงกว่าเมื่อวาน ดวงตากลมโตพิจารณาสิ่งมีชีวิตในถ้วยครู่หนึ่งก่อนหันมาเอ่ยกับอ๋องหนุ่ม 

 

“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันอยากจะขอเลือดพระองค์สักหนึ่งหยดได้หรือไม่เพคะ” พูดจบสวี่หยู่เหยียนก็หยิบห่อผ้าที่มีเข็มสำหรับฝังชีพจรออกมา 

 

โม่หวังจิ้งที่เพิ่งเห็นการกระทำของหญิงสาวตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลาก็พลันเคร่งเครียดออกมาหลายส่วนพลางนึกตำหนิอีกฝ่าย ว่าไม่รู้จักระมัดระวังตัวเอาเสียเลย “เจ้าห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าได้ครอบครองสิ่งนี้” 

 

“หม่อมฉันทราบแล้ว” 

 

โม่หวังจิ้งรับเข็มในมือของหญิงสาวก่อนจิ้มลงบนปลายนิ้วของตัวเองแล้วหยดเลือดหนึ่งหยดลงในถ้วยชาม หนอนตัวสีดำที่ได้ลิ้มรสโลหิตกำลังของมันก็ดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติ 

 

ไม่รอช้าสวี่หยู่เหยียนก็ได้ทดลองหยดเลือดของตัวเองลงไปบ้าง ผิดคาดหนอนตัวสีดำก็ยังคงเริงร่าไม่เหมือนกับเมื่อวานสักนิด 

 

คิ้วบางขมวดเข้าหากันยุ่ง จำได้ว่าเมื่อวานภายหลังจากที่เธอโดนกัดหนอนเหล่านี้ก็หยุดเคลื่อนไหวทันที แต่ทำไมคราวนี้มันถึงไม่เป็นอะไร? 

 

หรือประเด็นอาจจะไม่ใช่เลือดของเธอ? 

 

สวี่หยู่เหยียนคิดทบทวนว่าเมื่อวานตัวเธอได้ทำอะไรลงไปบ้าง จนกระทั่งใบหน้างามคลี่ยิ้มออกมาอย่างยินดีเมื่อคิดออก เธอหันหน้าไปมองอ๋องหนุ่มก่อนเอ่ย “ในเมื่อท่านอ๋องทราบว่าหม่อมฉันมีมิติ เช่นนั้นแล้วหม่อมฉันก็สามารถหยิบของด้านในออกมาได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ” 

 

“เปิ่นหวางสามารถไว้ใจได้ถึงเพียงนั้น?” 

 

“หม่อมฉันเชื่อว่าท่านอ๋องเป็นบุรุษที่เชื่อใจได้เพคะ” สวี่หยู่เหยียนไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาตเธอหลับตาลงก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกับน้ำในอุ้งมือ 

 

เธอนำน้ำใส่ลงในถ้วยทันทีและก็เป็นดั่งคาด หนอนตัวสีดำดิ้นทุรนทุรายก่อนที่ตัวของมันจะฟีบเล็กและสลายหายไปในที่สุด 

 

โม่หวังจิ้งเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงปนดีใจ “สิ่งนั้นคืออะไร” อ๋องหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นในแววตาได้ 

 

“สิ่งนี้คือน้ำทิพย์เพคะ” 

 

“น้ำทิพย์... เจ้ามีน้ำทิพย์อันล้ำค่าในครอบครองอย่างนั้นหรือ?” โม่หวังจิ้งเอ่ยถามอย่างแปลกใจ 

 

“น้ำทิพย์นี้มีค่ามากเลยหรือเพคะ?” สวี่หยู่เหยียนถามออกไปอย่างสงสัย 

 

“เจ้าไม่รู้มูลค่าของหยดน้ำทิพย์?” 

 

ใบหน้างามส่ายไปมา “ไม่ทราบเพคะ” 

 

โม่หวังจิ้งถอนหายใจออกมาอย่างอัดอั้น ตัวเขาเองก็มีหยดน้ำทิพย์ในครอบครองห้าหยดและกว่าจะได้มาเขาต้องลงทุนไปไม่น้อย น้ำทิพย์ที่ใครต่อหลายคนใฝ่ฝันว่าจะได้ครอบครอง แต่หญิงสาวตรงหน้านี้กลับนำออกมาหนึ่งอุ้งมือราวกับไร้ค่า 

 

“น้ำทิพย์หนึ่งหยดมีมูลค่าถึงสามร้อยตำลึงทอง”   

ความคิดเห็น