ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : ) #ธัญท้าแต่งรอบที่1 เข้ามาอ่านมาติชมกันได้นะ เเล้วก็เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะ

ชื่อตอน : คนที่ชอบ...

คำค้น : ธัญท้าแต่งรอบที่1

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 624

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ส.ค. 2563 01:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คนที่ชอบ...
แบบอักษร

“เดี๋ยวสีน้ำมีเข้าเวรต่อใช่ไหม?” หมอการ์ตูนเข้ามาคุยตอนที่อยู่ในห้องพักแพทย์ 

“ใช่แล้วค่ะพี่...วันนี้พี่จะได้กลับไปพักเเล้วนะ พักผ่อนให้เยอะๆนะคะพี่” 

“ขอบใจจ้ะ...ถึงพี่จะง่วงก็เถอะ เเต่กลับไปนะพี่จะดูละคร ดูซีรีย์ให้จุใจเลยคอยดูนะ” ท่าทางดูมุ่งมั่นมากๆ 

“วันก่อนพี่บอกว่าโทรทัศน์เสียไม่ใช่หรอคะ? หรือว่าพี่เอาไปซ่อมมาแล้ว?” 

“ยังหรอก...พี่ขี้เกียจเอาไปซ่อม พี่ปล่อยมันตั้งไว้แบบนั้นน่ะ….รอแฟนกลับมาซ่อมให้...ช่วงนี้ก็ดูใน iPad ไปก่อน เเน่นอนดูในโทรทัศน์มันสะใจกว่า แต่ถ้าไม่ได้ดูพี่คงเสียใจ ช่วงนี้พี่ติดอยู่ 2-3 เรื่องอยากไปดูให้มันถึงตอนล่าสุดอ่ะ...พี่ดองไว้เยอะฮ่าๆๆ” การ์ตูนยิ้มหัวเราะออกมา 

“ค่ะ...ถ้าง่วงก็หลับนะพี่ เพราะถึงเวลาวันหยุดพี่ก็กลับไปดูย้อนหลังได้อีก สีน้ำว่าค่อยๆทยอยดูถึงมันจะไม่ทันใจแต่ว่ามันก็ดีกับตัวเรามากกว่านะคะ...สีน้ำไม่อยากจะคิดเลย ถ้าเกิดพี่หักโหมดูให้หมดภายในคืนนี้ วันต่อไปที่พี่มาเข้าเวรมันจะเป็นยังไง...” 

“ฮ่าๆๆพี่รู้ตัวดีว่ามันเป็นแบบ...น้องก็เห็นแล้วนี่...ก็ตอนที่พี่เป็นซอมบี้มันเป็นยังไง แต่นั่นแหละได้ดูซีรีย์จนจบมันก็สะใจดีอ่ะน้อง...วิถีของติ่งฮ่าๆๆ” 

“เข้าใจค่ะ...แต่ถ้าง่วงก็หลับนะพี่ อย่าฝืนเลยดีกว่า พี่จำคืนที่สีน้ำเข้าเวรติดกันสามวันได้ไหมพี่? ขับรถเกือบหลับในต้องหาที่จอดงีบ...เเต่ดีนะที่ตอนนั้นเเถวนั้นไม่มีรถเยอะมากบนถนนไม่งั้น..ไม่อยากจะคิดเลยว่ามันจะเป็นยังไง...” 

“จำได้สิ...ตอนที่โทรมาเล่าพี่ตกใจหมดเลยรู้ป่ะ… คิดไปคิดมางั้นพี่ดูแต่พอดีดีกว่า...ถึงมันจะอยากดูให้จบก็เถอะ...เห้อ...ถ้าเกิดขับรถมาเข้าเวรแล้วเผลอหลับในขึ้นมา ก็ทำตัวเอง ทำคนอื่นเขาเดือดร้อนอีก...งั้นพี่กลับก่อนแล้วนะ...คืนนี้อยู่เวรนอกใช่ไหม? ถ้าไม่มีคนไข้จะเผลอหลับไปบ้างก็ไม่มีใครว่าหรอก...พี่รู้นะว่าสีน้ำ ก็ง่วงเหมือนกัน...” 

“ใช่แล้วค่ะ...วันนี้อยู่เวรนอก...เอาไว้ถ้าง่วงแล้วทนไม่ไหวจริงๆ สีน้ำจะเข้ามุมไปแอบหลับค่ะ...รู้กันสองคนนะคะ..คิกๆ...ที่จริงไม่อยากทำเเต่ถ้าตอนนั้นเผลอหลับจริงๆ...ก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน” นธีกานต์ยิ้มเจื่อนๆ 

“พี่ก็รู้สึกผิดนะ...แต่บางทีมันไม่ไหวจริงๆ หลับไปตอนไหนยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำเลย… งั้นพี่กลับละ บ๊ายบาย” 

“บายค่ะ ขับรถกลับบ้านดีๆนะคะ” 

วันนี้อยู่เวรนอกก็คืออยู่เวรห้องฉุกเฉิน ช่วงดึกของวันนี้ก็เป็นคืนที่ไม่ได้มีอุบัติเหตุอะไรมากนัก ส่วนมากมักจะป่วยด้วยโรคทั่วไป อย่างเช่น โรคกระเพาะกำเริบ บางครั้งก็มีคนเป็นไข้สูงเข้ามาขอรับการรักษาด้วย… 

“หมอ! หมอ! สามีฉันเป็นไข้หนัก ช่วยมาพาไปที!” สาวใหญ่คนนึงร้องเรียกหมอมาเเต่ไกล เหมือนว่าสามีจะเป็นเอาหนักเช่นชัก หรือ สลบ อะไรทำนองนั้น เเต่ความจริงยังเดินมาเองไหวอยู่เลย 

