facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 32 บัญชีสิ่งของ

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 บัญชีสิ่งของ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2563 14:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 บัญชีสิ่งของ
แบบอักษร

ไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในเที่ยวขากลับของโม่เทียนเกอ เมื่อนางเดินทางถึงสนามขนาดเล็กที่พวกเขาเช่าไว้ นางตรงเข้าไปที่ห้องของท่านอาทันที 

เยี่ยเจียงถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นลักษณะท่าทางของนาง เขาถาม “เสี่ยวเทียน เกิดอะไรขึ้น”  

โม่เทียนเกอพูดด้วยอาการสั่นเทา “ท่านอา ข้า...ข้าฆ่าคนคนหนึ่ง!”  

เยี่ยเจียงประหลาดใจแต่เขาก็พูดต่อด้วยความสงบ “แล้ว? เจ้าจะต้องทำตัวให้ชิน ถ้าไม่เช่นนั้นเจ้าจะเดินในเส้นทางนี้ได้อย่างไร” เขาถามด้วยความกังวล “เจ้าฆ่าใคร มีคนพยายามปล้นเจ้ารึ”  

“เปล่า” โม่เทียนเกอส่ายหน้า เมื่อเห็นว่าท่านอาของนางไม่ค่อยสบายใจ นางค่อยๆ สงบจิตใจและเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง 

เยี่ยเจียงขมวดคิ้ว เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจนในที่สุดก็ถามว่า “เจ้าทิ้งร่องรอยไว้ที่ป่าหรือไม่ มีใครเห็นเจ้าตอนที่กลับมาไหม”  

โม่เทียนเกอส่ายหน้า “ข้าลบทุกอย่าง ถึงจะมีใครเจอที่นั่น พวกเขาก็จะไม่มีทางเจอเบาะแสอะไร ตอนที่ข้ากลับมา ข้ามาทางอ้อม ไม่มีใครเห็นข้า”  

เยี่ยเจียงโล่งใจ “เจ้าอย่ากังวลไป ในเมื่อพวกเขาไม่มีทางเจอร่องรอยอะไร พวกเขาก็จะไม่รู้ว่าเจ้าฆ่าพวกนั้น อีกอย่าง เจ้ามีอาสองอยู่ตรงนี้ ถึงแม้ว่าข้าจะบาดเจ็บ แต่ข้าก็ยังเป็นผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังตัวจริง ผู้ฝึกตนสองคนที่เจ้าพูดถึงก็เท่านั้น พวกเขาเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนกลุ่มเล็กๆ ถึงแม้พวกเราจะเอาชนะไม่ได้ แต่พวกเราก็สามารถหนีได้เสมอ”  

การที่มีใครสักคนปลอบโยนทำให้จิตใจของโม่เทียนเกอสงบลง นางนึกขึ้นได้ถึงกระเป๋าเอกภพที่นางสะพายเอาไว้ นางถอดออกมา “ท่านอารอง ชายผู้นั้นฆ่าเพื่อของที่เรียกว่าตะเกียงเสน่ห์ ข้าหยิบติดมือมาด้วย นี่คือสิ่งวิเศษอันใดหรือ”  

ไม่เหมือนโม่เทียนเกอ เมื่อเยี่ยเจียงเห็นตะเกียงเสน่ห์ เขาก็ทำหน้าบึ้งตึงทันที เวลานานผ่านไป เขาจึงเริ่มพูด “ตะเกียงเสน่ห์เป็นสมบัติที่ใช้ส่งต่อให้กับลูกหลานในกลุ่มหวง ผู้คนพูดกันว่าเป็นอาวุธวิเศษ เมื่อใช้ตะเกียงนี้ เขาวงกตรัศมีหนึ่งสามร้อยชุ่นจะปรากฏขึ้นโดยมีตะเกียงเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ตะเกียงนี้คืออาวุธวิเศษ ซึ่งจะมีอานุภาพมากที่สุดถ้าผู้ใช้คือผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลัง ผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณจะใช้ได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น พลังของมันก็ไม่ได้แข็งแกร่งนัก ตั้งแต่ผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังของกลุ่มหวงล่มสลายไป ก็ไม่มีใครที่สามารถดึงอานุภาพสูงสุดของมันออกมาได้เลย 

เยี่ยเจียงยิ้มและมองมาที่นาง “มันคงเป็นโอกาสชะตาลิขิตที่เจ้าได้มันมา แต่ ณ ช่วงเวลานี้คงยังไม่เหมาะสมที่เจ้าจะใช้มัน ในตอนนี้ เก็บตะเกียงเสน่ห์ไว้เป็นความลับก่อน อย่างน้อยเจ้าจะต้องเข้าถึงระดับดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังก่อนถึงจะใช้มันได้”  

โม่เทียนเกอไม่ได้ฆ่าชายผู้นั้นเพราะนางต้องการจะขโมยสมบัติของเขา นี่คือวิธีการต่อสู้ด้วยพลังเวท อีกอย่างนางเพิ่งเรียนรู้จากตัวอย่างที่เห็น ดังนั้นนางจึงไม่ได้รู้สึกเสียใจนัก นางปฏิบัติตามที่เยี่ยเจียงบอก และนำตะเกียงเสน่ห์ไปเก็บซ่อนไว้ 

โม่เทียนเกอนึกถึงอีกเรื่องขึ้นมา “ท่านอารอง วันนี้ข้าคุมสติไม่ได้ ใช้เครื่องรางไปเกือบทั้งหมด การรวมพลผู้อมตะจะเริ่มในเดือนหน้า พวกเราควรทำอย่างไรดี”  

เยี่ยเจียงไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรได้ “นั่นคือครั้งแรกที่เจ้าต่อสู้กับศัตรูเพียงคนเดียว ในเมื่อเจ้ายังอ่อนประสบการณ์และตื่นตระหนก ก็มักจะลงเอยแบบนี้เป็นธรรมดา อย่างไรก็ตาม โชคดีที่การต่อสู้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น จริงๆ แล้วเด็กผู้ชายแซ่อันคนนี้มีวัตถุวิญญาณที่มีพลังอยู่หลายชิ้นในกระเป๋าเอกภพของเขา เขาไม่ได้หยิบสิ่งเหล่านั้นออกมาเพราะเครื่องรางของเจ้าที่สะกดไว้ ไม่อย่างนั้น เจ้าคงฆ่าเขาไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่เจ้าทำในวันนี้”  

โม่เทียนเกอรู้ได้ในทันทีเมื่อนางได้ยินคำพูดเหล่านี้ ไม่แปลกใจเลยที่นางเพียงแค่รู้สึกประหม่าแต่ไม่ได้รู้สึกว่าเขาจัดการได้ยาก กลับกลายเป็นเพราะว่านางโชคดีเท่านั้น มันเป็นเพราะนางใช้เครื่องรางไปอย่างลนลาน ทำให้สามารถฆ่าเขาได้โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาใช้วัตถุวิญญาณใดเลย ถ้านางไม่ทำเช่นนั้น วันนี้ก็คงจบอย่างแตกต่างกับตอนนี้ 

เมื่อครุ่นคิดมาช่วงหนึ่ง เยี่ยเจียงจึงพูดว่า “เจ้าสามารถเก็บเครื่องรางของสองคนนั้นแทนในส่วนของเจ้าที่ขาดหายไป เก็บเอาไว้ซะ เครื่องรางก็เหมือนๆ กัน เจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับได้ พรุ่งนี้เอาศิลาวิญญาณที่เหลืออยู่ไปซื้อมาเพิ่มอีก หลังจากนั้น เครื่องมือของเจ้าก็จะเพิ่มขึ้นเท่ากับก่อนหน้านั้น อีกอย่าง ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ข้าได้ศึกษาวิธีทางเลือกหนึ่งสำหรับม่านดักวิญญาณ ซึ่งเจ้าจะสามารถกางพลังออกมาได้ในทันที ในวันข้างหน้า เจ้าควรที่จะศึกษาไว้ การที่มีม่านพลังจะช่วยให้อะไรหลายๆ อย่างง่ายขึ้นมากสำหรับเจ้า”  

เขาถอนหายใจอย่างแรงอีกครั้ง “ถ้าเจ้าไม่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ อย่ากดดันตัวเอง เจ้ายังเด็กนัก อย่างแย่ที่สุด พวกเราก็แค่ไปลองที่อื่น”  

“อื้อ” โม่เทียนเกอรู้ว่าสำหรับท่านอารอง การมีชีวิตรอดสำคัญที่สุด ช่วงอายุขัยยืนยาวที่สุดของผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณคือสองร้อยปี นางยังเพิ่งอายุแค่สิบเจ็ด ดังนั้นอนาคตของนางจะเป็นอย่างไรนั้นไม่อาจรู้ได้ มันไม่คุ้มค่าที่จะให้ชีวิตของนางตกอยู่ในอันตรายเหมือนที่ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ทำ 

“เอาละ ลองกลับไปคิดถึงการต่อสู้ของเจ้าวันนี้ อะไรคือสิ่งที่เจ้ายังทำได้ไม่ดี บางทีอาจจะเป็นประโยชน์ในช่วงการรวมพลผู้เป็นอมตะ เจ้าจะต้องปรับพลังวิญญาณของเจ้า ก่อนที่จะมีการรวมพลผู้เป็นอมตะ ร่างกายของเจ้าทั้งหมดจะต้องอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุด”  

โม่เทียนเกอตอบรับอย่างเชื่อฟังแล้วกลับไปที่ห้องของนางเพื่อที่จะได้ไม่รบกวนการพักฟื้นของท่านอารองมากไปกว่านี้ 

การที่เพิ่งผ่านประสบการณ์ฆ่าคนมา ทำให้โม่เทียนเกอไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะปรุงอาหารเลย ดังนั้น นางจึงควบคุมพลังวิญญาณและปรับการหายใจเพื่อเติมพลังวิญญาณที่ใช้ไปและเริ่มการฝึกตน เมื่อแสงแห่งอรุณรุ่งเริ่มสาดส่อง นางก็ลืมตาขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะเก็บเครื่องมือวิเศษในกระเป๋าเอกภพของทั้งสองคนมาเป็นของตัวเอง 

กระเป๋าเอกภพใบแรกเป็นของผู้หญิง ข้างในมีเครื่องรางอยู่หลายอัน อย่างไรก็ตาม นางถึงกับไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อมองไปที่เครื่องราง แต่ละอันนั้นมีพลังมากกว่าเครื่องรางคุณภาพต่ำสิบอันเสียอีก 

โม่เทียนเกอดีใจมาก นางมีเครื่องรางหลายอันอยู่ในมือมาก่อนเพราะนางซื้อเตรียมตัวไว้สำหรับใช้ในการรวมพลผู้เป็นอมตะ อย่างไรก็ตาม นางสามารถซื้อได้แค่ชิ้นที่คุณภาพต่ำเท่านั้น เครื่องรางคุณภาพสูงสำหรับผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณจะต้องถูกสร้างขึ้นจากผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังเท่านั้น ราคาจึงไม่ได้ถูกเลย เพราะท่านอารองบาดเจ็บอยู่ เขาจึงไม่สามารถสร้างเครื่องรางเองได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็ไม่ได้มีศิลาวิญญาณมากพอที่จะซื้อชิ้นที่คุณภาพสูงได้เช่นกัน 

หลังจากที่นับทุกชิ้น นางพบว่ามีเครื่องรางทั้งหมดห้าชิ้น สามชิ้นเป็นเครื่องรางแห่งไฟ ที่เหลือคือเครื่องรางแห่งน้ำ ไม่เหมือนกับเวทคาถา การใช้เครื่องรางไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องมีรากวิญญาณแบบไหน ทุกคนสามารถใช้ได้เพียงแค่จะต้องมีพลังทางจิตวิญญาณ ถ้าผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณต่อสู้โดยใช้พลังเวทของพวกเขา พวกเขาจะต้องมีเครื่องรางอยู่กับตัวแน่นอน 

อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องรางนั้นยังมีข้อจำกัดอยู่ที่ทรัพยากรทางการเงินของคนคนนั้น คนที่สามารถใช้เครื่องรางจำนวนมากส่วนมากจะเป็นเด็กๆ หรือไม่ก็ศิษย์ของสำนักหรือกลุ่ม สำหรับโม่เทียนเกอ เครื่องรางของนางเป็นผลจากการเก็บหอมรอมริบมาเป็นเวลานาน 

แต่ด้วยเครื่องรางห้าชิ้นนี้ เครื่องรางที่นางใช้ไปก็แทบจะไม่มีความหมายเลย นางใช้เครื่องรางไปทั้งหมดสี่สิบถึงห้าสิบชิ้นในขณะที่ต่อสู้ แต่เครื่องรางห้าชิ้นนี้สามารถทดแทนได้ทั้งหมดทีเดียว 

หลังจากนั้นนางค้นดูสิ่งของอื่นๆ มีวัตถุวิญญาณอยู่หลายชิ้นที่ล้วนแล้วแต่มีคุณภาพดี แต่ไม่สามารถเทียบกับตะเกียงเสน่ห์ได้เลย อีกอย่างของเหล่านี้ต้องทำให้บริสุทธิ์ก่อนที่นางจะนำมาใช้ได้ ถ้านางพยายามใช้ตอนนี้ บางคนอาจจะจำมันได้ ยิ่งไปกว่านั้น นางมีกระบี่ป่าขจีแล้ว ท่านอารองบอกว่าพ่อของนางเคยใช้ในอดีต เมื่อนางทำให้กระบี่บริสุทธิ์แล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนวัตถุวิญญาณก่อนที่จะเข้าสู่ดินแดนการสร้างฐานแห่งพลัง เพราะอย่างไรก็ตาม วัตถุวิญญาณจะต้องได้รับการบำรุงดูแล และทำให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะนำไปใช้ตามคำสั่งของเจ้าของต่อไป 

เพิ่มเติมจากของพวกนั้น ยังคงมีขวดยาประเภทต่างๆ อีกหลายขวดที่ผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณมักใช้กัน แต่สิ่งที่ทำให้โม่เทียนเกอดีใจคือขวดยาบำรุงพลังวิญญาณที่นางกำลังขาดแคลน ยังคงมียาอีกขวดหนึ่งคือยาคงรูป ซึ่งหญิงสาวหลายคนคงอยากจะใช้ศิลาวิญญาณที่มีทุ่มซื้อยานี้ ยานี้จะช่วยคงความอ่อนเยาว์เหมือนตอนที่เป็นหนุ่มสาวเอาไว้ให้กับคนที่ทาน อย่างไรก็ตาม โม่เทียนเกอไม่ต้องการสิ่งนี้ นางเพิ่งอายุสิบเจ็ดปี ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตร์แห่งซูหนี่ว์ส่งผลต่อการคงไว้ซึ่งความอ่อนเยาว์และทำให้หญิงผู้นั้นดูสวยขึ้นอยู่แล้ว ยังมีกล่องหยกอีกหลายกล่องที่บรรจุพืชวิญญาณอีกหลายชนิดที่นางเองก็จำไม่ได้ 

ถัดไปคือกระเป๋าเอกภพของชายหนุ่ม ด้านในมีของมากน้อยไม่ต่างกันนัก ไม่ว่าจะเป็นวัตถุวิญญาณ ยารักษา เครื่องราง และเสื้อผ้า 

กลุ่มอันดีกว่ากลุ่มหวงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเครื่องรางของชายคนนี้ไม่ได้มีมากมาย และคุณภาพไม่ได้สูงนัก แต่วัตถุวิญญาณและยารักษาของเขาดีกว่าของหญิงสาวมาก เขามีแม้กระทั่งขวดยาผสานพลังวิญญาณปนอยู่ในทรัพย์สินของเขา ยาผสานพลังวิญญาณเป็นยาที่ดีที่สุดที่ผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณใช้ในการเพิ่มพลังชีวิตและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพลังวิญญาณดั้งเดิมของพวกเขา ประสิทธิภาพของมันสูงกว่ายาบำรุงพลังวิญญาณหลายเท่านัก นอกจากว่าเขาเป็นศิษย์ชั้นสูงในกลุ่มการฝึกตน หรือมีผู้ฝึกตนระดับสูงเป็นศิษย์พี่คอยดูแล โดยทั่วไปแล้ว ผู้ฝึกตนระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณทั่วไปไม่ได้มีโอกาสที่จะใช้ยาตัวนี้ 

โม่เทียนเกอเก็บของทุกอย่างออกมาอย่างดีใจเมื่อจู่ๆ นางก็เห็นไข่มุกขนาดใหญ่ในสิ่งของเหล่านั้น มันเหมือนกับไข่มุกที่เอาไว้ดูดซับพลังทางจิตวิญญาณ นางพยายามใส่พลังทางจิตวิญญาณของตัวเองเข้าไป แต่ก็พบว่ามันแตกต่างจากไข่มุกรวบรวมพลังวิญญาณของนางโดยสิ้นเชิง เหมือนกับมีชั้นอะไรบางอย่างอยู่บนพื้นผิวของมันที่ปิดกั้นไม่ให้พลังทางจิตวิญญาณซึมเข้าไป 

เนื่องจากวันนี้นางได้เครื่องมือมามากเกินพอ นางเลยไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่นัก หลังจากนั้นนางจึงเก็บของที่ไม่จำเป็นแยกไว้ในกระเป๋าเอกภพอีกใบหนึ่ง ในขณะที่ของที่มีประโยชน์เก็บไว้ในกระเป๋าของนางเอง 

หลังจากที่จัดการสิ่งต่างๆ มากมาย นางก็เริ่มหิว และจำได้ว่านางยังมีกระต่ายและสมุนไพรป่าจากที่ไปล่ามาเมื่อวานนี้ นางจึงหยิบหม้อออกมาจากมุมห้อง และตักน้ำบางส่วนออกมาจากโอ่งน้ำด้านนอกเพื่อล้างหม้อใบนั้น หลังจากนั้นนางก็จัดเตรียมทำความสะอาดกระต่ายและสมุนไพรป่ากับเห็ดก่อนที่จะนำทุกอย่างใส่ลงไปตุ๋นในหม้อ 

ปกติแล้ว การตุ๋นนี้ไม่ได้ใช้วิธีจากทางโลกมนุษย์ หากแต่ทำด้วยเวทมนตร์คาถา นางเริ่มเตรียมอาหารของตัวเองตั้งแต่เด็ก ภายหลังเมื่อนางพักอยู่ที่บ้านบรรพบุรุษ นางมักจะฉวยโอกาสในจังหวะที่อี๊หลินไม่อยู่ในการทำอาหารทานเองในช่วงเวลากลางคืน ดังนั้น เมื่อนางรู้ว่าสัตว์วิญญาณสามารถนำมากินได้ นางก็เริ่มนำมาประกอบอาหารเรื่อยๆ ในตอนแรก ท่านอารองไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นางทำ เพราะเขาเชื่อว่าผู้ฝึกตนไม่ควรเป็นคนที่ตะกละ อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาได้ลองชิมรสมือของนาง และพบว่าไม่ได้เพิ่มสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายเขา เขาจึงปล่อยให้นางทำตามใจ 

หลังจากนางแบ่งแกงครึ่งหนึ่งให้ท่านอารอง นางจึงทานและดื่มส่วนของตัวเอง แต่นางยังคงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ จึงตัดสินใจออกไปหาข่าวเพิ่มเติม 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว