facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 34 การรวมพลเซียน

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 การรวมพลเซียน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ส.ค. 2563 15:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 การรวมพลเซียน
แบบอักษร

หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว 

ภายในเดือนที่ผ่านมานั้น โม่เทียนเกอจดจ่ออยู่แต่กับการฝึกตนและการทำความเข้าใจเกี่ยวกับม่านพลัง บางครั้งนางก็ออกไปสังเกตการณ์ภายนอก 

เมื่อนึกถึงการปะทะกันระหว่างกลุ่มอันและกลุ่มหวง ทั้งสองกลุ่มนั้นเชื่อว่าการตายเกิดขึ้นจากฝ่ายตรงข้ามของตนเอง การสืบสวนคืบหน้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดพวกเขาก็ล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรม ทั้งสองกลุ่มต่างกล่าวหากันว่าลูกหลานของตนเองต่างโดนล่อลวงจากอีกฝ่าย เมื่อการโต้เถียงไม่ได้รับการแก้ไข พวกเขาทำได้แค่เพียงต้องต่อสู้กันเท่านั้น สุดท้ายแล้ว ภายหลังการต่อสู้มากมาย ทั้งสองกลุ่มต่างบาดเจ็บ และจำนวนสมาชิกก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ มากกว่าสิบปีต่อมา ผู้ฝึกตนที่หลงเหลืออยู่จากทั้งสองกลุ่มต่างล้มหายตายจากไปทีละคน ดังนั้นกลุ่มของพวกเขาจึงถูกขับไล่ออกจากเขาอวิ๋นอู้ แน่นอนอยู่แล้ว นี่เป็นเรื่องราวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

สำหรับตอนนี้ โม่เทียนเกอไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะทำอะไร ตราบใดที่พวกเขาไม่สามารถสืบมาถึงนางได้ สองกลุ่มนี้ต่างอยู่ในวังวนของการต่อสู้กันมาตั้งแต่แรก และพวกเขาต่างก็ไม่ต้องการที่จะล้มเลิกโอกาสที่จะโจมตีฝ่ายตรงข้าม ตอนนี้นางมีเรื่องที่สำคัญมากกว่า นั่นคือการรวมพลเซียนแห่งเขาอวิ๋นอู้ได้เริ่มขึ้นแล้ว 

จำนวนผู้ฝึกตนบนเขาอวิ๋นอู้ตอนนี้มีมากกว่าปกติหลายเท่าตัวนัก สาเหตุแรกเป็นเพราะจำนวนของผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมในงานการรวมผลเซียนนั้นมีมากหลาย สาเหตุที่สองผู้เข้าร่วมส่วนมากมีสหายและผู้ติดตามร่วมเดินทางมาด้วย 

วันนี้ โม่เทียนเกอตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ ในขณะเดียวกัน เยี่ยเจียงก็หยุดการพักฟื้น และเก็บสัมภาระของเขาเพื่อไปกับนาง 

นี่เป็นประเพณีของการรวมพลเซียน เพราะการแข่งขันอนุญาตให้สามารถปลิดชีวิตกันได้ ผู้เข้าร่วมทุกคนจึงมีครอบครัวและสหายของตัวเองมาร่วมงานด้วย หากผู้เข้าแข่งขันต้องจบชีวิตลง สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลังจะกลับคืนสู่ครอบครัวหรือสหายของพวกเขา หากไม่มีใครจัดการ ทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ในสำนัก 

ทั้งสองคน อาและหลาน เหาะผ่านช่องทางเขามุ่งหน้าสู่ยอดเขาที่สำนักอวิ๋นอู้ตั้งอยู่ โม่เทียนเกอต้องไปกับผู้คุมประตูเพื่อลงทะเบียนชื่อของนางเพื่อรับแผ่นจารึกประจำตัว ก่อนที่นางกับท่านอารองจะเข้าไปด้านใน 

เมื่อศิษย์น้อยผู้รับหน้าที่คุมประตูรู้ว่าเยี่ยจิ่งเหวินคือผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลัง เขาก็ชำเลืองมองดูอีกครั้ง มันง่ายกว่ามากสำหรับผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังที่จะเข้าร่วมกลุ่ม และลงทะเบียนให้แก่ลูกศิษย์หรือญาติมิตร ดังนั้นจึงพบเห็นได้ยากที่ผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังจะมาเพื่อแค่เป็นผู้ติดตามในงานรวมพลเซียน 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่เห็นว่าเยี่ยจิ่งเหวินนั้นแก่แล้ว และคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน ศิษย์น้อยก็เลิกสนใจ ไม่มีกลุ่มผู้ฝึกตนไหนที่จะยอมรับผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังที่กำลังจะสิ้นอายุขัย และไม่มีทีท่าว่าจะก้าวเข้าสู่ดินแดนขั้นต่อไปเข้ากลุ่มแน่นอน อีกอย่าง ผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังแบบนั้นเองก็ไม่ต้องการที่จะเข้าร่วมกลุ่มผู้ฝึกตน และอยู่ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดเลยสำหรับเรื่องนี้ 

วันนี้ ประตูหน้าของสำนักอวิ๋นอู้ดูคล้ายกับวัดแห่งลัทธิเต๋าในโลกมนุษย์เวลาที่มีผู้คนแน่นขนัดที่สุด ถนนต่างเต็มไปด้วยผู้คน จากการประมาณการของโม่เทียนเกอ คาดว่าน่าจะมีประมาณหลายพันคนอยู่ที่นี่ ถึงแม้ว่านางจะนับแค่จากคนที่จะเข้ามาอยู่ในสังเวียนการแข่งขัน ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้คนเหล่านั้นก็ยังมีมากกว่าหลายพันคนทีเดียว ในขณะที่สำนักจะรับคนเข้ามาเพียงแค่ร้อยคน แน่นอนอยู่แล้วที่การแข่งขันจะต้องดุเดือดมาก 

เมื่อผ่านประตูหน้าสำนักอวิ๋นอู้มา พวกเขาก็เข้ามาถึงบริเวณลานจัตุรัสขนาดใหญ่ที่สามารถจุคนได้ถึงหมื่นคน โถงอาคารด้านหลังลานจัตุรัสที่ดูยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกเมฆ ประหนึ่งแดนเนรมิต 

ในขณะนั้น สังเวียนสิบสนามได้ถูกวางไว้บริเวณลานจัตุรัส มีผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังหลายคนคอยคุมอยู่ในแต่ละสังเวียน และยังคงมีผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณที่คอยลงทะเบียนชื่ออยู่ด้วย 

กฎเกี่ยวกับสังเวียนเหล่านี้คือคนที่ลงสนามจะต้องต่อสู้กับคนทั้งหมดสิบคนเพื่อที่จะได้ผ่านเข้าไปรอบแรก กฎจะยังคงอยู่ในรอบถัดไปเช่นกัน พวกเขาจะต้องต่อสู้กับคนหลายคนจนกว่าจะเหลือคนน้อยกว่าร้อยคน 

ท่านอารองสอนนางว่าในช่วงต้นและช่วงสุดท้ายของการต่อสู้จะเป็นช่วงที่การต่อสู้หนักหน่วงที่สุด ในช่วงต้นของการแข่งขัน จะมีคนที่กระตือรือร้นที่ต้องการจะได้รับเลือกให้เร็วที่สุดก่อนที่ผู้เยี่ยมยุทธ์ตัวจริงจะเข้าสู่สังเวียน ส่วนในตอนท้ายของการแข่งขัน จะมีหลายคนที่แพ้ในสังเวียนอื่นก่อนหน้ามากมายมาต่อสู้เพื่อโอกาสสุดท้ายของตัวเองด้วยการทุ่มสุดกำลัง จำนวนคนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตายส่วนใหญ่นั้นจะมีมากในการต่อสู้ช่วงท้าย 

ผลที่ตามมา โม่เทียนเกอตัดสินใจที่จะเข้าสู่สังเวียนเมื่อการต่อสู้ได้ผ่านไปแล้วครึ่งทางเพื่อหลีกเลี่ยงนักสู้สิ้นหวังที่มักจะแสดงตัวออกมาตั้งแต่ต้นและในตอนท้ายของการแข่งขัน ด้วยวิธีนี้ อะไรหลายๆ อย่างก็จะง่ายขึ้นเล็กน้อยสำหรับโม่เทียนเกอ และนางก็มีแนวโน้มที่จะไม่ต้องเผชิญหน้ากับนักสู้พวกนั้นเช่นกัน 

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เครื่องรางเรียกขานหลายอันลอยออกมาจากโถงตรงไปหามือของผู้คุมผู้ฝึกตน เมื่อพวกเขาได้รับเครื่องรางเรียกขาน แต่ละคนก็ประกาศทันทีว่าการแข่งขันในสังเวียนของตัวเองกำลังเริ่มต้นขึ้น 

การแข่งขันจะเกิดขึ้นในแต่ละสังเวียน และทุกคนจะมีโอกาสต่อสู้เพียงครั้งเดียวในแต่ละสังเวียนนั้นๆ เพราะเหตุนั้นเอง หลายๆ คนจึงมุ่งตรงเข้าสู่สังเวียนทันทีที่การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ถ้าพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในสังเวียนแรก พวกเขาสามารถเลือกสังเวียนอื่นๆ ที่ผู้ต่อสู้อ่อนแอกว่าและสู้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หลักการนี้มักไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก วัตถุอย่างศิลาวิญญาณและเครื่องรางนั้นหมดสิ้นลงได้ และผู้ฝึกตนเดี่ยวเองก็ไม่ได้มีมากพอที่จะใช้มันได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีพอ ก็เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะไม่ทรมานจากการบาดเจ็บ ดังนั้น การต่อสู้ในลำดับต่อไปของพวกเขาจะต้องยากลำบากกว่าการต่อสู้ในครั้งแรกแน่นอน 

โม่เทียนเกอ และเยี่ยเจียงสุ่มเลือกสังเวียนเพื่อดูและในที่สุดก็เห็นบางคนกำลังเข้ามาที่สังเวียน เขาคือผู้ฝึกตนระดับเก้าของการหลอมรวมพลังวิญญาณในวัยสามสิบกว่าที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง 

เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ฝึกตนที่จะเข้าถึงดินแดนถัดไปหลังจากที่อายุล่วงเลยเข้าห้าสิบ การรวมพลเซียนจึงตั้งกฎขึ้นมาให้คนที่อายุต่ำกว่าห้าสิบจึงจะมีคุณสมบัติเข้าร่วมได้ เพราะเหตุนั้น ผู้เข้าแข่งขันส่วนมากจะมีอายุอยู่ในช่วงสามสิบ ไม่ก็สี่สิบกว่า ในขณะที่ผู้คนคล้ายโม่เทียนเกอผู้ซึ่งอายุยังไม่ถึงยี่สิบนั้นมีน้อย 

หลังจากที่ชายหนุ่มร่างกำยำยื่นแผ่นจารึกประจำตัวต่อผู้ฝึกตนที่ทำหน้าที่ลงทะเบียน เขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง “มีสหายนักพรตท่านใดที่จะขึ้นมามอบบทเรียนให้แก่ข้าบ้าง” เสียงเขาก้องกังวานจนผู้ชมได้ยินเสียงเขาอย่างชัดเจน 

การแข่งขันเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ก็มีผู้ฝึกตนระดับเก้าของการหลอมรวมพลังวิญญาณเข้ามาในสังเวียนเสียแล้ว คนแล้วคนเล่า ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบสังเวียนนี้ต่างถอนหายใจในความโชคร้ายของตัวเอง ในดินแดนการหลอมรวมพลังวิญญาณระดับสิบคือระดับที่สูงที่สุด การแข่งขันเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่กลับมีผู้ฝึกตนระดับสูงอยู่ในสังเวียนแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ฝึกตนระดับหกและเจ็ดของการหลอมรวมพลังวิญญาณจะไม่รู้สึกไร้ทางสู้ 

อย่างไรก็ตาม บางคนก็ไม่ต้องการที่จะยอมแพ้ไปเช่นนี้ ด้วยความมั่นใจที่มากพอ บุคคลหนึ่งก้าวเข้าไปในสังเวียน เขายื่นแผ่นจารึกประจำตัวพร้อมก้าวเข้าไปทักทายชายร่างกำยำ “ศิษย์พี่ แนะนำข้าด้วย”  

หลังจากที่ทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกัน ต่างก็นำเครื่องมือวิญญาณของตัวเองออกมาและเริ่มเสกคาถา 

เยี่ยเจียงส่ายหน้าพร้อมพูดว่า “ลองไปดูที่สังเวียนอื่นกัน”  

โม่เทียนเกอไม่ปฏิเสธ วิธีต่อสู้ของผู้ฝึกตนสองคนนี้ธรรมดาเกินไป ถึงแม้ว่าระดับการฝึกตนของนางจะน้อยกว่าพวกเขาเล็กน้อย คงเป็นเรื่องง่ายมากที่นางจะใช้กระบี่ป่าขจีและศาสตร์แห่งป่าขจีต่อสู้และเอาชนะพวกเขา 

การต่อสู้ในสังเวียนที่สอง เป็นการสู้กันของเครื่องรางระหว่างคนสองคน บางทีทั้งสองคนคงมีอดีตร่วมกันมาก่อน เพราะตอนนี้ทั้งสองคนโยนเครื่องรางใส่กันอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับว่าเครื่องรางนั้นไม่มีค่าอะไร พวกเขาสู้กันอย่างป่าเถื่อนมากกว่าตอนที่นางฆ่าผู้ฝึกตนของกลุ่มอันเสียอีก 

โม่เทียนเกอคิดว่าถ้านางต้องเข้าสู้กับคู่ต่อสู้เช่นนี้ นางคงไม่มีทางเลือกนอกจากโยนเครื่องรางอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับที่คู่ต่อสู้ทำ อย่างไรเสีย นางคงจะไม่คล่องแคล่วเท่าเขาถ้านางใช้เครื่องมือวิญญาณ และม่านพลังก็ต้องใช้พลังวิญญาณมากเกินไป ดังนั้น คนที่มีเครื่องรางมากกว่าย่อมเป็นฝ่ายชนะในสังเวียนนี้ 

การต่อสู้ในสังเวียนอื่นๆ ล้วนธรรมดาทั่วไป อย่างไรก็ตาม สังเวียนหนึ่งถึงกับทำให้เยี่ยเจียงอ้าปากค้าง 

โม่เทียนเกอถามด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้นหรือท่านอารอง”  

เยี่ยเจียงคอยดูอยู่สักพัก ในที่สุดเขาจึงส่ายหน้าพร้อมตอบ “คนผู้นี้มีทักษะเชี่ยวชาญในการใช้พลังวิญญาณ เขาจะต้องเป็นคนที่มีศิษย์พี่คอยชี้แนะ หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่มีความตั้งใจแน่วแน่ทีเดียว”  

โม่เทียนเกอหันไปมองทางสังเวียนด้านนั้น เป็นการต่อสู้ระหว่างชายกลางคนอายุประมาณสี่สิบผู้ซึ่งอยู่ในระดับเจ็ดของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณ และหนุ่มช่วงต้นอายุยี่สิบในระดับเก้าของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณ ถึงแม้ว่าผู้ฝึกตนวัยกลางคนจะมีเครื่องมือวิญญาณรูปร่างเหมือนพัดอยู่ในมือของเขา ชายหนุ่มมีเพียงเครื่องรางป้องกันที่ติดอยู่บนตัวของเขา แต่อย่างไรก็ตาม คาถาของชายหนุ่มนั้นเร็วและแม่นยำ ดังนั้นผู้ฝึกตนวัยกลางคนจึงพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแล้ว 

เป็นไปตามคาด ท่านอารองพูดถึงชายหนุ่มคนนี้ 

โม่เทียนเกอดูเขาอยู่เป็นเวลานานแต่นางก็ยังไม่เจออะไรที่ดูพิเศษเกี่ยวกับเขา “คนนี้ไม่ใช่เก่งแค่เรื่องคาถาหรอกหรือ”  

เยี่ยเจียงยิ้มส่ายหน้า “คาถาที่คนนี้เสกช่างธรรมดา แต่เขาสามารถเคลื่อนไหวพลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว คอยดูนะ เมื่อเขาโจมตี เขาแทบจะไม่ต้องเตรียมตัวเลย และคาถาแต่ละคาถาก็เสกขึ้นได้แทบจะทันที ผู้ฝึกตนแห่งระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณทั่วไปใช้เวลานานในการรวบรวมพลังวิญญาณก่อนที่พวกเขาจะเสกคาถา นี่คือเหตุผลว่าทำไมการใช้เครื่องรางจึงไวกว่าการเสกคาถา อย่างไรก็ดี ลองดูเขานะ การเสกคาถาของเขาไม่ได้ช้าไปกว่าการใช้เครื่องรางเลย นี่คือขั้นสูงสุดที่ผู้ฝึกตนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณสามารถจะบรรลุได้”  

โม่เทียนเกอมองผู้นั้นอย่างละเอียด มันเป็นไปอย่างที่ท่านอารองอธิบาย คนผู้นี้เสกคาถาได้อย่างกับโยนเครื่องราง ทำให้คู่ต่อสู้ไม่มีเวลาที่จะโต้กลับ 

“ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญเช่นนี้ เขาจะต้องมีผู้อาวุโสกว่าคอยแนะนำ หรือไม่เขาก็ฝึกการเคลื่อนไหวพลังวิญญาณของเขาอย่างมุมานะอุตสาหะแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจต้องใช้ความคิดเยอะมาก ในเมื่อเขาต้องใช้ความคิดและเวลาเยอะมากในเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อยเช่นนี้ เขาจะต้องเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมากเป็นแน่”  

โม่เทียนเกอเต็มไปด้วยความชื่นชม นางชื่นชมอำนาจจิตของผู้นั้น แต่นางก็ชื่นชมความรู้เบื้องลึกของท่านอารอง เพียงแค่มองว่าชายหนุ่มผู้นี้เสกคาถาได้เร็วแค่ไหน ท่านอารองก็สามารถอ่านออกถึงธรรมชาติการต่อสู้ของเขา 

หลังจากมองดูอยู่เล็กน้อย อาและหลานสาวก็เลือกสังเวียนอีกวงหนึ่ง 

เยี่ยเจียงกล่าวว่า “อันนี้ใช้ได้ เจ้าขึ้นไปหลังจากคนนี้แล้วกัน”  

โม่เทียนเกอเชื่อฟังและจ้องมองการต่อสู้ของสังเวียนนี้ 

ผู้ฝึกตนสองคนในสังเวียนนี้มีรูปร่างลักษณะของคนหนุ่มสาว ซึ่งหาได้ยากมากในงานนี้ ทั้งสองคนดูเหมือนกำลังอยู่ในช่วงอายุยี่สิบกว่าๆ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองคนยังอยู่ในระดับเจ็ดของการหลอมรวมพลังวิญญาณทั้งคู่ด้วย 

หนึ่งในนั้นควบคุมกระบี่บินได้ ในขณะที่อีกคนถือแส้ อย่างไรก็ตาม นอกจากที่กระบี่บินได้นั้นเป็นเครื่องมือวิญญาณชั้นสูงแล้ว ชายหนุ่มที่ถือครองก็มีพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์ สำหรับชายหนุ่มที่ถือแส้ค่อยๆ ถูกบังคับให้เป็นฝ่ายตั้งรับ แต่เพราะแส้ของเขามีคุณภาพเพียงแค่ระดับกลาง เขาไม่กล้าที่จะปะทะกับกระบี่จึงทำได้เพียงแค่หลบเลี่ยงการจู่โจมเท่านั้น ในตอนท้ายชายหนุ่มที่ถือแส้ก็ต้องยอมรับในความพ่ายแพ้ไป 

เมื่อได้ยินผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังข้างสนามประกาศผล ชายหนุ่มที่ใช้กระบี่บินได้ก็ประสานมืออย่างภาคภูมิใจต่อผู้ชม 

เยี่ยเจียงบอกทันที “ไปได้”  

โม่เทียนเกอพยักหน้าพร้อมเดินเข้าไปในสังเวียน นางทักทายต่อผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังวิญญาณข้างสังเวียนก่อนและมอบแผ่นจารึกประจำตัว เมื่อผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังวิญญาณข้างสังเวียนยืนยันว่าไม่ติดปัญหาอะไร นางก็ประสานมือต่อชายหนุ่มพร้อมกล่าวว่า “ข้าเยี่ยเสี่ยวเทียน หวังว่าท่านพี่จะยินดีชี้แนะข้า” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว