facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่2

ชื่อตอน : ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 400

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2563 12:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชายาหนึ่งเล่มเกวียน ตอนที่2
แบบอักษร

 รถม้าที่เคลื่อนตัวมาตลอดทางได้หยุดลงหยู่เหยียนเลิกม่านขึ้นก็พบว่าน่าจะเดินทางมาถึงจุดหมายแล้ว หญิงสาวถอนหายใจออกมาก่อนกลับมาฮึดสู้แล้วปลอบตัวเองว่าบางทีอาจจะไม่พบเจอเรื่องเลวร้ายก็เป็นได้ 

 

“พวกเจ้าเป็นใคร” นายทหารที่ยืนเฝ้าหน้าประตูถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร 

 

“พวกเรามาจากตระกูลสวีเจ้าค่ะ นายท่านของเราส่งตัวบุตรสาวคนโปรดมาให้กับท่านอ๋องเจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยต่อ 

 

นายทหารพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นก็รออยู่ตรงนี้สักครู่ข้าจะเข้าไปรายงานท่านอ๋อง”  

 

“รบกวนด้วยเจ้าค่ะ” สาวใช้กล่าวอย่างนอบน้อม 

 

นายทหารคนดังกล่าวเข้าไปด้านในไม่ถึงครึ่งเค่อก็กลับออกมา “พาคุณหนูของพวกเจ้าเข้าไปด้านในได้” 

 

สาวใช้สองคนหันมาสบตากันแล้วทำสีหน้าเลิ่กลั่กก่อนตอบกลับไป “คือว่า... นายท่านได้กำชับไว้ว่าให้ส่งตัวคุณหนูแค่เพียงด้านหน้าของวังเท่านั้น แม้ว่าเราทั้งคู่อยากจะไปส่งคุณหนูแต่ก็มิอาจขัดคำสั่งของใต้เท้าสวีได้”  

 

สวีหยู่เหยียนที่ได้ยินคำพูดของสองสาวใช้มุมปากก็พลันยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน  

 

นายทหารพยักหน้าเข้าใจ พอดีกันกับร่างผอมบางในชุดสีขาวออกมาจากด้านในรถม้าสวีหยู่เหยียนก้าวลงโดยไม่รอให้สาวใช้มาประคอง ดวงตาคมกริบภายใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบางมองสองสาวใช้ประจำตระกูลของร่างเดิมก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดเย็นชา  

 

“นับจากนี้ตัวข้าถือว่าไม่ใช่คนของตระกูลสวีอีกต่อไป จะดีจะตายไปก็ไม่ใช่คนของตระกูลสวีตัวข้ามีเพียงมารดาที่ตายจากไม่มีบิดา” เมื่อกล่าวจบสวีหยู่เหยียนก็หยิบแผ่นป้ายประจำตระกูลออกมาปาทิ้งอย่างไม่ไยดี ก่อนย่อกายให้นายทหารตรงหน้าก่อนให้อีกฝ่ายเดินนำตัวเองเข้าไปด้านใน 

 

เรื่องราวก่อนหน้า 

 

ครืน...ครืน.. เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

 

หญิงสาวแต่งกายด้วยชุดสบาย ๆ มีเพียงเสื้อยืดแขนยาวสีขาวและกางเกงวอร์มตัวโปรดเดินเข้ามาด้านในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยกลิ่นของสมุนไพรนานาชนิด  

 

“ฮัลโหล สวัสดีค่ะ”  

 

“หยู่เหยียน!!! นี่กล้าเปลี่ยนเบอร์โทรเลยเหรอ?”  

 

หญิงสาวเอาโทรศัพท์ออกจากหูเพราะเสียงแหลมที่ดังเข้ามาปะทะประสาทหูจนทำให้รู้สึกปวดหัว ดวงตากลมโตกลอกไปมาอย่างเบื่อหน่าย “แม่ใหญ่เหรอคะ?”  

 

“ก็เออน่ะสิ นี่ถ้าหากฉันไม่ได้ไปค้นดูรายชื่อในโทรศัพท์ของม่านม่านก็คงไม่มีทางรู้ว่ามีลูกอกตัญญูอยู่หนึ่งคน” น้ำเสียงของปลายสายกระแทกกระทั้น 

 

หยู่เหยียนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “แม่ใหญ่มีเรื่องอะไรถึงได้โทรมาหาหนูคะ”  

 

“ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน?... ไม่รู้หรือไงว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าต้องลำบากตั้งแต่ที่แกก่อเรื่องเอาไว้น่ะ แต่ยังดีที่ผู้อุปถัมภ์บอกว่าจะไม่ถือโทษหากแกเข้าไปขอขมาเขาดี ๆ”  

 

หยู่เหยียนที่ได้ฟังคิ้วก็พลันขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เป็นที่ที่เธอเติบโตมาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเป็นใครก็ไม่รู้ ตั้งแต่จำความได้ก็เจอแม่ใหญ่เมิ่งซูว่านแล้ว 

 

“แม่ใหญ่คะ จะให้หนูไปขอขมาเรื่องอะไรคะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นการที่หนูไม่แจ้งความนั่นก็เพราะให้เกียรติแม่ใหญ่ อีกอย่างตัวหนูสำนึกบุญคุณบ้านเด็กกำพร้ามาโดยตลอดและหนูไม่เคยลืมกำพืดว่าตัวเองนั้นเติบโตมาจากที่ไหน แต่การตอบแทนบุญคุณในความหมายของแม่ใหญ่มันขัดต่อศีลธรรม” 

 

“เอะ... นังเด็กนี่ยิ่งโตยิ่งฝีปากกล้า ที่แกตอบมาแบบนี้แสดงว่าไม่ห่วงน้อง ๆ ของแกแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเปล่งออกมาจากปากของเมิ่งซูว่าน  

 

หยู่เหยียนกลอกตาไปมาหลายตลบ “ในบางทีหนูก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่แม่ใหญ่ทำอยู่ในทุกวันนี้ทำเพื่อสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือทำเพื่อเงินในกระเป๋ากันแน่คะแต่ถ้าแม่ใหญ่ยังคงยืนกรานให้หนูต้องไปทำในเรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติของตัวหนูและน้อง ๆ สัญญาเลยว่าหนูจะส่งหลักฐานที่มีอยู่ในมือทั้งหมดให้กับกรมพัฒนาสังคม” เธอไม่ได้ขู่แต่คิดที่จะทำจริงๆ 

 

“กะ... แกกล้าเหรอ”  

 

“ค่ะ... หนูกล้าตลอดหลายปีที่ผ่านมาหนูต้องยอมกัดฟันทนให้บรรดาคนที่แม่ใหญ่บอกให้หนูไปปรนนิบัติ หนูต้องคอยเอาอกเอาใจพวกเขารู้ไหมคะว่าหนูขยะแขยงแค่ไหน พอหนูสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วย้ายออกมาอยู่เพียงลำพังแม่ใหญ่ก็เอาเรื่องของน้อง ๆ มาขู่ให้หนูต้องทำตามคำสั่ง พอแล้วกับเรื่องพวกนี้”  

 

เมิ่งซูว่านแค่นเสียงหัวเราะก่อนตอบกลับมา “เหอะ... กับอีแค่ลูบไล้เนื้อตัวนิดหน่อยทำเป็นสะดีดสะดิ้ง ที่แกโตมาได้ไม่ใช่เพราะฉันหรือยังไง” สงสัยวันนี้จะต้อง... 

 

“ถ้าแม่ใหญ่ยังยกเรื่องนี้มาพูดอีกเราคงไม่มีอะไรต้องคุยกัน หนูจะส่งหลักฐานที่มีทั้งหมดให้กับกรมพัฒนาสังคมและอาจารย์ของหนู อย่างน้อยหากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งปิดตัวลงน้อง ๆ คนอื่น ๆ ก็จะได้หลุดพ้นจากสถานที่ต่ำ ๆ อย่างนี้เสียที ถ้าไม่มีอะไรแล้วหนูขอวางสาย”  

 

กึก... 

 

หยู่เหยียนไม่รอให้เมิ่งซูว่านตอบเธอได้กดวางสายแล้วปิดโทรศัพท์ก่อนถอดซิมการ์ดในเครื่องออกมาหักทิ้ง สงสัยวันนี้จะต้องไปตลาดสักหน่อย 

 

ร่างบางก้าวออกมาจากตัวบ้านก่อนยืดตัวสูดหายใจเพื่อขับไล่ความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้น ตัวเธอมาอยู่ที่นี่ได้เกือบครึ่งปีแล้วนับตั้งแต่เรียนจบ เธอเรียนสาขาวิชาแพทย์แผนจีนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมีอาจารย์หลายท่านที่ติดต่อให้เธอไปทำงานด้วย แต่เนื่องด้วยเหตุผลหลาย ๆ ปัจจัยเธอจึงเลือกปฏิเสธคำเชิญเหล่านั้นและมาอาศัยอยู่ในที่เงียบสงบแห่งนี้ 

 

ส่วนอาจารย์ที่เคารพรักก็เข้าใจและเคารพในการตัดสินใจของเธอจึงได้ติดต่อคนรู้จักที่ต้องการจะขายบ้านอย่างเร่งด่วนให้กับเธอ 

 

แวบแรกที่ได้เห็นก็รู้สึกชื่นชอบกับวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งจึงได้ตัดสินใจซื้อโดยไม่ลังเล พอดีกับที่เธอสอบเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพได้สำเร็จความตั้งใจในการเปิดคลินิกเล็ก ๆ ก็ได้เปล่งประกายขึ้น 

 

หยู่เหยียนเดินไปเก็บสมุนไพรที่ทำการตากไว้เข้ามาที่ด้านใน ก่อนจะหยิบเสื้อโค้ตสวมใส่ลวกพร้อมด้วยกระเป๋าสะพายข้างใบโปรด แล้วถึงออกไปเอาจักรยานคันเก่งเพื่อปั่นไปยังตลาดนัดที่หนึ่งสัปดาห์จะมีสักครั้ง ซึ่งหากพลาดวันนี้ไปนางต้องรอไปอีกหนึ่งอาทิตย์เพื่อหาซื้อของใช้จำเป็น ที่บรรดาคารวานรถของพ่อค้าในเมืองขนมาขาย 

 

“อุ้ย... วันนี้หมอมาเร็วกว่าทุกครั้งนะจ๊ะ” เสียงของชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยทัก 

 

หยู่เหยียนหันไปยิ้มให้เล็กน้อยก่อนตอบกลับไป “หากมาช้าเหมือนทุกที หนูคงไม่ทันได้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสโปรดพอดีสิคะ ” 

 

ตึก ๆ แฮ่ก ๆ เด็กชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นตรงมาหาหยู่เหยียน “พี่หมอ ๆ มีคุณยายคนหนึ่งอยู่ ๆ ก็เป็นลมอยู่ตรงด้านโน้น”  

 

หยู่เหยียนวิ่งตามหลังเด็กชายมาจนถึงจุดที่ชาวบ้านยืนออกันเป็นจำนวนหลายคน “หลบหน่อยค่ะ คนเป็นลมต้องการอากาศปลอดโปร่งนะคะ ยืนมุงกันแบบนี้ประเดี๋ยวอาการก็แย่กันพอดี” 

 

               เมื่อได้ยินคำแนะนำของหญิงสาวชาวบ้านก็แหวกทางให้ จนอากาศสามารถถ่ายเทได้ดีกว่าก่อนที่นางจะมาถึง หยู่เหยียนจับชีพจรของคุณยายอย่างรวดเร็วก่อนผ่อนลมหายใจออกมา ‘เป็นลมเพราะเหนื่อยเกินไปเท่านั้น จึงทำให้เลือดลมวิ่งไม่สะดวก’ 

ความคิดเห็น