email-icon facebook-icon Twitter-icon

ตอนที่วาฬโต้คลื่นมันเจ็บบ้างมั้ยนะ

วาฬโต้คลื่น 6 แทนตัวเองว่าหนูกับผู้ใหญ่ [Rewrite]

ชื่อตอน : วาฬโต้คลื่น 6 แทนตัวเองว่าหนูกับผู้ใหญ่ [Rewrite]

คำค้น : วาฬโต้คลื่น,วาฬ,คลื่น,เปอร์,แข่งรถ,รัก,คนเถื่อนหัวใจมุ้งมิ้ง

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 834

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2564 21:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วาฬโต้คลื่น 6 แทนตัวเองว่าหนูกับผู้ใหญ่ [Rewrite]
แบบอักษร

วาฬโต้คลื่น 6 แทนตัวเองว่าหนูกับผู้ใหญ่ 

 

แน่นอนอยู่แล้วว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยคิดเข้าข้างวาฬเลยแม้แต่ครั้งเดียว

และกว่าการแข่งขันครั้งนี้จะจบลงก็แทบเอาชีวิตไม่รอด...

อยากโดดออกจากรถก็กลัวจะตายเร็วกว่าสุดท้ายเลยฝืนอดทนอยู่ต่อจนจบการแข่งขัน

"เอี๊ยดดดดด! "

เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นถนนดังลั่นขึ้น เพราะถูกคนขับเบรกอย่างกะทันหัน

รถคันหรูของหัวเขียวพุ่งเข้าเส้นชัยอย่างสวยงามในที่สุด หลังจากรอคอยมานาน

แต่มันใช่เรื่องที่ต้องเหยียบเบรกจนมิดเพื่อเรียกเสียงกรี๊ดเหรอวะ เข็มขัดนิรภัยก็เอาไม่อยู่แล้วเนี่ย!

หัวเกือบทิ่มคอนโซลรถแล้วเหอะ

ไอ้หัวเขียว!

น้ำหูน้ำตาฉันไหลเปื้อนเต็มหน้ามาตลอดทาง และพอแน่ใจว่ารถจอดนิ่งสนิทแล้วจริง ๆ จึงรีบเปิดประตูรถแล้ววิ่งไปยังข้างสนามที่เป็นพื้นหญ้าทันที

สองมือพลันถอดหมวกออกจากหัวอย่างรวดเร็วก่อนจะอ้าปากปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่อดกลั้นไว้ตลอดระยะทางออกมาจนหมด

"แหวะ! แหวะ! "

ใช่...

วาฬอ้วก

อ้วกแตกเลยแม่ มึนหัวไปหมดเลยเหมือนตัวโดนหมุนเหวี่ยงไปซ้ายทีขวาทีตลอดทางอะ

ฮือ

มันทรมานมากเลยนะเว้ย มันใช่เรื่องเล่น ๆ เลย

ใครบอกแข่งรถแล้วเท่วาฬแม่งจะนั่งเถียงทั้งวันทั้งคืน

ไอ้เท่มันก็เหมือนจะเท่อยู่หรอก แต่เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงตายทุกครั้งที่ลงสนามอะ หยุดเหอะ

คิดถึงหัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่บ้างว่าเขาจะรู้สึกยังไงตอนเห็นลูกตัวเองเกือบรถคว่ำอะ

วันนี้อาจโชคดีที่รอดตาย แต่มันไม่ได้แปลว่าวันอื่นจะรอดไง เก็ทปะ?

"อีวาฬ!  มึงเป็นไงบ้าง"

คิดอะไรในหัวไปเรื่อยเปื่อยขณะที่ปากก็ปลดปล่อยข้าวขาหมูที่เพิ่งยัดลงท้องก่อนมาถึงสนามแข่งออกจนหมดไส้หมดพุง เสียงคุ้นเคยที่จำได้ว่าเป็นของโน่ก็ดังขึ้นด้านหลัง

พร้อมกับฝ่ามือเล็ก ๆ ที่คาดว่าจะเป็นของจิ๊บตามมาลูบหลังให้

"มึงคิดไงถึงยอมขึ้นรถไปกับเฮียคลื่นฮะอีวาฬ อยากตายรึไง"

เออ

กูอยากตายมั้ง!

ถุย...

