facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 37 การเข้าสำนัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 37 การเข้าสำนัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ส.ค. 2563 13:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37 การเข้าสำนัก
แบบอักษร

“ครั้งนี้พอเจ้าขึ้นเขาไป อารองจะไม่ได้อยู่กับเจ้าแล้ว เจ้าต้องคอยระวังทุกอย่าง ต้องแน่ใจว่าจี้หยกซ่อนวิญญาณจะอยู่กับตัวตลอดเวลา และที่สำคัญที่สุด ห้ามเปิดเผยตัวตนว่าเป็นผู้หญิงกับใครเด็ดขาด หากวันหนึ่งเจ้าประสบความสำเร็จในการสร้างขุมพลังและมีพลังที่จะปกป้องตนเองได้ เมื่อนั้นเจ้าจึงสามารถเปิดเผยตัวได้ว่าเป็นหญิง ถ้าเจ้าพบปัญหาในการฝึกตน ให้ลงเขามาถามข้า อีกอย่างห้ามทะเลาะกับศิษย์ที่เป็นสหายของเจ้า เข้าใจหรือไม่”  

โม่เทียนเกอพยักหน้ารับ มีความไม่เต็มใจปรากฏบนสีหน้าของนางในขณะที่พูดว่า “ท่านอารอง ท่านก็ต้องคอยระวังตอนอยู่คนเดียวที่ตีนเขาเหมือนกันนะ ถ้าท่านมีปัญหาอะไร ก็ส่งข้อความมาหาข้า ข้าจะไปหาทันที”  

เยี่ยเจียงซึ่งรู้สึกพอใจจึงพยักหน้ารับเช่นกัน จากนั้นเขาปลอบใจนางว่า “วางใจได้ ที่นี่คือตลาดนัดในเครือของสำนักอวิ๋นอู้ ดังนั้นจึงไม่มีอันตรายใดๆ หรอก อีกอย่าง ที่สุดแล้วข้าก็เป็นผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลัง ไม่มีใครมาหาเรื่องข้าหรอก เจ้าไม่ควรลงมาจากเขาบ่อยนัก มันจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น แค่เดือนละครั้งก็เพียงพอแล้ว”  

“แต่…” โม่เทียนเกอลังเล “ท่านอารอง ถ้าข้าไม่อยู่ที่นี่ แล้วยารักษาบาดแผลของท่านล่ะ”  

เยี่ยเจียงยิ้ม “ในเมื่อเจ้าได้เป็นศิษย์ของสำนักอวิ๋นอู้แล้ว เจ้าขอร้านค้าในเครือสำนักอวิ๋นอู้ให้ขายของในนามของเจ้าก็ได้ ในอนาคต เมื่อเจ้าลงมาที่นี่ ก็แค่ต้องเอาวิชาม่านพลังพวกนี้ไปขอให้ทางร้านเอาไปขายเพื่อให้ได้ศิลาวิญญาณมา”  

นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ตอนแรก เมื่อพวกเขาเป็นผู้ฝึกตนเดี่ยว ร้านของสำนักอวิ๋นอู้ซื้อสินค้าของพวกเขาในราคาต่ำมาก นอกจากนี้ เจ้าของร้านยังไม่เข้าใจมูลค่าของสิ่งของบางอย่าง และปฏิเสธที่จะให้ราคาสูงสำหรับวิชาม่านพลังของพวกเขา แต่หากนางยอมให้ร้านขายของให้คนอื่นในนามของนาง ปัญหาพวกนี้ก็จะหมดไป 

โม่เทียนเกอรู้สึกสุขใจ “อื้อ! ท่านอารอง รอให้ข้าสร้างฐานพลังของตัวเองให้ได้ก่อน เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าจะได้มีถ้ำเซียนของตัวเองและเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง”  

เยี่ยเจียงยิ้มและพยักหน้า “ข้าจะรอ ใกล้จะถึงช่วงยามจอแล้ว เจ้าควรไปได้แล้ว”  

“อือ ข้าไปล่ะ! แล้วข้าจะกลับมาเยี่ยมเร็วๆ!”  

เมื่อเตรียมกระเป๋าสัมภาระพร้อม โม่เทียนเกอก๋ใช้วิชาตัวเบาบินตรงไปยังวัดแห่งสำนักอวิ๋นอู้ เยี่ยเจียงมองนางบินหายไปและถอนหายใจออกมา 

เมื่อนางมาถึงวัดและเห็นศิษย์ที่คุมประตูทางเข้า โม่เทียนเกอก็ยิ้มแล้วก้าวไปข้างหน้าเพื่อทักทายพวกเขา จากนั้นนางถามว่า “ศิษย์พี่ ข้ามาลงทะเบียน ท่านช่วยบอกหน่อยได้หรือไม่ว่าข้าควรไปตรงไหน”  

เมื่อเห็นว่านางสุภาพนอบน้อม ศิษย์ทั้งสองคนจึงแสดงท่าทางเป็นมิตรและตอบพร้อมกับชี้ไปทางข้างในประตู “ศิษย์น้องต้องไปตรงนั้นและรออยู่ก่อน เดี๋ยวจะมีศิษย์พี่อีกคนมาพบเจ้า”  

โม่เทียนเกอมองไปตรงจุดที่เขาชี้ แน่นอนว่ามีคนหลายคนมารออยู่ตรงนั้นแล้ว จากนั้นนางจึงกล่าวอย่างสุภาพกับศิษย์สองคนนั้น “ขอบคุณศิษย์พี่มาก” นางเดินไปตามทางที่เขาบอกเข้าไปในวัด และยืนรออย่างว่าง่ายอยู่ตรงที่ว่างที่หนึ่ง 

ท่านอารองบอกว่านางต้องไม่เผลอไปทำให้ผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณคนไหนโกรธเข้า ไม่แม้แต่พวกที่มีหน้าที่แค่แบกน้ำหรือทำอาหาร แม้ว่าผู้ฝึกตนประเภทนี้จะไม่เก่งกาจอะไร แต่พวกเขาก็มีหน้าที่ควบคุมดูแลหลายอย่าง และเป็นพวกคนที่สามารถทำให้อะไรๆ มันยากลำบากขึ้นสำหรับนางได้ เพราะฉะนั้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นแค่ศิษย์เฝ้าประตูสองคน นางก็ยังทักทายพวกเขาด้วยคำว่า “ศิษย์พี่”  

ในขณะที่นางกำลังเบื่อสุดๆ ใครบางคนก็เข้ามาอยู่ข้างๆ และพูดกับนางว่า “สวัสดีศิษย์น้อง”  

โม่เทียนเกอหันหน้าไป สิ่งที่นางเห็นก็คือชายคนนั้น ผู้ฝึกตนการหลอมรวมพลังวิญญาณระดับแปดคนเดียวในหมู่ผู้ชนะ ชายคนนี้อยู่ในช่วงอายุยี่สิบต้นๆ มีหน้าตาที่ดูธรรมดาและร่างกายที่ให้ความรู้สึกสดชื่น อันที่จริง รูปลักษณ์ภายนอกของเขาทำให้นางประทับใจเลยทีเดียว 

โม่เทียนเกอตอบ “คารวะศิษย์พี่”  

ชายคนนี้ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนและสุภาพ “ศิษย์น้อง เจ้ายังเด็กมาก แต่ก็อยู่ในดินแดนการหลอมรวมพลังวิญญาณระดับเจ็ดแล้ว แถมยังมีพละกำลังที่โดดเด่น บางทีเจ้าอาจจะแซงข้าได้ในไม่ช้า ข้าชื่อสวีจิ้งจือ ข้าขอทราบชื่อของเจ้าได้หรือไม่”  

“เยี่ยเสี่ยวเทียน” เนื่องจากชายคนนี้มีมารยาท นางจึงประสานมืออย่างสุภาพตามเขาและตอบว่า “ศิษย์พี่คงจะล้อเล่น การทานยาวิเศษมากมายเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้ข้าเข้ามาถึงระดับปัจจุบันนี้ได้ต่างหาก ข้ามาอยูที่นี่ได้ก็คงเพราะข้าบังเอิญเอาชนะคนหลายคนได้จากโชคช่วย นอกจากนี้ ถ้าเราจะพูดถึงพละกำลัง ศิษย์พี่ต้องแกร่งกว่าข้าแน่นอน”  

สวีจิ้งจือยิ้มและโบกมือ จากนั้นก็พูดว่า “ศิษย์น้องเยี่ย ในเมื่อเราเข้าร่วมสำนักในกลุ่มเดียวกัน เราอาจจะต้องแบ่งใช้พื้นที่ฝึกตนเดียวกัน เมื่อถึงตอนนั้น ช่วยอดทนกับข้าด้วยนะ”  

“อย่างนั้นหรือ” ถึงแม้โม่เทียนเกอจะไม่รู้ว่าสำนักอวิ๋นอู้จัดสรรลูกศิษย์ใหม่อย่างไร นางก็ยังตอบไปว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราต่างก็คงต้องช่วยดูแลกัน”  

ในขณะที่พวกเขาคุยกัน คนอื่นๆ ก็ทยอยเข้ามาทีละคน 

โม่เทียนเกอพบว่าผู้ฝึกตนชายวัยกลางคนระดับสิบของการหลอมรวมพลังวิญญาณคนนั้นที่แพ้ให้กับนางก็อยู่ในหมู่พวกเขาเช่นกัน ซึ่งเขาชนะมาจากสังเวียนอื่น แต่ดูจากสีผิวซีดเผือดของเขา เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บดี นอกจากเขาแล้ว เด็กหนุ่มที่เสกคาถาได้เร็วราวกับโยนเครื่องรางในการต่อสู้ครั้งแรกของนางก็อยู่ที่นี่เช่นกัน 

เวลายามจอใกล้เข้ามา พระอาทิตย์เริ่มอัสดงทางภูเขาทิศปัจฉิม ผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณขั้นสิบก็เดินเข้ามาหาพวกเขาจากทางโถง ทักทายทุกคนและกล่าวว่า “ศิษย์น้องทั้งชายและหญิง กรุณาตามข้าเข้าไปในโถงเพื่อพบกับท่านเจ้าสำนัก”  

ทุกคนตอบรับอย่างนอบน้อมและเดินตามชายทั้งสองคนตรงเข้าไปในโถง 

ทันทีที่พวกเขาเข้าโถงมาถึงรู้ว่าโถงนี้ทั้งสูงและใหญ่โตโอ่อ่า ในโถงมีราวแกะสลักและหยกฝังประดับอยู่ มีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม ในจุดที่สูงที่สุดมีเก้าอี้สูงตัวหนึ่งตั้งอยู่ ชายวัยกลางคนเครายาวนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้น กำลังดื่มชา 

เมื่อสัมผัสได้ถึงระลอกพลังวิญญาณของชายผู้นั้น โม่เทียนเกอก็แน่ใจว่าเขาต้องเป็นท่านเจ้าสำนักอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านปรมาจารย์ในระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลัง ฟังติ้งเย่ว์ 

เป็นอย่างที่นางคาดคิด ผู้ฝึกตนทั้งสองคนที่นำทางพวกเขามายืนอยู่คนละข้างและกล่าวว่า “ศิษย์น้องทั้งหลาย คารวะท่านเจ้าสำนัก”  

ทุกคนรีบทำความเคารพ “ศิษย์ขอคารวะท่านเจ้าสำนัก”  

ฟังติ้งเย่ว์วางถ้วยชา ยืนและยกมือขึ้น “ลุกขึ้น”  

เขากวาดสายตามองทุกคนจนทั่ว หลังจากทุกคนทำความเคารพและยืนขึ้นเรียบร้อยแล้ว เขากล่าวว่า “เนื่องจากทุกคนได้เข้ามาเป็นสมาชิกของสำนักอวิ๋นอู้แล้วในตอนนี้ ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของสำนัก และทางสำนักจะพยายามทำเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกต่อการฝึกตนของพวกเจ้า ชัยชนะที่ทุกคนได้รับมาเหนือคนอีกกว่าพันคน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเจ้ามีความสามารถโดดเด่นเพียงใดเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณคนอื่น ข้าหวังว่าเจ้าจะมุมานะพากเพียรในการฝึกตน ก้าวไปสู่ดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังได้ และทำให้สำนักอวิ๋นอู้ของเราเจริญรุ่งเรือง ทั้งหมดก็มีเท่านี้ ดึกแล้ว เพราะฉะนั้น กลับไปที่โถงรับรองเพื่อลงทะเบียนชื่อและรับสัมภาระของเจ้า พรุ่งนี้เจ้าจะต้องฝึกตนร่วมกันกับศิษย์ในสำนักอวิ๋นอู้ของข้า”  

หลังจากการปราศรัยสั้นๆ นั้น ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณสองคนก็นำทางพวกเขาออกจากห้องโถง อ้อมผ่านหลายบริเวณก่อนจะเข้ามาถึงสนาม 

สนามนี้ดูธรรมดามาก ไม่มีความสง่างามเหมือนอย่างโถงก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย ดูเหมือนสนามเล็กๆ ธรรมดาในโลกมนุษย์ มีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ในห้องโถงหลักของสนาม และผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังคนหนึ่งกำลังทำสมาธิอยู่หลังโต๊ะนั้น 

ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณสองคนเดินนำพวกเขาเข้าไปในโถงและเรียกอย่างเคารพ “ท่านอาจาย์ลุงอวี้ เราพาศิษย์ใหม่มาลงทะเบียนขอรับ”  

ผู้ฝึกตนคนนั้นยังตั้งใจอยู่กับการทำสมาธิและไม่ได้ตอบอะไร อย่างไรก็ตาม ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณทั้งสองคนไม่ได้รีบและรอเขาอยู่ หลังจากผ่านไปสักพัก ผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังคนนั้นก็ลืมตาขึ้นและเหลือบมองพวกเขาทุกคน เขาพูดว่า “บอกให้พวกเขาเอาแผ่นจารึกประจำตัวมาเพื่อรับสัมภาระของพวกเขา”  

ชายทั้งสองคนทำตามคำสั่ง “ขอรับ” พวกเขาหันหน้าไปหาทุกคนและบอกว่า “ศิษย์น้องทั้งหลาย โปรดเข้ามาข้างในทีละคน หลังจากได้รับสัมภาระของเจ้าแล้ว ให้รออยู่ที่สนามนี้สักครู่ เดี๋ยวเราจะพาเจ้าไปยังที่พักของเจ้า”  

ทุกคนพยักหน้ารับทราบและตอบทันทีว่า “ขอรับ” หลังจากนั้น พวกเขาก็เข้าไปข้างในทีละคนโดยไม่มีใครกล้าสร้างความวุ่นวาย 

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ถึงคราวของโม่เทียนเกอที่จะต้องเข้าไปข้างใน เมื่อผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังตรวจสอบแผ่นจารึกประจำตัวที่นางยื่นให้ เขาก็บันทึกชื่อนางลงบนหยกบันทึกและทำแผ่นหยกจารึกขึ้นมาอีกแผ่นหนึ่ง เขาสั่งให้นางประทับรอยจิตสัมผัสลงไปทั้งในหยกบันทึกและแผ่นหยกจารึก พวกเขาเก็บแผ่นหยกบันทึกไว้เพื่อบันทึกประวัติ ในขณะที่แผ่นหยกจารึกให้นางเป็นคนเก็บไว้ จากนั้น นางก็ไม่รู้ว่าเขาเอากระเป๋าเอกภพออกมาจากไหน แต่เขาโยนกระเป๋ามาให้นางรับไว้ทันที ต่อมา หลังจากขอตัวลาอย่างสุภาพ นางก็ออกไปจากโถง 

ในไม่ช้า ทุกคนก็เสร็จสิ้นจากการลงทะเบียนชื่อตนเอง พวกเขาเดินตามศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณสองคนไปอีกครั้ง แต่คราวนี้พวกเขาต้องเดินนานสักหน่อย พวกเขาเดินไปจนถึงด้านหลังของภูเขาและต้องเดินทางอ้อมยาวก่อนที่จะมาหยุดอยู่ ณ ที่พักอาศัยแห่งหนึ่งบนภูเขา 

ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นสนามเช่นกัน แต่ก็แตกต่างจากสนามที่โถงรับรอง ที่นี่มีเพียงแค่บ้านไม้ไผ่หลังเดียวซึ่งรายล้อมไปด้วยรั้วที่ทำจากไม้ไผ่เช่นกัน หญิงวัยกลางคนในดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังเดินออกมาจากบ้านทันทีที่พวกเขามาถึง 

ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณทั้งสองคนรีบก้าวขึ้นมาข้างหน้าและทำความเคารพ “คารวะท่านอาจารย์ลุงหลิน เราเหล่าลูกศิษย์มาเพื่อส่งศิษย์น้องกลุ่มใหม่ เราต้องขอรบกวนอาจารย์ลุงช่วยจัดการที่พักให้พวกเขาขอรับ”  

หญิงคนนั้นหน้าบึ้งตึงและพูดอย่างเย็นชาว่า “ทำไมเจ้าไม่ส่งพวกเขาเอง เจ้าคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่งั้นรึ ถึงพาผู้ชายมากหน้าหลายตามาที่สนามแห่งสตรีของข้า!”  

ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณสองคนขอโทษซ้ำๆ “ขอรับ ศิษย์สะเพร่าเอง ท่านอาจารย์ลุงจะทำโทษพวกเราก็ได้”  

หญิงผู้นั้นตะคอก “ช่างมัน! ศิษย์ผู้หญิง เข้ามาข้างในและตามข้ามา”  

ศิษย์หญิงสี่คนก้าวมาข้างหน้าและทำความเคารพนางพร้อมกัน “คารวะท่านอาจารย์ลุง”  

“พอล่ะ รีบเดินเร็วๆ” หญิงคนนั้นนำทางศิษย์ผู้หญิงเข้าไปในสนามบ้านโดยเมินเฉยต่อศิษย์ผู้ชาย 

ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณทั้งสองยิ้มอย่างเจื่อนๆ ให้กันก่อนจะเดินนำทุกคนออกไป หลังจากเดินมาเป็นระยะทางค่อนข้างไกล ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงบ้านพักไม้ไผ่อีกหลังหนึ่ง 

“ที่นี่คือที่พักของพวกเจ้า คนคุมที่นี่คือศิษย์พี่โจว แต่เขามีภารกิจต้องทำจึงไม่อยู่ที่นี่ สำหรับตอนนี้ ทำตามการจัดที่พักของเราไปก่อน หนึ่งคนต่อหนึ่งห้อง ห้าคนต่อบ้านหนึ่งหลัง เมื่อข้าเรียกชื่อเจ้า เจ้าเข้าไปเลือกห้องของตัวเองได้”  

ในไม่ช้า โม่เทียนเกอก็ถูกจัดไปอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง หลังจากกล่าวคำขอบคุณและขอตัว นางก็เดินไปยังบ้านหลังนั้น และคาดไม่ถึงว่าสวีจิ้งจือก็ได้อยู่บ้านหลังเดียวกันกับนาง 

สำหรับผู้ฝึกตน การจัดห้องก็เป็นเพียงเรื่องของการใช้คาถาเล็กๆ น้อยๆ เพราะอย่างนั้น ในเวลาไม่นาน ผู้ฝึกตนที่จะต้องอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันก็ออกมารวมตัวกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นขนาดเล็กเพื่อพูดคุยและทำความรู้จักกัน 

นอกจากสวีจิ้งจือ โม่เทียนเกอยังมีเพื่อนร่วมบ้านอีกสามคน สองคนเป็นผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณขั้นสิบ ส่วนคนสุดท้ายเป็นผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณขั้นเก้า 

ผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณขั้นเก้าชื่อฉินซี เขาเป็นชายหนุ่มที่นางเห็นว่าเสกคาถาได้ว่องไวราวกับโยนเครื่องรางเมื่อวานนี้ เขาอายุราวๆ ยี่สิบปี เขาดูสง่างามและเหมือนจะเป็นคนเงียบๆ  

ส่วนผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณขั้นสิบอีกสองคน คนหนึ่งชื่อหลิ่วอีเตา เป็นชายหนุ่มร่างกำยำซึ่งเป็นคนพูดจาโผงผางมาก และอีกคนหนึ่งชื่อเจียงซั่งหัง ชายผู้ดูอึมครึมและมีเครื่องหน้าธรรมดาทั่วไป ดูเหมือนจะอายุอยู่ในช่วงปลายยี่สิบและฝึกเวทแห่งวารี 

โม่เทียนเกอมีชื่อที่เหมาะกับตัวตน [1] ของนางเพราะเป็นคนที่ตัวเล็กที่สุดในห้อง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกตนหรืออายุของนางก็ล้วนอ่อนกว่าคนอื่นทั้งหมด ดังนั้น เมื่อนางรู้ความจริงว่านางเด็กที่สุด นางจึงเรียกคนอื่นๆ ว่า ‘ศิษย์พี่’  

คนที่แก่ที่สุดคือหลิ่วอีเตา เขาอายุสามสิบสองปีแล้ว เขาเป็นมิตรต่อผู้อื่นและมีพฤติกรรมแบบพี่ชายคนโต ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นศิษย์พี่ใหญ่ คนต่อมาคือเจียงซั่งหัง เขาอายุยี่สิบแปด สวีจิ้งจือและฉินซีดูเหมือนจะอายุเท่ากัน แต่ฉินซีบอกว่าเขาอายุยี่สิบสี่ปี ส่วนสวีจิ้งจือบอกว่าเขาอายุยี่สิบสาม เพราะฉะนั้นฉินซีจึงถือว่าแก่กว่า 

หลังจากจัดลำดับอายุกันเรียบร้อย พวกเขาก็เพิ่งตระหนักว่าลำดับขั้นการฝึกตนของพวกเขาก็เป็นเช่นเดียวกันกับลำดับอายุ ทั้งหลิ่วอีเตาและสวีจิ้งจือตะโกนออกมาว่าช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริง พร้อมทั้งบอกว่าพวกเขาต้องดื่มฉลองเหล้าองุ่นกันสักแก้ว น่าเสียดายที่ทุกคนเพิ่งจะมาถึงสำนักและฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว พวกเขาไม่รู้จะไปหาเหล้าองุ่นจากที่ไหน จึงต้องล้มเลิกความคิดไป 

เนื่องจากทุกคนเพิ่งจะมาถึง พวกเขาจำต้องจัดข้าวของให้เรียบร้อย ดังนั้น หลังจากการรวมกลุ่มกันเพียงครู่เดียว แต่ละคนก็กลับเข้าไปในห้องของตัวเองเพื่อฝึกตนหรือไม่ก็ปรับตัวให้ชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ 

หลังจากโม่เทียนเกอกลับเข้าห้องเล็กของนางและวางม่านพลังป้องกันเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดนางจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นางนั่งบนที่นอน รู้สึกว่าสูญเสียพลังในร่างกายไปจนหมดสิ้น 

 

------

[1] คำว่า ‘เสี่ยว’ () ในชื่อเยี่ยเสี่ยวเทียน (นามแฝงของโม่เทียนเกอ) หมายถึง เล็ก, น้อย, เด็ก 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว