facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่3

ชื่อตอน : ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 255

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2563 10:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่3
แบบอักษร

 หยู่เหยียนเปิดกระเป๋าสะพายข้างใบโปรดก่อนหยิบห่อผ้าซึ่งด้านในมีเข็มขนาดเล็กอยู่ประมาณสิบอันออกมา นิ้วเรียวหยิบเข็มอันเล็กออกมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนฝังลงตามจุดเพื่อกระตุ้นการทำงานของเลือดลม  

 

เพียงครู่เดียวเท่านั้นคุณยายที่หมดสติก็มีสีหน้าที่ดีขึ้นก่อนลืมตา “แม่หนูยายต้องขอบใจเจ้าจริง ๆ” 

 

“ไม่เป็นไรค่ะคุณยาย คุณยายดีขึ้นก็ดีแล้วค่ะอย่าเพิ่งขยับตัวนะคะหนูขอดึงเข็มที่ฝังไว้ออกก่อน” มือบางของหยู่เหยียนทำการดึงเข็มที่ฝังออกอย่างเบามือและรวดเร็ว 

 

หญิงชราล้วงหยิบของในกระเป๋าเสื้อก่อนหยิบแหวนหยกสลักออกมาหนึ่งวง “อะ... แหวนวงนี้ถือว่าแทนคำขอบคุณที่ช่วยชีวิตยาย” 

 

หยู่เหยียนจ้องมองแหวนในมือของหญิงชราราวกับโดนต้องมนต์โดยไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มเลศนัยบนใบหน้าของหญิงชราแม้แต่น้อย และกว่าจะรู้ตัวแหวนสลักลายดอกเหมยฮัวก็ถูกสวมลงบนนิ้วชี้ของเธอเสียแล้ว 

 

และพอได้สติกลับคืนสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นภาพตรงหน้ากลายเป็นเลือนรางก่อนเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท พร้อมกับความรู้สึกที่ราวกับอยู่ในแอ่งน้ำวนจนแทบอยากจะอาเจียนจนในท้ายที่สุดก็มาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่มีชื่อเดียวกับเธอ 

 

กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน 

 

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะคุณหนูจากตระกูลสวีได้เดินทางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”  

 

“ให้นางเข้ามา” น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังลอดออกมาจากด้านในของตัวห้อง  

 

ร่างผอมบางของสวีหยู่เหยียนก้าวเข้ามาด้านในของห้อง แม้ภายในใจจะรู้สึกหวาดกลัวแต่ก็ไม่อาจแสดงออกมาให้อีกฝ่ายรับรู้เธอจึงเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับย่างก้าวที่มั่นคงแต่แผ่วเบา 

 

และในทันทีที่ประตูห้องถูกปิดลงสวีหยู่เหยียนก็พบว่าภายในห้องนี้เต็มไปด้วยกลิ่นของสมุนไพรและกำยาน ไม่รู้ว่าเจ้าของห้องนี้ได้เปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศบ้างหรือไม่?  

 

“เจ้ามีนามว่าอะไร” เสียงของชายหนุ่มหลังฉากกันเอ่ยถามขึ้น 

 

“หม่อมฉันมีนามว่าหยู่เหยียนเพคะ” สวีหยู่เหยียนเอ่ยตอบตามแบบฉบับที่เธอเคยดูในซีรี่ย์และอ่านเจอในนิยายย้อนยุค 

 

หญิงสาวไม่รู้ว่าคนที่อยู่ด้านหลังฉากกั้นกำลังคิดอะไรอยู่ พอหลังจากถามชื่อตนไปเขาก็เงียบอีกครั้ง!! หยู่เหยียนรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อหรือจะต้องทำตัวยังไงกับสถานการณ์ภายในห้อง ที่ตอนนี้หากมีอะไรตกกระทบพื้นคงได้ยินอย่างชัดเจนเต็มสองรูหู 

 

เวลาผ่านมาเกือบหนึ่งก้านธูปชายที่มีใบหน้าเคร่งขรึมข้างกายมีฝักดาบเหน็บไว้ที่ข้างเอวได้ก้าวเข้ามาภายในห้อง ชายคนนั้นเดินตรงไปยังด้านหลังฉากกั้นก่อนกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของบุรุษที่นั่งอยู่ 

 

“เจ้าไม่ใช่บุตรสาวคนโต?”  

 

“เพคะ... หม่อมฉันเป็นบุตรสาวของอดีตภรรยาเอก เป็นบุตรสาวคนที่สามของใต้เท้าสวี” สวีหยู่เหยียนตอบตามความเป็นจริง 

 

บุรุษหลังฉากกั้นแค่นเสียงหัวเราะในลำคอก่อนกล่าวลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ใต้เท้าสวีผู้นี้ช่างเป็นคนกล้าคิดกล้าทำเสียจริง”  

 

ก็จริงอยู่ที่รับสั่งขององค์ฮ่องเต้ที่มีพระราชโองการให้ตระกูลสวีส่งหญิงสาวที่กำเนิดจากภรรยาเอกเข้ามาทำการรับใช้เหอซั่วชินหวังหรือชินอ๋อง ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันซึ่งตลอดห้าปีที่ผ่านมาปรากฏข่าวลือมากมาย ว่าชินอ๋องผู้นี้มีนิสัยใจคอโหดเหี้ยม บรรดาบุตรหลานของขุนนางที่ถูกส่งตัวเข้ามาต่างกลับออกไปโดยมีเพียงแต่ร่างไร้ซึ่งวิญญาณกันทั้งสิ้น 

 

ว่ากันว่าฮ่องเต้ทรงรักและห่วงใยอนุชาเป็นอย่างมาก แม้จะมีข่าวลือออกมาแต่ก็ยังทรงหาคู่ให้ชินอ๋องทุกปีและทุกครั้งที่มีพระราชโองการก็จะเป็นวันเดือนเดียวกันทุกปีตลอดระยะเวลาห้าปีมานี้  

 

แต่ก็มีอีกหนึ่งข่าวลือคือคุณหนูตระกูลหลัว หลัวเลี่ยงจื่อเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เข้าวังอ๋องแล้วกลับออกมาโดยที่ไม่เป็นอะไร จนชาวบ้านต่างพากันพูดว่าคุณหนูหลัวผู้นี้จะต้องเป็นว่าที่พระชายาในอนาคตของชินอ๋องเพราะดูเหมือนตำแหน่งหญิงสาวรับใช้ที่ท่านอ๋องรับเข้ามา ล้วนไม่ถูกพระทัยทั้งสิ้น 

 

“ทูลท่านอ๋อง... การตัดสินใจนี้หม่อมฉันเป็นเพียงคนที่ได้รับมอบหมายเพียงเท่านั้น แม้จะรู้ว่าผิดแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งของท่านพ่อและภรรยาเอกคนปัจจุบันของท่านพ่อได้เพคะ”  

 

บุรุษหลังฉากกั้นยกถ้วยชาขึ้นจิบก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “แล้วเจ้าไม่กลัวเปิ่นหวางสั่งลงโทษ?”  

 

“ตอบตามตรงหม่อมฉันกลัวเพคะ แต่ก็มิอาจหลีกหนี”  

 

“กลัวแต่ไม่หลีกหนี ดี!!” เสียงของบุรุษทวนคำพูดของหญิงสาวก่อนเอ่ยต่อ “เจ้าเคยได้ยินข่าวลือของเปิ่นหวางแล้วกระมัง”  

 

“ได้ยินมาบ้างเพคะ”  

 

“แล้วเจ้าไม่คิดร้องขอชีวิตจากเปิ่นหวางหรือ?”  

 

ใบหน้าภายใต้ผ้าสีขาวผืนบางมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “หากหม่อมฉันทูลขอท่านอ๋องจะทรงประทานให้หรือเพคะ กลับกันหม่อมฉันคิดว่าทุกการกระทำย่อมมีเหตุผล แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็แสดงว่าสวรรค์ได้กำหนดแล้วเพคะ”  

 

โม่หวังจิ้งมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้วยสายตาหลากหลายอารมณ์ ก่อนส่งสัญญาณให้กับตงไห่องครักษ์ของตนเองให้ไปรวบรวมเรื่องราวของหญิงสาวตระกูลสวีที่เพิ่งถูกส่งตัวมาให้มากกว่านี้ พร้อมกับให้ตงไห่พาหญิงสาวไปรอที่ห้องรับรองเล็กจนกว่าจะถึงช่วงมื้อค่ำ 

 

สวีหยู่เหยียนนั่งลงบนพื้นแล้วเอาหลังพิงผนังห้องก่อนกลับเข้าไปด้านในของมิติแหวนอีกครั้ง  

 

น่าแปลกจริง โอ่งน้ำที่ดูเหมือนโอ่งเก่าเปลี่ยนเป็นโอ่งสีทองอร่าม ร่างบางเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าน้ำด้านในถูกเติมจนเกือบเต็ม พร้อมกับอักษรสลักนูนเด่นหราเป็นคำว่า น้ำทิพย์ 

 

สวีหยู่เหยียนใช้อุ้งมือของตนวักน้ำขึ้นมาดื่ม ก่อนสัมผัสได้ถึงรสหวานติดปลายลิ้นที่มาพร้อมกับความเย็นที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งตัว เธอดื่มต่ออีกสามสี่อึกจนหายกระหายน้ำก่อนแอบนำน้ำในโอ่งมาล้างหน้าของตนเล็กน้อย  

 

เธอรู้สึกคันบริเวณใบหน้ายุบยิบครู่หนึ่งก่อนถูกแทนที่ด้วยอาการชาทั่วทั้งใบหน้า สวีหยู่เหยียนยกมือขึ้นลองหยิกดูที่แก้มแต่ก็ไม่มีความรู้สึก จนกระทั่งผ่านไปราวยี่สิบลมหายใจจึงได้กลับมาเป็นปกติ 

 

นี่หากสมาคมปรุงยาได้รู้ว่าน้ำทิพย์ที่หยดเดียวก็มีมูลค่ามหาศาลถูกหญิงสาวผู้หนึ่งนำมาใช้อย่างสิ้นเปลืองแบบนี้ มีหวังคงได้พากันกระอักเลือดตาย 

 

น้ำทิพย์หนึ่งหยดก็มีมูลค่าถึงสามร้อยตำลึงทอง ซึ่งหากได้หยดน้ำทิพย์เพิ่มลงไปในยาที่ปรุงจะช่วยเพิ่มสรรพคุณของตัวยาชนิดนั้นอีกหนึ่งส่วน และในแต่ละเดือนสมาคมปรุงยาจะได้รับน้ำทิพย์ที่ส่งมาจากสำนักงานใหญ่เพียงยี่สิบหยดเท่านั้น 

 

และน้ำทิพย์ที่ถูกแจกจ่ายมาคุณภาพความบริสุทธิ์ของมันแทบเทียบไม่ได้กับที่สวีหยู่เหยียนครอบครอง เปรียบได้ว่าหากหยู่เหยียนตักน้ำใส่ถังขนาดใหญ่แล้วหยดน้ำทิพย์ในมิตินี้ลงไปหนึ่งหยด คุณภาพของน้ำทิพย์ที่ถูกเจือจางก็ยังมีคุณภาพเหนือกว่าน้ำทิพย์ของสมาคมปรุงยาเสียอีก 

 

สวีหยู่เหยียนที่ไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้ก็ได้สะดุดตาเข้ากับชั้นที่เคยว่างเปล่าตอนนี้ปรากฏหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม และมือบางสัมผัสโดนปกหนังสือเล่มนั้นก็เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าก่อนหายวับเข้าไปในร่างของหญิงสาว  

ความคิดเห็น