facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่6

ชื่อตอน : ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 251

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2563 11:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่6
แบบอักษร

 การปรากฏตัวของหญิงสาวตลอดเส้นทางเดินไปยังตำหนักเหมยฮัวสร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาคนงานภายในวังอ๋องแทบทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝูกันเฉี่ยวพ่อบ้านวัยกลางคนที่อยู่รับใช้ท่านอ๋องมาตั้งแต่เยาว์วัยเป็นเวลาสิบห้าปีแล้ว ที่ตัวเขาได้อยู่ใกล้ชิดชินอ๋อง นี่เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ท่านอ๋องทรงประทานที่พักให้แก่สตรี 

 

สวี่หยู่เหยียนก้าวเข้ามาด้านในตำหนักก็อดรู้สึกชื่นชมในความงดงามประณีตของบรรดาเครื่องเรือนต่าง ๆ ที่ถูกนำมาตกแต่งและประดับไว้อย่างลงตัวไม่ได้ 

 

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาห้องแรกเหมือนว่าจะเป็นห้องรับรองขนาดย่อมภายในตำหนัก เพราะมีทั้งมุมจิบชามุมเอนอ่านหนังสือ และมีโต๊ะหนึ่งตัวพร้อมกับชั้นหนังสือที่อยู่ด้านในสุด ด้านขวามีประตูห้องแยกอีกห้องเมื่อพ่อบ้านฝูผลักบานประตูให้เปิดออก ก็พบว่าภายในถูกแบ่งสัดส่วนให้เป็นห้องนอน 

 

หญิงสาวถูกเชิญให้นั่งรออยู่ที่โถงด้านนอก ไม่นานหญิงสาวที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มสี่นางก็ได้เดินเข้ามา 

 

“คารวะพระชายาเพคะ” 

 

สวี่หยู่เหยียนสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาวทั้งสี่คนก่อนรีบเอ่ยปัด “พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าเป็นเพียงคนมาพักอาศัยชั่วคราวเท่านั้นหาใช่พระชายาอย่างที่เข้าใจ” 

 

หญิงสาวทั้งสี่นางในชุดสาวใช้มองหน้ากันเล็กน้อยก่อนตอบรับ “ทราบแล้วเพคะพระชายา” 

 

มือบางยกขึ้นกุมขมับ ดูเหมือนคำพูดของเธอจะไม่เข้าหูอีกฝ่ายสักนิด 

 

สวี่หยู่เหยียนยืดตัวตรงพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนลองพยายามอธิบายอีกรอบ “หากจะให้ดีเรียกข้าว่าคุณหนูเถอะ... และข้าก็ไม่ใช่พระชายาของท่านอ๋องจริง ๆ” เธอมองหน้าของทุกคนที่อยู่ภายในห้องนี้ด้วยแววตาแน่วแน่ 

 

แต่หารู้ไม่ว่าความพยายามนั้นไม่มีประโยชน์อย่างสิ้นเชิง เพราะทุกคนได้รับข่าวสารโดยทั่วกันแล้วว่าตำหนักเหมยฮัวได้ปรากฏเจ้าของแล้ว ดังนั้นการแก้ต่างของเธออจึงไม่เป็นผล 

 

ในท้ายที่สุดสวี่หยู่เหยียนจำต้องยกธงขาวยอมแพ้ให้กับความยึดมั่นในคำสั่งของชินอ๋อง จนสุดท้ายเธอต้องร้องขอว่าหากอยู่กันเพียงลำพังให้เรียกเธอว่าคุณหนู แต่ถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่นจะเรียกอย่างไรเธอก็ไม่ขัด ด้วยเหตุฉะนี้ทุกคนที่อยู่ภายในห้องจึงพยักหน้ารับ 

 

ตงไห่กลับมายังตำหนักพยัคฆ์เหินซึ่งเป็นที่ประทับของชินอ๋อง 

 

“ท่านอ๋องขอรับ” 

 

“เข้ามา” 

 

ตงไห่ก้าวเท้าเข้าไปยังด้านไหนของตำหนักเมื่อได้รับอนุญาตก่อนยืนก้มหน้าเพื่อรอให้ผู้เป็นนายปรากฏตัว 

 

“เจ้าคิดว่านางเป็นอย่างไรบ้าง” โม่หวังจิ้งเอ่ยถามนายขณะกำลังสวมเสื้อคลุมตัวนอก 

 

“เรียนท่านอ๋อง กล้าหาญ เด็ดเดี่ยวแต่กลับแฝงความอ่อนโยนพ่ะย่ะค่ะ” 

 

อ๋องหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นอย่างรู้สึกแปลกใจเพราะไม่นึกว่าหญิงสาวผู้นั้นจะได้รับคำชมจากปากขององครักษ์ตน ริมฝีปากหนาหยักโค้งขึ้นก่อนเอ่ย “เช่นนั้นตอนนี้ทุกคนก็คงรู้ฐานะของนางในวังแห่งนี้แล้วใช่หรือไม่” 

 

“พ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าท่านอ๋องทรงตัดสินใจเช่นนี้จะไม่เร็วเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ” 

 

โม่หวังจิ้งพยักหน้าเบา ๆ “อืม... เร็วเกินไปจริง ๆ แต่ถึงอย่างไรในท้ายที่สุดตำแหน่งนี้ก็ต้องตกเป็นของนางอยู่ดี” โม่หวังจิ้งตอบเสียงเรียบ 

 

“แล้ว... หากแม่นาง... เอ่อพระชายาทำไม่สำเร็จเล่าพ่ะย่ะค่ะ” ตงไห่เหงื่อแตกพลั่กเมื่อครู่ที่หลุดคำว่าแม่นางออกมาตนก็พร้อมรับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่พุ่งออกมาจากตัวของท่านอ๋องจนแทบหายใจไม่ออก 

 

“เปิ่นหวางไม่เคยมองคนผิด นางเป็นคนมีความสามารถช่างน่าแปลกที่ใต้เท้าสวี่กลับมองไม่เห็นอัญมณีงามล้ำค่าเม็ดนี้” อ๋องหนุ่มกล่าวอย่างเย้ยหยัน 

 

“ท่านอ๋องทรงมีสายพระเนตรที่เฉียบแหลมยิ่งนัก และในตอนนี้เรารู้แล้วว่าพิษที่ท่านอ๋องได้รับเป็นพิษชนิดใดแล้วทีนี้ท่านอ๋องจะทรงทำเช่นไรต่อไปพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มถามในสิ่งที่ตนเองเป็นกังวล 

 

เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ใบหน้าของโม่หวังจิ้งก็พันกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง “ตอนแรกเปิ่นหวางคิดว่าสิ่งที่ตนเองเป็นนั้นคงเพราะสวรรค์กลั่นแกล้ง แต่ในตอนนี้เปิ่นหวางรู้แล้วว่าองค์ไทเฮาทรงโหดเหี้ยมเพียงใด” 

 

“บางทีอาจจะไม่ใช่ฝีมือไทเฮาก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” 

 

“เจ้าอยากพูดโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ตัวของเจ้าก็นึกสงสัยหรือตงไห่ พระมารดาของเปิ่นหวางมีพระโอรสอยู่สองพระองค์ หนึ่งคือฝ่าบาทซึ่งเป็นองค์รัชทายาทอยู่ในขณะนั้น และคนที่สองก็คือเปิ่นหวางเสด็จแม่ทรงพยายามผลักดันองค์รัชทายาทในตอนนั้นให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์มังกร แต่เสด็จพ่อทรงมีความตั้งใจเดิมที่จะแต่งตั้งให้เปิ่นหวางเป็นองค์รัชทายาทซึ่งได้จากการแข่งขันเพื่อเลือกเฟ้นผู้ที่มีความสามารถ แต่ด้วยที่เสด็จพ่อไม่อาจทนเห็นเสด็จแม่ต้องทนทุกข์ใจจึงจำต้องยอมยกเลิกไป และวันต่อมาก็มีพระราชโองการแต่งตั้งเสด็จพี่ให้ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาท” 

 

โม่หวังจิ้งสะบัดชายแขนเสื้อเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “อันที่จริงเปิ่นหวางรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเสด็จแม่ผู้บังเกิดเกล้าที่ได้กรอกสารพิษนี้ไว้ในกายของเปิ่นหวางเพื่อให้ตำแหน่งขององค์รัชทายาทมั่นคง เปิ่นหวางเคยคิดว่าหากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์แล้วเสด็จแม่จะทรงเมตตามอบยาถอนพิษให้ แต่จวบจนบัดนี้เปิ่นวางก็ยังคงเป็นโอรสนอกสายตาอยู่ดี” 

 

ตงไห่ที่พึ่งได้รับรู้ความจริงทั้งหมดในวันนี้ก็รู้สึกราวกับตัวเองน้ำท่วมปากไม่อาจพูดประโยคใดออกไปได้แม้แต่เพียงคำเดียว มิน่าเล่าท่านอ๋องจึงไม่เคยมีรับสั่งให้ตามหาตัวผู้ที่ทำให้พระองค์ต้องทุกข์ทนทรมานเช่นนี้ เพราะแท้ที่จริงแล้วคนที่ทำให้ท่านอ๋องมีสภาพอย่างนี้ก็คือองค์ไทเฮาอันเป็นที่รักยิ่งของท่านอ๋อง 

 

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมเชื่อว่าพระชายาจะต้องทำสำเร็จแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” 

 

“โห... เจ้าฟังเรื่องราวของเปิ่นหวางเพียงผู้เดียวกับเปลี่ยนแปลงความคิดที่มีต่อนางเชียวหรือ” 

 

ตงไห่ก้มหน้าอย่างรู้สึกละอายขวยเขินเขาพยายามพลิกลิ้นให้แนบเนียนแล้วแต่ก็ยังไม่รอดพ้นจากสายตาของท่านอ๋องอยู่ดีองครักษ์หนุ่มหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนถามต่อ “แล้วเช่นนี้ท่านอ๋องจะแต่งตั้งพระชายาเมื่อใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” 

 

“หนึ่งเดือนนั้บจากนี้” โม่หวังจิ้งตอบเสียงเรียบก่อนสั่งการต่อ “ในระหว่างเดือนนี้เจ้าจงส่งคนไปสืบเรื่องราวของพระชายามาให้หมด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กเท่าเม็ดทรายเปิ่นหวางต้องการทราบทั้งสิ้น” 

 

“พ่ะย่ะค่ะ” 

 

โม่หวังจิ้งสะบัดมือเพื่อให้องครักษ์ของตนออกก่อนที่ตัวเขาเองจะจมอยู่กับอดีตที่เจ็บช้ำของตนเพียงลำพัง ในค่ำคืนวันเกิดของเขาในระหว่างที่ตัวเขาตกอยู่ในห้วงนิทราก็ได้ยินเสียงกระซิบที่ข้างหู แม้ในตอนนั้นจะหลับ ๆ ตื่น ๆ น้ำเสียงแผ่วเบานั่นเขาจำได้อย่างไม่มีวันลืม เป็นเสียงของเสด็จแม่ที่เอ่ยตรัสขอโทษเขาก่อนที่จะรู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายนิ้วครู่หนึ่ง และหลังจากนั้นหนึ่งเดือนเขาก็รู้ตัวเองว่าคำขอโทษในค่ำคืนนั้นหมายความว่าอย่างไร  

ความคิดเห็น