ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : ) #ธัญท้าแต่งรอบที่1 เข้ามาอ่านมาติชมกันได้นะ เเล้วก็เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะ หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ

ชื่อตอน : ฉันเคยอกหัก

คำค้น : ธัญท้าแต่งรอบที่1

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 524

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ส.ค. 2563 12:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉันเคยอกหัก
แบบอักษร

“นี่สีน้ำ...จะว่าไปแล้วเมื่อวานแม่เจอ...ครูตฤณมาด้วยนะ...” คุณแพรไหมบอกเมื่อลูกสาวกลับมาถึงบ้าน

“เขา...มากับครอบครัวเขาสินะคะ...ครีมบอกว่าเห็นลงรูปมาที่ร้านแอบอร่อย ลูกสาวเขาน่ารักดีสินะคะ...” กินข้าวต่อเหมือนไม่ได้คุยอะไรกัน

“จ้ะน่ารักน่าชัง...ที่แม่จะบอกก็คือเจ้าพลูโตซนแล้ววิ่งไปล้มที่โต๊ะเขา...”

“พลูเล่นซนในร้านเหรอคะ? สงสัยจะต้องตามมาคุยกันหน่อยแล้ว...ถ้าเป็นสนามหญ้า หรือลานกว้างสีน้ำจะไม่ว่าอะไรเลย...แล้วนี่ทำตัวเองเจ็บอีกรึเปล่าคะ?” ใบหน้าหวานฉายแววเครียด

“ก็ล้มเป็นแผลที่หัวเข่า กับมือถลอกนิดหน่อยจ้ะ แม่จัดการทำแผลให้เรียบร้อยไม่เป็นไรแล้วล่ะ” นั่งลงข้างๆ

“ขอบคุณค่ะแม่ แต่ยังไงสีน้ำก็ต้องอบรมเขาหน่อยแล้ว ถ้าเกิดทำของเสียหายหรือเจ็บกว่านี้จะเป็นยังไง...เด็กกับแผลเล็ก ๆ มันเป็นเรื่องปกติ แต่ความซนที่ไม่ถูกเวลาต่างหากที่ต้องดุบ้าง...สีน้ำไม่ได้อยากจะดุเลย แต่ว่าถ้าปล่อยให้ทำจนติดนิสัยเพราะเห็นว่าไม่มีใครว่าอะไรเลยต่อไปจะกลายเป็นเด็กนิสัยไม่ดีเอาได้...มันดีกับเขาถ้าจะคุยกันให้รู้เรื่องตั้งแต่เล็ก”

“กินข้าวเสร็จวันนี้จะพักสักหน่อยก่อนมั้ย? ไม่ต้องไปช่วยแม่ทำขนมหรอกแม่ว่าดูเราจะเหนื่อยๆ นอนสักพักคงจะดีกว่า หน้าซีดๆแม่ไม่อยากให้ไปเป็นลมที่ร้านด้วย ป่วยขึ้นมาแล้วหนักแม่ว่าไม่ดีนะ...”

“เป็นหมอ...ถ้าป่วยมาก็ยุ่งเหมือนกัน...ครั้งก่อนตอนที่ไม่สบายแต่ต้องไปทำงานคือตลกตัวเองมาก...ฮ่าๆ”

-คิดถึงตอนเป็นไข้แต่ว่าต้องไปทำงาน-

“ไหวมั้ยเนี่ยสีน้ำ?!” กุ้งถามเพราะเป็นคนพามาเจาะสายให้น้ำเกลือเอง

“แค่กๆ(ไอ) ไม่ไหวต้องบอกไหวค่ะพี่...ถึงจะเป็นไข้แต่ยังมีสติดี..ไม่ต้องห่วงค่ะ ยังทำงานได้สบายมาก” ยิ้มแฉ่ง

“ถ้ายังยิ้มได้แบบนี้พี่จะเชื่อก็ได้...ว่าแต่จะนั่งรถเข็นไปมั้ยคะคุณหมอสีน้ำ...เดี๋ยวพี่พยาบาลจะได้ช่วยเข็นไปส่งถึงห้องให้...เอามั้ย?”

“ฮ่าๆไหวค่ะพี่...”

พยาบาลสาวช่วยประคองมาส่งที่ห้องทำงาน แล้วออกไปดูคิวคนไข้ต่อให้

“คุณสมหวัง ดังใจค่ะ...คุณสมหวัง...”

“โอ๊ย แสบจมูก แสบตาไปหมด...ฮั่ดชิ่ว...” ขณะที่กำลังจามอยู่นั้นเอง...และเสื้อกาวน์ก็ยังไม่ได้ใส่ แถมใส่ไม่ได้แล้วติดสายน้ำเกลือ...

มีคนไข้เข้ามาในห้องมองซ้ายมองขวาทำหน้างงๆ แล้วก็เดินออกไปนอกห้อง

“อ้าว!? ลุงเขาจะไปไหนล่ะนั่น?...สงสัยเห็นเราใส่สายน้ำเกลือแน่เลย..โอย..ทำไงล่ะทีนี้...ก็วันนี้เรายังต้องทำงานนี่นา...จะขำหรือสงสารตัวเองดีเนี่ยฮ่ะๆ...”

“อ้าวลุงคะออกมาทำไมคะ?” กุ้งถาม

“อ้าว! ก็ในห้องไม่มีหมอนี่”

“พี่กุ้งลุงเขาไป...เอ่อ...” คนป่วยออกมาตามคนป่วย

“นี่แหละหมอค่ะลุง...”

“อ้าว....เห็นว่าป่วยเลยคิดว่าคนก่อนหน้าลุงยังไม่ออกมาไง...”

“ขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิดนะคะ” ยิ้มอ่อน

...

“สีน้ำไม่ยอมป่วยง่ายๆหรอกค่ะแม่ สีน้ำไปช่วยได้นะคะ จะได้ทำเสร็จไวๆแล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาพักตอนเย็นก็ได้”

“ไม่เอา ไม่ดื้อ แม่ดูแล้วคิดว่าเราไม่ไหวนะ นอนเถอะลูก แล้วถ้าตอนเย็นนี้ดีขึ้นก็ไปรับเจ้าพลูโตที่โรงเรียน แม่ว่าคงจะดีใจจนกระโดดแน่ๆ นานๆทีเราจะได้ไปรับ ปกติไปส่งมากกว่านี่”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ...ขอบคุณสำหรับอาหารอร่อยๆค่ะ..แม่ไม่ต้องล้างจานนะคะ เดี๋ยวสีน้ำตื่นมาล้างเอง...จะว่าไปก็ง่วงเหมือนกัน..งั้นสีน้ำขอตัวไปนอนสักพักนะคะแม่” กอดอ้อนก่อนไปนอนพัก

“จ้า..หื้ม..ไม่ต้องมากอดเลย แม่ไม่ว่าไปส่งเราเข้านอนหรอกนะ เดี๋ยวแม่ต้องไปดูร้านแล้ว”

“ค่ะ...วันนี้ขอให้มีลูกค้าเหมาขนมเยอะๆนะคะ...แม่จะได้กลับบ้านไวๆ คิกๆ”

“อ้อนแบบนี้ไงแม่ถึงเห็นว่าเราเป็นเด็กอยู่ตลอด(ไม่เคยเลิกห่วง เลิกหวงได้เลย ถึงแม้ว่าลูกสาวคนนี้จะไม่เคยทำอะไรให้น่าห่วงก็เถอะ) แล้วยิ่งพอมามีพลูโตอีกแม่ก็เห้อ...อ้อนกันเข้าไปอีก รู้มั้ยว่าเราน่ะในสายตาแม่แล้ว...”

“สีน้ำขอเป็นเด็กน้อยๆแบบนี้กับแม่ไปตลอดเลยได้มั้ยคะ? เจอความเป็นผู้ใหญ่มาทั้งวันทุกวันตั้งแต่ทำงานมา...กลับบ้านก็ขอเป็นเด็กแบบนี้ สีน้ำขอกอดชาร์จพลังหน่อยแล้วกันนะคะ...” กอดแน่น

“จ้ะ...ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ลูบหัวอย่างเอ็นดู “หรือวันนี้แม่จะไม่เข้าไปดูร้านดีนะ?” คุณแพรไหมบอกลูกสาว ดูก็รู้ว่าสีน้ำมีอะไรที่ทำให้เหนื่อยอยู่...ไม่ใช่เหนื่อยจากการทำงานด้วย

“แม่ไปเถอะค่ะ สีน้ำชาร์จพลังเสร็จแล้ว หื้ม...ขอหอมหน่อยค่ะ” หอมแก้มแม่ฟอดใหญ่

“ชาร์จเต็มไวดีจริงนะ...งั้นแม่ไปนะลูกพ่อคงรอบนรถนานแล้วล่ะ มีอะไรโทรหาแม่นะรู้มั้ย?!”

“รู้ค่ะ...” พยักหน้าหงึกๆ

“แม่ไปล่ะนะ...พักผ่อนซะนะลูกนะ อะไรหนักๆก็วางลงบ้าง...แม่ไม่ได้หมายถึงจานนั่นหรอกนะ ไม่ต้องมาชวนแม่เล่นมุกเลย” มองตาก็รู้ว่ากำลังจะอ้าปากพูดว่าจานนี่น่ะเหรอ?..แต่โดนดักคอก่อน

“รู้ทันอีกแล้วแม่อ่ะ...ค่ะ...สีน้ำจะวางมันหมดเลย...ตอนหลับเราไม่ควรถือของหนัก เดี๋ยวเผื่อมันทับขึ้นมาจะหายใจไม่ออกเอาฮ่าๆ”

“ยังอีก...ยังจะเล่นอีก...แม่ไปล่ะ”

“ค่ะ” ยิ้มสดใสให้แม่ดู...แต่ในใจของเธอนั้น มันก็ไม่ได้ยิ้มหรอกนะ...มันกำลังร้องไห้อยู่โดยที่ไม่มีใครเห็น และนั่นก็ดีแล้วเพราะเธอไม่ได้อยากจะให้ใครรู้..ไม่อยากให้ใครต้องเป็นห่วง

“คุยอะไรกันนานเลยล่ะคุณแม่คุณลูก...พ่อจะไปตามแล้วเชียว” คุณพนาหันมาถามภรรยาที่เพิ่งขึ้นรถมา

“คุยทั่วไปแหละค่ะคุณ สายแล้วเราไปดูร้านเถอะค่ะ...”

“แก...โทรมามีไรป่าวอ่ะ?” ครีมถามปกติคนที่โทรเป็นเธอมากกว่า

“ก็แค่ว่าง...เลยโทรมา...แกว่างรึเปล่า?”

“ยัยหมอสีน้ำ....แกเป็นไรมากรึเปล่าวะ? มีไรพูดมา....มีไรไม่สบายใจ?”

“ฉัน....มะ..ไม่มีไรหรอก...ฉันแค่อยากคุยกับใครสักคน...”

“เหงาเหรอ?”

“อืม...คงงั้นมั้ง...”

“หา! นี่ฉันหูฝาดป่าวเนี่ย? ร้อยวันพันปีตั้งแต่เป็นเพื่อนกันฉันไม่เคยได้ยินแกพูดว่าเหงา เห็นสบายตัวสบายใจดีอยู่ตลอด ไม่เห็นจะทุกร้อนหาคนคุยแบบนี้เลย”

“อือ...ฉันคงเหนื่อยเกินไปมั้ง ช่วงนี้เข้าเวรบ่อยไม่ค่อยได้พักเลยน่ะ...แกไม่คิดว่าฉันจะคิดถึงแกบ้างเหรอ...”

“หึ...ไม่อ่ะ ปกติคนปากหนักอย่างแกไม่เห็นพูดอะไรแบบนี้เลยนี่หว่า เป็นไรบอกมาตรงๆ” ครีมตั้งใจฟัง เพราะเวลามีอะไรครีมมักเป็นคนปรึกษานธีกานต์และเธอพูดมากด้วยนะแต่คราวนี้เธอจะตั้งใจฟังเพื่อนสนิทบ่นบ้าง ไม่บ่อยที่สีน้ำดูซึมๆแบบนี้

“พลูโต...เจอเขาแล้ว...” พูดออกมาสั้นๆ เสียงหวานเริ่มสั่น

“ห๊ะ!? อะไรยังไง?”

“วันนั้นที่เขาไปร้านประจำของพวกเราน่ะ...พ่อแม่ฉันพาพลูโตไปกินไอติม...พลูโตวิ่งซนไปล้มต่อหน้าเขาเลย...แกว่า...เขา...เขาจะ...อึก...” พอรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะหลุดเสียงร้องก็รีบกลั้นเสียงเอาไว้

“นี่หมอแกโอเคดีอยู่มั้ย?! แกจะร้องเหรอวะ? ไหวมั้ยวะ?...พักบ้างเถอะวะแก...ไม่ต้องเข้มแข็งตลอดก็ได้ แกก็คนนะเว่ย...”

“ฉัน...อึก...แก...ฉันไม่รู้ว่า...ถ้าวันนั้นฉันเป็นคนไปเจอเขา...มันจะเป็นยังไง...”

“แก...แกคงปิดมันไว้ไม่ได้ตลอดป่ะ? ความจริงคือความจริงอ่ะ...แกนั่นแหละที่..เห้อ...พูดๆไปตั้งแต่ตอนนั้นป่านนี้แกคงสบายใจไปนานแล้ว...แต่ฉันรู้...คนอย่างแกอ่ะไม่เคยเจอแบบนี้พอมาเจอเข้าแกเลยเห้อ...แต่แกก็หนักกว่าฉันเยอะ...อกหักทีนึงเจอประเด็นใหญ่เลย..เอาจริงตอนฉันอกหักครั้งแรกประเด็นน้อยกว่าแกเยอะฉันยังฟูมฟายจะเป็นจะตาย...ของแกมันยิ่งกว่าแกเข้มแข็งมากกว่าฉันเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่าแกจะอ่อนแอไม่ได้นะเว่ย”

“ที่จริง...ฉันก็เคย...อกหัก...”

“ห๊ะ! แต่แกไม่มีแฟนนี่? หรือแอบแซ่บ?! โอยเพื่อนฉัน...จริงป่ะเนี่ย?”

“บ้าเหรอ...ไม่เคยแอบอะไรใครทั้งนั้นแหละ...คนเราไม่มีแฟนแปลว่าอกหักไม่ได้เหรอ? งั้นก็..ไม่เคยก็ได้อ่ะ”

“ก็เปล่า...แต่..ไม่เห็นแกจะเคยบอกใครหรือไม่เห็นว่าแกคุยเรื่องใครให้ฉันฟังเลยนี่นา...แล้วแกเล่าให้ฉันฟังได้ป่ะว่าแกอกหักเพราะใคร?”

“ผ่านมานานแล้วแกไม่ต้องรู้หรอก...แกเองก็ไม่ได้บอกฉันว่าแกอกหักกับใครบ้างเหมือนกันนี่”

“ก็คนมันอายนี่”

“ฉันขอใช้สิทธิ์นั้นบ้างแล้วกัน...สบายใจขึ้นแล้วล่ะ ขอบใจนะ..”

“เดี๋ยวดิฉันยังไม่เห็นแกระบายอะไรเลยนี่นา...แล้วคือเรื่องเมื่อกี้...ค้างมากอ่ะ...มาทำให้อยากรู้แล้วก็จากไปแบบนี้อะนะ...”

“เอาเป็นว่าแกรู้แล้วไงว่าฉันก็เคยมีโมเมนต์นั้น...แค่ฉันไม่ได้เหมือนแก...จบเนอะปล่อยมันผ่านไปเถอะ...ไม่อยากพูดถึงแล้ว...”

“ก็ได้....โถ่...ค้างมากไรมาก...เเต่ถ้าแกไม่อยากให้เผือก...ฉันจะไม่เผือกตามใจแก แกจะได้สบายใจ โอเค๊...”

“ดี...ขอบใจที่คุยด้วย...วางล่ะ”

“เฮ้ยเดี๋ยวดิ...วันนี้มาแปลกว่า วางก่อนด้วย...”

“ทำไมต้องอกหักซ้ำซากแบบนี้ด้วยนะ...บ้าจริง...ฉันนี่มัน...ไม่ไหวเลยนะ..”

-my diary-

“สวัสดีนะ...นี่ฉันเองสีน้ำ...วันนี้ฉันมีเรื่องจะเล่าให้เธอฟัง...มันอาจจะยาวหน่อยแต่ก็พยายามฟังฉันหน่อยนะ....” นธีกานต์ในตอนม.ปลายได้เขียนเรื่องของตัวเองในสมุดบันทึก

“วันนี้ครูตฤณจะมาช่วยติววิชาคณิตให้พวกเราด้วยนะ...” ฟ้าใสบอก

“...” สีน้ำได้แต่เงียบเฉย

“ดีจังเลย เราจะได้ทบทวนก่อนไปสอบโอเน็ต” ครีมยิ้มหน้าบาน

“แหมพอรู้ว่าครูตฤณจะมาแกก็อารมณ์ดีใหญ่เลยนะ...เขามาติวเว่ย ไม่ได้มาหาแกหรอกอย่ามโน” ฟ้าใสว่า

“ฉันก็ไม่ได้คิดแบบนั้นมะ? ใครๆในห้องเราเขาก็ซุบซิบว่าครูตฤณมีแฟนแล้ว...แกไม่รู้เหรอ?”ครีมบอก

“อ้าวจริงดิ? ถึงว่าสิ ดูมีความสุขสดชื่นสดใสขนาดนั้น...ตลกอ่ะ...ตอนแรกเหมือนไม่ชอบใครแต่อยู่ๆคบใครไม่รู้เฉย” ฟ้าใสอมยิ้ม

“ว้าเสียดายจุง...คนหล่อๆดีๆมีแฟนไปอีกคนแล้ว...รออีกนิดเราจะเรียนจบที่นี่ อีกนิดเราเรียนจบละ...โถ่..ครูตฤณอ่ะไม่มั่นคงเลย...รอหน่อยเดียวเอง” ครีมมโนต่อ

“อ้าวเป็นไรอ่ะแก?” โมถามเมื่อเห็นว่าเพื่อนเงียบไป

“ปวดท้องอ่ะ...ฉันไปห้องพยาบาลก่อนนะ...” สีน้ำบอก

“เฮ้ย! แกไม่อยู่ติวเหรอ?” ฟ้าใสดึงมือไว้

“ไม่อ่ะ...ไว้แกไปแล้วฝากอัดเสียงมาให้หน่อยนะ...”

“คนเก่งอย่างมันไม่มาติวก็ได้คะแนนดีๆ...ไม่ต้องไปรั้งมันไว้มั้ย? แกก็รู้เวลามันปวดท้องมันไม่มีสมาธิทำอะไรหรอก” ครีมบอกฟ้าใส

“ตามนั้นแหละ...งั้นฉันไปนะ ถึงไปก็ติวไม่รู้เรื่องหรอก...ไม่มีสมาธิ..”

“เออๆ เดี๋ยวอัดเสียงมาให้” ฟ้าใสไม่กล้ายื้อต่อ

พอครูตฤณมาติวให้ตอนเย็นมากแล้วกำลังจะกลับไปที่บ้าน

“ไปนานแล้วยังจำพวกเราได้มั้ยเนี่ยครูตฤณ?” ฟ้าใสถาม

“เอ้อ...จำได้สิ ก็น้องฟ้าศิริพรไง...” ตฤณบอก

“เก่ง...แล้วคนอื่นอ่ะ...คนนี้..”

“จำไม่ได้อ่ะ...ชื่อเล่นโม...ครีม...”

“แล้วคนนั้นอ่ะ...” ชี้ไปที่สีน้ำที่นั่งอยู่ที่ม้านั่งไม่ไกลกันมากแต่เธอไม่รู้ตัวหรอก

“..เอ่อ...ใคร...จะ...จำไม่ได้...” พูดเสียงเรียบ

“หา? จำไม่ได้จริงป่ะ...ครูตฤณนี่ไม่เคยจำชื่อเด็กได้เลยนะ...เห้อ...”

“โทษที...เอ้อครูรีบกลับ มีธุระต่อ ถ้าไม่มีอะไรครูกลับนะ.. ”

“จ้า...ตามใจเลย...ขับรถดีๆครู”

“แล้วกลับมาเยี่ยมที่นี่อีกนะคะครู” ครีมยิ้มแฉ่ง

“อือ...ถ้าผมมีโอกาศจะมาเยี่ยมนะ...”

...

“เธอรู้มั้ยว่า...เขาพูดดังมากว่าไม่รู้จักฉัน...งืม...ฉันพูดอะไรไม่ออกเลยล่ะ...ไม่รู้ว่าเขาคิดว่าฉันไม่ได้ยิน...หรือตั้งใจพูดให้ได้ยินกันแน่...เห้อ...อกหักตั้งแต่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย..ฉันนี่มัน...จำวันนั้นได้มั้ย? วาเลนไทน์...สุดท้ายก็ไม่กล้าเอาอะไรไปให้เขา...ฉันมันอ่อนหัดจริงๆ....แต่มันคงไม่น่าอายเท่าไหร่ ใครๆไม่รู้นี่นะ...เพียงแต่ฉันเอง...เหลวไหลจริงๆเลยเรา...วันนี้ก็ไม่ได้ติว...เห้อเพราะเรื่องไร้สาระแค่นี้...ถ้าเป็นเธอคงเข้าใจใช่มั้ยว่าฉันทำแบบนี้ทำไม...ไดอารี่ของฉัน...คนอกหักเขาเป็นยังไงเหรอ? ฉันไม่รู้สิ...ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงถ้าเขารู้ว่าฉันคิดอะไร เขาคงขำถ้าได้รู้ว่าฉัน...ฉัน...”

...

“วันวาเลนไทน์ แกไม่มีเอาช็อกโกแลตหรือเอาสติ๊กเกอร์ไปแปะเพื่อนผู้ชายคนไหนบ้างเหรอยัยแม่ชี?” ครีมถาม

“ใครล่ะ? ไม่รู้สิ...” คนที่นั่งอ่านหนังสือพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“แกนี่ไม่โรแมนติกกับเขาเลยนะ...โถ่” ครีมพูด

“ฉันก็ไม่มีแกไม่ได้แปลกหรอกสีน้ำ...ใครจะซื้อไปให้ทุกคนอย่างแกล่ะครีม...เปลืองตังค์ แต่จะว่าไปคนงกจ่ายตังค์นี่ก็อดขำไม่ได้เหมือนกกันนะ ฮ่าๆ ยอมเปย์ยอมจ่ายเพื่อให้ได้ใจเธอ” โมพูด

“ก็คนมันอยากให้นี่หว่า แล้วดูฟ้าใสกับน้องนัด ไปไหนกันแล้วไม่รู้ สงสัยไปกินช็อกโกแลตกันสองคนอย่างสวีตอยู่ตรงไหนสักที่ละ...อิจฉาจริงคนมีความรัก เมื่อไหร่กันฉันจะได้มีกับเขาบ้าง? โถ่...” ครีมบ่นออกมาแล้วถอนหายใจ

ตอนเที่ยงทุกคนแยกไปคุยกันหมดแต่นธีกานต์แยกมานั่งคนเดียว นั่งมองดูกล่องของขวัญในกระเป๋า ไม่มีใครรู้ว่าเธอก็มีคนที่อยากให้เหมือนกันแต่ว่ายังไม่กล้าจะเอาไปให้เขาสักที จับวางจับวางอยู่อย่างนั้น

“เห้อ..จะให้ดีมั้ยนะ...เห้อ...”ระหว่างนั้นเองก็เดินออกจากห้องแล้วพบว่า...

“เฮ้ย! รองเท้าเราหายไปไหนเนี่ย? แล้วจะไปไหนได้ไง...หิวแล้วเนี่ย...” เริ่มเดินหารองเท้ารอบๆบริเวณหน้าห้อง

“คิกๆ...สมน้ำหน้า อยากเด่นกว่าคนอื่นนัก...ทำเป็นเงียบๆ...พอไปสอบกลับแย่งตำแหน่งคนคะแนนเยอะจากฉันไป...ตอนที่พูดแนะนำค่ายภาษาก็เหมือนกัน...มันควรเป็นฉันได้ขึ้นไปพูด ไม่ใช่มัน...ครูเลือกมันไม่เลือกฉัน แถมแชมป์ก็ชอบมัน...ทั้งที่ฉันชอบแชมป์มานานแล้วแท้ๆ...แค่ซ่อนรองเท้ามันยังน้อยไป” หวายพูด

“แต่คะแนนอังกฤษของมันกับแกเทียบกันไม่ติดเลยนะ...” แนนนี่บอกเพื่อน

“แกจะเข้าข้างใครเนี่ย? ก็ฉันเรียนภาษานี่...แล้วมันสายวิทย์ เอาคะแนนสูงสุดทุกอย่างไปหมดแล้ว ยังจะแย่งท็อปอังกฤษฉันอีก ไหนจะแชมป์อีก ทำหงิม ๆแต่ที่จริงก็ฟาดเรียบ..เกลียดนักพวกแอ๊บใส...” หวายเบะปาก และหัวเราะร้ายออกมา

“หาไปก็ไม่เจอหรอก โอ้ยสมน้ำหน้าจริง หัวหมุนแบบนี้ก็ฮาดีว่ะ” แนนนี่หัวเราะบ้าง

สองคนนี้คุยกันแล้วหัวเราะร่า โดยไม่รู้เลยว่าตฤณที่ผ่านมานั้นได้ยินเรื่องนี้เข้าแล้ว และที่สำคัญเขายังเห็นด้วยว่าสองสาวเอารองเท้าของคนถูกแกล้งไปไว้ที่ไหน

“ว้าย! ครูตฤณ!” หวายตกใจอยู่ๆเขาก็เดินสวนมา

“มีอะไรน่าตกใจเหรอ?” เขาถามเสียงเรียบ

“อ๋อ...เปล่าค่ะ...มะ..ไม่มีอะไร..เอ่อ...พอดีเลยค่ะ..คือว่าหวายมีอะไรจะให้ครูด้วยนะคะ..” ยื่นช็อกโกแล็ตให้ครูหนุ่ม แล้วยืนตัวงอ

“ครับ?” ตฤณเอียงคอ

“หนูอยากจะเอามาให้ครูน่ะค่ะ แทนคำขอบคุณที่ครูสอนพวกเรา...” ยิ้มเขิน

“อ๋อ...ครับ...” ยิ้ม

รองเท้าเราอยู่ไหนเนี่ย? เอ๊ะ?” เดินมาเห็นในมุมที่พอดีเป๊ะ เขากำลังยื่นของแทนใจให้กันอยู่นี่นา...คนตัวเล็กคิดในใจ “เห้อ...ทำไมต้องมาเห็นด้วยเนี่ย...ทางนี้คงไม่มีหรอกไปหาทางอื่นดีกว่า..” รีบเดินกลับอย่างไวจากมุมนั้น เพื่อจะได้หาที่ใหม่ต่อ

“แต่ผมไม่ค่อยจะกินของหวาน...พวกคุณเก็บไว้กินกันเองนะครับ...ผมขอรับแค่ความรู้สึกขอบคุณก็พอแล้ว...ขอตัวนะ...” เดินหนีไปจากตรงนั้น

“ครูตฤณ...ก็ได้ค่ะ...”

“เฮ้อ...เย็นแล้วเนี่ย...ทำไงดีล่ะ...” สีน้ำถอนหายใจ

“ให้พวกฉันอยู่ช่วยหามั้ย?” ครีมพูดขึ้น

“เออ...แกจะเดินเท้าเปล่าแบบนี้กลับบ้านไม่ได้นะเว่ย...รอบที่แล้วก็รองเท้าพละ รอบนี้รองเท้านักเรียนอีก...จะว่าหมาคาบไปก็ไม่ใช่...ถ้ามันคาบไปเราต้องเจอบ้างล่ะ..” ฟ้าใสว่า

“ฉันก็ว่า...มันคงเป็นคนนี่แหละ...” โมเริ่มโมโหแทนแล้ว

“พวกแกกลับเหอะเดี๋ยวไม่ทันรถรับส่ง...”

“แล้วให้แกหาคนเดียวเนี่ยนะ...บ้า” ครีมหัวเสีย

“เออ..ถ้าหาไม่เจอแกต้องซื้อคู่ใหม่อีก...เดือนนี้โดนสองคู่แล้วนะ” โมหน้าบึ้ง

“รอบก่อนโดนกรีดกระเป๋าเป้ยังไม่หายแค้นเลยนะ อย่าให้รู้ว่าใครมันทำเพื่อนฉันนะ” ฟ้าใสหน้านิ่ว

“โอ๊ยพวกแกกลับเถอะ เดี๋ยวกลับลำบาก หาเจอไม่เจอไม่เป็นไรหหรอกเดี๋ยวพ่อก็มารับแล้ว...ถ้าไม่เจอ พรุ่งนี้ฉันหาใหม่อีกก็ยังได้เลย” สีน้ำบอกเพื่อนๆ

“อยู่ได้แน่นะเว่ย?” ฟ้าใสถาม

“อืม ไปกันได้แล้วพวกแกอ่ะ...”

เมื่อเพื่อนๆกลับไปแล้วเธอยังคงหามุมโน้นมุมนี้ที่คิดว่าจะเจอรองเท้า เผื่อใส่ไปลืมไว้เองที่ห้องไหนเลยเดินดูคนเดียว ตฤณจะเข้าไปคุยเเต่ว่ามีคนอื่นมาเสียก่อน

“อ้าว! สีน้ำ...รอพ่อมารับเหรอ?” แชมป์เข้าไปชวนคุย

“ใช่...แชมป์ซ้อมบาสเพิ่งเสร็จเหรอ? กลับบ้านขับรถดีๆนะ”

“อ้าว! รองเท้าหายไปไหนล่ะ?” ก้มลงมองก็เห็นว่าเดินด้วยถุงเท้าอยู่

“อ๋อ...ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนอ่ะ ยังหาไม่เจอ..แต่เดี๋ยวก็เจอเอง...”

“งั้น...(ถอดรองเท้าผ้าใบเล่นบาสให้) เอารองเท้าเราไปใส่ก่อนสิ” ทำท่าเหมือนจะก้มไปสวมให้ด้วยนะ

“เอ้ย ไม่เป็นไร! เดี๋ยวพ่อเราก็มาแล้ว...” ถอยห่าง

“เฮ้ยไม่เป็นไร เรารู้ว่าสีน้ำขี้เกรงใจ...แต่เรามีรองเท้าแตะอีกคู่นึง...ใส่ไปก่อนเถอะพรุ่งนี้ค่อยเอามาคืน ดีกว่าเดินเท้าเปล่าแบบนี้นะ อันตรายกับเท้าเปล่าๆ...มาเราผูกเชือกให้..จะผูกแน่นๆให้เลยเพราะเท้าเราใหญ่ถ้าไม่ผูกใหม่มันหลวมมากแน่นอน”

“เอ่อ...เราไม่เป็นไรจริงๆ” ถอยอีก

“น่า...ไม่ต้องเกรงใจหรอก...” ผูกเชือกใหม่ให้จนได้

“ขอบคุณนะ...” ยิ้มแห้ง

“ยินดีครับ งั้นเราไปแล้วนะ ไปช่วยแม่ขายของต่อแล้วล่ะ บาย..” ก่อนท้องจะร้องเสียงดังมากๆออกมา

“แชมป์...ถ้าไม่รังเกียจรับขนมนี่ไปสิ...ขอบคุณนะที่ให้ยืมรองเท้า” ยื่นถุงคุ้กกี้ให้

“ขอบคุณค้าบ...จะกินไม่ให้เหลือเลยล่ะ” ตาเป็นประกาย

“บาย...”

“อ้อ...บ๊ายบาย...ฮ่าๆ ลืมไปว่ารีบ งั้นเราไปนะ เจอกันพรุ่งนี้”

...

“เห้อ...งั้นของนี่คงไม่มีความหมายแล้วด้วยสินะ...เห็นๆอยู่ว่าเราน่ะ...ในเมื่อไม่ได้ให้ก็แกะกินเองแล้วกัน...” เปิดกล่องของขวัญสีชมมพูออกข้างในมีดาร์คช็อกโกแลตที่เอามาละลายเองแล้วใส่แม่พิมพ์รูปดาวเล็กๆอยู่

แต่ยังไม่ทันได้กินพ่อก็มาเสียก่อน

“พ่อสวัสดีค่ะ...”

“อ้าวรองเท้านักเรียนไปไหนซะล่ะลูก? แล้วนี่รองเท้าใครใหญ่เชียว” คุณพนาทักลูกสาว

“รองเท้าสีน้ำหาย เพื่อนเลยให้ยืมรองเท้าค่ะ...”

“หายอีกแล้ว? เอ้อ...ไม่เป็นไรลูก มาๆขึ้นรถเดี๋ยวพ่อพาไปซื้อใหม่....”

“ขอบคุณค่ะพ่อ” หิ้วกระเป๋าแล้วรีบขึ้นรถกลับ

พอนั่งมาใกล้จะถึงบ้าน

“เอ้ย! แย่แล้ว”

“มีไรลูก?”

“ลืมขนมน่ะค่ะพ่อ ยังไม่ได้กินเลย...งือ ใครมาเจอต้องเก็บทิ้งแน่ๆ”

“หิวใช่มั้ย กลับบ้านแม่ทำกับข้าวเยอะแยะ ช่างขนมมันกลับไปเอาคืนก็จะเสียเวลาด้วย และคงมีคนเก็บทิ้งแล้วอย่างลูกว่า...”

“หึ...เนื้อหอมใช่เล่นเหมือนกันนะ วันก่อนก็รุ่นน้องเอาขนมมาให้ วันนี้ก็เพื่อนอีก...มีให้ขนมกันด้วย...ว่าแต่ในกล่องนี่ขนมเหรอ?” ตฤณเก็บกล่องนั้นกลับไป

พอเปิดดูมีกระดาษโน้ตเล็กๆน่ารักเขียนเอาไว้อยู่ด้วย “ฉันรู้ว่ามันคงแปลกที่ทำช็อกโกแลตมาให้คุณ...แต่ตอนได้ทำฉันสนุกมากเลย...แต่รู้ว่าสุดท้ายก็ไม่กล้าเอาไปให้หรอก สุดท้ายก็กินเองอยู่ดี...555 จากสีน้ำเอง...ถึงสีน้ำ...”

“ตั้งใจจะเอาให้ใคร? แต่ก็นะ ฝีมือไม่เลว...จะทิ้งก็เสียดายของ งั้นฉันขอกินเองแล้วกันนะ...จะว่าไปแล้วก็...ฉันก็ไม่กล้าให้เหมือนกัน...ให้ใครคนนั้น..” หันไปมองดอกเดซี่สีขาวที่อยู่ในแจกัน

“ส่วนรองเท้านี่...พรุ่งนี้เอาไปคืนที่ห้องก่อนเด็กนั่นจะมาก็คงพอแล้ว...ล่ะนะ...”

...

รุ่งเช้าเขาก็แอบเอารองเท้านักเรียนไปวางไว้ที่จุดสังเกตได้ ก่อนที่ใครจะมาเห็นแล้วเขาก็แอบดูอยู่มุมลับ

“เจอรองเท้าแล้ว! เย่” นธีกานต์ยิ้มดีใจ

“เจอได้ไงวะ? เมื่อวานช่วยกันหาแทบตาย ไม่เห็นมี...” ฟ้าใสเกาคาง

“เออ...ตรงนี้ก็หาแล้วนะเมื่อวาน แล้ววางเรียบร้อยด้วย” ครีมว่า

“คงมีคนหวังดีมั้ง เจอแล้วเลยเอามาคืน แกเขียนชื่อแปะไว้ที่ใต้สายรองเท้าด้วยนี่ สีน้ำหกทับห้าอ่ะ” โมบอก

“ก็เป็นไปได้ ระบุชัดเจนถ้าเขาไม่รู้ก็แปลกแล้ว ไม่รู้จักฉันแต่รู้ว่าห้องอยู่ไหนเอามาคืนก็ดีเล้ว ขอบคุณนะคะคุณใครก็ไม่รู้...” สีน้ำยิ้มใหญ่

-กลับมาตอนนี้ที่กำลังล้มตัวลงนอนบนเตียง-

“ตอนนั้น...มันดีเนอะ อกหักก็ไม่ได้เจ็บมาก...เราไม่ได้เป็นอะไรกับเขาอยู่แล้วด้วยนี่นา เขาจะมีแฟนกี่คนก็เรื่องของเขา ยังไงเราก็ทำได้แค่แอบชอบเขาเเค่นั้น...หรือเพราะฉันตายด้านนะเลยไม่ได้เป็นเหมือนครีม? อันนี้ก็...ฮ่าๆ ฉันคงตายด้านจริงๆนั่นแหละ อึก...ฮือ...” แต่สุดท้ายก็สะอื้นออกมาคนเดียว

...

"แม่...ผมมีอะไรจะบอก" ตฤณพูดขึ้น

"ว่า? มีไรล่ะเรา อยู่ๆก็มาคุยจริงจังกับแม่ แปลกๆนะวันนี้"

"ถ้า...ผมบอกว่า ผม...อาจจะ....อาจจะทำใครท้อง..."

"ห๊ะ!? พูดจริงรึเปล่า!?" เหมือนกับว่าจะโกรธเพราะตกใจใหญ่มาก

"อาจจะครับ....ผมก็ไม่แน่ใจแต่...แม่เห็นรูปนี้แล้วคิดว่าไงบ้างครับ?" เอารูปในมือถือให้ดู

"ตฤณ! จริงเหรอเนี่ย? นี่จะคล้ายเราตอนเด็กเกินไปแล้วนะ! ว่าแต่นอกจากแม่ใครรู้รึยัง? พ่อ ปุ้ย....หรือไตร?"

"ยังครับ...ผมบอกแม่คนแรก.."

"ไปนอนกับใครที่ไหนมา?! แล้วฐานะความเป็นอยู่เขาเป็นยังไง? ถ้าเด็กคนนี้เป็นหลานแม่จริงๆ เขายังอยู่สบายดีไหม แม่เขาเลี้ยงไหวรึเปล่า? แล้วทำไมถึงไม่บอกแม่ล่ะเด็กโตแล้วนะ..."

"เรื่องความเป็นอยู่เขาไม่ลำบากครับ แต่เขาไม่เคยเรียกร้องให้ผมรับผิดชอบ....อยู่ๆเขาก็หายจากชีวิตผมไป...แล้วไม่ได้ยุ่งกันอีกเลย...ผมผิดเองที่ไม่ได้ถามอะไรเธอ เพราะผมไม่กล้า...เธอไม่ใช่คนที่จะเรียกร้องอะไรผมเลย หรือบางทีเธออาจเกลียดขี้หน้าผมไปแล้ว..."

"นี่ลูกอกหักเหรอ!? แม่ไม่เคยเห็นเราเป็นหนักแบบนี้มาก่อนแม่รู้คำตอบแล้วว่าแกตั้งใจ...มันไม่ใช่ความผิดพลาดใช่มั้ย?"

"สำหรับผมมันไม่ใช่เรื่องผิดพลาด แต่สำหรับเธอผมคิดว่าผมคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอเพราะเธอเดินในทางที่ดีมาตลอด...ผมนี่มันเลว...." คนตัวใหญ่ทรุดนั่งลงบนโซฟา

"ไม่รู้ล่ะ ถ้าเด็กคนนี้เป็นหลานแม่ แม่จะไปเยี่ยม...ขอดูซิว่าแม่เด็กเป็นไง เดี๋ยวแม่คุยเอง..."

"ผมว่า..."

"หรือแกจะอยากเป็นพ่อที่เลวไปตลอดแบบนี้?! แม่ดูออกนะว่าแกไม่ได้ไข่ทิ้งแน่นอน เอาที่ทำงานมา เดี๋ยวแม่ไปดูเอง"

"แม่ครับ...คือผม"

"ไม่มีแต่...เอารูปมาดูเดี๋ยวนี้! ตาตฤณ!"

"..." ส่งรูปให้ดู

"แหมหน้าตาน่าเอ็นดูนะ นี่แกแอบถ่ายเขาไว้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?! เป็นเอาหนักจริงๆ ถึงว่าใครเข้าหาก็ไม่ยอมคุยกับใครสักที นี่เเกเคยสอน? ตฤณที่แกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตอนเล่าถึงโรงเรียนเก่าที่เคยสอนเพราะเเกแอบชอบเด็ก? โอ้ย...ถึงว่าตอนย้ายมาแรกๆซึมไปเลย...แกแอบคุยกับเขาด้วยรึเปล่าเนี่ย?!" แม่จับผิด

"ผมไม่เคยทำให้เธอเสียหาย...ตอนนั้นผมรู้ว่ามันไม่เหมาะ...ผมไม่เคยเข้าไปคุยกับเธอเรื่องไม่ดีเลย ตอนนั้นเป็นแค่ครูกับนักเรียน...เราเเทบไม่ค่อยได้คุยกัน...ผมกลัวเธอจะรู้ว่าผมคิดยังไง เธอเป็นคนฉลาดรู้ทันคน ถ้าไม่มีเพื่อนอยู่ด้วยผมไม่เข้าไปคุยเด็ดขาด...แม่สบายใจได้ผมไม่ได้ทำเรื่องเสื่อมเสียอะไร"

"ก็ดี...ที่ตอนนั้นมีจิตสำนึก...แต่ตอนเขาโตแกกลับทำ?"

"ผม...แม่ ผมไม่รู้ว่าแม่จะเชื่อมั้ยแต่...พอผมได้เจอเธอครั้งแรกผมก็รู้สึกว่าคนนี้แหละใช่...ตอนนั้นมันยังไม่เหมาะผมเลยรอเวลา...รอจนกว่าผมกับเธอจะคุยกันในฐานะผู้ชายกับผู้หญิงธรรมดาๆ ไม่ใช่ครูกับนักเรียนอีกต่อไป แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันพังลงหมดแล้ว ผมทำชีวิตของเธอพัง...เพราะความเห็นแก่ตัวของผม...หลายปีที่แล้ว...และถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกของผมจริง...แสดงว่าผมกำลังทำลายชีวิตของเขาอีกครั้ง บางทีเขาอาจไม่ต้องการให้ผมเข้าไปยุ่งอีก เพราะเขาดูมีความสุขกันอยู่แล้ว..." เสียงสั่น

"มันจะพังกว่านี้ถ้าแกไม่ลองค้นหาความจริง แกไม่คิดบ้างเหรอว่าบางทีเขาอาจรอให้แกกลับไปหา?! อาจมีเรื่องอะไรทำให้เข้าใจผิดกัน...แกทำอะไรให้เขาคิดว่าแกจะไม่รับผิดชอบเขารึเปล่า? ลองคุยกันดูก่อน ถ้าแกไม่กล้าแม่คุยเอง เพราะเเม่อยากได้หลานชายจากลูกชายคนโตบ้าง...หลานสาวจากน้องชายแกกับหนูปุ้ยแม่ก็รัก...แต่ถ้านี่เป็นหลานแม่อีกคนล่ะ แม่ก็รักเหมือนกัน แค่เห็นก็ถูกชะตาทั้งแม่ทั้งลูกแล้ว...บอกมาทำงานที่ไหนแม่ไปสืบเอง แม่อยากได้หลานเพิ่ม" คุณแต้วยิ้มหน้าบาน

"เธอย้ายไปทำงานที่แถวบ้าน....เป็นหมอ...ชื่อหมอสีน้ำ...หรือจะเรียกชื่อเต็มว่านธีกานต์ พิทักษ์พล...ลูกเธอใช้นามสกุลแม่...ไม่ได้ใช้นามสกุลของพ่อ..." หน้าหงอย

"เลือกคนได้ดี...แม่อุ่นใจหน่อย...หวังว่าคงไม่เหวี่ยงใส่แม่หรอกนะ...เป็นหมอต้องควบคุมอารมณ์ให้ดีนี่นา...พรุ่งนี้แม่ไปเลย...แกไม่ไปเรื่องของแก..."

...

"เชิญคุณตรีชฎา วรเวศน์ธาตรีค่ะ" อ้อยเรียกชื่อคนไข้

"วรเวศน์ธาตรี?!" นธีกานต์อึ้งเงียบไป

"สวัสดีจ้ะ..." คุณแต้วเข้าไปก็ทักทายก่อน

"สวัสดีค่ะ...วันนี้คุณมาตรวจสุขภาพประจำปีนะคะ...งั้นขอหมอตรวจอัตราการเต้นของหัวใจหน่อยนะคะ..." ทำงานต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนใกล้จบการตรวจทุกอย่าง

"เดี๋ยวหมอขอเจาะเลือดนะคะ...จะได้นำไปเข้าห้องปฏิบัติการ...ตรวจเช็คโรคต่างๆที่คุณต้องการตรวจ" ผูกยางรัดเเขน เช็ดแอลกอฮอล์ในจุดที่จะเจาะ และเจาะเลือดอย่างเบามือ

"หมอมือเบาจังเลยนะจ๊ะ...แม่ไม่รู้สึกเจ็บเลย" คุณแต้วว่า

"แม่?!" แอบสงสัยแต่บางคนก็แทนตัวเองจนติดปาก

"โทษทีจ้ะ พอดีชิน...คุยกับคนรุ่นลูกก็จะเป็นแบบนี้เเหละฮ่ะๆ..."

"ไม่เป็นไรค่ะ...เก็บเลือดเสร็จแล้วนะคะ เดี๋ยวเชิญรอผลตรวจก่อนด้านนอก..."

"หนูไม่คุ้นนามสกุลของฉันบ้างเหรอจ๊ะ?" เข้าประเด็นเลย

"คะ?!" จะให้ตอบว่าไงล่ะ

"รู้จักตฤณมั้ย? เขาแนะนำฉันมาให้ตรวจกับหนู..."

"เอ่อ.."

"ฉันเป็นแม่เขาเองจ้ะ...เห็นเขาพูดถึงแต่หนูบ่อยๆ แม่เลยอยากมาเจอ...ตัวจริงยิ่งดูยิ่งสวยนะ ปีนี้อายุเท่าไหร่จ๊ะ?" ยิ้มอ่อนโยน

"คือ...ฉัน...อ้อยมีเคสอีกรึเปล่า?" รีบถามหาเคสต่อไป

"หมดแล้วค่ะพี่ เคสนี้เคสสุดท้ายของวันค่ะ..." อ้อยเข้ามาบอกก่อนจะออกจากห้องไป

"ว่าไงจ๊ะ...ว่างแล้วนี่พอจะคุยกันหน่อยได้มั้ย?"

"เอ่อ..."

"พี่อ้อยครับ คุณแม่ล่ะครับ?" เด็กชายที่ใส่ชุดนักเรียนวิ่งเข้ามาหา

"คุณแม่อยู่ในห้องตรวจครับ...ยังไม่ว่างมาเล่นกับพี่อ้อย...ก่อน" ไม่ทันแล้ว

"แม่คร้าบ พลูโตมารับกับคุณตาครับ วันนี้เย็นวันศุกร์...เเม่ไม่มีงานต่อแล้วใช่มั้ยค้าบ" เข้ามาในห้องตรวจโดยไม่ได้เคาะประตูอะไร ตามประสาเด็ก

"พลู...แม่ยังทำงานไม่เสร็จ...ลูกออกไปก่อนได้มั้ยครับ!?"

"เอ่อ...ขอโทษครับ...พลูออกไปรอข้างนอกนะครับ"

"ไม่ต้องหรอกจ้ะ...ฉันไม่ถือ...หนูชื่อพลูโตเหรอครับ...ลูกชายหมอน่ารักดีนะจ๊ะ" ยิ้มเอ็นดู

"ขอบคุณครับ" ไหว้เเล้วยิ้มสดใส

"พลูโต...แม่บอกว่าไงครับ..." ทำหน้านิ่ง

"พลูออกไปรอข้างนอกก็ได้ครับ...ขอโทษครับ" ออกไปแต่โดยดี

"เก่งจังนะจ๊ะสอนเด็กได้ดีเลยนะ...เป็นแม่ยังสาวที่เก่งเลยนี่..."

"ขอบคุณค่ะ...ขอโทษที่ลูกของหมอเข้ามารบกวน...คือคุณต้องการจะรู้อะไรเกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มมั้ยคะ...เดี๋ยวผลแล็ปก็ออกมาแล้ว..." ดูเอกสารงานต่อ

"คุยเรื่องอื่นก่อนได้มั้ยจ๊ะ? ถือว่าคุยกับป้าข้างบ้านก็แล้วกัน..." ยิ้ม

"คะ?"

"ฉันไม่รู้ว่าลูกชายฉันทำอะไรไว้บ้าง แต่เด็กคนนั้นเขาเป็นหลานฉันใช่มั้ย?" ถามตรงมาก

"คะ!? เปล่านี่คะ เขาไม่ใช่! ขอโทษนะคะหมอขอให้คนอื่นมาบอกผลกับคุณแทน วันนี้หมอคงต้องกลับแล้ว"

"นี่หนูจ๊ะ ป้าน่ะไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีเลยนะ...บอกป้าได้มั้ย...ป้าแค่อยากรู้จักหลาน อยากเล่นกับหลานบ้างก็เท่านั้น..."

"ฉันว่าแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะคุยกันในฐานะหมอกับคนไข้นะคะ..ขอโทษด้วยค่ะ...ฉันคงจะพูดอะไรกับคุณเรื่องนี้ไม่ได้...อ้อย...พี่มีธุระด่วน...เดี๋ยวบอกหมอแดนมาช่วยพี่ทีนะ...มาช่วยบอกผลการตรวจ...พี่ต้องกลับแล้วจริงๆ...ขอโทษนะคะคุณ..." ไหว้ก่อนจะรีบออกไป

"ได้ค่ะ...เชิญคุณตรีชฎานะคะ..." อ้อยเชิญไปอีกห้อง

"จ้ะ...วันนี้หมออาจยังไม่พร้อมคุย...เเต่วันหลังหนูต้องคุยกับฉันเรื่องนี้...หมอนธีกานต์" เดินตามพยาบาล

"แม่ครับเสร็จงานแล้วเหรอครับ!?"

"ใช่ครับ..เรากลับบ้านกันนะ...ไหนคุณตารออยู่ที่ไหน? นำแม่ไปซิจ๊ะ" จูงมือเดินไป

"ทางนี้ครับ..."

"คุยไม่ง่ายจริงๆด้วยสินะ...ตฤณทำอะไรไว้บ้างเนี่ย เขาถึงไม่อยากคุยด้วยขนาดนี้...เฮ้อ...แต่ได้เจอหลานแป๊บนึงก็ดีแล้ว..."

"มาแล้วเหรอลูก? ไงพลูโต อารมณ์ดีเชียวนะได้มารับแม่..." คุณพนาว่า

"แล้วนี่มากันยังไงคะพ่อขับรถมารึเปล่า?"

"พ่อนั่งรถตุ๊กตุ๊กมารับหลาน แล้วก็นั่งมานี่ด้วย"

"งั้นวันนี้พ่อช่วยขับรถกลับหน่อยนะคะ...สีน้ำรู้สึกไม่ค่อยสบาย..."

"ได้สิลูก...งั้นกลับกันเลยมั้ย?"

"ค่ะ..." ขึ้นนั่งเบาะหลังเพราะเธอรู้ดีว่าลูกชายชอบนั่งหน้า แล้วไม่นานเธอก็หลับไป

"ตาครับแม่หลับไปแล้ว"

"ให้แม่เขาหลับเถอะ อย่าเพิ่งไปกวนแม่เลย"

"ครับตา"

ความคิดเห็น