“ขอโทษนะคะ...คือว่ารบกวนวัดอุณภูมิดูก่อน...” พยาบาลสาวเข้ามาบอกเมื่อเห็นว่าอาการไม่ได้หนักอย่างที่พูดเลย 

“อ้าว! ก็บอกเเล้วไงว่าไข้สูงมาก! ทำไมต้องมาวัดอะไรอีกล่ะ เรียกหมอมาตรวจเร็วเข้าสิ! เขาปวดหัวจนจะไม่ไหวอยู่เเล้วนะ!” สาวใหญ่เริ่มขึ้นเสียง 

“ขออนุญาติวัดไข้ก่อนนะครับ...” บุรุษพยาบาลเข้ามาช่วย 

“โอ้ย! เข้ารักษาเลยไม่ได้เหรอ? ห้องฉุกเฉินก็ว่างนี่ไม่เห็นมีใครเลย! ทำไมไม่ให้หมอมาตรวจให้เสร็จๆไปล่ะ...มี่หมอที่จบมาจากมอMด้วยไม่ใช่เหรอ? เอาหมอคนนั้นมาตรวจที่ไม่ได้รึไง!” 

“มีอะไรกันรึเปล่าคะ?!”นธีกานต์เพิ่งกลับเข้ามาเพราะเมื่อกี้ไปซื้อกาเเฟมาดื่มให้หายง่วง 

“นั่นไงหมอ! ก็ให้หมอมาตรวจให้หน่อยไม่ได้รึไงกัน! หมอก็ว่างนี่ ” เห็นว่าหมอถือเเก้วกาแฟเดินเข้ามาอย่างสบายใจอยู่นี่ 

“เเต่ว่า...” กุ้งกำลังจะบอก 

“เเต่ว่าอะไร? หมอว่างเเล้วไม่คิดจะตรวจให้เหรอ? มีคนกำลังจะเป็นจะตายเลยทั้งคนนะ” สาวใหญ่ยังไม่เลิกโวยวาย 

“ขอโทษนะคะ...สามีของคุณเป็นไข้มาหรือคะ?” คุณหมอสาวตรงเข้ามาถามด้วยตัวเอง 

“ใช่...เขาตัวร้อนมากเเล้วก็ปวดหัวมากๆ เป็นมาตั้งเเต่ตอนเย็นตอนนี้ยังไม่หายเลย! หมอดูให้หน่อยสิ หมอคือหมอที่จบจากมอMใช่มั้ย?” 

“ใช่ค่ะ...หมอจบจากที่นั่น ขอหมอวัดไข้หน่อยนะคะ” เอาปรอทมาวัดให้เดี๋ยวนั้น 

“37.5 องศาเซลเซียส...ถือว่ากำลังเป็นไข้นะคะ...” หมอสีน้ำบอกกับสาวใหญ่ 

“เห็นมั้ยว่าเขาเป็นไข้จริงๆ!” สาวใหญ่เชิดหน้า 

“ค่ะ...เป็นไข้ต่ำๆ หมอเเนะนำว่าให้คนไข้กลับไปนอนพัก รับประทานยาลดไข้ก่อนนะคะ...เเล้วถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ขอเชิญมารอตรวจตอนเช้าพรุ่งนี้ตามเวลาราชการนะคะ...” สีน้ำพูดเเล้วยิ้มอ่อน 

“เเต่หมอ! เขาก็กินพารามาตั้งเเต่ตอนเย็นเเล้วนะ!” 

“ค่ะ...เเต่ถึงคุณจะขอแอดมิท หมอก็ให้ได้เเค่ยาลดไข้...เเล้วก็ให้เช็ดตัว...หมอว่ากลับไปพักที่บ้านจะสบายกว่าด้วยนะคะ...ที่สำคัญไม่ต้องจ่ายเงินค่ามารักษานอกเวลาด้วยนะ...เพราะยังไงก็สั่งยาให้ได้เเค่ยาลดไข้จริงๆ...หมอว่าที่บ้านคงจะมีอยู่เเล้วด้วย...กลับไปพักรอดูอาการก่อนนะคะ...เเเล้วถ้ายังไม่ดีขึ้นจริงๆค่อยมาตรวจอีกทีนะคะ พรุ่งนี้หมอก็อยู่เวรเดี๋ยวหมอจะตรวจเช็คให้อย่างดีเลยค่ะถ้าพรุ่งนี้อาการยังไม่หาย..เเต่ถ้าจะรออยู่ที่นี่เลยก็ต้องรออีีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเช้า...หมอว่ากลับไปพักที่บ้านได้นอนหลับบนเตียงนุ่มๆจะสะดวกสบายมากกว่านั่งรอที่เก้าอี้ด้วยนะ” นธีกานต์พูดอย่างใจเย็น 

“กะ...ก็ได้...เเต่พรุ่งนี้ถ้าไม่หายหมอต้องรักษาให้ด้วยนะ!” สาวใหญ่พูดย้ำ 

“เเน่นอนค่ะ...จะรักษาอย่างสุดความสามารถเลย...ไม่ต้องกังวลนะคะ” 

“งั้นกลับก็ได้...ไปกันคุณ” จูงมือสามีกลับไป 

“โอ้น้องหมอ...ใจเย็นสมชื่อนธีจริงๆ...เป็นพี่ไม่รู้ว่าพูดอีกเเล้วเขาจะยอมฟังมั้ย...ถ้าพูดไม่ได้พี่คงต้องทำใจปล่อยให้เขารอจนเช้าจริงๆ...พอเราบอกเขาก็ยังหาว่าขัดอีก...เห้อ” กุ้งถอนหายใจ 

“บางคนก็...มีอคติกับพยาบาล...สีน้ำเห็นเขาพูดเหวี่ยงใส่พี่ๆเเล้วไม่สบายใจ...บางคนถ้าไม่เป็นหมอพูดก็ไม่สนเลย..ทั้งที่บางครั้งคนที่ชำนาญกว่าเพราะทำงานมานานก็ดูเเลเขาได้ดีเหมือนกัน...เเต่กลับมองข้าม...จะว่าไปเเล้ว...เมื่อกี้เขาเจาะจงมอด้วย...เอาจริงๆจบที่ไหนก็คือหมอรึเปล่า? เห้อ..ญาติคนไข้คนนี้สุดยอดจริงๆ...ถ้าสีน้ำไม่ใช่หมอจบจากมอMเขาจะไม่รักษาอย่างนั้นเหรอ? งงใจ” นั่งลงข้างๆพยาบาลสาว 

“นั่นสินะ...ก็ใช่ว่าเราจะเจอคนไข้เเละญาติคนไข้ที่เชื่อเราทุกคน...เห้อ...เมื่อกี้ถ้าพี่การ์ตูนอยู่พี่ว่า...” กุ้งลากเสียงยาว 

“พี่หมอได้พูดเสียงดัง เเล้วมองด้วยสายตาพิฆาตไล่กลับบ้านไปเเน่ๆเลย...ฮ่าๆ ฉันว่าเเบบนั้นก็น่าสงสารเจ๊เขาอยู่นะพี่กุ้ง” 

“ฮ่าๆ..พี่ก็ว่า...” 

“เเต่ก็พอเข้าใจได้ล่ะค่ะ...พอคนใกล้ตัวเรา โดยเฉพาะ คนในครอบครัว พ่อ เเม่ ลูก คนรัก เพื่อนสนิท มีอาการป่วยขึ้นมาเเล้วเราก็รู้สึกว่ามันหนักไปหมด...ทั้งที่บางทียังไม่ได้เป็นอะไรมากเเต่ก็อดห่วงไม่ได้...เเต่เมื่อกี้สีน้ำว่าเจ๊เขาก็เยอะไปหน่อย สามีเขายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขาก็เหมือนจะห้ามภรรยาเขานะเเต่ว่าไม่ได้..” 

“น่าจะพูดไม่ทันนะพี่ว่า...ฮ่ะๆ” กุ้งหัวเราะ 

“เห็นด้วยค่ะ...เจ๊พูดไม่มีหยุดหายใจเลยอ่ะ...อิอิ” 

“เอ้อ...สีน้ำพี่ขอถามไรหน่อยสิ...” กุ้งถามขึ้น 

“มีอะไรเหรอคะ?” 

“พี่เห็นครูสองคนนั้นทำท่าเหมือนจะถามอะไรเราด้วย ตอนก่อนกลับจากตรวจสุขภาพเด็กๆ เเล้วเหมือนว่าเขาจะสีหน้าไม่ค่อยดีนะตอนที่คุยกับน้อง พี่เลยเป็นห่วง” 

“เขาก็...” 

. 

. 

. 

“ขอโทษนะ...คุณนั่นแหละ” เจนบอกเมื่อเห็นว่าสีน้ำหันซ้ายหันขวาดูรอบๆ 

“มีอะไรหรือเปล่าคะ?” 

“คุณรู้จักกับท่านผอ.โรงเรียนเราด้วยหรอคะ?” เจนถาม 

“ท่านผอ. ?” 

“ฉันเห็นคุณคุยกับเขาเมื่อวันก่อน… คุณเป็นญาติกันเหรอ?” เจนถามอีก 

“ไม่ได้เป็นญาติกันหรอกค่ะ...” 

“งั้นเป็นรุ่นน้องที่รู้จักกันหรอ?” ออยถามด้วยคน 

“ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละค่ะ...พวกคุณมีอะไรสงสัยหรอคะ?” 

“อ่อ...แค่คือ...ฉันเจนนะ พอดีกำลังศึกษาดูใจกับเขาอยู่ ฉันเห็นคุณมาบ้านพักเขาวันนั้น ฉันเลยคิดว่าอาจจะเป็นญาติกัน...แค่อยากจะถามอะไรคุณนิดหน่อยเกี่ยวกับเขา...เผื่อจะทำเซอร์ไพรส์อะไรงี้” 

“ขอโทษด้วยนะคะ...ฉันคงให้คำแนะนำอะไรคุณไม่ได้หรอก..ฉันไม่ได้สนิทกับเขาเป็นการส่วนตัวอะไร...ฉันกับเขาเราไม่ได้...” 

“นธีกานต์! อยู่นี่เอง...มากับผมเดี๋ยวสิพอดีจะคุยอะไรด้วยหน่อย...” ตฤณดึงตัวเธอไปจากคนทั้งสองอย่างไว 

“แต่ว่าฉัน!” 

“หื้ม...มาก่อน..” พาออกไปอย่างเร็วเเถมยังโอบเอวไปอีก 

“แก...ฉันว่ามันมีอะไรแล้วแหละ...ถ้าไม่มีอะไรผอ.เขาจะมาลากไปทำไม?” ออยกระซิบ 

“โอบเอวกันไปขนาดนั้น...ฉันว่าไม่ต้องถามหมอนั่นก็รู้เเล้วมั้ย?! เเหม...ทำเป็นไม่ได้สนใจ...เเต่ว่าก็ไปกับเขา เจ้าบทบาทเสียจริงนะ! ไปเรียนการเเสดงมาจากที่ไหนกัน...หรือว่ามันเคยออกโทรทัศน์ช่องไหนไปเป็นตัวประกอบช่องไหนรึเปล่า?...เเหมทำมาเป็นใสซื่อ..เเต่หืมยอมให้เขากอดซะขนาดนั้น!” เจนบ่นออกมาเป็นชุด 

“คุณตฤณ!” คนตัวเล็กเริ่มทักท้วงเมื่อเห็นว่ามาไกลเเล้วเเต่เขายังไม่ยอมปล่อยเธอสักที 

“หืม? ทำไมเหรอ?...อ่อ..ขอโทษที..” ค่อยๆปล่อยออก 

“คุณมาลากตัวฉันออกมาจากตรงนั้นทำไมกัน?” 

“ไม่รู้จริงๆเหรอ? ก็เห็นอยู่ว่าคุณกำลังจะถูกพวกเขาเล่นงาน! ถ้าผมไม่ไปดึงคุณมาน่ะสิมันถึงจะแปลก...” 

“เขาก็แค่ถามอะไรนิดหน่อย ไม่ได้จะทำอะไรฉันสักหน่อยนึง...” 

“แน่ใจหรอ? แต่เหมือนที่ผมเห็นมันไม่ใช่แบบนั้นน่ะ ไม่รู้ตัวหรอว่าอีกนิดเดียวตัวเองจะชนกับต้นไม้อยู่แล้ว...อีกนิดนึงก็จะไม่มีทางให้หนีแล้วป่ะ...” 

“ฉันไม่ได้หนีสักหน่อย...คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ?” 

“จะบอกว่าผมผิดที่พาคุณออกมาเหรอ?” 

“ปะ..เปล่านะคะ...ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นสักหน่อย” 

“คุณมาที่นี่แต่ไม่ได้บอกผมเลย อยู่นี่ผมก็ไม่ค่อยมีคนรู้จักเหมือนกันนะ ครั้งหน้าถ้ามาช่วยบอกผมหน่อยได้ไหม? เผื่อผมจะมีเพื่อนคุยกับเขาบ้าง...ผมก็แค่...” ชายหนุ่มก้มหน้ามองลงมา 

“ขอโทษค่ะที่ไม่ได้บอก...ฉันเองก็เพิ่งจะรู้เหมือนกันวันนี้ต้องมาช่วยงานที่โรงเรียน..แล้วอีกอย่างหนึ่งฉันแค่คิดว่า การที่ฉันหาเรื่องเข้าไปทักทายคุณในเวลาทำงานมันจะดูไม่ดีนะคะ เเล้วก็ไม่ได้อยากจะรบกวนเวลาของคุณด้วยเหมือนกัน...” 

“ขอโทษนะ..ที่เมื่อก่อนผมไม่ค่อยจะทำความรู้จักกับคุณเลย...มาถึงตอนนี้คงดูแปลกๆสินะที่ผมเข้ามาคุยแบบนี้ ผมเข้าใจดี….แต่เมื่อกี้ผมแค่อยากจะช่วยจริงๆ แล้วสิ่งที่พวกเขาถามมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณ ผมไม่อยากให้คุณต้องมาลำบากตอบคำถามไร้สาระพวกนั้น แล้วผมก็ไม่ได้กำลังศึกษาดูใจกับใครด้วย...เพราะฉะนั้นผมเลยไม่อยากจะให้คุณไปคุยอะไรแบบนั้นกับเขาเพราะมันไม่เป็นความจริง” 

“...” 

“ขอโทษที่ทำให้คุณเสียเวลานะ...ไม่มีอะไรแล้วล่ะ คุณกลับไปกับเพื่อนๆเถอะ..แล้วครั้งหน้าผมหวังว่าถ้าคุณเจอผมคุณจะเดินเข้ามาทักผมบ้างนะ เพราะถึงยังไงเราก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักกัน...เพราะถ้าเป็นผมเจอคุณผมก็จะเข้าไปทักคุณเหมือนกัน...การที่เราทักกันไม่ได้รบกวนเวลาอะไรมากหรอก ผมคุยกับเพื่อนๆของคุณได้ ผมก็อยากจะคุยกับคุณได้เหมือนที่คุยกับเพื่อนของคุณเหมือนกัน ถ้ามีอะไรที่ผมพอช่วยได้ก็ปรึกษาผมได้นะ เพราะถึงยังไงตอนนี้ก็อยู่ในพื้นที่เดียวกัน” 

“ค่ะ...ฉัน..ขอตัวนะคะ..สวัสดีค่ะ” รีบเดินออกไปห่างจากเขาอย่างเร็วที่สุด 

. 

. 

. 

“ก็คือเขามาถามว่าเรารู้จักท่านผอ.ไหมเเค่นี้หรอ?” 

“ใช่ค่ะแค่นั้น...เหมือนว่าเขาจะพอใจในตัวของท่านผอ.อยู่...เห็นว่าฉันรู้จักก็เลยจะเข้ามาถามค่ะ...” 

“ผู้หญิงนี่ไม่ได้จริงๆนะ...ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่คิดว่าเธอเป็นแฟนกับผอ. ไม่งั้นได้มีฉากเหมือนในละครตบตีเพียงเพราะเเย่งผู้ชายกันบ้างอ่ะ”  

“จะมีได้ไงล่ะคะ...ก็มันไม่ใช่ความจริงนี่พี่ จะว่าไปเอาจริงๆตอนนั้น ฉันก็ไม่สบายใจอยู่เหมือนกัน อ่านหนังสืออยู่ดีๆก็มีคนที่ไหนก็ไม่รู้มาถามเรื่องแปลกๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย พี่ก็รู้ว่าฉันไม่ชอบที่คนแปลกหน้ามาชวนคุยเรื่องอึดอัดอึดอัดแบบนั้น คนที่เป็นintrovertเหมือนกันแบบสีน้ำก็คงเข้าใจความรู้สึกกันดี...แต่หลายคนที่ไม่เข้าใจ ก็คิดว่าเราเป็นคนแปลกๆไปซะงั้น...” สีน้ำถอนหายใจออกมา 

“แล้วตกลงเราไปรู้จักกันได้ยังไงล่ะ? ว่าไปแล้วน้องหมอเองก็มาทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงปีเลย” กุ้งถาม 

“คุณตฤณ..ท่านผอ.เขาเคยเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ของสีน้ำช่วงมัธยมน่ะค่ะ...สอนปีนึงก่อนจะย้ายกลับไปสอนที่ในเขตบ้านตัวเอง...” 

“อย่างนี้ก็บังเอิญเหมือนกันนะ เพราะเขาก็เพิ่งย้ายมาเป็นผอ. ที่นี่ได้ 2-3 ปีเอง เเต่ก็ยอมรับว่าความเก่งของใช้ที่พัฒนาโรงเรียนเนี่ยสุดยอด พี่ก็ชื่นชมเหมือนกัน” กุ้งที่อยู่มานานเเล้วยังชม 

“เขาเป็นคนเก่งแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะ...ตอนที่สอนพวกเราเขาก็ทำได้ดีเหมือนกัน สอนเก่ง สอนเข้าใจง่าย คุยสนุก เด็กๆทุกคนที่ได้เรียนด้วยก็ชื่นชมเขานะคะ” ใบหน้าหวานยิ้มออกมาอย่างชื่นชม 

“งั้นก็รวมถึงเราด้วยสิ”  

“ใครๆก็ชื่นชมเขาค่ะ ตอนนั้นเกรดวิชาคณิตของสีน้ำ ถือว่าดีมากๆเลย เพราะเขานั่นเเหละค่ะ” 

“ถ่อมตัวจังนะเรา ตอนเรียนจบมาก็ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งไม่ใช่หรอ? คะแนนดีทุกวิชาแบบนี้ มันก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเองด้วยแหละ ถึงครูจะสอนดีแต่ถ้าเราไม่ตั้งใจเรียนพี่ก็ว่าผลการเรียนออกมาไม่ดีหรอก...” กุ้งพูดแล้วอมยิ้ม 

“ขอบคุณค่ะพี่กุ้ง...พี่ง่วงหรือเปล่าคะ? ถ้าง่วงพี่งีบไปก่อนก็ได้นะ ช่วงนี้พี่ทำงานไม่ได้พักเลยนี่ เดี๋ยวถ้าคนไข้มาสีน้ำปลุกเอง” 

“ขอบใจจ้ะ..เเต่พี่ว่าพี่ยังไหว เรานั่นเเหละถ้าไม่ไหวก็งีบไปก่อน อย่าลืมนะพรุ่งนี้ลากยาวถึงสี่โมงเย็นอ่ะ” 

“สีน้ำไหวค่ะ กลับไปบ้านก็พักมาเยอะเเล้ว...” 

“เอ้อ...จะว่าไป..เรื่องรักๆใคร่ๆ เราไม่มีกับเขาบ้างเหรอ? พี่ไม่เห็นเราคุยเรื่องแฟนกับใครเลย” 

“ก็..ไม่มีค่ะ...ฉันไม่เคยมีเเฟนกับเขาหรอก...ไม่ใช่คนหัวโบราณที่ต้องมีเเฟนตามอายุที่เยอะอะไรหรอกค่ะ...เเต่ว่าเเค่ตอนเรียนอยากจะโฟกัสให้ดีที่สุด...เเละอีกอย่างนึง ฉันเชื่อว่าถ้าคนที่จะเป็นคู่กันจริงๆ...เราจะรู้ได้เองว่าเขาเป็นใคร ไม่จำเป็นต้องไปค้นคว้ามากขนาดนั้น...ถ้าวันเเละเวลามันใช่เขาคงจะมาเอง...” ยิ้มอ่อน 

“เราก็เชื่อในพรหมลิขิตสินะ...สีน้ำก็เป็นคนโรแมนติคใช่เล่นนะเนี่ย..ถ้ามีเเฟนคงหวานกันน่าดู” กุ้งจินตนาการไปไกล 

“ไม่หรอกค่ะ...เพราะว่ายังไงคงไม่เจอคนๆนั้นเเล้วล่ะ...สงสัยคงโสดตลอดไปเลยนั่นแหละ...เนื้อคู่ของสีน้ำคงยังไม่เกิด..ฮ่าๆ” หัวเราะกลบเกลื่อน 

“อาจจะเป็นคนต่างชาติก็ได้นะ ใครจะไปรู้...พี่เห็นนะว่าเรามีเพื่อนสายฝ.เยอะเเยะ..เเต่ละคนงานดีทั้งนั้นเเถมเป็นหมออีก...หมอเหมือนกันย่อมเข้าใจกันมากกว่าอยู่เเล้ว...พี่ว่าเราก็พอดูออกใช่มั้ยว่าในกลุ่มเพื่อนเราก็มีคนขายขนมจีบเราอยู่หลายคน..” กุ้งบอก 

“ก็...รู้ค่ะ...แต่..เขาก็เป็นเพื่อน...เพื่อนกันก็ดีอยู่เเล้ว เเบบนี้สบายใจกว่า” 

“แล้วเราไม่เคยมีคนที่ชอบเลยหรอ? เอาจริงๆเลยนะ...พี่แค่คิดว่าคนอย่างเราก็ต้องมีคนมาชอบเยอะ มันก็ต้องมีบ้างที่เธอชอบใครสักคนนึงในกลุ่มที่มาจีบ” 

“ก็เคยมีนะคะ...แต่ไม่ได้มีอะไรต่อจากนั้น เเละเขาก็คงไม่รู้อะไรหรอกค่ะ...มันก็ไม่ได้ ไม่ได้น่าสนใจหรอกค่ะพี่ แล้วพี่ล่ะคะมีคนที่เคยชอบหรือเปล่า? แล้วเขาเป็นคนยังไงหรอ?” 

“พี่อะนะ...ฮ่าๆๆ...มันก็มีอยู่แล้วสิ...เขาเป็นผู้ชายที่ดูเจ้าสำอาง เหมือนจะบอบบางกว่าพี่ด้วยนะ แต่เขาเป็นคนที่ take careคนอื่นเก่งมาก...พูดจาน่ารัก ปากหวาน...ใจดี...พี่นี่เป็นปลื้ม...เขาเป็นพี่รหัสพี่เอง...ชื่อพี่ต่อ..เเต่พี่ก็ได้เเค่เเอบชอบน่ะ..เพราะเขามีเเฟนมาเเล้วตั้งเเต่พี่เข้ามาเรียนในคณะ...วันวาเลนไทน์ พี่ก็เอาช็อคโกแลตไปให้เขาด้วยนะ...เเต่พี่ก็บอกว่าให้ในฐานะน้องรหัสที่น่ารัก..เเต่เเค่นี้พี่ก็มีความสุขเเล้วเเหละ..ตอนนี้พี่ต่อกับเเฟนเขาก็เเต่งงานมีลูกกันไปเเล้ว งานเเต่งพี่ก็ไปนะ...เอ๊ะ หรือว่าเนื้อคู่พี่จะยังไม่เกิิดเหมือนกันหว่า...น่าคิดนะเนี่ย...ฮุๆ พี่ชวนคุยนานเเล้ว งั้นเราเเอบงีบกันดีกว่า...พี่ว่าพี่เริ่มง่วงเเล้วล่ะ” พูดเสร็จก็หาว 

“ค่ะ...สีน้ำเริ่มง่วงเเล้วเหมือนกัน...” 

. 

. 

. 

-สมัยม.ปลาย- 

“แกๆ...เเกว่าอีครีมมันแอบชอบครูตฤณมั้ยวะ?” ฟ้าใสชวนคุย 

“ฉันว่าใครๆก็ดูออก...เอาการบ้านไปถามครูทุกวัน...ทั้งๆที่เพื่อนมันเเถวนี้ก็ช่วยสอนมันได้...ถ้าไม่ได้คิดเเค่เรื่องเรียน ตรงๆตามที่เห็นคือชอบครูที่สอนป่ะ” โมพูดบ้าง 

“เเกว่าไงอ่ะ ต้าวหัวหน้า...” ฟ้าใสหันกลับมาถาม 

“ก็ไม่ทำไม...ใครจะชอบใครมันก็เรื่องของเขารึเปล่า? เเล้วทำไมต้องคุยกันเรื่องนี้ด้วยเนี่ย...ไหนจะเล่นมั้ยเกมไอคิวเนี่ย? ถ้าไม่เล่นฉันจะเอาไปทำคนเดียวตรงนู้นนะ...” สีน้ำชี้โต๊ะอ่านหนังสือหัวมุมห้องโต๊ะประจำให้เพื่อนๆดู 

“ฮ่าๆ คุยเรื่องไร้สาระกับคนที่ไม่ชอบนี่มันไม่ดีจริงๆด้วย นอกจากไม่หนุกเเล้ว ยังทำให้หัวหน้ามันรำคาญจนอยากไล่เราอีกแน่ะ...ว้า..หมดเวลาสนุกเเล้วสิ..” ฟ้าใสยิ้มกวนๆ 

“เเล้วตกลงจะไม่ลองขอโควต้าพยาบาลเหรอ? เห็นคนไปกันเยอะมากเลยนะ” โมถาม 

“ไม่ล่ะ...ก็เราอยากเรียนหมอ...ถ้าไปเเล้วเกิดติดขึ้นมามันก็ลำบากใจใช่มั้ยล่ะถ้าจะสละสิทธิ์ เเถมถ้าไปโดยที่ไม่ได้อยากพอถึงเวลาก็เหมือนไปกันที่คนอื่นที่เขาอยากเรียนจริงๆอีก...ฉันรอสอบหมอทีเดียวเลยอย่างที่ตั้งใจนั่นเเหละ” 

“ถึงจะมีครูเชียร์ให้เรียนสถาปัตย์เยอะก็ตามเหรอ?” ฟ้าใสถาม 

“ถ้าถามว่าอยากเรียนอะไรบ้างก็ทำใจลำบากนะ ฉันอยากเรียนสถาปัตย์ อยากเรียนดีไซด์ อยากเรียนอักษร อยากเรียนหลายอย่างมากๆ เเต่สิ่งที่นำโด่งมาคือคณะแพทย์ไง...ฉันเเค่อยากจะใช้ความรู้ความสามารถที่ได้เรียนมาดูเเลคนรอบข้างให้ปลอดภัย อีกอย่างยอมรับก็ได้ว่าโรคจิต ฉันชอบกลิ่นของยา กลิ่นแอลกอฮอล์ที่โรงพยาบาล ฉันว่ามันมีกลิ่นสะอาดๆ รู้ว่ามันไม่ใช่หรอกแต่ฉันรู้สึกแบบนั้น ฉันมักจะไม่สบาายใจที่เห็นใครใกล้ๆป่วย  เเล้วชอบเอาตัวเองไปช่วยเหลือนิดหน่อยก็ยังดี...เเละฉันจะทำงานโรงพยาบาลรัฐเพราะว่าคนไข้เยอะมากๆ เเละต้องการหมอมาช่วยรักษาอีกเยอะมากๆ หมอยังขาดเเคลนอยู่เยอะ...ยิ่งเป็นที่ที่ห่างความเจริญยิ่งเข้าถึงการรักษาลำบาก...ฉันอยากให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น...ถ้าคนในครอบครัวเราป่วยเราไม่สบายใจอยู่เเล้ว คิดถึงว่าเวลาเสาหลักของบ้านป่วยสิ..คนที่ต้องพึ่งพาเขาจะอยู่ยังไง คนที่ต้องดูเเลคนอื่นพอมาป่วยก็ขาดรายได้ และยิ่งไม่สบายใจเข้าไปใหญ่เพราะว่าพอไม่ได้รักษาก็ไม่ได้เอาเวลาไปดูเเลคนที่เขารักได้เต็มที่...ฉันอยากเห็นคนในครอบบครัวมีรอยยิ้ม...ฉันก็จะสบายใจเหมือนกัน เเล้วอีกอย่างถ้าพ่อเเม่ฉันป่วย หรือพวกเเเกป่วย...ฉันจะได้เเนะนำได้ เเละดูเเลได้ดีไง...” สีน้ำยิ้มร่าเริง 

“ยาว...ยัยหัวหน้ามันบ่นยาว..ฮ่าๆ” ฟ้าใสยิ้มออกมา 

“น่ารักจริงๆ เพื่อนใครเนี่ย มากอดที” โมเข้ามากอด 

“ฮ่ะๆ...ฉันเเค่อยากจะเรียนคณะนี้มาก...จนคนอื่นมองว่าฉันเป็นเด็กเพี๊ยนไปละ...” 

“ถ้าเเกบ้า งั้นเราก็บ้าด้วยนะ...ที่จริงน่าจะพูดได้ว่าแกบ้าตั้งเเต่มาคบคนบ้าอย่างเราละล่ะ ฮ่าๆ” ฟ้าใสหัวเราะชอบใจ 

“ฮ่าๆ...บ้าแบบไม่ทำร้ายใคร...ไม่เป็นไรหรอก..” โมสมทบ 

... 

“คุยไรกันน่ะ ดูสนุกเชียว” ครีมที่เพิ่งออกมาจากห้องทำงานครูเข้ามาถาม 

“ไม่มีไรหรอก...คุยกันตามประสาเด็กๆอ่ะนะ...เเล้วเเกอ่ะ...ไปถามการบ้านครูมาครูว่าไงบ้างล่ะ?” ฟ้าใสถาม 

“ก็ทำถูกแล้ว พอได้ถามครูมันก็เข้าใจง่ายกว่าอ่ะ” ครีมยิ้ม 

“เเล้วถามเพื่อนไม่ได้เหรอ? พวกฉันก็มีความรู้พอจะสอนเพื่อนทำโจทย์ได้นะ” โมพูดบ้าง 

“ก็รู้ว่าพวกเเกน่ะทำโจทย์ได้ เเต่ว่าฉันเกรงใจอ่ะ สีน้ำมันก็ทำโจทย์ข้อสอบเยอะฉันไม่อยากรบกวนเวลามันทำข้อสอบ โมเเกก็รู้ว่าฉันชอบถามไปเรื่อยฉันกลัวเเกรำคาญ ส่วนเเกไอ่ฟ้าใส...ฉันรู้ว่าแกทนฉันถามได้ไม่เกินสามรอบ...เดี๋ยวเเกก็หลอกด่าฉันเพราะเเกรำคาญที่ฉันเซ้าซี้ถามเยอะ แล้วแกก็ขี้เกียจตอบสุดท้ายเเกก็สละเรือฉันไปเล่นบอลกับพวกผู้ชายอยู่ดี...” ครีมอธิบายให้ฟัง 

“เเล้วเเกเข้าออกห้องทำงานครูทั้งวัน เเกไม่เกรงใจครู?”ฟ้าใสถาม 

“เกรงใจสิ..เเต่ว่าถามเเล้วเคลียร์กว่าไง แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนหลอกด่าด้วย..” ครีมหันไปมองฟ้าใส 

“เอ้อ..งั้นตามใจ...เเต่เวลาไปแกชวนเพื่อนคนอื่นไปด้วยบ้างก็ดีนะ...เพราะว่าเเกไปคนเดียวเเล้วเหมือนว่าเเกตั้งใจไปคุยกับครูเขาอย่างเดียวอ่ะ...เพื่อนในห้องเขาพูดกันนะเว่ย...ว่าเเกจะจีบครูตฤณ” ฟ้าใสบอกไปตรงๆ 

“จะบ้าเหรอ? ฉันไม่คิดแบบนั้นสักหน่อย...ยอมรับว่าฉันก็ชอบครูเขาแบบปลื้มๆอ่ะนะ เเต่ฉันรู้ว่าอะไรควรไม่ควร...บอกยัยอนาคตหมอด้วยว่าไม่ต้องคิดมาก ฉันไม่ได้จะทำอะไรไม่ดี ฉันรู้ว่าพวกเเกห่วงและคนที่ห่วงฉันสุดคือสีน้ำ...เเค่มันไม่พูดอะไรก็เท่านั้นเอง ใครในห้องจะพูดอะไรช่างมัน เเต่เเค่พวกแกเข้าใจฉัน ฉันก็โอเคละ” ครีมบอก พลางหันไปดูสีน้ำที่นั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะมุมห้องคนเดียว 

“รู้ก็ดีละ...เเล้วคราวหลังชวนใครไปก็ได้...พวกเราว่างไปเป็นเพื่อนแกถามการบ้านครูทุกคนแหละ...ดีกว่าไปคนเดียว แล้วมีข่าวซุบซิบแบบนี้...ไม่ดีเลยว่ะ” ฟ้าใสบอก 

“เเกชวนฉันได้นะ...ไม่ต้องเกรงใจ ก็ดีนะเผื่อเรามีอะไรไม่เข้าใจจะได้ไปถามครูพร้อมกันเเล้วเข้าใจไปในที่เดียวไม่ต้องไปถามครูซ้ำด้วยอ่ะ” โมบอก 

“โอเคจ้า...” ครีมรับคำ 

ผ่านไปจนถึงเลิกเรียน 

“บ๊าบบายท่านต้าวหัวหน้า” ฟ้าใสบอก 

“เจอกันพรุ่งนี้เเก” โมบออก 

“เเกอยู่รอพ่อคนเดียวได้จริงนะ?” ครีมถาม 

“ได้สิ...เดี๋ยวพ่อก็มารับเเล้ว พวกเเกอ่ะไปได้เเล้ว ขึ้นรถรับส่งนี่..บ๊ายบายนะ...ไปขึ้นรถกันได้เเล้ว”สีน้ำโบกมือลาเพื่อนๆ 

“บ๊ายบาย” ฟ้าใส โมและครีมโบกมือบ้าง 

“เฮ้อ..วันนี้พ่อติดงานอยู่เเน่ๆเลย...ทำไงดีคนเริ่มกลับกันไปเรื่อยๆเเล้ว...” พูดคนเดียว พลางมองไปรอบๆ  

เด็กสาวยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าโรงเรียน เพื่อหลบเเดดเธอก้มอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่องโปรดไปด้วยเพื่อฆ่าเวลา ในขณะที่คนอื่นๆเริ่มทยอยกลับบ้านกันหมด ไม่เหลือเเม้กระทั่งร้านขายของหน้าโรงเรียน 

“อ้าว! ครูตฤณ ยังไม่กลับบ้านพักเหรอ?” ครูชัยถามเมื่อเห็นว่าครูหนุ่มยังคงยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียน ทั้งที่ไม่มีเด็กในโรงเเรียนเเล้ว 

“ครับ..เดี๋ยวกลับครับ...” ได้เเต่ยิ้มออกมา 

“อ่อๆ..ตามสบายนะ ผมไปก่อนล่ะ” 

“เชิญครับ...ขับรถกลับบ้านดีๆครับครูชัย” 

เริ่มจะเย็นมากเเล้ว ไม่มีใครเเล้วจริงๆ หันไปทางไหนก็โล่ง  เเต่พอนธีกานต์หันไปเห็นครูเวรวันพฤหัสบดีที่วันนี้ใส่เสื้อสีส้มอย่างครูตฤณยังยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียน ยังไม่มีทีท่าว่าเขาจะไปไหนทั้งๆที่ตอนนี้ไม่มีเด็กอยู่เเล้วในโรงเรียน เเต่ทำไมเขายังยืนอยู่นะ...เเต่พอเห็นว่ามีคนยืนอยู่ก็ทำให้เธอสบายใจล่ะนะ ยืนรอนั่งรอต่อเป็นนานสองนานเกือบชั่วโมงกว่าพ่อจะมารับ 

“เย่!...ในที่สุดพ่อก็มาเเล้ว สวัสดีค่ะพ่อ..” ยิ้มร่าเริง 

“พ่อมาเเล้วลูก โทษทีนะ วันนี้ยุ่งทั้งวันจริงๆ...ใครก็ไม่ว่างมารับหนูเเทนพ่อเลย” คุณพนาลงมาจากรถเเล้วช่วยถือกระเป๋าเป้ลูกขึ้นรถอย่างเอ็นดู 

“ไม่เป็นไรค่ะ...พ่อต้องทำงานนี่คะ เเล้วพ่อกับเเม่ก็ทำงาานเพื่อสีน้ำ...เอ่อ พ่อคะเดี๋ยวรอสีน้ำแป็บนึงได้มั้ยคะ?” 

“มันร้อนนะลูกจะไปไหนอีกล่ะ?” 

“จะไปขอบคุณคุณครูที่ยืนเป็นเพื่อนค่ะ..” 

“ครูที่ยืนอยู่หน้าประตูน่ะเหรอลูก? ครูเขาดีจริงๆนะ ใจดีอยู่เป็นเพื่อนเด็กด้วยไปสิลูกไป...เออ เอาน้ำไปให้ครูเขาสักขวดสิลูกเย็นมากเเล้วก็จริงเเต่อากาศมันอบอ้าวมาก ยืนนานคงมีคอเเห้งกันบ้างเเหละ พ่อซื้อมาเผื่อลูกด้วยนะ” เอาขวดน้ำยื่นให้ 

“ค่ะพ่อ...” รับขวดน้ำเปล่าเย็นๆมา 

คนที่ยืนอยู่หน้าประตูถึงกับแปลกใจที่อยู่ๆเด็กนักเรียนที่เหมือนจะกลับบ้านวิ่งเข้ามาหา เเต่พอนธีกานต์เข้ามาใกล้เขาก็ไม่ได้เเสดงสีหน้าแปลกใจอะไรให้เห็น 

“มีอะไรรึเปล่า?” ตฤณถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย 

“ไม่มีอะไรค่ะ...เเค่จะมาขอบคุณที่ครูยืนอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน...จนพ่อสีน้ำมารับ...สีน้ำไม่รู้ว่าครูยืนทำอะไรเเต่ขอบคุณนะคะที่ครูไม่เดินไปไหนไกล...นี่น้ำค่ะอากาศมันร้อนครูคงจะคอเเห้ง...งั้นสีน้ำไปนะคะ...สวัสดีค่ะ” ให้ขวดน้ำเสร็จก็วิ่งขึ้นรถไป 

“อ้าวมาเเล้ว..หิวยังกลับบ้านกัน วันนี้แม่ทำพะโล้ของโปรดเราด้วยนะ...” 

“จริงเหรอคะ...ดีเลย สีน้ำจะกินให้พุงกางไปเลยค่ะ ฮ่าๆ” 

-กลับมาที่ปัจจุบัน- 

“คนที่ชอบเหรอ?...ก็เคยมีอยู่ล่ะนะ” นธีกานต์คิดเเล้วอมยิ้มออกมา ก่อนจะหุบยิ้มไปอย่างรวดเร็วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

“คนที่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวเหรอ...ใจร้ายจังนะ..เด็กอะไรเย็นชาชะมัดเลย..” ตฤณพูดออกมาก่อนจะเข้านอนไปอย่างอ่อนล้าเพราะเพิ่งจะเคลียร์งานเสร็จ 

ความคิดเห็น