facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่4

ชื่อตอน : ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 253

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ส.ค. 2563 11:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่4
แบบอักษร

 ความรู้เกี่ยวกับจุดฝังเข็มชีพจรถูกบรรจุเข้ามาในหัว ในตอนนี้เธอรู้สึกราวกับหากเพียงได้จับชีพจรก็สามารถบ่งบอกถึงอาการที่คนไข้เป็นอยู่ได้อย่างแม่นยำ 

 

ดวงตากลมโตสั่นระริกอย่างยินดี สิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นความต้องการสูงสุดของแพทย์แผนจีนทุกคนเทคนิคการฝังเข็มโดยละเอียด และมีบางจุดชีพจรที่ไม่มีในตำราในยุคปัจจุบันถ้ามีความสามารถนี้ในอนาคตหากออกไปจากวังอ๋องแห่งนี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะอดตาย 

 

คนป่วยมีอยู่ทุกที่ แต่คนมากฝีมือไม่ได้พบเจอโดยง่าย 

 

เงินหนึ่งอีแปะ แม้จะเป็นจำนวนที่น้อยแต่สะสมไปเรื่อย ๆ ก็จะกลายเป็นตำลึงเงินและตำลึงทอง 

 

หยู่เหยียนออกจากมิติในแหวนเพื่อทดสอบว่ายามที่อยู่ข้างนอกความสามารถนี้จะหายไปหรือไม่ ก่อนพบว่าสิ่งที่เธอกำลังกังวลนั้นไม่เกิดขึ้น ความรู้ทุกอย่างยังคงมีเช่นเดิมและหลังจากจำลองการฝังเข็มด้วยมือเปล่าก็พบว่าการเคลื่อนไหวมือของเธอไม่มีติดขัด แต่กลับพริ้วไหวดั่งคลื่นที่เงียบสงบแต่แม่นยำ 

 

“แม่นางสวีท่านอ๋องเรียกพบขอรับ” 

 

โม่หวังจิ้งหลังจากที่ได้ฟังข้อมูลของสวี่หยู่เหยียนที่ตงไห่ได้ไปรวบรวมมาในระยะเวลาอันสั้น ใบหน้าก็ยังคงเฉยชาเช่นเดิมไม่มีเปลี่ยน ข้อมูลเบื้องต้นก็เป็นไปตามที่หญิงสาวได้บอกไปว่านางเป็นบุตรสาวของอดีตภรรยาเอกที่เสียชีวิตไปแล้วสิบปี ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตก็เป็นแขวนคอของตัวเองเพื่อหลีกหนีความอัปยศ 

 

แต่ข้อมูลเชิงลึกที่ตงไห่ได้รู้มาก็คือภรรยาเอกคนปัจจุบันของเสนาบดีสวี่จินถูเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้ และภายหลังจากเกิดเรื่องสวี่จินถูและฮูหยินผู้เฒ่าสวี่ก็ไม่คิดที่จะสืบเบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์ และนับจากนั้นสวี่หยู่เหยียนที่เคยเป็นที่รักของสวี่จินถูก็ถูกไล่ให้ไปอยู่เรือนหลังเล็กท้ายจวน 

 

ก็ดีอย่างน้อยหลังจากอาการของเขากำเริบดูเหมือนไม่ต้องยุ่งยากในการหาคำอธิบายให้กับสวี่จินถู 

 

สวี่หยู่เหยียนกลับเข้ามาภายในห้องเดิมอีกครั้ง 

 

“คารวะท่านอ๋องเพคะ” ร่างบางย่อกายทำความเคารพบุรุษที่อยู่ด้านหลังฉากกั้น 

 

“ยกอาหารเข้ามา” ตงไห่ตะโกนขึ้น 

 

อาหารอย่างง่าย ๆ สามอย่างถูกยกมาวางด้านหน้าของหญิงสาว แต่อาหารอีกชุดที่ถูกทำขึ้นมาอย่างประณีตถูกยกเข้าไปด้านหลังฉากกั้น หยู่เหยียนไม่เดือดร้อนเธอยักไหล่เบา ๆ ก่อนเริ่มต้นทานอาหารตรงหน้า จะบอกว่าตนเองไม่หิวก็ไม่ใช่แต่เหมือนเจ้าของร่างเดิมจะอดอาหารจนเคยชินดังนั้นการไม่รับประทานอะไรระหว่างวันก็ไม่ทำให้เธอเดือดร้อนสักเท่าไหร่ 

 

แต่ตามหลักความเป็นจริงการทำเช่นนี้ส่งผลเสียให้กับร่างกายเป็นอย่างมาก และไม่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย 

 

เมื่อรับประทานเสร็จสวี่หยู่เหยียนก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับที่ปากเบา ๆ โม่หวังจิ้งลอบมองการกระทำของหญิงสาวอยู่ตลอด ไฉนข่าวที่ตงไห่สืบมาว่าบุตรีคนเล็กของเสนาบดีสวี่เวลารับประทานไม่ต่างจากสุกร กินมูมมาม เคี้ยวเสียงดังกิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารไม่มีสักข้อ 

 

และที่สำคัญบนใบหน้ามีแผลเป็นอัปลักษณ์ ชนิดที่ว่าเห็นเพียงเสี้ยวใบหน้าก็ต่างหวาดผวากันแล้ว 

 

ทั้งคู่นั่งเงียบอยู่ภายในห้องเหมือนกับกำลังแข่งกันว่าใครพูดก่อนคนนั้นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จนกระทั่งพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ตงไห่ที่กลับเข้ามาภายในห้องไล่จุดเทียนเพื่อให้แสงสว่าง 

 

“เอาฉากกั้นออก” โม่หวังจิ้งสั่งเสียงเรียบ 

 

“พ่ะย่ะค่ะ” 

 

เสียงของฉากกั้นที่ค่อย ๆ ถูกเลื่อนออกทำเอาสวี่หยู่เหยียนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ตงไห่เองก็รู้สึกแปลกใจและเสียดายเล็กน้อยที่คุณหนูสวีผู้นี้เป็นคนแรกที่ทำให้ท่านอ๋องไม่รู้สึกหงุดหงิดกับเสียงร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต แต่ก็น่าเสียดายที่สุดท้ายหญิงสาวทุกคนที่ถูกส่งตัวมาก็มีจุดจบของชะตาชีวิตเหมือนกัน 

 

เมื่อรูปลักษณ์ของบุรุษที่อยู่ด้านหลังฉากกั้นปรากฏสวี่หยู่เหยียนที่พบเห็นดาราหน้าตาดีมานักต่อนักก็อดที่จะชื่นชมใบหน้าอันหล่อเหลาเสียมิได้ เธอรู้สึกตื่นเต้นเพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนจะกลับมาเป็นปกติ 

 

โม่หวังจิ้งพยักหน้าให้กับตงไห่ ก่อนที่องครักษ์หนุ่มจะเดินตรงไปหาหญิงสาวที่นั่งอยู่ “คุณหนูสวี่เชิญทางนี้” 

 

สวี่หยู่เหยียนลุกขึ้นตามอย่างว่าง่ายไม่มีท่าทีขัดขืนหรือตั้งคำถาม เพราะเธอคิดอยู่ภายในใจแล้วว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในถ้ำเสือจะตายจะรอดก็อยู่ที่การกระทำทั้งสิ้น 

 

ระยะห่างระหว่างสวีหยู่เหยียนและโม่หวังจิ้งราว ๆ หนึ่งฉื่อ 

 

“เจ้าอยากจะเขียนจดหมายหรือมีคำสั่งเสียใดแก่บิดาเจ้าหรือไม่?” 

 

“ไม่มีเพคะ แต่หากท่านอ๋องจะกรุณาหม่อมฉันอยากทราบว่าเพราะเหตุใดท่านอ๋องจึงตรัสราวกับว่าหม่อมฉันจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว?” 

 

ตงไห่ที่ยืนอยู่ทำท่าราวกับจะพุ่งตรงมาสั่งสอนหญิงสาวกับคำถามเสียมารยาทที่พ่นออกมา ดีที่ว่าโม่หวังจิ้งยกมือขึ้นห้ามไว้ 

 

“ไม่เคยมีหญิงสาวคนใดที่รอดจากการถูกส่งตัวมาที่นี่ อีกไม่นานเจ้าก็จะเข้าใจไม่ต้องรอให้เปิ่นหวางตอบ แต่เจ้าไม่ต้องห่วงเปิ่นหวางจะให้ฮ่องเต้ทรงประทานสิ่งของมอบให้แก่บิดาเจ้า” 

 

มุมปากทั้งสองข้างภายใต้ผ้าขาวปากปกปิดลอบยกยิ้มบางเบาก่อนเอ่ยขอ “ถ้าหม่อมฉันไม่สามารถรอดผ่านคืนนี้ไปได้จริง ๆ หม่อมฉันเห็นทีต้องกลืนคำพูดของตัวเอง” 

 

“หม่อมฉันมีเรื่องจะร้องขอเพคะ” 

 

ตงไห่มองหญิงสาวที่กลับกลอกตรงหน้าอย่างดูแคลน ก่อนจะรู้สึกราวกับตัวเองโดนทุบที่หัวอย่างแรงเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของหญิงสาว 

 

“หม่อมฉันขอมิให้พระองค์ประทานสิ่งของใดให้กับตระกูลสวี แม้แต่ศพของหม่อมฉันขอพระองค์นำร่างของหม่อมฉันไปเผาแล้วโปรยเถ้ากระดูกลงแม่น้ำใหญ่ หม่อมฉันได้ให้คำสัตย์กับตัวเองไว้นับตั้งแต่ที่ก้าวเท้าออกจากตระกูลสวี ว่านับจากที่เท้าของหม่อมฉันก้าวพ้นธรณีประตูหม่อมฉันก็ไม่ใช่คนของตระกูลสวี่อีกต่อไป” 

 

โม่หวังจิ้งที่ได้ยินก็แอบนึกชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวผู้นี้ไม่น้อย หากเขาไม่เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหายความเด็ดเดี่ยวของคุณหนูสามตระกูลสวีคงดึงความสนใจจากตัวเขาได้เล็กน้อย 

 

“ท่านอ๋องใกล้ถึงเวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ตงไห่กระซิบ 

 

โม่หวังจิ้งพยักหน้าไม่นานความสงสัยของสวี่หยู่เหยียนก็ได้รับการแก้ไข เมื่อใบหน้าเนียนละเอียดของอ๋องหนุ่มปรากฏเส้นสีดำวิ่งไปมา ร่างของอ๋องหนุ่มแข็งเกร็งราวกับกำลังอดกลั้น 

 

ดวงตากลมโตของสวี่หยู่เหยียนเบิกโพลงกับภาพตรงหน้า แม้ว่าสิ่งที่เห็นจะเลือนรางแต่ก็พอที่จะมองออก 

 

หมับ... 

 

มือหนาของอ๋องหนุ่มคว้าจับข้อมือเรียว สวี่หยู่เหยียนหน้าเบ้เพราะรู้สึกเจ็บเธอใช้จังหวะนี้ใช้มือขวาที่ว่างอยู่จับชีพจรของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว 

 

“ท่านอ๋องโดนพิษหรือเพคะ?” สวี่หยู่เหยียนโพล่งถามออกไปแต่กลับไม่ได้คำตอบ 

 

ท่าไม่ดีแล้ว ชีพจรของท่านอ๋องรวนไปหมดถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่แย่แน่ เธอคิด 

 

ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหมอ นางไม่อาจปล่อยให้คนไข้ตรงหน้าเป็นอะไรไปต่อหน้าตัวเอง “โธ่เอ้ย... ผ้าคลุมหน้านี่เกะกะชะมัด” ตอนนี้เธอไม่สนมารยาทใด ๆ ทั้งสิ้นกฎกติกาที่ทราบมาจากเจ้าของร่างเดิมว่าห้ามเปิดผ้าคลุมหน้าจนกว่าจะได้รับอนุญาตนั้นช่างไร้สาระสิ้นดีสำหรับเหตุการณ์นี้ 

ความคิดเห็น