ไม่มีทางให้เลือกต่างหากเหอะ

"น้ำ อึก...อยากได้น้ำ"

แม้ในใจจะตะโกนตอบเพื่อนไปแบบนั้นแต่สิ่งแรกที่ฉันถามหาจากพวกมันก็คือน้ำ

"น้ำ เชี่ย! กูลืมซื้อมา"

โน่เริ่มโวยวาย พอฉันหยัดตัวขึ้นมายืนพร้อมกับใช้แขนเสื้อเช็ดปากตัวเองลวก ๆ ก็เห็นเพื่อนมันหันรีหันขวางไปรอบทิศราวกำลังมองหาร้านขายน้ำอยู่

โห่...

ท่าทางของมึงทำให้กูมีกำลังใจขึ้นเป็นกองเลย

"มึงก็ไปซื้อซี้กะเทย เดี๋ยวกูอยู่ดูแลอีวาฬเอง"

"เออ ๆ กูรีบไปรีบมา"

เมื่อได้ยินจิ๊บบอกแบบนั้นโน่ก็รีบหันหลังวิ่งกลับทางเดิมทันที จบกัน...มาดพี่เกรท วรินทรของกู

บิดตูดอะไรขนาดนั้นวะเพื่อนกู

จำเป็นต้องบิดตูดแล้วสะบัดมือไปมาด้วยเหรอ

เฮ้อ...

แต่เอาเถอะมันวิ่งแบบนั้นแล้วสบายใจวาฬก็ไม่ควรบูลลี่เพื่อนเพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี

"ไหวปะอีวาฬ ไปนั่งพักตรงนู้นไหม"

จิ๊บชี้มือไปยังเก้าอี้ตัวยาวข้างสนามที่ต้องเดินออกไปอีกค่อนข้างไกล ซึ่งสภาพของวาฬตอนนี้...บอกเลยว่าไม่สู้

"ตรงนี้แหละ กูขอนั่งตรงนี้"

หลังบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงจึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นสนามทันทีโดยไม่คิดแคร์สายตาใคร

พอหันไปมองทางด้านหัวเขียวก็เห็นว่าเขาออกมาจากรถด้วยท่าทีสบายอกสบายใจเหมือนเมื่อกี้ไม่เคยเกือบรถจะคว่ำเพราะถูกคู่แข่งฝ่ายตรงข้ามตัดหน้า

แถมยังยิ้มระรื่นยื่นมือไปรับกุญแจรถของคู่แข่งราวกับว่ามีความสุขนักหนา

อ่อ

ของเดิมพันเป็นรถสีแดงคันนั้นสินะถึงได้มีความสุขขนาดนี้น่ะ

แล้วลองมาเทียบกับวาฬดิ...

วาฬได้อะไรบ้าง

นอกจากอ้วกแตก

"จิ๊บ...หัวเขียวจะไม่ตุกติกกูใช่ปะวะ"

ฉันหันไปถามจิ๊บอย่างไม่แน่ใจ ซึ่งเพื่อนมันก็ได้แต่ส่ายหน้าตอบกลับมาโดยที่ไม่คิดจะพูดอะไรที่ให้กำลังใจกันสักนิดเลย

"กูอุตส่าห์ยอมเสี่ยงตายขึ้นไปนั่งเป็นเพื่อน ไม่ได้จะทิ้งกูใช่ปะ"

"เฮียคลื่นขึ้นชื่อว่าเจ้าเล่ห์เป็นที่หนึ่ง คำสัญญาก็แค่ลมปากมึงอย่าไปไว้ใจ"

นั่นไง ไปกันใหญ่เลย

และชั่วจังหวะวินาทีนั้นหัวเขียวก็หันมาสบตากับฉันพอดี เขายิ้มมุมปากแบบมีเลศนัยอย่างที่ชอบทำ สักพักก็หันไปพูดอะไรกับคู่แข่งคนเดิมที่ทำหน้าบึ้งตึงอยู่นิดหน่อยหลังจากนั้นเขาก็...

เดินตรงมาทางฉัน

เหยดแม่ม

จะเอาสร้อยฉลามมาคืนใช่ป้ะ? หัวเขียว

"มึง...กูพอมีหวังแล้วใช่ปะวะ หัวเขียวเดินยิ้มมาแต่ไกลเลย"

ฉันพูดกับเพื่อนอย่างเลื่อนลอย บอกตรง ๆ ว่ายังไม่หายเมารถ แต่ใจกลับมีความหวังที่จะได้สร้อยคืนเกินร้อยเปอร์เซ็นต์

วันนี้หัวเขียวได้รถฟรีตั้งหนึ่งคัน ซึ่งราคาก็ไม่รู้ว่ากี่ล้าน เขาคงไม่ขี้เหนียวอยากได้สร้อยฉลามฉันอีกแล้วแหละ

หรือถ้าอยากได้จริง ๆ เดี๋ยวจะยอมโทรไปถามป๊ากับม๊าให้เลยว่าไปสั่งทำสร้อยนี้จากร้านไหนมา วาฬจะจดที่อยู่พร้อมเบอร์โทรร้านแถมให้เลยเอาดิ

"กึก..."

เสียงฝีเท้าใหญ่ของคนหัวเขียวหยุดลงตรงหน้าฉัน ก่อนคนตัวสูงใหญ่จะย่อตัวนั่งยอง ๆ ลงด้านหน้าพร้อมกับเอ่ยถาม

วินาทีนี้รับรู้ได้เลยว่าจิ๊บแอบกรี๊ดในใจเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านแล้ว

ได้ยินเสียงมันคราง ฮื่อ ๆ อย่างชอบใจอยู่ข้าง ๆ วาฬได้ยินชัดเลย

แต่เวลานี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาสนใจเอฟเฟกต์เพื่อนตอนเจอผู้ปะ

ไม่ใช่เนอะ

"ไง ถึงกับทรุด"

โหย เป็นคำทักทายที่ดีมาก ซ้ำเติมเหรอ?

"เพราะคนขับห่วยแตกไง"

คิดเหรอว่าคนอย่างวาฬจะยอม

"ถ้าห่วยป่านนี้คว่ำไปแล้ว"

"เออ ดีที่ไม่ตาย"

"..."

เขาทำเพียงยิ้มมุมปาก แล้วส่งน้ำเปล่าเย็นเฉียบที่อยู่ในมือใหญ่มายื่นให้

ไปได้มาตอนไหนวะ...

"อยากได้สร้อยฉลามคืน ฉันนั่งรถกับนายแล้วก็คืนมาได้แล้ว"

ถึงจะเอ่ยปากทวงสร้อยแต่มือก็ยังรับน้ำเปล่าจากมือเขามาเปิดดื่มแทบจะในทันทีเลยก็ว่าได้

เพราะถ้าขืนรอกะเทยไปซื้อกลับมา วาฬคงได้ตายก่อนจริง ๆ

"แทนตัวเองว่า 'หนู' กับผู้ใหญ่"

"เรื่องมาก เป็นพี่เปอร์ไม่ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ปะ"

หัวเขียวน่าเคารพตรงไหน ทำไมต้องแทนตัวเองว่าหนูกับเขาด้วยล่ะ จริงไหม?

"ก็ได้ งั้นก็ไม่ต้องเรียก ไม่ต้องเอาสร้อยคืน"

ทว่าเขากลับไม่ได้คิดจะต่อล้อต่อเถียงต่อ พอขู่ว่าไม่เรียกก็ไม่ต้องเอาสร้อยเสร็จเขาก็ทำท่าจะลุกขึ้นยืนจนฉันเอ่ยรั้งไว้แทบไม่ทัน

"เฮ้ย! เดี๋ยวดิ มันผิดสัญญานะ"

"ไม่ได้ผิด"

ฉันรีบลุกขึ้นแล้วเอื้อมมือไปจับชายเสื้อของเขาไว้เพื่อไม่ให้หัวเขียวเดินหนี

"ไม่ผิดก็คืนสร้อยมาดิ"

เป็นอีกครั้งที่ฉันแบมือขอเขาตรง ๆ

"แทนตัวเองว่า 'หนู' อย่าให้ย้ำบ่อย"

"เออ หนู! พอใจยัง"

เมื่อไร้หนทางเลือกฉันจึงจำต้องพูดคำว่าหนูออกไปจนได้ แม้จะกระดากปากจนอยากบ้วนน้ำลายทิ้งมากแค่ไหนก็ตาม

"หนูอยากได้อะไร? "

"อยากได้สร้อยฉลาม"

"ตอบใหม่"

ไอ้ห่านี่ นอกจากจะไม่ยอมถอดสร้อยคืนมาดี ๆ ยังเสือกเล่นตัวอีก

"หนูอยากได้สร้อยฉลาม"

"เอาเพราะ ๆ "

เรื่องมากโว้ยยยยยยย!

"หนูอยากได้สร้อยฉลามค่ะ พอใจไหมคะ! "

ฉันตะโกนบอกเขาเสียงดังเมื่อเริ่มหมดความอดทน ซึ่งทั้งหมดที่ฉันทำกลับเรียกรอยยิ้มจากหัวเขียวได้เป็นอย่างดี

มีความสุขอะไรนักหนาวะ ถามหน่อย?

"อยากได้ก็ไปเอาที่ห้อง"

"เฮ้ย! "

ทว่าพอเอ่ยจบประโยคนั้นเขาก็รีบปัดมือฉันออกจากชายเสื้อแล้วเดินตรงไปที่รถคันสีแดงทันที รถคันสีแดงที่เขาเพิ่งได้เป็นเจ้าของเมื่อกี้แบบสด ๆ ร้อน ๆ นั่นแหละ

"อีวาฬ! มึงยืนบื้ออยู่ทำไมตามเฮียเขาไปสิ! "

ระหว่างที่กำลังยืนงงงวยเป็นไก่ตาแตกอยู่ที่เดิม จิ๊บก็เอ่ยกระตุ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้มันยังแอบกรี๊ดเฮียคลื่นอะไรของมันจนน่ารำคาญ

"เร็ว ๆ สิยะ ไม่อยากได้สร้อยมึงคืนรึไง เฮียเขาบอกให้มึงไปเอาที่ห้อง"

ที่ห้องอีกแล้วเหรอวะ

ที่ห้อง....

 

ฉันแหงนคอมองโรงแรมหรูความสูงนับ 70 ชั้นด้วยความงุนงง ก่อนหันไปมองคนข้างตัวที่ยึดแขนฉันไปจับไว้อย่างถือวิสาสะด้วยแววตาสงสัย

"พามาที่นี่ทำไม"

"มานอน"

"หนูมีห้องให้กลับโว้ย"

ถึงแม้จะยังไม่ชินกับสรรพนามใหม่ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมฝืนใจเรียกเพราะมีสร้อยฉลามเป็นตัวประกัน....

หลังจากถูกจิ๊บเอ่ยกระตุ้นให้รีบตามหัวเขียวมา ฉันก็ฝากกุญแจรถมอไซต์ให้เพื่อนขี่กลับหอให้ ส่วนตัวเองก็วิ่งเป็นลูกตามพ่อยอมขึ้นรถกับหัวเขียวมาด้วยความกล้ำกลืนฝืนทน

จนกระทั่งรถเคลื่อนมาจอดหน้าโรงแรมหรูเขาก็พาฉันลงจากรถแล้วถือวิสาสะจับแขนฉันไว้ จากนั้นก็มีรปภ.คนหนึ่งมารับกุญแจจากหัวเขียวแล้วขับรถคันใหม่สีแดงของเขาออกไปทันที

คาดว่าคงจะขับไปจอดที่โรงจอดรถให้เหมือนกับในซีรี่ย์ที่เคยเห็น

แต่ยังไม่เคลียร์นะเรื่องที่จะให้มานอนอะ

"อยากได้สร้อยคืนไม่ใช่? "

"ก็อยากไงวะ แต่อยากได้ตอนนี้ไม่ได้ต้องการจะนอน"

"ห้องที่นี่กว้าง เตียงนุ่ม ห้องน้ำหรู มีอ่างให้แช่ มีรูมเซอร์วิส ไม่ชอบเหรอ"

"ไม่ชอบ หาข้าวกินเองได้ อาบน้ำฝักบัวมันก็สบายดีอยู่แล้ว เตียงที่หอนุ่มเหมือนกัน"

เอาจริง ก็ไม่รู้ว่าสรุปแล้วจุดประสงค์ของหัวเขียวคืออะไร เขากำลังกวนประสาทอยู่ อยากแกล้ง หรือว่าเพราะอะไรกันแน่

เรื่องของเรามันควรจบตั้งแต่ที่สระว่ายน้ำแล้วด้วยซ้ำ แต่ทำไมมันถึงยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสักที

"ตามใจ แต่ขึ้นไปที่ห้องก่อนเดี๋ยวเอาสร้อยให้"

"หลอกหนูมากี่รอบแล้ววะ ตามมาถึงที่โรงแรมก็มากพอแล้วปะ"

ฉันพยายามจะบิดแขนออกจากมือใหญ่ของเขาแต่พยายามเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมหลุดสักทีจนต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

"สวัสดีค่ะคุณคลื่น"

พอเขาลากฉันเดินเข้ามาถึงในตัวโรงแรม พนักงานที่อยู่แถวนั้นก็ต่างยกมือไหว้เขากันหมด แถมยังพูดสวัสดีคุณคลื่นเป็นเสียงเดียวกันซะด้วย...

อืม...ให้มันได้แบบนี้ดิ นี่วาฬกำลังเข้ามาอยู่ในถิ่นหัวเขียวอีกแล้วใช่ไหม ตั้งแต่สนามแข่งยันโรงแรมเลยเหรอ

"ไม่ทำอะไรหรอก อย่าดื้อให้มาก"

จู่ ๆ เขาก็พูดคำนี้ขึ้นนมาเมื่อฉันฝืนตัวไม่ยอมเดินตามขณะที่หัวเขียวกำลังจะพาฉันเข้าไปในลิฟต์ที่กำลังเปิดประตู คิ้วหนาขมวดคิ้วมุ่นราวกับเริ่มเบื่อหน่ายกับท่าทางของฉัน

"จะทำอะไร ยังไม่ได้พูดสักคำว่ากลัว นี่คิดไม่ซื่อเหรอ? "

ฉันเอ่ยเถียงและไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาบอก แต่เอาตามความจริงไหม...

ก่อนหน้านั้นในหัววาฬไม่เคยกลัวเรื่องแบบนี้เลยด้วยซ้ำ ตัวเขาไม่ได้ใหญ่โตมีกล้ามเหมือนนักเพาะกายขนาดที่วาฬจะเอาชนะไม่ได้สักหน่อย แถมฉลามยังเคยสอนไว้ว่าผู้ชายแค่เตะผ่าหมากสองรอบก็สลบเหมือดแล้วเพราะฉะนั้นถ้าวาฬเล็งให้แม่นก่อนเตะสองครั้งติด

แค่นี้ก็รอด

หึ...เก่งใช่ปะ

"เออ ถ้าคิดไม่ซื่อจริงจะทำไง"

"ไม่กลัว"

ฉันตอบไปอย่างมั่นอกมั่นใจ แล้วรีบสะบัดแขนออกจากมือของเขาในทันที

วาฬไม่ได้กลัวนะ แต่การถูกเนื้อต้องตัวกันแบบนี้มันไม่ดี

"อือ จะรอดู ขึ้นไปบนห้องให้สร้อยแล้วเดี๋ยวพากลับ"

"ทำไมต้องขึ้นไปถึงห้องด้วยล่ะ ก็สร้อยฉลามมันอยู่ที่คอนาย"

ฉันชี้ไปที่คอของเขา และตั้งคำถามในสิ่งที่ตัวเองค้างคาใจมาตั้งแต่ต้น

หัวเขียวดึงดันจะพาฉันมาห้องจนได้อะ อะไรนักหนาก็ไม่รู้

"สร้อยเธออยู่บนห้อง นี่ไม่ใช่สร้อยฉลาม"

ทว่าพอได้ยินคำตอบฉันกลับต้องเพ่งมองไปที่สร้อยคอเขาอีกครั้ง และเมื่อมือใหญ่จับสร้อยเส้นนั้นออกมาจากนอกปกเสื้อฉันถึงได้รู้ว่าจี้ที่ห้อยอยู่ตรงสร้อยมันไม่เหมือนกัน

ถึงแม้ว่าลวดลายของสร้อยที่เขาใส่อยู่มันจะเหมือนกับสร้อยฉลามมากเท่าไหร่ก็ตาม

"นี่สร้อยคลื่น ไม่ใช่สร้อยฉลาม"

"ตะ แต่ทำไมมัน"

ฉันได้แต่ชี้ตรงสร้อยนั้นค้างไว้ แล้วเพ่งมองจี้นั้นอีกครั้ง ทว่ามองเท่าไหร่มันก็ไม่ใช่สร้อยฉลามอยู่ดี

"สร้อยเหมือนกัน แต่จี้ไม่เหมือนกัน ทีนี้เข้าใจยัง..."

เข้าใจห่าอะไรล่ะ มีแต่คำถามจะผุดขึ้นมาในหัวเพิ่มขึ้นต่างหาก

 

 

 

เบาได้เบานะเฮีย น้องกลัวแล้ว ถึงแม้ปากน้องจะบอกไม่กลัวก็ตาม 5555 

#คนเถื่อนหัวใจมุ้งมิ้ง 

ปล.ไรต์เปลี่ยนชื่อตอนเด้อ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว