facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 35 การแข่งขัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 35 การแข่งขัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2563 11:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 35 การแข่งขัน
แบบอักษร

เมื่อชายหนุ่มบนสังเวียนเห็นโม่เทียนเกอทักทายทางกรรมการผู้ฝึกตนก่อน และไม่ได้แสดงความใส่ใจในตัวเขา เขารู้สึกว่าโม่เทียนเกอไม่ได้เอาจริงเอาจังต่อเขาและเขาก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เขาส่งเสียงฮึ่ม” พร้อมเขวี้ยงกระบี่บินของเขาออกมาในทันทีโดยไม่ได้ตอบรับการทักทายของนางเลย 

โม่เทียนเกอเตรียมพร้อมอยู่แล้ว นางดึงกระบี่ป่าขจีออกมาพร้อมเริ่มการต่อสู้ 

ถึงแม้ว่ากระบี่ป่าขจีจะเป็นกระบี่ไม้ แต่ก็เป็นเครื่องมือวิญญาณคุณภาพสูงที่ได้รับการซ่อมแซมโดยผู้ฝึกตนระดับสูง อีกอย่างเมื่อผสานไปด้วยศาสตร์แห่งป่าขจีของนาง จึงไม่ได้ทำให้กระบี่ของนางด้อยไปกว่ากระบี่บินของคู่ต่อสู้เลย ผลที่ได้เป็นการต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อทีเดียว 

เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังจดจ่ออยู่กับการควบคุมกระบี่บิน โม่เทียนก็เกอแอบหยิบเมล็ดพันธุ์ออกมาจากกระเป๋าเอกภพของนาง 

เพื่อเป็นผู้มีคุณสมบัติผ่านเข้ารอบ นางจะต้องชนะในการต่อสู้สิบครั้งติด ถึงแม้ว่าผู้เข้าแข่งขันจะได้รับอนุญาตให้ทานยาบำรุงครอบจักรวาลได้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ยากแค่ไหนในภายหลัง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาจะต้องจบการต่อสู้ให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อถนอมพลังวิญญาณของตัวเอง ดังนั้นโม่เทียนเกอไม่ได้มีความต้องการที่จะเสียเวลาในการต่อสู้กับเขา นางเพียงตรวจสอบให้แน่ใจถึงการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มเพียงเล็กน้อยก่อนตัดสินใจ 

อีกครั้งที่นางวางแผนให้กระบี่ป่าขจีของนางเข้าปะทะกับกระบี่ของคู่ต่อสู้ หลังจากนั้นนางก็ยกมือซ้ายของนางขึ้น ปล่อยเมล็ดพันธุ์สามเมล็ดให้กระจายออกไปหาส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่างของตัวคู่ต่อสู้ 

คู่ต่อสู้ของนางสัมผัสได้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจู่โจมเข้ามาจึงทำได้แค่เบี่ยงตัวหลบด้วยความรวดเร็ว โม่เทียนเกอโยนเมล็ดพันธุ์สามเมล็ดใส่เขาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาสามารถเลี่ยงเมล็ดที่ตรงมาที่หัวของเขาได้แค่เมล็ดเดียว ในขณะที่อีกสองเมล็ดกระแทกเข้าใส่เขาสำเร็จ 

ทันใดนั้น ก็มีก้อนกลมงอกออกมาจากเมล็ดบนตัวของเขาและระเบิดออก ทำให้เกราะป้องกันที่ปกป้องเขาอยู่สลายไป ในขณะที่เมล็ดที่สัมผัสส่วนล่างของเขางอกออกมาเป็นเถาวัลย์หนามที่ขดเลื้อยพันผูกขาของเขาไว้ด้วยกัน 

ชายหนุ่มผู้นี้ตื่นกลัว รีบบังคับให้กระบี่บินของเขาเลี้ยวกลับมาเพื่อตัดเถาวัลย์เหล่านั้น หลังจากนั้นเขาหยิบเครื่องรางจากเสื้อคลุมและโยนมันออกไปหาโม่เทียนเกอเพื่อหยุดกระบี่ป่าขจีของนาง 

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะป้องกันเครื่องรางนั้น โม่เทียนเกอกระโดดพร้อมเรียกกระบี่ป่าขจี ในทันทีที่พุ่งตรงไปด้านหน้าพร้อมกระบี่ในมือของนาง หลบหลีกเครื่องรางโดยที่ไม่ต้องใช้ความสามารถมากนัก 

ชายหนุ่มไม่ทันได้มีเวลาขยับตัว กระบี่ป่าขจีสกัดกระบี่บินของเขาได้และตอนนี้กำลังชี้ไปที่หัวใจของเขา 

เขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน โม่เทียนเกอถือเครื่องรางอยู่ในอีกมือหนึ่ง ชายหนุ่มเชื่อว่าหากเขาขยับตัว เครื่องรางนั้นจะต้องถูกโยนใส่เขาแน่นอน เมื่อไม่มีทางเลือก เขาพูดออกมาอย่างไม่เต็มใจ “ข้าแพ้แล้ว”  

โม่เทียนเกอยิ้มพร้อมกับเรียกกระบี่ป่าขจีของนางกลับคืน 

ในช่วงปีที่ตามอารองไปทั่วทุกสารทิศ นางค้นพบว่าในการต่อสู้ด้วยพลังเวท ผู้ฝึกตนมักจะพึ่งพาสิ่งของเช่นเครื่องมือวิญญาณและเครื่องราง แต่ไม่ได้มีความเก่งกาจทางด้านศิลปะการต่อสู้ ด้วยเหตุผลนี้เอง นางใช้วิชาตัวเบาเป็นพื้นฐาน และผสานเข้ากับศิลปะการต่อสู้จากโลกมนุษย์ ทำให้นางมีปฏิกิริยาตอบสนองได้ไวกว่าผู้อื่น ในวันนั้น เมื่อนางฆ่าชายจากกลุ่มอันในป่า นางก็ได้เปรียบเช่นกันเพราะนางว่องไวกว่าเขา 

เพราะท่านอารองมักจะบอกนางให้ฝึกใช้พลังวิญญาณเสมอ การเอาชนะชายหนุ่มผู้นี้เป็นเรื่องค่อนข้างง่าย ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องมือวิญญาณของนางก็มีคุณสมบัติที่สูงกว่า โอกาสที่นางจะชนะผู้ที่อยู่ในดินแดนเดียวกันกับนาง หรือผู้ฝึกตนที่ระดับสูงกว่าหนึ่งถึงสองระดับนั้นค่อนข้างเป็นไปได้สูง ไม่เหมือนในวันนั้นที่นางต้องช่วยชีวิตตัวเอง แต่วันนี้นางมีท่านอารองอยู่ด้วย ชีวิตนางจะไม่ตกอยู่ในอันตราย นางจึงสามารถต่อสู้กับศัตรูได้อย่างสงบและใจเย็น 

แน่นอนว่าหากนางต้องต่อสู้กับผู้ฝึกตนในระดับสิบของการหลอมรวมพลังวิญญาณหรือเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งในระดับเก้าของการหลอมรวมพลังวิญญาณ การที่จะชนะได้นั้นคงค่อนข้างยากลำบากทีเดียว 

คนที่สองที่ก้าวขึ้นสังเวียนนั้นอยู่ในระดับเจ็ดของการหลอมรวมพลังวิญญาณเช่นเดียวกันกับนาง โม่เทียนเกอสามารถที่จะเอาชนะได้โดยที่ไม่ต้องเปลืองแรงของนางมากนัก 

ทว่าหลังจากคนผู้นั้น ก็ไม่มีผู้ฝึกตนระดับเจ็ดของการหลอมรวมพลังวิญญาณก้าวขึ้นสังเวียนของนางอีก ผู้ที่เข้ามาส่วนมากจะเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับแปดกับเก้าทั้งนั้น ถึงแม้ว่าโมเทียนเกอจะค่อนข้างผ่อนคลายในตอนแรก นางก็เริ่มรู้สึกตึงเครียดเมื่อชนะไปประมาณห้าถึงหกคน ในการต่อสู้ช่วงหลังๆ ของนาง นางค่อนข้างฝากความหวังไว้กับกระบี่ป่าขจีเพื่อเอาชนะเครื่องมือวิญญาณระดับสูง โดยปกติแล้ว เมื่อนางชนะการแข่งขัน พลังวิญญาณของนางแทบจะหมดสิ้นทุกครั้ง 

ท้ายที่สุดแล้ว สำนักอวิ๋นอู้ก็มีกฎข้อบังคับในสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน ผู้ชนะสามารถที่จะพักทำสมาธิได้ครู่หนึ่ง แต่ไม่สามารถทำได้นานเกินควร และเพราะเหตุนี้พวกเขาจึงต้องพึ่งศิลาวิญญาณในการฟื้นคืนพลังวิญญาณให้กลับมา โชคดีที่ศิลาวิญญาณที่โม่เทียนเกอเตรียมมามีเพียงพอ นางสามารถใช้ได้หลังการต่อสู้ทุกครั้งในการฟื้นฟูพลังวิญญาณของนาง อย่างไรก็ตาม นางก็ยังคงรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ดีหลังจากต่อสู้ไปถึงหกคนรวด นี่เป็นความอ่อนแรงทางจิตใจ ถึงจะมีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ 

การชนะอย่างต่อเนื่องของนางเป็นที่น่าสนใจต่อผู้ชม ถึงแม้ว่าผู้เข้าร่วมที่เป็นผู้ฝึกตนระดับเจ็ดของการหลอมรวมพลังวิญญาณในงานรวมพลผู้อมตะจะมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ผู้ฝึกตนระดับเก้าและสิบก็ยังคงครองความเหนือกว่า ยิ่งไปกว่านั้น คนที่สามารถชนะผู้ฝึกตนสี่คนที่อยู่ในระดับสูงกว่านั้นหาได้ยากยิ่ง ณ ขณะนี้ นอกเหนือจากนางแล้ว ยังไม่มีผู้ฝึกตนระดับเจ็ดของการหลอมรวมพลังวิญญาณในสังเวียนอื่นๆ คนไหนในที่สามารถถือครองชัยชนะได้แบบที่นางทำ 

นอกจากนี้ คาถาที่นางใช้ก็แตกต่างจากผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง เมล็ดพันธุ์ที่สามารถแตกหน่อเติบโตได้ในทันทีและการปะทะคู่ต่อสู้ก็ทำได้ทรงพลังมากกว่าคาถาไม้อื่นๆ คาถาไม้อื่นๆ ทั่วไปจะเปลี่ยนพลังวิญญาณของผู้ใช้เป็นพืช ดังนั้นจะค่อนข้างใช้พลังวิญญาณมากกว่าการใช้เมล็ดพันธุ์ เพิ่มเติมจากสิ่งที่กล่าวมา เมล็ดพันธุ์ของนางสามารถโยนไปในอากาศทำให้ยากที่จะหลีกเลี่ยง 

ด้วยความพยายามอย่างมาก นางต่อสู้ชนะผู้ฝึกตนระดับแปดของการหลอมรวมพลังวิญญาณที่ใช้เครื่องรางระดับสูงได้ ผู้ท้าชิงคนต่อไปของนาง อย่างไรก็ตาม โม่เทียนเกอรู้สึกสิ้นหวังทันที 

นั่นคือผู้ฝึกตนระดับสิบของการหลอมรวมพลังวิญญาณ 

ถ้าในการต่อสู้กับผู้ฝึกตนระดับแปดยังมีโอกาสชนะมาได้แค่ครึ่งต่อครึ่งดังนั้นการต่อสู้กับผู้ฝึกตนระดับสิบ นางแทบจะถือได้ว่าไร้ทางสู้ แต่ถึงอย่างนั้น นางตัดสินใจในทันที ในเมื่อมันอาจยากที่จะชนะ นางก็ควรจะเตรียมตัวใช้เครื่องรางและยาครอบจักรวาลทั้งหมด!  

ภายหลังจากการพูดคุยทักทายของทั้งสองคน โม่เทียนเกอนำกระบี่ป่าขจีของนางออกมาทันทีพร้อมกับติดเครื่องรางป้องกันไว้กับตัว 

ผู้ฝึกตนผู้นี้เป็นชายวัยกลางคนซึ่งผ่านประสบการณ์การต่อสู้ด้วยพลังเวทมาอย่างโชกโชน เขานำเครื่องมือวิญญาณของเขาออกมาอย่างใจเย็น ธงเล็กๆ ลอยอยู่ด้านหน้าเขา 

โดยมากแล้ว เครื่องมือวิญญาณที่เป็นธงจะใช้สำหรับการป้องกันหรือไม่ก็เป็นเครื่องมือวิญญาณที่ใช้ควบคุมวิญญาณ ทั้งสองแบบนั้นยากที่จะรับมือด้วย โม่เทียนเกอเริ่มระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ในขณะที่นางควบคุมกระบี่ป่าขจี นางปล่อยเมล็ดพันธุ์ไปที่มือของนางระหว่างเครื่องรางและขว้างออกไปอย่างไม่หยุดหย่อนใส่ผู้ฝึกตนชายวัยกลางคน 

ผู้ฝึกตนชายวัยกลางคนนี้ไม่ได้มีท่าทีหวั่นใจแม้แต่น้อย ภายใต้การควบคุมของเขา ธงเล็กๆ ปล่อยพลังวิญญาณออกมาพร้อมดูดซับทุกการปะทะไว้ ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้การโจมตีของนาง ธงเล็กๆ นั้นไม่ได้ดูเหมือนเสื่อมลงเลย 

โม่เทียนเกอขมวดคิ้ว เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ธงนี้มีคุณสมบัติในการป้องกัน คราวนี้นางเจอปัญหาใหญ่แล้ว เพราะคู่ต่อสู้ของนางอยู่ในระดับที่สูงกว่า นางจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทนต่อการปะทะของเขา ดังนั้น นางจึงตั้งใจที่จะปะทะก่อนเพื่อความได้เปรียบ ถ้าคู่ต่อสู้ของนางได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของนาง นางจะสามารถจัดการเขาได้ง่ายขึ้น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของนางมีเครื่องมือวิญญาณแบบนี้ในมือ 

นางโยนเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่องแต่ไม่ได้ใช้เครื่องรางอีกต่อไปแล้ว ถ้ายังไม่ได้ผลนางก็จะกลับมาใช้มัน ไม่เช่นนั้นก็จะสิ้นเปลือง เพราะนางอาจจะเจอสถานการณ์ที่ยากกว่าในการต่อสู้ครั้งถัดไป 

ในขณะที่ปัดป้องการโจมตีของนาง คู่ต่อสู้โยนลูกไฟใส่นาง คาถาแห่งไฟเป็นคาถาที่ทรงพลังที่สุดของคาถาทั้งห้าธาตุ ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ที่มีรากวิญญาณที่มีคุณสมบัติของไฟมักจะฝึกคาถาแห่งไฟทั้งนั้น 

โม่เทียนเกอไม่กล้าที่จะดูถูกคาถานั้น และใช้วิชาตัวเบาในการหลบหลีกไปด้านข้าง เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับนางที่ลูกไฟเหล่านี้ง่ายต่อการหลบหลีก ดูเหมือนว่าคู่ต่อสู้ของนางจะเก่งทางด้านการป้องกัน แต่ไม่สันทัดเรื่องการจู่โจม ในกรณีนี้ นางยังมีโอกาสที่จะชนะอยู่ 

โชคดีที่เมล็ดพันธุ์ของไม้หนามและกระบองเพชรที่นางใช้ราคาไม่ได้สูงมากนัก นางเพียงแค่ต้องคอยโยนใส่เขาเรื่อยๆ  

หลังจากการโจมตีของนางไม่เป็นผล โม่เทียนเกอก็เริ่มรู้สึกกังวล หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้จะส่งผลเสียต่อนาง เพราะนางต่อสู้มาเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป จิตใจของนางอ่อนล้าจนจะเริ่มทนไม่ไหวแล้ว ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้ของนางจะไม่ถนัดด้านการโจมตี แต่เขาก็ยังคงทำให้นางต้องใช้กำลังคอยหลบ ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยธงอันนั้น เขาแทบจะไม่ต้องทำอะไรเพื่อปกป้องตัวเองเลย ดังนั้นเขาจึงต่อสู้ได้ง่ายกว่านาง หากสถานการณ์นี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นางจะต้องเป็นคนที่ทำผิดพลาดก่อนที่เขาจะทำเสียอีก ดังนั้น ตราบใดที่เขายังสามารถปกป้องตัวเองจากการโจมตีของนางได้ สามารถพิจารณาได้เลยว่าเขาคือผู้ชนะ 

มันต้องไม่มีทางเกิดขึ้น! ข้าจะต้องเปลี่ยนสถานการณ์เพื่อโอกาสที่จะชนะให้ได้!  

นางกำเมล็ดพันธุ์ไว้เต็มมือข้างหนึ่งอย่างแน่นพร้อมกับโยนอีกหลายสิบเมล็ดใส่คู่ต่อสู้ ผู้ฝึกตนวัยกลางคนก็ทำเยี่ยงเดิม ปล่อยพลังวิญญาณลงไปที่ธง เขาไม่ทันสังเกตว่าแทนที่จะลอยมาทางเขา แต่เมล็ดพันธุ์นั้นลอยไปในทิศทางอื่น 

โม่เทียนเกอพยายามหลบคาถาของเขาอย่างอดทนในขณะที่โยนเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดไม่มีทิศทางไหนแล้วที่นางจะโยนเมล็ดพันธุ์ไปได้ 

นางหยุดการเคลื่อนไหวและรวบรวมพลังวิญญาณไว้ที่ฝ่ามือ ทันใดนั้น นางก็ปล่อยพลังวิญญาณของนางลงสู่พื้น เถาวัลย์หนามนับไม่ถ้วนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วบ้าคลั่งไปทั่วสังเวียน ขังผู้ฝึกตนวัยกลางคนไว้ตรงกลาง 

ผู้ฝึกตนวัยกลางคนตกใจ เขาพบว่าเถาวัลย์หนามนั้นอยู่รอบตัวเขาทั้งหมด มันค่อยๆ เลื้อยตีวงขึ้นเรื่อยๆ จนภาพที่อยู่เบื้องหน้าเขาไม่ชัดเจน สุดท้ายเถาวัลย์หนามนั้นก็บดบังทุกอย่างหมดสิ้นจนเขาไม่สามารถแยกแยะได้ นอกจากตัวเขาเอง เขามองไม่เห็นอะไรเลย 

เขามองไปรอบๆ และเพิ่มการระมัดระวังตัว แต่เขารู้สึกตื่นกลัวอยู่ภายในจิตใจ ในตอนแรก เขาไม่ได้ใส่ใจกับเด็กระดับเจ็ดของการหลอมรวมพลังวิญญาณคนนี้เท่าไหร่นัก แต่ด้วยการเคลื่อนไหวแบบนี้ นี่คือม่านพลังเป็นแน่แท้! นี่คือสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย!  

ทันใดนั้น ก็มีคาถาโจมตีพุ่งใส่เขา ทีละครั้ง ทีละครั้ง เขาใช้ธงของเขาในการป้องกัน อย่างไรก็ตาม การโจมตีนี้ไม่สิ้นสุด เขาไม่สามารถพักได้ และพลังวิญญาณเริ่มที่จะหมดลง ยาครอบจักรวาลก็ไม่อาจคงอยู่ได้นานได้ในสถานการณ์แบบนี้ 

ภายนอกม่านพลัง นอกจากการโจมตีแล้ว โม่เทียนเกอกำลังพักในขณะที่โยนศิลาวิญญาณหลายอันเข้าไปเพื่อควบคุมม่านพลัง นางรอให้พลังวิญญาณของคู่ต่อสู้นางหมดลง 

โชคดีที่คู่ต่อสู้ของนางไม่ได้เชี่ยวชาญในม่านพลังและไม่ได้ขยับออกจากจุดที่ยืนเท่าไหร่นัก ไม่เช่นนั้น คงเป็นการยากสำหรับนางในการที่จะวางม่านพลังระหว่างที่กำลังต่อสู้ 

ในตอนท้าย เมื่อนางเห็นว่าคู่ต่อสู้ของนางเริ่มอ่อนแรง นางหยิบเครื่องรางธาตุน้ำชั้นสูงออกมาแล้วขว้างไปด้านหน้า น้ำขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจากเท้าของผู้ฝึกตนวัยกลางคน 

นางเสกคาถาดินทั่วไป ทำให้เกิดเป็นทรายดูดที่เท้าของผู้ฝึกตน 

สิ่งที่เกิดขึ้นข้างใต้เท้าของเขานั้นยากที่จะรับรู้ได้ อีกอย่าง ณ ตอนนี้ เขากำลังอยู่ในช่วงยากลำบากที่จะใช้ธงของเขา เมื่อมีทรายดูดปรากฏออกมา น้ำอยู่รอบๆ ตัวเขา เขาอยากจะใช้ธงเพื่อสลายคาถานี้ แต่เขาก็พบว่าเขาไม่มีพลังวิญญาณหลงเหลืออีกแล้ว 

โม่เทียนเกอปล่อยกระบี่ป่าขจีตรงเข้าไปสู่คู่ต่อสู้ของนาง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว