facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 36 ชัยชนะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 36 ชัยชนะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2563 14:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 36 ชัยชนะ
แบบอักษร

เมื่อกระบี่ป่าขจีปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา ผู้ฝึกตนวัยกลางคนก็ไม่สามารถรับมือกับสิ่งอื่นๆ ถูกบีบให้เคลื่อนธงเล็กนั้นไปสกัดปลายของกระบี่ไว้ ทว่าเมื่อเขาทำเช่นนั้น ทรายดูดและน้ำที่อยู่ข้างใต้เขาก็พุ่งสูงเร็วขึ้น 

โม่เทียนเกอไม่หยุดแค่นั้น ขว้างเครื่องรางอีกอันไปทางเขา 

ด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ผู้ฝึกตนคนนั้นตกลงไปจากสังเวียน 

มาถึงจุดนี้ กรรมการผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังเดินมาข้างหน้า หลังจากตรวจดูผู้ฝึกตนคนนั้นสักครู่ เขาก็ยืนขึ้นและพยักหน้า “เยี่ยเสี่ยวเทียนเป็นฝ่ายชนะ”  

ความโล่งใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของโม่เทียนเกอ หลังจากนางเห็นรอยยิ้มดีใจของท่านอารองในหมู่ผู้ชม นางจึงรีบนั่งลงเพื่อฟื้นพลังวิญญาณ 

เพื่อที่จะทำให้พลังวิญญาณของคู่ต่อสู้หมดลง ตัวนางเองก็ต้องทานยาบำรุงครอบจักรวาลเช่นกัน หลังจากใช้กำลังและความพยายามอย่างมากในการต่อสู้ครั้งล่าสุด นางก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาจริงๆ  

เมื่อไม่มีพลังวิญญาณของนางช่วยสนับสนุน ม่านพลังก็สูญสิ้นฤทธิ์ เถาวัลย์หนามทีละเถาค่อยๆ เหี่ยวเฉาลงและผู้ฝึกตนวัยกลางคนจึงได้เห็นบรรยากาศรอบนอกม่านพลังในที่สุด ด้วยสีหน้าหดหู่และผิดหวัง เขาจึงยืนขึ้นและกระโดดออกไปจากสังเวียน 

ความจริงก็คือ ธงเล็กของเขาจัดว่าพิเศษโดยแท้ มันไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ถึงแม้ว่าจะโดนนางจู่โจมอย่างเต็มกำลัง อย่างไรก็ตาม การต้องแพ้ฝีมือของผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณขั้นเจ็ดคงจะมีผลทำให้ความมั่นใจของเขาสั่นคลอนไม่ใช่น้อย 

นอกจากนี้ เนื่องจากเขาแพ้สังเวียนนี้ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องไปสู้ในสังเวียนอื่น อาการบาดเจ็บที่เขาได้รับและยาที่เขาทานเข้าไปในรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อการต่อสู้รอบถัดไปของเขา ซึ่งคงยากมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอนในการที่เขาจะชนะ 

สถานการณ์ของโม่เทียนเกอก็ไม่สู้ดีเช่นกัน นี่เป็นการสู้ครั้งที่แปดของนาง และยังต้องชนะอีกสองศึกเพื่อให้ได้ผ่านเข้าไปสู่รอบถัดไป ทว่านางก็รู้สึกอ่อนล้าเสียแล้ว คงยากที่จะชนะถ้านางต้องเจอคู่ต่อสู้เช่นผู้ฝึกตนวัยกลางคนผู้นี้อีก ที่จริงแล้ว สืบเนื่องจากระดับการฝึกตนของนาง ก็เป็นเรื่องยากมากที่นางจะชนะถึงสิบครั้งในการสู้กับผู้ฝึกตนระดับเก้าหรือสิบที่กระหายอยากชนะเช่นกัน 

ณ ขณะนี้ นางแทบจะหมดกำลังและใช้เครื่องราง ยาวิเศษ และศิลาวิญญาณส่วนใหญ่ไปจนหมดแล้ว นางไม่อาจแพ้และต้องไปเริ่มใหม่ในสังเวียนใหม่ได้อีก ตอนนี้นางทำได้แค่ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าอย่างไรท่านอารองก็อยู่ที่นี่ ตราบใดที่นางไม่เอาตัวไปเสี่ยงตาย นางก็คงไม่ต้องตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต 

อนิจจา ถ้าเพียงแต่นางมาจากกลุ่มการฝึกตน นางคงสามารถจัดการให้คนในกลุ่มมาแสร้งทำทีว่าเป็นคู่ต่อสู้ให้ เพื่อที่นางจะได้ชนะคนสิบคนง่ายๆ จะได้ไม่ต้องมาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชนะแต่ละครั้งอย่างเช่นตอนนี้ 

แต่หลังจากฟื้นพลังวิญญาณแล้ว นางก็พบว่ายังไม่มีใครพร้อมจะเข้าสู่สังเวียน 

กรรมการผู้ฝึกตนตะโกนบอก “ใครที่อยากจะสู้ โปรดเข้าสู่สังเวียนโดยด่วน หากในสิบห้านาทีนี้ยังไม่มีใครเข้ามาในสังเวียน ผู้คุมจะประกาศผู้ชนะ”  

หลังจากผ่านไปสักพัก ในที่สุดก็มีคนเข้ามาในสังเวียน เป็นผู้ฝึกตนระดับเจ็ด 

โม่เทียนเกอรู้สึกงุนงง ปกติแล้วในการแข่งขัน คู่ต่อสู้มักจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าคนก่อนไปตามลำดับ หลังจากเฝ้าดูการแข่งขัน คนที่ไม่มีความสามารถมักจะไม่กล้าก้าวเข้าสู่สังเวียน พวกเขาจะลงสนามก็ต่อเมื่อรู้ว่าต้องรับมือกับคู่ต่อสู้อย่างไร หรือบางทีคนผู้นี้ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนระดับเจ็ดเช่นเดียวกับนางอาจจะมีทักษะพิเศษอะไรอยู่เช่นนั้นหรือ 

นางรวบรวมความกล้าและเริ่มการต่อสู้ แต่ถึงกระนั้น นางกลับพบว่าผู้ฝึกตนคนนี้ธรรมดามาก นางใช้กระบี่ป่าขจีเพียงครู่เดียวเขาก็ยอมแพ้ 

โม่เทียนเกอสับสนมาก ทำไมดูเหมือนว่าผู้ฝึกตนคนนี้พยายามช่วยนางให้ทำสำเร็จตามจำนวนคนที่กำหนดว่านางต้องเอาชนะ 

นางไม่คิดเลยว่าการต่อสู้กับผู้ฝึกตนการหลอมรวมพลังวิญญาณระดับสิบคนนั้นจะทำให้ทุกคนไม่กล้ามาเป็นคู่แข่งของนาง ผู้ฝึกตนระดับเจ็ดที่เอาชนะผู้ฝึกตนระดับสิบได้สร้างความประทับใจมากมายแก่คนอื่นยิ่งกว่าที่ผู้ฝึกตนระดับสิบทำได้เสียอีก ไม่แปลกสำหรับผู้ฝึกตนระดับสิบที่จะเอาชนะคนที่อยู่ในดินแดนเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ฝึกตนระดับเจ็ดที่สามารถเอาชนะผู้ฝึกตนระดับสิบได้นั้นแทบไม่เคยมีให้พบเจอ และทุกคนที่ทำได้เช่นนั้นมักเป็นตัวปัญหา 

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนเห็นแล้วว่านางเก่งกาจในการใช้ม่านพลัง คนส่วนใหญ่ในที่นี้ไม่มีทางที่จะสู้กับสิ่งนี้ได้ ไม่ต้องพูดถึงคนที่ไม่มีทางจะสู้กับนางได้เลย แม้แต่พวกคนที่เชื่อว่ามีโอกาสในการเอาชนะนางก็ยังเกรงกลัวว่าพวกเขาจะต้องสูญเสียพลังวิญญาณไปจนหมดเฉกเช่นผู้ฝึกตนคนก่อนหน้านี้และจะมีผลต่อการสู้ในครั้งถัดไปของพวกเขา ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม การรวมพลเพิ่งเริ่มต้นขึ้น ดังนั้นมันจึงไม่สำคัญว่าพวกเขาเลือกที่จะต่อสู้ทีหลัง เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันโดยปริยายว่าให้นางชนะรอบนี้ไป เพื่อที่รอบหน้าจะได้เริ่มเร็วขึ้นอีกนิด 

สำหรับผู้ฝึกตนระดับเจ็ดที่ก้าวเข้าสังเวียนมา เขาคงเห็นการต่อสู้มามากมายและรู้ดีว่าเขาไม่มีโอกาสชนะ เขาเข้าสังเวียนมาเพื่อทดสอบพละกำลังของนาง เพื่อที่เขาจะได้ตั้งเป้าหมายและกลับมาใหม่ในครั้งหน้า 

ครั้งนี้ยิ่งใช้เวลานานกว่าเดิมก่อนที่จะมีใครสักคนก้าวเข้าสู่สังเวียน ระดับการฝึกตนของเขายิ่งแย่กว่าคนก่อนหน้าเสียอีก เขาเพิ่งอยู่ระดับหกเท่านั้น ในไม่ช้าเขาก็พ่ายแพ้และออกจากสังเวียนไป 

ผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังที่เป็นกรรมการเรียกนางไปทางด้านข้างและให้แผ่นจารึกประจำตัวซึ่งถูกทำเครื่องหมายเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะบอกนางให้มาหาเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นเขาจึงประกาศว่านางได้ผ่านไปสู่รอบถัดไป 

โม่เทียนเกอดีใจอย่างมาก เมื่อนางก้าวลงจากสังเวียน เท้าของนางก็อ่อนแรงจนแทบจะล้มลง โชคดีที่เยี่ยเจียงก้าวมาข้างหน้าพอดีและช่วยพยุงนางขึ้นมา 

“ท่านอารอง ข้า… ข้าทำได้แล้ว!”  

เยี่ยเจียงยิ้มกว้าง ช่วยพานางเดินออกไปจากหมู่ผู้คน เขากล่าว “พักสักครู่หนึ่งก่อนเถอะ สิ่งสำคัญคือเจ้าชนะได้แล้ว”  

โม่เทียนเกอพยักหน้า จากนั้นจึงนั่งเพื่อทำให้ลมปราณเสถียร เมื่อนางฟื้นพลังวิญญาณแล้ว นางจึงหยุดและลืมตาขึ้น จ้องมองไปที่ท่านอาอย่างมีความสุข “ท่านอารอง ข้าชนะจริงๆ ใช่ไหม”  

เยี่ยเจียงยิ้มและพยักหน้า “เจ้าทำได้จริงๆ เพราะเจ้าตั้งใจกับการเผชิญหน้าคู่ต่อสู้ การชนะจึงเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา” สิ่งที่เขาพูดคือความจริง นางไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตาย แม้กระนั้น นางก็ไม่ได้อ่อนแอในการแข่งขันครั้งนี้ 

สีหน้าวิตกกังวลปรากฏขึ้นบนใบหน้านางอีกครั้ง “แค่รอบแรกยังยากถึงขนาดนี้ แล้วรอบต่อไปจะเป็นเช่นไร”  

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เยี่ยเจียงก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน “ถ้าเจ้าทำไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เราไม่ต้องกดดันหรอก” ที่จริงก็ถือว่าโชคดีแล้วที่นางชนะรอบนี้มาได้ ในรอบถัดไป ทุกคนจะยิ่งรับมือได้ยากขึ้น ถึงแม้นางจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้คนแรกได้ แต่ก็คงยากที่จะชนะคนที่สองได้ด้วย 

ทั้งอาและหลานต่างปลอบใจกันและกันเพื่อให้มีกำลังใจ ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็เข้าไปดูการแข่งขันอื่นๆ  

ตอนที่โม่เทียนเกอพักอยู่ ผู้ชนะจากแต่ละสังเวียนเริ่มจะปรากฏตัวขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกตนระดับเก้าหรือสิบ มีเพียงผู้ฝึกตนระดับแปดหนึ่งคนและระดับเจ็ดอีกหนึ่งคนในหมู่ผู้ชนะ นางได้ยินจากการพูดคุยรอบๆ บริเวณนั้นว่าผู้ฝึกตนระดับเจ็ดอีกคนนั้นเป็นชายหนุ่มในช่วงอายุยี่สิบต้นๆ เขาเป็นคนรุ่นใหม่จากกลุ่มการฝึกตน เขาใช้อาวุธวิเศษซึ่งไม่มีใครสามารถทัดทานได้ จึงสามารถเอาชนะคนสิบคนได้อย่างราบรื่น 

ในช่วงบ่าย การต่อสู้ในแต่ละสังเวียนจะยิ่งดุเดือดมากขึ้น คนส่วนใหญ่ถอนตัวลงจากสังเวียน ในขณะที่คนที่เหลืออยู่ก็ยังฮึดสู้ราวกับว่าชีวิตจะหาไม่ การบาดเจ็บเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และแต่ละครั้งก็รุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้า 

ยิ่งโม่เทียนเกอเฝ้าดูอยู่นานเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าการต่อสู้พวกนี้ทนดูไม่ได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่นางเข้าร่วมในการรวมพลเซียน แม้ว่านางจะเตรียมใจมานานแล้ว แต่นางไม่เคยคาดคิดว่าการต่อสู้จะน่าทุกข์ใจขนาดนี้และอดที่จะรู้สึกเศร้าอยู่ในใจไม่ได้ หนทางแห่งเซียนนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และมันก็ยิ่งยากลำบากสำหรับผู้ฝึกตนเดี่ยว แค่ความหวังเล็กๆ เพียงนิดเดียว พวกเขาก็พร้อมที่จะเอาชีวิตเป็นเดิมพันแล้ว หนทางนี้ทำให้นางรู้สึกเศร้าใจโดยแท้ 

ครั้นพระอาทิตย์อัสดง ทุกคนก็เสร็จสิ้นจากการต่อสู้ กรรมการผู้ฝึกตนทั้งหมดประกาศว่าการแข่งขันสิ้นสุดลงสำหรับวันนี้ 

ในการรวมพลผู้อมตะครั้งนี้ มีสองคนที่เสียชีวิตและมีผู้บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน 

โม่เทียนเกอถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก และก้าวขึ้นมาข้างหน้าพร้อมกับผู้ชนะคนอื่นๆ  

ผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังทั้งหมดจากสิบสังเวียนมารวมตัวกัน พวกเขากวาดสายตามองผู้ชนะทีละคนและเริ่มปรึกษาหารือกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

เหล่าผู้ชนะรู้สึกหวั่นใจและสงสัยว่าคนเบื้องบนไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่องอะไร 

โม่เทียนเกออดเหลือบมองไปรอบๆ ไม่ได้ ทว่านางก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ 

ทั้งหมดมีผู้ชนะมากกว่ายี่สิบคนและเกินครึ่งที่บาดเจ็บ ในหมู่ผู้ชนะ มีหญิงสี่คนไม่รวมตัวนาง คนหนุ่มสาวยึดตำแหน่งผู้ชนะไปกว่าครึ่ง โดยทั่วไป คนส่วนใหญ่ที่สามารถบรรลุระดับการฝึกตนแบบนี้ในช่วงวัยยี่สิบต้นๆ มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ของกลุ่มการฝึกตน ดังนั้นโอกาสในการชนะของพวกเขาจึงสูงอยู่แล้ว 

ไม่มีใครรู้ว่าผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังพวกนี้กำลังประชุมกันเรื่องอะไร แต่ไม่นานนัก หัวหน้าก็ส่งเครื่องรางเรียกขานให้บินเข้าไปสู่โถง หลังจากนั้น เครื่องรางก็บินกลับมา หัวหน้ารับมันมาและหลายคนก็มารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อฟังข้อความ 

หลังจากปรึกษาหารือกัน พวกเขาจึงกลับไปยืนประจันหน้ากับผู้ชนะอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังจะประกาศบางเรื่องเกี่ยวกับการแข่งรอบต่อไป โม่เทียนเกออดรู้สึกประหม่าไม่ได้ นางกลัวว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น 

หัวหน้าเป็นผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลัง ผมสีดอกเลาและไว้หนวดเครา เขามองผู้ชนะและกล่าวว่า “ในการรวมพลเซียนครั้งนี้ เรามีเพียงแค่ผู้ชนะยี่สิบสี่คนจากรอบแรก ดังนั้น ทางเจ้าสำนักมีคำตัดสินแล้วว่าไม่จำเป็นต้องมีการแข่งขันต่อไป ทั้งยี่สิบสี่คนจะถูกรับเข้าสำนัก เจ้าสามารถกลับไปจัดการธุระปะปังของเจ้าก่อนได้ ในวันพรุ่งนี้ จงมารายงานตัวต่อสำนักช่วงยามซวี [1]  

ฝูงชนส่งเสียงโห่ร้องไชโย ทั้งรู้สึกตกใจระคนดีใจ 

โม่เทียนเกอยิ่งรู้สึกมากกว่าพวกเขาเสียอีก นางเป็นกังวลมาตลอดว่าจะไม่สามารถผ่านเข้ารอบสองได้และไม่เคยคาดคิดถึงการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เลย เพราะอย่างนั้นนางจึงรู้สึกท่วมท้นไปด้วยความดีใจที่นางสามารถเข้าสำนักอวิ๋นอู้ได้!  

 

------

[1] ยามซวี ช่วงเวลา 19:00-21:00 นาฬิกา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว