facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 33 ความสงบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 33 ความสงบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2563 15:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 33 ความสงบ
แบบอักษร

อย่างแรก โม่เทียนเกอไปจุดที่นางมักจะตั้งร้านแผงลอย เป็นไปตามคาด นางเห็นนักพรตหวงอยู่ที่นั่นจึงทักทายเขา “ลุงหวง”  

นักพรตหวงดีใจที่ได้เจอนาง เขาพูดว่า “เสี่ยวเทียน ข้าไม่เจอเจ้าหลายวัน ทำไมเจ้าไม่มาตั้งร้านขายของรึ”  

โม่เทียนเกอตอบไปว่า “เป็นเพราะการรวมพลเซียน ทุกวันนี้ข้าไม่ค่อยออกไปไหน เว้นแต่ว่ามีความจำเป็น”  

นักพรตหวงพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ “จริงด้วย นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก การเตรียมตัวของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”  

“ก็เหมือนเดิม ผู้ฝึกตนเดี่ยวอย่างเราไม่มีทางเตรียมตัวพอหรอก”  

คำพูดนี้ทำให้นักพรตหวงถอนหายใจ “เจ้าพูดถูก… เราไม่อาจเทียบชั้นกับเด็กในกลุ่มการฝึกตนพวกนั้นที่สามารถเมินเฉยต่อเรื่องอื่นๆ และจดจ่ออยู่กับการฝึกตนได้หรอก เพราะฉะนั้นวัตถุวิญญาณ เครื่องราง ศิลาวิญญาณล้วนเป็นของจำเป็นทั้งนั้น…”  

พอพูดถึงประเด็นนี้ โม่เทียนเกอทำได้แค่เงียบเท่านั้น ถ้าท่านพ่อนางไม่ประสบอุบัติเหตุและท่านอารองไม่ต้องถูกบีบบังคับให้ทิ้งกลุ่มเยี่ยไป นางก็คงไม่ต้องเสียเวลามากมายไปกับการทำงานแปลกๆ หลายงานเช่นนี้ 

นักพรตหวงพูดปลอบใจ “เสี่ยวเทียน ลุงจะลดให้นะถ้าเจ้ายังขาดเหลือเครื่องรางอะไร เจ้ามีศิลาวิญญาณไม่พอก็ไม่เป็นไร เจ้าเอาของไปก่อนได้แล้วค่อยมาจ่ายข้าทีหลัง”  

โม่เทียนเกอค่อนข้างซาบซึ้งน้ำใจของเขา อันที่จริง มิตรภาพระหว่างนางกับลุงหวงไม่ได้สนิทกันลึกซึ้งขนาดนั้น แต่เพราะช่วงสองปีที่ผ่านมา พวกเขาเปิดร้านแผงลอยอยู่ในที่เดียวกันและมักจะพูดคุยกับอีกฝ่ายเสมอ 

ตัวลุงหวงก็ไม่ได้มีรากวิญญาณที่ดีนักและเพิ่งอยู่ในชั้นที่แปดของดินแดนการหลอมรวมพลังวิญญาณ ในขณะที่เขาแก่ตัวลง เขาก็สูญสิ้นความหวังในการก้าวหน้าไปสู่ดินแดนถัดไปและใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขาไปกับการทำธุรกิจ เขาหวังว่าจะสามารถเก็บหอมรอมริบศิลาวิญญาณได้มากพอสำหรับทายาทของเขา ทั้งสองคนคือผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณที่กำลังดิ้นรนอยู่ในโลกแห่งการฝึกตน ไม่มีใครทำได้ดีกว่าใคร แต่สำหรับลุงหวงที่ยินดีจะช่วยเหลือกันในสถานการณ์เช่นนี้ นับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากจริงๆ  

“ไม่เป็นไรหรอกลุงหวง ลุงก็ไม่ได้ขายเครื่องรางได้มากมายอะไร แล้วข้าจะเอาเปรียบลุงอย่างหน้าไม่อายได้อย่างไร นอกจากนี้ ผู้ฝึกตนเดี่ยวอย่างเราต้องฟันฝ่าผ่านอะไรตั้งมากมาย ประสบการณ์การต่อสู้ของเรามากกว่าพวกเด็กๆ จากกลุ่มการฝึกตนเยอะ”  

โม่เทียนเกอพูดด้วยความรู้สึกสำนึกผิดเล็กน้อย แม้ว่านางจะเป็นผู้ฝึกตนเดี่ยว แต่นางก็ยังมีผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังเป็นผู้ชี้แนะ นางไม่ได้มีโอกาสมากมายที่จะไปต่อสู้กับศัตรู แม้ว่าท่านอารองจะเล่าให้นางฟังถึงประสบการณ์การต่อสู้อันโชกโชนของเขาก็ตาม 

แต่กระนั้น นักพรตหวงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “จริงของเจ้า เด็กจากกลุ่มพวกนั้นน่ะได้คำแนะนำจากผู้อาวุโสก็จริง แต่พวกเขาจะเข้าใจได้อย่างไรว่าการต่อสู้กับศัตรูเป็นเช่นไรจากแค่เพียงการฟังคำสั่งสอนไม่กี่คำ”  

โม่เทียนเกอยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น เมื่อนึกได้ถึงจุดประสงค์ของการออกมาข้างนอก นางจึงรีบเปลี่ยนประเด็น “นั่นสิ ลุงหวง ในสองวันที่ผ่านมาที่ข้าไม่ได้ออกมา มีข่าวคราวอะไรบ้างหรือไม่?”  

“ข่าวรึ” นักพรตหวงคิดนิดหนึ่งจึงพูดว่า “เอ๋… ข่าวที่เจ้าถามถึงนี่คือเรื่องการรวมพลเซียนใช่ไหม วันนี้มีคนผ่านไปผ่านมาที่นี่มากขึ้น ลองดูที่ถนนนี้สิ มีผู้ฝึกตนหนุ่มสาวมากกว่าปกติ ข้าว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อเข้าร่วมในการรวมพลเซียน”  

โม่เทียนเกอเพิ่งสังเกตว่ามีคนมาที่นี่เยอะกว่าเมื่อสองวันก่อนจริงๆ เนื่องจากวันแห่งการรวมผลเซียนกำลังใกล้เข้ามา จำนวนผู้คนในบริเวณนี้จึงเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ผู้ฝึกตนเดี่ยวบางส่วนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกเข้ากลุ่มการฝึกตนอื่นๆ ก็จะมาที่นี่เพื่อลองเสี่ยงโชค นอกจากนี้ยังมีกลุ่มการฝึกตนจากหลายๆ ภาคอีกด้วย สรุปแล้ว จำนวนคนนอกที่มาที่นี่จึงมากกว่าช่วงก่อนหน้านี้ 

“อนิจจา ยิ่งจำนวนคนมากขึ้น ความขัดแย้งก็มากขึ้นไปด้วย เมื่อวาน ข้าได้ยินว่าตะเกียงชีพ [1] ของคนรุ่นหนุ่มสาวสองคนจากกลุ่มหวงและกลุ่มอันซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนักอวิ๋นอู้ต้องดับสูญไป ทั้งคู่ยังเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสสูงที่สุดจากกลุ่มของพวกเขาที่จะประสบความสำเร็จในการรวมพลเซียนเสียด้วย นอกจากนี้ กลุ่มของพวกเขากลับไม่สามารถหาศพพวกเขาเจอได้ ตอนนี้ทั้งสองกลุ่มจึงกล่าวหาแต่ละฝ่ายไปมาว่าเล่นสกปรก เสี่ยวเทียน เจ้าต้องระวังตัวนะ คนบางคนอาจจะกำลังมีเจตนาชั่วร้ายก็ได้” 

โม่เทียนเกอรู้สึกกลัว ปรากฏว่าเรื่องแดงออกมาเสียแล้ว! นางแกล้งทำเป็นประหลาดใจและพูดไปว่า “จริงหรือ”  

นักพรตหวงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติอะไร เขาแค่ส่ายหัวและถอนหายใจ “เรื่องพรรค์นี้เป็นเรื่องปกติมาก ทุกครั้งที่วันรวมพลเซียนใกล้เข้ามา นอกจากกลุ่มการฝึกตนที่ต่อสู้แข่งกันแล้ว ผู้ฝึกตนเดี่ยวหลายคนก็ต้องประสบพบเจอเรื่องแบบนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าเราจะประกาศตนว่าเราฝึกฝนจิตแห่งเต๋า เพราะว่าเราจะเจอมารภายในจิตใจก็ต่อเมื่อเราเริ่มสร้างขุมพลังของเรา คนพวกนี้จึงไม่ถือว่าเรื่องที่ไม่เร่งด่วนเป็นเรื่องสำคัญ จึงนำไปสู่การทำตัวไร้ศีลธรรมของผู้คนเต็มไปหมดทุกหนทุกแห่ง”  

โม่เทียนเกอค่อนข้างโล่งอก ทุกอย่างจะไม่เป็นอะไรตราบใดที่ไม่มีใครสงสัยนาง เมื่อนางเห็นใครบางคนมาหยุดอยู่หน้าร้านของนักพรตหวง นางจึงยิ้มและบอกว่า “ลุงหวง ลุงกลับไปขายของเถอะ ข้าจะซื้อของอีกนิดหน่อยและไปเตรียมตัวล่ะ”  

“ได้สิ ไปเถอะ” นักพรตหวงตอบ จากนั้นเขาก็ง่วนอยู่กับการต้อนรับลูกค้า การรวมพลเซียนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะทำเงินเสียจริง 

หลังจากโม่เทียนเกอออกจากร้านมา สีหน้าของนางเคร่งเครียด นางคิดทบทวนทุกสิ่งในหัวอย่างระแวดระวังเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้และไม่มีใครเห็นนางเมื่อตอนออกมา แม้นางจะรู้ว่าปลอดภัย นางก็ยังอดรู้สึกประหม่าอยู่ในใจไม่ได้ นางสงบลงหลังจากที่บอกตัวเองว่าให้ใจเย็นๆ ท้ายที่สุดแล้ว นางก็ยังไม่เลือดเย็นมากพอ 

ถึงแม้นางตั้งใจจะออกมาเพื่อสืบข่าว แต่นางก็ยังมีธุระอื่นให้สะสางด้วย ดังนั้น หลังจากสงบจิตสงบใจลงแล้ว นางจึงไปร้านที่ใหญ่ที่สุดบนเขาอวิ๋นอู้ 

สำนักอวิ๋นอู้ไม่ใช่กลุ่มการฝึกตนขนาดใหญ่เหมือนสำนักเสวียนชิง แต่ข้าวของในร้านก็ค่อนข้างครอบคลุมและมีทุกอย่างที่นางต้องการซื้อ 

โม่เทียนเกอไม่รอช้าและตรงเข้าไปหาคนขาย นางกล่าวว่า “มียาบำรุงครอบจักรวาลยี่สิบเม็ดหรือไม่”  

นางเป็นลูกค้าประจำของร้านนี้และมักจะมาซื้อยาวิเศษ เพราะอย่างนั้น คนขายจึงพูดอย่างกระตือรือร้นว่า “มีสิ สหายนักพรต กรุณารอสักครู่” เขาหันกลับไปและหยิบขวดหยกขนาดค่อนข้างใหญ่ออกมาจากหลังโต๊ะคิดเงิน เขานับยายี่สิบเม็ดอย่างตั้งใจและใส่มันลงไปในขวดหยกขนาดเล็กกว่า ก่อนจะส่งขวดมาให้นาง “สหายนักพรต เชิญท่านตรวจดูว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่”  

เขานับยาต่อหน้านางและคุณภาพของยาก็ค่อนข้างดี ดังนั้น โม่เทียนเกอจึงพยักหน้า รับยาวิเศษมาและยื่นศิลาวิญญาณไปให้ 

แม้ว่านางจะไม่ได้ศิลาวิญญาณมากมายจากชายหญิงคู่เมื่อวาน แต่พวกเขาก็ยังมีมากพอให้นางนำมาซื้อยาพวกนี้ได้ พูดกันตามตรง การเป็นขโมยก็เป็นอาชีพที่เข้าท่าอยู่เหมือนกัน พวกเขาทั้งสองคนอาหลานต้องใช้ความเพียรพยายามและอุตสาหะมาก แต่กระนั้น ผลลัพธ์กลับยังได้น้อยกว่าการฆ่าผู้ฝึกตนสองคนเสียอีก แน่นอนว่านี่เป็นแค่ความคิดที่แวบเข้ามาในจิตใจของนาง นางไม่ได้มีวิสัยทัศน์คับแคบเช่นนั้น 

เมื่อซื้อยาวิเศษเรียบร้อย โม่เทียนเกอไม่เอ้อระเหยและรีบออกจากร้านไป 

นางไม่ต้องการเครื่องมือวิเศษใด ส่วนเครื่องราง นางไม่มีศิลาวิญญาณเหลือพอที่จะซื้อแม้ว่าจะอยากซื้อก็ตาม ดังนั้น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงตัดสินใจว่าสิ่งที่นางยังขาดอยู่มากที่สุดก็คือยาบำรุงครอบจักรวาล 

การแข่งขันในการรวมพลเซียนนั้นดุเดือดมาก ถ้านางเจอกับคู่แข่งที่ทรงพลัง พลังวิญญาณของนางจะต้องหมดสิ้นแน่ เมื่อถึงเวลานั้น การแข่งขันคงจะกลายไปเป็นการแข่งระหว่างใครที่มียาบำรุงและศิลาวิญญาณมากกว่ากัน แม้ว่าศิลาวิญญาณจะสามารถใช้เติมพลังวิญญาณได้ แต่พลังของมันไม่อาจเทียบกับยาบำรุงครอบจักรวาลได้เลย 

สำหรับผู้ฝึกตน ยาวิเศษถือว่าสำคัญมาก ศิลาวิญญาณส่วนใหญ่ที่นางและท่านอาได้มาก็ถูกเอาไปใช้จ่ายกับยาวิเศษ ครั้งหนึ่งโม่เทียนเกอยังเคยคิดว่าจะหัดเรียนการปรุงยาวิเศษ แต่ความคิดของนางก็ถูกท่านอาปฏิเสธไป 

ท่านอารองบอกว่าไม่ว่าจะเป็นการปรุงยาวิเศษ การขัดเกลาเครื่องมือ ม่านพลัง หรือเครื่องราง นางก็ต้องใช้ความพยายามทั้งทางร่างกายและจิตใจ สำหรับผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณ การใช้เวลาส่วนใหญ่ของนางไปกับการทำเรื่องพวกนี้มันไม่คุ้มค่ากัน โดยทั่วไปมีเพียงแค่ผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังที่ไม่มีโอกาสในการก้าวเข้าไปสู่ดินแดนถัดไปเท่านั้นถึงจะทำเรื่องพวกนี้ นอกจากนี้ เนื่องจากนางมีความสามารถในด้านม่านพลังอยู่มาก นางจึงไม่จำเป็นต้องเรียนปรุงยาวิเศษ ให้ระลึกไว้ว่าการจะอบรมสั่งสอนอาจารย์ปรุงยาขึ้นมาได้สักคนนั้นเป็นเรื่องยากมาก แม้แต่กลุ่มการฝึกตนเล็กๆ ยังไม่สามารถทำได้ นับประสาอะไรกับพวกเขาทั้งสองคน 

ว่ากันตามตรง โม่เทียนเกอก็ไม่แน่ใจนักว่าจะมีความสามารถพอที่จะปรุงยาวิเศษได้หรือไม่ จากสิ่งที่ท่านอารองพูด ทุกคนในกลุ่มเยี่ยเก่งด้านม่านพลังและมีเพียงไม่กี่คนที่เก่งการปรุงยา ดังนั้น นางคิดว่าความเป็นไปได้ที่นางจะไม่เก่งในเรื่องนี้มีค่อนข้างสูง นางจึงล้มเลิกความคิดไป 

หลังจากนางกลับมาถึงที่พัก นางก็ตรงไปยังห้องของท่านอา “ท่านอารอง”  

เยี่ยเจียงซึ่งยังพักฟื้นอยู่ ลืมตาขึ้นมาและถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”  

“อะไรที่เป็น ‘อย่างไร’ ล่ะ”  

เยี่ยเจียงจ้องนางอยู่ครู่หนึ่งจึงส่ายหัว “เจ้าออกไปเมื่อเช้านี้เพื่อไปสืบข่าวไม่ใช่รึ”  

โม่เทียนเกอแลบลิ้นใส่ “ท่านอารอง ท่านอ่านใจข้าออกเสียจริง”  

เยี่ยเจียงเหลือบมองนางและพ่นหัวเราะ “เจ้านี่ไม่มีความเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่เลยนะ!”  

นางหัวเราะและเข้าไปหาเขา “ท่านอารอง ลุงหวงบอกว่าทั้งสองกลุ่มนั้นรู้เรื่องการตายของพวกเขาแล้ว แต่อย่างไรก็ดี พวกเขาต่างโทษกันไปมา บอกว่าอีกกลุ่มหนึ่งมีแผนร้าย พวกเขายังไม่เจออะไร”  

เยี่ยเจียงพยักหน้า “งั้นก็ดี ต่อให้พวกเขารู้ว่าไม่ใช่ฝีมือของอีกกลุ่ม แต่ก็คงยากที่พวกเขาจะโยงมันมาถึงเจ้า ด้วยการรวมพลเซียนที่กำลังใกล้เข้ามา คนจากทั่วสารทิศมาอยู่ที่เขาอวิ๋นอู้นี้ ดังนั้น การสืบสวนของพวกเขาคงจะคว้าน้ำเหลว”  

คำพูดเช่นนี้เหมือนกับคำพูดของลุงหวง นี่คือคำกล่าวที่ว่า “คนแก่ประสบการณ์ไม่สามารถถูกหลอกได้ง่าย” ใช่ไหมนะ?  

พอนึกได้ถึงผลงานของเมื่อวาน นางก็พูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “ท่านอารอง เมื่อวานข้าเอาเครื่องมือของพวกเขามา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีเครื่องรางมากนัก แต่โดยรวมแล้วมีเครื่องรางชั้นสูงถึงห้าอัน ท้ายที่สุดแล้วข้าก็ยังได้กำไร อีกอย่าง มียาวิเศษค่อนข้างมาก รวมถึงยาผสานวิญญาณหนึ่งขวดด้วย! และข้ายังเอาศิลาวิญญาณของพวกเขาไปซื้อยาบำรุงครอบจักรวาลมาด้วยวันนี้ ตอนนี้ข้าไม่ขาดอะไรแล้ว”  

“เอ้อ เป็นข่าวดีจริง” เยี่ยเจียงคิดว่าสองคนนั้นไม่ได้มีศิลาวิญญาณหรือเครื่องรางมากมาย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเครื่องรางระดับสูงห้าอันนั้นก็น่าจะเพียงพอที่จะทดแทนอันที่โม่เทียนเกอใช้ไปแล้ว 

เขาพูดว่า “ถ้าเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ไม่ต้องลำบากลำบนออกไปตามหาศิลาวิญญาณอีก ข้าจะสอนม่านพลังดักวิญญาณแบบดัดแปลงให้ เจ้าควรใช้เวลาช่วงนี้ทำความเข้าใจมัน เมื่อถึงเวลา เจ้าจะได้เข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้นอีกนิด”  

“อืม” นางพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น  

เยี่ยเจียงยิ้มและลูบหัวนาง ก่อนจะส่งขวดหยกให้ “นี่คือวิธีวางม่านพลัง เจ้าไปศึกษาซะ แล้วพรุ่งนี้มาบอกข้าว่าเจ้าทำความเข้าใจได้มากแค่ไหน”  

 

------

[1] ตะเกียงชีพ วัตถุวิญญาณที่เชื่อมกับชีวิตของผู้ฝึกตน คล้ายกับแผ่นจารึกชีพ ตะเกียงจะดับไปเมื่อผู้ฝึกตนเสียชีวิต 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว