สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ชื่อตอน : ตอนที่39

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 186

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ค. 2563 00:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่39
แบบอักษร

“...สุดท้ายนายก็ลงแข่งงั้นเหรอ? ” 

ริเรียมองไปที่กระดาษใบหนึ่ง ในแผ่นกระดาษมีชื่อและรูปของคุโระติดเอาไว้ และข้อมูลเบื้องต้นเช่น อายุและชั้นปี 

เธอเก็บกระดาษใบนั้นเข้าไปรวมกับกระดาษใบอื่นๆ  

“ขอฉันดูหน่อยเถอะ ความแข็งแกร่งของนายหลังจากที่ฝึกมา แม้จะเป็นเวลาแค่วันเดียวก็ตาม” 

เธอหยิบเอาการ์ดประจำตัวของเธอออกมาแล้วเปิดดูข้อมูลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ 

ในนั้นแสดงการจับคู่การต่อสู้ขึ้น ในรายชื่อนั้น ชื่อคู่ต่อสู้ที่คุโระต้องเจอคือ 

ทอร์เทอร์ คิง โซลเยอร์ ประธานนักเรียนผู้ไร้พ่าย 

. 

. 

ในตอนเช้า มามิยะกำลังตัดผมให้กับคุโระที่เริ่มรู้สึกรำคาญในความยาวของผมของตนที่เพิ่มขึ้น 

“พักนี้ไม่ค่อยมีเวลาให้ได้ตัดมันเลยล่ะนะ” 

เป็นเวลาหลายอาทิตย์แล้วนับจากเหตุการณ์การหายตัวไปของฮินะ คุโระที่ตามหาเธอด้วยการเดินทางไปยังโลกที่ตนจากมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ก็ไม่ได้มีเวลาว่างที่จะตัดผมที่เริ่มรกรุงรังให้สั้นลงเลยแม้แต่น้อย 

ในวันนี้เขาให้มามิยะช่วยตัดให้ และเธอเองก็เริ่มรู้สึกมีปัญหากับผมของตัวเอง เลยขอให้เขาช่วยตัดให้เช่นกัน 

มามิยะตัดผมของคุโระออกไปเรื่อยๆ เมื่อคุโระเห็นผลงานที่เธอทำก็ทำเอาเขายิ้มเจื่อน 

“เธอชอบชั้นในตอนนั้นมากกว่าตอนนี้งั้นเหรอ? ” 

“นายในตอนนั้นเท่มากเลยนะ” 

สมัยก่อนที่จะสูญเสียเธอไป ผมของคุโระไม่ได้ยาวมากจนปิดบังตา และบังใบหูเหมือนก่อนหน้านี้ 

แต่เป็นทรงที่มีผมสั้นลงมาก ด้านหน้ายังคงมีผมปรกหน้าผากดังเดิม ด้านบน ข้างและหลังนั้นถูกตัดสั้นจนเห็นได้ชัดกว่าด้านหน้า นั่นทำให้คุโระดูดีมีเสน่ห์มากขึ้น 

มามิยะชอบคุโระที่เป็นแบบนี้เสียมากกว่า แม้ว่าเขาจะไม่ได้เปลี่ยนไป แต่รูปลักษณ์นั้นค่อนข้างสำคัญมาก นั่นทำให้มามิยะเลือกที่จะตัดผมทรงนี้ให้เขา 

เมื่อถึงคราวของคุโระจะต้องตัดให้มามิยะ เขาก็ตัดให้มันสั้นลง และหวีให้เรียบร้อย 

ผมของมามิยะสั้นบ๊อบ หน้าม้าถูกตัดให้ค่อนข้างจะเท่ากันแต่หวีให้แยกห่างเพื่อไม่ดูเฉิ่ม 

เพียงเท่านี้ มามิยะที่แต่เดิมก็งดงามอยู่แล้ว ได้กลายเป็นเด็กสาวที่น่ารักน่าชังจนแม้แต่ตัวมามิยะเองก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง 

“นายชอบอะไรแบบนี้สินะ? ” 

“นั่นมันทรงผมที่เธอไว้เมื่อก่อนไม่ใช่เหรอ? ” 

เมื่อได้ยินแบบนั้น มามิยะก็ยิ้มอย่างเขินอาย ปนดีใจเป็นอย่างมาก 

“ไปอาบน้ำกันเถอะ” 

ก่อนที่จะพาคุโระไปยังห้องอาบน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำด้วยกัน 

แต่การอาบน้ำด้วยกันนั้นทำให้มามิยะเกิดอารมณ์ เธอที่ทนต่อความต้องการไม่ไหวก็ยั่วยวนคุโระ แล้วเธอก็ทำสำเร็จ 

ดังนั้น การอาบน้ำในช่วงเช้านี้ จึงยืดเวลาออกไปอีกเล็กน้อย 

. 

. 

เวลาผ่านพ้นไป คุโระกับมามิยะก็มาถึงสนามแข่ง เขามาพบกับมาริเอะลและมาเอลที่กำลังรอพวกเขาอยู่ 

สาเหตุที่ทำให้คุโระตัดสินใจลงแข่งนั่นเพราะมาเอล เขาอธิบายให้คุโระฟังว่าทำไมคุโระถึงต้องลงแข่งขัน 

หนึ่ง เพราะถ้าได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในตัวแทน คุโระก็ต้องไปยังเมืองหลวงของโรซาเรีย อาณาจักรที่คุโระกำลังอยู่อาศัยตอนนี้เพราะการแข่งทัวร์นาเม้นต์นั้นจัดขึ้นที่นั่น 

หากเข้าร่วมการแข่งก็จะสามารถไปยังเมืองหลวงได้ แน่นอนว่าคุโระนั้นปฏิเสธ แต่ว่าเป็นริเรียที่สนับสนุนความคิดของมาเอล 

เธอที่อยู่ในเหตุการณ์รู้ดีว่าไกอานั้นแข็งแกร่งเพียงใด สำหรับริเรียแล้วเธอมั่นใจว่าน้องสาวของเธอจะเอาชนะได้ แต่เมื่อเห็นได้ยินความเป็นมาของคุโระ เธอก็เปลี่ยนใจ และต้องการให้คุโระแข็งแกร่งขึ้น 

เธอจึงฝึกหนักให้คุโระภายในหนึ่งวัน เธอคิดว่าเขาจะไม่ไหว แต่ว่าพลังกายของเขานั้นสุดยอดมาก เธอเหนื่อยมากกว่าเขาที่ฝึกทั้งวันเสียอีก 

นอกจากร่างกายที่มีพลังมากมาย และยังฟื้นฟูได้รวดเร็วแล้ว สมองของเขาก็จดจำสิ่งที่สอนไปได้ในทันที และเขาก็ยังเรียนรู้ได้เร็วมาก 

พัฒนาการของคุโระนั้นเป็นเลิศ แม้เธอจะไม่คิดว่าเขาจะเรียนรู้ได้ในวันเดียว แต่ในวันเดียวนั้น เขาที่เป็นมือใหม่ก็ได้เปลี่ยนเป็นคนละคนกัน 

แต่เรื่องพลาน่านั้น แม้เขาจะเริ่มควบคุมได้ดีขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่พัฒนาช้า แม้ว่าจะเร็วกว่าปรกติแล้วก็ตาม 

ในปัจจุบัน ริเรียค่อนข้างมั่นใจว่าคุโระจะชนะและเข้ารอบ แต่กระนั้นมาริเอะก็ยังคงกังวล เพราะคนคนหนึ่งที่เธอติดใจเมื่อไปดูรายชื่อผู้เข้าแข่งขัน 

“โรส สการ์เล็ต ลาออสงั้นเหรอ? ” 

“ใช่ค่ะ เธอคนนั้นค่อนข้างมีชื่อเสียงในเรื่องฝีมือ เธอเป็นรุ่นพี่ปีสองที่ค่อนข้างมืดมนและไม่สุงสิงกับใคร แม้จะมีชื่อเสียงในด้านลบเพราะเธอเป็นพวกชอบอ่านนิยายและค่อนข้างเชื่อในนิยายที่อ่าน เอ่อ คือเธอเชื่อว่าศาสตร์เวทมีจริงน่ะค่ะ” 

คุโระเลิกคิ้วขึ้นแล้วกอดอก 

“ยัยนั่น … บ้างั้นเหรอ? ” 

“ถึงจะเห็นแบบนั้นแต่โลกนี้ก็มีศาสตร์เวทอยู่จริงๆ นะคะ ถึงจะเป็นแค่เรื่องเล่าของเผ่ามารก็เถอะ” 

“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรจะเชื่ออะไรจากหนังสือไม่ใช่รึไง? ” 

“ก็จริงอยู่หรอกค่ะ … แต่เหมือนจะมีข่าวลือว่า เธอสามารถใช้ศาสตร์เวทได้น่ะค่ะ” 

“ข่าวลืองั้นเหรอ? ” 

“ใช่ค่ะ แต่ข่าวลือก็คือข่าวลือ อย่างไรก็ตามคนคนนี้ค่อนข้างแข็งแกร่งเลยล่ะค่ะ ระดับก็คงจะประมาณเดียวกับฉัน นอกเหนือจากนั้นก็ไม่รู้มากหรอกค่ะ” 

มาริเอะแสดงสีหน้าราวกับจะขอโทษ แต่คุโระนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจ เขาก็ลูบหัวให้เธอไป 

มาเอลนั้นก็พูดเสริม 

“นอกเหนือจากฝีมือแล้ว นิสัยส่วนตัวของเธอนั้นค่อนข้างขี้ระแวง คงเอาลงไม่ง่ายนักหรอก แต่เธอก็มีไหวพริบดี เผลอๆ อาจจะใช้กฎมาสู้กับนายก็ได้นะ” 

มาเอลพูดแบบนั้น คุโระก็พยักหน้ารับ 

“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะนะ” 

คุโระดูแผนผังรายชื่อการแข่ง ก็พบว่าคู่ต่อสู้ของตัวเองคือทอร์เทอร์ 

การแข่งแบ่งเป็นสี่สาย และน่าแปลกที่ทั้งสามถูกแยกกันอย่างสิ้นเชิง หากจะเจอกันก็คือรอบชิง 

“คู่แข่งคนอื่นๆ ก็ค่อนข้างจะน่ากลัวเลย” 

“นั่นสินะคะ ถ้าโชคไม่ดีฉันอาจจะแพ้เอาตั้งแต่รอบแรกเลยนะคะเนี่ย” 

มาริเอะนั้นค่อนข้างประหม่า แต่มามิยะนั้นยังดูสบายๆ สมกับเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียน 

“งั้นผมขอตัวก่อนนะ” 

มาเอลนั้นไม่ได้ลงแข่งเพราะเป็นหน่วยสนับสนุน เขาจึงไปช่วยรุ่นพี่ที่เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายพยาบาลอยู่ที่ห้องปฐมพยาบาล เพื่อคอยดูแลผู้เข้าแข่งที่บาดเจ็บ 

พูดเสร็จมาเอลก็เดินจากไป มามิยะ มาริเอะและคุโระก็พากันเข้าไปข้างในห้องพักผู้เข้าแข่ง 

ในนั้นมีผู้เข้าแข่งคนอื่นๆ มากมาย คุโระสบตากับทอร์เทอร์ที่กำลังเช็ดดาบเรเปียร์ของเธออยู่ 

อนึ่ง มาริเอะก็เป็นผู้ใช้เรเปียร์ แต่ตามที่ริเรียพูดแล้ว ทักษะการใช้เรเปียร์ของมาริเอะนั้นค่อนข้างรัดกุมมากกว่า และการตัดสินใจก็ค่อนข้างจะดีกว่า 

ริเรียนั้นกล่าวว่าถ้าสู้กับ มาริเอะจะเป็นฝ่ายแพ้ทอร์เทอร์ แต่ถ้าออกไปรบหรือออกล่าสัตว์อสูร เธอมั่นใจว่ามาริเอะจะเหนือกว่าทอร์เทอร์ 

ส่วนเหตุผลนั้นเธอไม่ได้พูด คุโระเลยไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหน 

และจากที่ได้ยินจากปากของมาริเอะว่าเธอแพ้ต่อเอิร์ลบลอซซัมที่มีคุณสมบัติธาตุลม เธอก็คงมีคุณสมบัติธาตุดินเป็นแน่ 

แต่คำตอบกลับแตกต่าง คุณสมบัติของเธอคือน้ำแข็ง และที่แพ้ทางสายลมเพราะว่าสายลมนั้นรวดเร็ว และยังทะลวงน้ำแข็งของเธอเข้าไปได้ 

แต่เข้ามาก็ยังไม่ทันได้ทักทาย ชื่อของคุโระและทอร์เทอร์ก็ถูกเรียก 

คุโระจึงเดินออกจากห้องนั้นไป และทอร์เทอร์ก็เก็บดาบแล้วเดินตามเขาไปติดๆ  

ทั้งสองไม่พูดคุยกันจนกระทั่งไปยืนมองหน้ากันที่กลางสนามแข่ง 

ริเรียก็บอกถึงกฎในการแข่ง โดยหลักๆ แล้วจะมี 

1. ห้ามโจมตีถึงตาย 

2. หากไม่สามารถต่อสู้ต่อได้ถือว่าแพ้ 

3. ถ้าพบว่ามีการโกงการแข่งขันจะถูกปรับแพ้ รวมไปถึงกรณีข่มขู่โดยใช้ตัวประกันเพื่อให้อีกฝ่ายยอมแพ้ด้วยเช่นกัน 

4. ถ้าออกนอกสนามแม้แต่ก้าวเดียวจะถือว่าแพ้ในทันที 

5. หากอาวุธถูกทำลาย ห้ามคู่ต่อสู้โจมตีจนกว่าจะยืนยันว่าจะสู้ต่อ 

ผู้เข้าแข่งสามารถสวมใส่เกราะป้องกันได้ตามที่ต้องการ 

แม้คุโระจะถนัดกับการไม่สวมเครื่องป้องกันมากกว่าก็ตาม 

หลักๆ ที่ต้องจำก็ประมาณนี้ เพราะเป็นเงื่อนไขการแข่งที่สำคัญ 

ริเรียเดินออกนอกสนามแล้วเคาะระฆังเพื่อให้สัญญาณการต่อสู้หลังจากที่ทั้งคู่ชักดาบออกมาแล้วตั้งท่าเตรียม พอได้ยินเสียงระฆังทั้งสองก็เริ่มเคลื่อนไหว 

แต่ผู้ที่เคลื่อนไหวจริงๆ เป็นทอร์เทอร์ คุโระนั้นกำลังดูเชิงคู่ต่อสู้แต่ทอร์เทอร์นั้นบุกเข้ามาตรงๆ โดยไม่เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของคุโระเลย 

เธอแทงดาบเข้าใส่คุโระด้วยความเร็ว แต่ดาบของเธอก็ถูกคว้าด้วยคุโระ 

คุโระใช้มือซ้ายจับใบดาบของเรเปียร์ของเธอแน่นจนเธอไม่สามารถขยับเรเปียร์ของเธอได้ดั่งใจ 

“แค่นี้เหรอ? ” 

คุโระพูดขึ้น แล้วเงื้อแขนที่ถือดาบขึ้นพร้อมฟันร่างของทอร์เทอร์ 

แต่ทอร์เทอร์นั้นก็ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เธอใช้งานศาสตร์ทำให้ดาบของเธอส่องแสงสีน้ำเงิน แล้วเธอก็ดึงดาบออกจากมือคุโระที่ถูกศาสตร์ทำร้ายจนเลือดท่วม แล้วถอยออกห่าง 

คุโระที่เห็นแบบนั้นก็ก้าวเท้าเข้าไปหาแล้วใช้หมัดซ้ายชกใส่เธอที่เพิ่งถอยกลับมา หมัดนั่นทำให้ทอร์เทอร์ที่ไม่ได้ตั้งตัวหลังจากถอยมา ถูกต่อยจนเสียหลัก 

คุโระยกเท้าขวาแล้วเตะใส่สีข้างของทอร์เทอร์ซ้ำ หลังจากนั้นเขาก็ถีบเธอจนลอยไปไกล 

สร้างเสียงโห่ร้องดังไปทั่วสนาม จากเมื่อครู่ที่คุโระถูกดาบบาดเข้าที่มือ ผู้ชมก็ร้องเฮดังลั่น 

พวกเขาเหล่านี้มาเพื่อเชียร์ทอร์เทอร์ผู้มีฉายาว่าไร้พ่าย ดังนั้นคุโระที่เป็นผู้เข้าแข่งขันไร้ชื่อก็ย่อมไม่เป็นที่ต้อนรับ 

ในการแข่งขันนั้น นอกจากที่กล่าวมา การกระทำของคุโระนั้นไม่ได้ผิดกฎเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าผู้ชมที่ไม่ชอบในตัวคุโระก็ได้โห่ร้องจนเขารู้สึกเริ่มหงุดหงิด 

“หุบปากไปซะไอ้พวกกระจอก แทนที่จะเอาแต่เห่าอยู่บนนั้น ทำไมไม่ลงมาซัดการตรงนี้ซะล่ะ? ” 

เสียงของคุโระนั้นไม่ได้ตะโกนแต่กลับดังและทรงพลังจนทุกคนต้องเงียบตามที่พูด 

แต่ก็ไม่นาน หลายๆ คนก็เริ่มขับไล่และส่งเสียงตะโกนด่าเขา แน่นอนว่าทอร์เทอร์นั้นไม่ปล่อยให้การเผลอของคุโระรอดผ่านไปได้ 

เธอเข้าจู่โจมคุโระโดยที่ไม่ให้เขาได้ตั้งตัว แต่คุโระก็รู้ตัวแล้วเบี่ยงตัวหลบ พร้อมกับหมุนตัวเตะเข้าที่ใบหน้าของทอร์เทอร์อย่างรุนแรง 

คุโระปักดาบลงบนพื้น แล้วเข้าไปคว้าคอเสื้อของทอร์เทอร์เข้ามา ก่อนที่จะกระหน่ำซัดหน้าของเธอด้วยหมัดอีกข้างอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง 

*ฉั่วะ* 

แม้จะถูกชกอย่างต่อเนื่อง แต่ทอร์เทอร์ก็ไม่ได้ยอมแพ้แต่อย่างใด เธอแทงเรเปียร์ใส่คุโระเข้าอย่างจัง 

แต่เพราะเธอถูกต่อยอย่างหนัก ทำให้การรับรู้ของเธอคลาดเคลื่อน ดาบของเธอจึงเข้าไปที่ต้นแขนและทะลุออกไปแทนที่จะเป็นหัวไหล่ที่เธอเล็งไว้ 

แม้ดาบจะแทงทะลุ คุโระก็ไม่ลดละ เขากระหน่ำหมัดใส่เธออย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะเหวี่ยงเธอให้ลอยออกไป 

ดาบที่แทงอยู่ก็ถูกดึงออก เลือดของคุโระก็พุ่งกระฉูดจนคนดูสะใจ 

อย่างไรก็ตามสภาพของทอร์เทอร์นั้นช่างดูไม่จืด เธอแทบจะไม่มีแรงเพราะสมองถูกกระทบกระเทือนเอาอย่างมาก แต่คุโระก็ไม่ได้สนใจ เพราะยังไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขกันแพ้ 

ทางคุโระเองก็ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข การทิ้งอาวุธและการปัดอาวุธออกจากมือไม่ทำให้คู่ต่อสู้แพ้ได้ ดังนั้นจึงไม่มีกฎเข้ามายุติการแข่งในส่วนนี้ 

แต่คุโระก็ใช่จะสนเสียงร้องที่น่ารำคาญนั่น และก็ไม่ได้สนเรื่องอาวุธแล้วในตอนนี้ 

*ตู้ม! * 

คุโระกระทืบพื้นจนเกิดเสียงดังลั่น พื้นสนามแตกออก เขาคว้าเศษหินแล้วปาเข้าใส่ทอร์เทอร์อย่างแม่นยำและรวดเร็ว 

*ตู้ม! * 

แรงกระแทกที่เธอได้รับนั้นทำให้เธอเซจนถอยหลังไปไกล แม้จะเสียหลักแต่เธอก็ไม่ยอมล้มลง แล้วตั้งป้องกันอย่างแน่นหนา 

“งี่เง่าจริงๆ ” 

แม้ทอร์เทอร์จะฟื้นคืนสติได้แล้ว แต่แทนที่เธอจะวิ่งไปวิ่งมาเพื่อหลบหินที่คุโระจะปาใส่ เธอกลับตั้งป้องกันแล้วรับการโจมตีเสียแทน คุโระจึงสบถออกมา 

“ไร้พ่ายงั้นเหรอ? ไร้สาระ ก็แค่คนกระจอกคนหนึ่ง” 

คุโระเตะหินเข้าใส่แล้วคว้าดาบพุ่งเข้าหาทอร์เทอร์ 

ทอร์เทอร์ตั้งท่าแล้วฟันดาบเข้าใส่คุโระ แต่คุโระก็หลบได้อย่างไม่ยากเย็น 

เขาฟันดาบใส่ทอร์เทอร์จากทางซ้ายของเธอ เธอจึงยกดาบมาป้องกัน แต่ดาบของคุโระนั้นไม่ได้รุนแรงเลย 

เพราะเขาลงแรงไปที่หมัดที่เขาชกใส่สีข้างของทอร์เทอร์ ก่อนที่เขาจะยกดาบแล้วฟันใส่เธออีกครั้ง 

ทอร์เทอร์ใช้ศาสตร์ปัดดาบของคุโระแล้วเตรียมจะโจมตีต่อ 

แต่คุโระนั้นไม่ปล่อยให้เธอทำ เขาหยุดแรงสะท้อนของดาบแล้วใช้ศาสตร์ฟันใส่ทอร์เทอร์อย่างไม่ยั้ง 

หนึ่งดาบ สองดาบ สามดาบ จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดมันก็พ้นสิบครั้งไปแล้ว 

ทอร์เทอร์นั้นไม่ตกตะลึง เธอกวาดเท้าเตะขาของคุโระ แต่แน่นอนว่าคุโระนั้นเคลื่อนไหวได้ทัน 

คุโระยกเท้าขึ้นหนึ่งข้างเพื่อหลบเท้าของทอร์เทอร์ และถีบเข้าใส่หน้าของเธอเต็มๆ  

ทอร์เทอร์ที่ถูกถีบหน้าก็เซไปข้างหลัง คุโระก็เข้าไปประชิด 

เมื่อเงยหน้ามองเธอก็เห็นฝ่ามือของคุโระเข้ามาปิดตาของเธอ และดาบของคุโระก็แทงเข้าที่ท้องของเธอ 

เพราะเขาไม่ได้ใช้ศาสตร์ ดาบจึงไม่แทงทะลุร่างของเธอ แต่ส่งผลให้เธอลอยกระเด็น และแรงกระแทกก็ค่อนข้างรุนแรงอีกด้วย 

นั่นทำให้ทอร์เทอร์รู้สึกจุกและสำลักน้ำลายออกมา 

คุโระยืนมองหน้าเธอเพื่อรอให้เธอลุก พลางพูดอะไรบางอย่าง 

“เธออ่อนแอ อ่อนแอกว่าคนที่ชั้นต้องไปสู้ด้วยมาก” 

คุโระพูดแบบนั้นด้วยเสียงที่ดังและก้องกังวาน 

“ยัยนั่นแข็งแกร่ง มากกว่าที่เธอคิดเอาไว้ มากจนริเรียยังกล้าที่จะฟันธงได้ว่าแม้แต่ยัยนั่นเองก็ไม่สามารถต่อกรได้” 

ริเรียไม่ได้เชื่อคำพูดของคุโระ แต่เธอสัมผัสมากับตัว และยังเชื่อถึงสัญชาตญาณของตนเองเสียมากกว่า 

เสียงพูดของคุโระนั้นมีแค่ทอร์เทอร์ที่ได้ยิน เพราะผู้คนรอบข้างเอาแต่ก่นด่าเขา 

“และเธอก็ทำชั้นผิดหวัง” 

คุโระกวักมือเรียกทอร์เทอร์ 

“เข้ามาสิ มาจบเกมนี้กันดีกว่า” 

ทอร์เทอร์ไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอลุกขึ้นแล้วทุ่มพลังสุดตัวของเธอ ใช้ศาสตร์แทงใส่คุโระ 

แต่คุโระนั้นกลับเก็บดาบเข้าฝัก แล้วตั้งท่ารอให้ทอร์เทอร์เข้าโจมตี 

เมื่อเรเปียร์ของทอร์เทอร์เข้ามาใกล้ คุโระก็ชักดาบปัดการโจมตีของทอร์เทอร์ทิ้งด้วยท่าอิไอ 

ท่าที่มีแต่มามิยะเท่านั้นที่ใช้ได้ในโรงเรียนนี้ เมื่อถูกปัดการโจมตีนั้น เธอก็ไม่มีหนทางที่จะเอาชนะอีก 

คุโระกำหมัดซ้ายแน่น แล้วซัดใส่ร่างของทอร์เทอร์ที่กำลังลอยไป ให้ออกจากเวทีด้วยพลาน่าที่ห่อหุ้มมือของเขา 

แรงกระแทกนั่นทำให้ทอ์เทอร์สลบลงทันทีที่ร่วงถึงพื้น อาการของเธอนั้นกล่าวได้ว่าค่อนข้างสาหัสเลยทีเดียว 

ประธานนักเรียนผู้มีฉายาว่าไร้พ่าย เป็นเพียงแค่ลูกไก่ในกำมือของคุโระในตอนนี้เท่านั้น 

ชื่อของผู้ชนะถูกป่าวประกาศ คุโระก็เดินลงจากเวทีทันที 

รายชื่อผู้เข้าแข่งคนต่อไปก็ถูกเรียก และมีผู้ชายสองคนที่เดินสวนทางกับคุโระไปโดยที่คุโระนั้นไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยแม้แต่น้อย 

คุโระหยิบเอาหนังสือออกมาจากเวทมิติของตนแล้วอ่านมันในระหว่างที่เดิน หนังสือเล่มนี้นั้นเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างที่เป็นตำนาน 

เหตุผลที่ไกอามาที่นี่เพราะเธอต้องมาทำงานตามคำสั่งของอเดล และยัยนั่นเหมือนจะต้องการพลังอะไรบางอย่าง คุโระจึงต้องตามหาหนังสือเก่าๆ มาเพื่ออ่านหาข้อมูลที่ตนไม่รู้จัก 

ชิ้นส่วนของ ‘วิญญาณแห่งดวงดาว’ คุโระได้ยินมาแบบนั้น แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรอยู่ดี 

“ชนะอย่างท่วมท้นเลยนะ” 

เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็เจอมามิยะที่ยืนเฝ้ารออยู่ก่อนแล้ว ถัดจากเธอก็คือมาริเอะที่เข้ามาแสดงความยินดีด้วย 

แต่สำหรับคุโระนั้น เขาไม่ได้ดีใจแม้แต่น้อย แต่มาริเอะก็รู้สึกดีใจแทนเขาอยู่ดี 

“ให้ฉันไปซื้อน้ำมาให้ไหม? ” 

“ไม่หรอก ชั้นว่าจะไปเอง แค่ไม่รู้ทางเท่านั้น” 

เพราะแบบนั้นมามิยะจึงจะไปด้วย แต่มาริเอะก็ไม่น้อยหน้า พวกเธอทั้งคู่ต่างพากันควงแขนของคุโระและพากันเดินออกจากห้อง 

พร้อมกับสายตาที่ทิ่มแทงไปยังเขา ในตอนนี้คุโระเริ่มมีชื่อเสียง แม้ส่วนมากจะเกลียดชายไร้ชื่อที่เอาชนะประธานได้ก็ตาม แต่เขาก็แข็งแกร่งจริงๆ  

แม้จะมีฝั่งที่ยอมรับว่าคุโระแข็งแกร่ง แต่ก็มีฝั่งที่คิดว่าเขาเล่นกลโกงอะไรบางอย่าง อีกทั้งคุโระก็ค่อนข้างสนิทกับมามิยะและมาริเอะ นั่นทำให้พวกเขาค่อนข้างจะอิจฉาเพราะทั้งคู่เป็นผู้หญิงที่สวย 

และด้วยทรงผมที่สั้นเข้ากับรูปร่างของมามิยะ ทำให้เธอทวีคูณความน่ารักขึ้นไปอีก มาริเอะตอนที่เห็นครั้งแรกเธอก็รู้สึกหลงใหลในตัวของมามิยะเช่นกัน 

แต่ด้วยนิสัยของทั้งคู่ที่ไม่ชอบข้องแวะกับผู้ชาย ในกรณีของมาริเอะนั้นเพราะเธอมีคู่หมั้นอย่างเป็นทางการ แต่ว่ามามิยะนั้นแสดงทีท่ารังเกียจผู้ชายทุกชายทุกคนที่เข้าใกล้ แม้จะมีท่าทีหวาดกลัวต่อบุตรคนรองของตระกูลบลอซซัมก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม คุโระที่มีทั้งสองเข้ามาเกาะแกะนั้นย่อมทำให้หลายๆ คนคิดไปในทิศทางเดียวกัน 

แต่ทั้งสามไม่ได้รู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย 

เมื่อมาถึงตู้กดน้ำ คุโระก็หยอดเหรียญแล้วกดเลือกน้ำที่ต้องการ แต่ไม่ใช่ขวดเดียว แต่เขากดมาถึงสามเพื่อให้สองคนที่มาด้วยกันได้ดื่มไปด้วย 

อย่างน้อยก็ถือเป็นน้ำใจ แม้จะยังไม่ดื่ม แต่หลังจากที่เข้าแข่งแล้วชนะมาได้ก็ต้องดื่มอยู่ดี แต่ทั้งสองก็เปิดขวดดื่มไปเล็กน้อย ผิดกับคุโระที่ดื่มรวดเดียวหมดขวดแล้วกดซื้อขวดใหม่เพิ่มเติม 

“กดไปเยอะๆ แล้วใส่ในเวทมิติเอาไว้ก็ได้นี่? ” 

“ถ้าทำแบบนั้นก็จะไม่ได้มาเดินแบบนี้อีกน่ะสิ แต่ถ้าเทียบเรื่องเวลาแล้วก็คงไม่มีเวลามาเดินเล่นแบบนี้บ่อยนัดแหละนะ” 

คุโระพูดแล้วกดน้ำเพิ่มเป็นสิบขวด จากนั้นเขาก็โยนขวดทั้งหมดเข้าไปในเวทมิติ แล้วหยิบเอากล่องที่เต็มไปด้วยมันฝรั่งทอดออกมา 

เขานั่งลงที่ม้านั่งแล้วเปิดกล่องที่มีกลิ่นหอมของมันฝรั่งทอดอยู่ พร้อมหยิบเข้าปากในทันที 

“ไม่เร็วไปหน่อยเหรอคะ? ” 

“ชั้นมันเผาผลาญพลังงานเยอะ และถ้าจะนั่งตรงนั้นก็เขยิบเข้ามาหน่อย เพราะชั้นเองก็เพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกัน” 

คุโระร้องทัก นั่นทำให้มาริเอะรู้สึกประหลาดใจ แต่เมื่อเธอหันหน้ามองไปทางที่เธอกำลังจะนั่ง ก็เห็นเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่ง 

ผมสีน้ำตาลแดงเปียสองข้าง ใบหน้าสวยงามและทวีคูณด้วยแว่นที่เธอสวม ข้างๆ ของเธอนั้นเป็นดาบใหญ่ที่ไม่คิดว่าหญิงสาวอย่างเธอจะยกได้ แม้ว่าเธอจะมีส่วนสูงเกือบหนึ่งจุดเจ็ดเมตรก็ตาม 

เธอเหลือบตามองมาทางคุโระที่ไม่ได้สนใจเธอ ในมือถือหนังสือขนาดเล็กเท่าฝ่ามือที่มีปกสีสันสดใสไว้ 

เธอปิดหนังสือในมือ แล้วเดินมาอยู่ตรงหน้าของคุโระ 

“นายน่ะ” 

เธอเรียกทัก แต่คุโระก็ทำแค่มองไปที่เธอเท่านั้น 

“... ใช้ศาสตร์เวทได้ด้วยงั้นสินะ? ” 

“ตาฝาดรึเปล่า เธอน่าจะเช็ดแว่นของเธอหน่อยนะ” 

แต่เขาปฏิเสธอย่างหน้าด้านๆ แต่กระนั้นหญิงสาวคนนี้ก็ไม่ลดละในการจะซักไซ้ 

“ฉันเห็นปฏิกิริยาของมานา นายใช้ศาสตร์เวทได้ ...ไม่สิ เมื่อกี้นายใช้ศาสตร์เวทสินะ” 

(ยัยนี่บอกว่าเห็นปฏิกิริยาของมานางั้นเหรอ?)  

น้อยคนที่จะเห็นการเคลื่อนไหวของมานา แม้คุโระเองถ้าไม่เพ่งสัมผัสก็จะไม่สามารถรับรู้ได้เลย 

ผู้หญิงคนนี้ มีพรสวรรค์ในด้านเวทมนตร์อย่างน่าเหลือเชื่อ 

แต่ว่า… 

(ในโลกที่ไม่มีเวทมนตร์ เพราะอะไรยัยนี่ถึงได้รู้จักมานากัน?)  

“มืดมนและจืดจางสมกับที่เขาลือกันเลยนะคะ ฉันไม่ทันได้สังเกตเลยค่ะ” 

“ฉันสัมผัสถึงเธอไม่ได้เลย ถ้าเป็นนักฆ่าล่ะก็ ฉันตายเอาจริงๆ เลยนะ” 

“ไม่หรอก ถึงจะสัมผัสได้ยาก แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็พบ แถมถ้าเป็นนักฆ่า เธอก็ฆ่าคนโดยไม่มีจิตสังหารไม่ได้ และถ้ามีจิตสังหาร ต่อให้เป็นมาริเอะก็สามารถหลีกเลี่ยงได้เหมือนกัน” 

คุโระพูดแบบนั้นมาริเอะและมามิยะก็พยักหน้ารับเข้าใจ 

“แต่ เธอรู้จักยัยนี่ด้วยงั้นเหรอ? ” 

เมื่อได้ยินแบบนั้น หญิงสาวก็แนะนำตัวเอง 

“ไวส์เคาต์ โรส สการ์เล็ต ลาออส บุตรคนโตของตระกูลหลักของตระกูลลาออส” 

ชื่อของโรสถูกกล่าวถึงก่อนที่จะเริ่มแข่งในคู่แรก เธอคือบุคคลที่มีฝีมือเทียบเคียงกับมาริเอะ 

“แม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่ได้บอกไป แต่คนคนนี้ก็เคยถูกทาบทามให้เข้าร่วมสภานักเรียน และเคยถูกนำชื่อไปเข้าชิงตำแหน่งประธานด้วยนะคะ ถึงแม้จะแพ้ประธานทอร์เทอร์ทั้งการต่อสู้และตำแหน่งประธานนักเรียนก็ตาม แต่ว่าในหนึ่งปีมานี้ข่าวลือเกี่ยวกับตัวเธอค่อนข้างจางหาย ในระยะเวลาหนึ่งปีนี้ เธออาจจะแข็งแกร่งกว่าประธานนักเรียนก็ได้นะคะ” 

“ฉันไม่สนใจอะไรแบบนั้นหรอก ที่ฉันสนใจน่ะ” 

เธอแสดงสีหน้าเคลือบเลิ้มและเอื้อมมือมาแตะคุโระ 

“ฉันสนใจแค่นาย คนที่ใช้ศาสตร์เวทได้ เหมือนกับฉัน! ” 

คิ้วของมามิยะกระตุก 

“ยัยผู้หญิงที่เพิ่งจะมีบทนี่ กำลังมาแย่งที่ฉัน! ” 

“ใจเย็นก่อนค่ะคุณมามิยะ” 

มามิยะโวยวายและพยายามเข้าไปแยกโรสออกจากคุโระ แต่มาริเอะก็ล็อกตัวเองไว้เพราะคงไม่จบและแยกตัวออกจากกัน แต่เธอคงหาเรื่องโรสอย่างแน่นอน 

“ศาสตร์เวทน่ะสรรค์สร้างได้ทุกอย่าง แทนที่จะควบคุมเปลวเพลิง มันสามารถสร้างได้กระทั่งระเบิดจากอากาศที่ว่างเปล่า เพียงแค่เราจินตนาการ! ” 

“ก็ไม่ผิด แต่ก็ใช่ว่าจะถูกล่ะนะ” 

(ดูเหมือนจะไม่ได้รู้จักเวทมนตร์ แต่เป็นเพียงแค่ศาสตร์เวทสินะ)  

พอคุโระพูดแบบนั้น เธอก็มองเขาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับมีคนเข้าใจในตัวของเธอ 

เธอเข้าไปกุมมือของคุโระแล้วพูดขึ้น 

“ถึงจะเร็วไปหน่อย แต่ทำไมเราไม่มาหมั้นแล้วแต่งงานกันเลยล่ะ ลูกของพ่อแม่ที่ใช้ศาสตร์เวทได้ ในอนาคตเด็กคนนั้นต้องเป็นผู้ใช้ศาสตร์เวทที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกที่ไม่มีศาสตร์เวทใบนี้ ใช่ นักปราชญ์คนแรกของโลก! ” 

“เลิกฝันเฟื่องแล้วกลับสู่ความเป็นจริงเถอะ” 

พอได้ยินแบบนั้น โรสก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นหน้านิ่งดังเดิม 

“ว่ายังไงนะ? ” 

“เธอคิดว่าศาสตร์เวทมันทำได้ทุกอย่างรึไง? ขอโทษทีแต่ศาสตร์เวทน่ะทำไม่ได้ทุกอย่างหรอก แม้แต่ผู้ใช้ศาสตร์เวทที่แข็งแกร่งที่สุดก็ฟื้นฟูสิ่งที่ขาดหายไปไม่ได้ ไม่สามารถควบคุมภัยพิบัติได้ และศาสตร์เวทก็ส่งผลถึงตัวผู้ใช้เองอีกด้วย” 

คุโระชี้ไปที่โรสแล้วพูดขึ้น 

“ต่อให้เธออยากจะเป็นหรือฝึกฝนแค่ไหน ขีดจำกัดของเธอก็มีแค่เวทระเบิดที่เธอฝึกแทบเป็นแทบตายนั่นเท่านั้นแหละ” 

คุณสมบัติธาตุของโรสถูกเปิดเผย ไฟ นั่นคือคุณสมบัติธาตุของเธอ 

“นายรู้ได้ยังไง? ” 

“เธอไม่จำเป็นต้องรู้” 

คุโระลุกขึ้นยืนแล้วเข้าไปหาเธอ 

“หมดเวลาพักแล้ว ชื่อของเธอกำลังจะถูกเรียก” 

และชื่อของโรสก็ถูกเรียกออกมาจริง เธอจึงเดินไปหยิบดาบใหญ่ของเธอ แล้วเดินลากมาทางคุโระ 

“อย่าได้ใช้ศาสตร์เวทนั่นในการแข่งล่ะ” 

“ต่อให้ไม่ใช้ ฉันก็เอาชนะทุกคนได้” 

เธอเหลือบตามองคุโระ ลากไปถึงมามิยะ โดยที่ไม่มีมาริเอะอยู่ในสายตาเลย 

“ฉันจะรอนายที่รอบรองชนะเลิศ เมื่อถึงตอนนั้นมาสู้กัน ถ้าฉันชนะ นายต้องมาเป็นของฉัน” 

“ขอปฏิเสธ ไม่มีเหตุผลที่ชั้นต้องเดิมพันกับเธอ” 

“กลัวแพ้รึ? ” 

เธอหยุดแล้วหันมามอง คุโระเงยหน้าแล้วมองเธอด้วยท่าทีที่เหนือกว่า 

“ชั้นไม่คิดจะแพ้ใครก็ตามในการแข่งครั้งนี้ และไม่มีทางแพ้ด้วย” 

ได้ยินแบบนั้นโรสก็แสยะยิ้มทันที 

“ถ้าฉันชนะนายต้องเป็นของฉัน ถ้าฉันแพ้ ทุกสิ่งทุกอย่างของฉันจะเป็นของนาย” 

“ชั้นไม่ต้องการ” 

“นายนี่น่าสนใจจริงๆ ” 

โรสเดินลากดาบของตนไปยังสนามแข่ง ส่วนคุโระและสองสาวก็นั่งลงที่ม้านั่งแล้วกินมันฝรั่งทอดกันต่อ 

“ถ้ารับเงื่อนไขนั้น นายก็จะได้สาวมาครองอีกหนึ่งเลยนะ” 

มามิยะพูดพลางเคี้ยวมันฝรั่งทอดอย่างเอร็ดอร่อย 

“ไม่จำเป็น ถ้ายัยนั่นรู้สึกชอบชั้นเข้า มันก็เป็นเรื่องของยัยนั่น แต่ถ้าไม่ เธอก็ควรไปอยู่กับคนที่เธอชอบ ไม่ใช่ถูกผูกมัดด้วยเงื่อนไขที่เธอเป็นคนตั้งขึ้นแบบนั้น” 

คุโระพูดแบบนั้น ทั้งสองก็เห็นดีด้วย 

“นี่คุโระ” 

คุโระหันไปทางมาริเอะ 

“ถ้าหากว่าฉันชนะคุณมามิยะได้ คุณจะรับฉันเป็นภรรยาไหมคะ? ” 

มาริเอะมองคุโระด้วยสีหน้าที่เขินอาย จนมามิยะถึงกับต้องเอามือปิดปากเพราะตกตะลึง 

“ถ้าเธอชนะ ชั้นจะไปสู่ขอเธอจากพ่อและแม่ของเธอ” 

คำตอบนั้นทำให้เธอยิ้มออกมาอย่างดีใจ 

“แต่ถ้าเธอแพ้ ต่อให้ต้องหนีไปสุดขอบโลก ชั้นก็จะลักพาตัวเธอออกมาจากที่นั่นอยู่ดี” 

และคำพูดนั้นทำให้เธอตื้นตันใจเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้น เธอก็ส่ายหน้าปฏิเสธ 

“ถ้าฉันแพ้ คุณไม่ต้องมาลักพาตัวฉันหรอกค่ะ แต่ว่า ฉันจะขอร้องให้คุณช่วยเหลือแทน จะได้ไหมคะ? ” 

“... แน่นอน ทั้งชั้นและมามิยะจะช่วยเธออย่างสุดความสามารถ เพราะเรื่องของเธอคือเรื่องของพวกเราทุกคน” 

คุโระลูบหัวให้มาริเอะที่ยิ้มดีใจ มามิยะก็เข้าไปกอดเธอด้วยความสนิทสนมและเอ็นดู 

หลังจากนั้นไม่นานชื่อของมามิยะก็ถูกเรียก และหลังจากนั้นสักพักก็ถึงคิวของมาริเอะ 

คุโระเดินกลับไปที่ห้องพัก เมื่อเปิดประตูสายตาทุกสายตาในห้องก็หันมามองที่คุโระเป็นตาเดียวกัน 

สองในนั้นคือโรสและมามิยะที่ชนะรอบแรกมาได้อย่างง่ายดาย คุโระนั้นเดินไปหามามิยะโดยมีทุกสายตาคอยจ้องมองเขาอยู่ 

แต่แค่ไม่นานมาก โรสก็กลับไปอ่านนิยายของตนต่ออีกครั้ง แต่คนอื่นๆ ที่ผ่านพ้นรอบแรกมาได้แล้ว รวมไปถึงคนที่ยังไม่ได้เข้าแข่งก็พากันจ้องมองคุโระที่ไปนั่งข้างๆ มามิยะ 

ทั้งคู่จู๋จี๋กันโดยไม่สนสายตาใคร ไม่นานมาริเอะก็กลับมาพร้อมกับชายสองคนที่กำลังเดินออกไป 

ในห้องนี้ ถ้าไม่นับโรส มามิยะและมาริเอะ ก็มีผู้หญิงอยู่แค่สามคนเท่านั้น เรียกได้ว่าอัตราส่วนผู้ชายและผู้หญิงนั้น ผู้หญิงมีน้อยกว่ามาก 

กลับมาที่มาริเอะ เมื่อมาถึงเธอก็กวาดสายตามองเพื่อหาตัวคุโระและมามิยะ ในระหว่างนั้นเธอก็มองไปทางคู่หมั้นของเธอ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สังเกต ทำให้เธอจึงมองไม่เห็นเขา 

หลังจากที่เจอคุโระ เธอก็ยิ้มออกมาแล้วเดินเข้าไปหาเขา แล้วนั่งลงที่ข้างๆ เขาทันที 

“ฉันชนะล่ะค่ะ อย่างง่ายดายเลย” 

“ทำได้ดีนี่ สมแล้วที่เป็นอาจารย์ของชั้น” 

“พูดเกินไปแล้วค่ะ ระดับฉันยังต้องฝึกอีกมากค่ะ” 

“ไม่เกินไปหรอก คุณมาริเอะน่ะแข็งแกร่งขึ้นมากเลยนะ” 

ที่ห้องพักนั้นมีจอมอนิเตอร์อยู่ ทำให้สามารถดูการแข่งของแต่ละคนได้ แม้ว่าคุโระจะไม่ได้ดูของมามิยะและโรส แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น 

การเคลื่อนไหวของมาริเอะในตอนนี้นั้น แทบจะถอดแบบมาจากคุโระแทบทั้งหมด มาริเอะ มามิยะและริเรียนั้นสอนคุโระในเรื่องพลาน่า ศาสตร์และทักษะการใช้ดาบ ทำให้การเคลื่อนไหวในการใช้ดาบของเขากระชับขึ้นและเปิดช่องว่างน้อยลง 

ในทางกลับกัน มามิยะนั้นก็เรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวจากคุโระพร้อมๆ กันกับมาริเอะ ทั้งคู่จึงมีการเคลื่อนไหวไม่ต่างจากคุโระมาก 

อีกทั้งมาริเอะก็มีทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเพิ่มเติมเข้ามา ถ้าดวลหมัดกันตัวต่อตัว ก็ยากที่จะเอาชนะเธอได้ 

อย่างไรก็ตาม ด้วยคำชมทำให้เธอรู้สึกเขิน เธอก็เข้าไปกอดแขนของคุโระอย่างเขินอายและดีใจ 

การกระทำของเธอทำให้คู่หมั้นของเธอ บุตรคนโตของตระกูลบลอซซัมไม่พอใจ และด้วยความกลัว บุตรคนรองก็ไม่กล้าเข้าใกล้มามิยะ 

มามิยะในตอนนี้ไม่ได้กลัวเขาอีกต่อไป หากเข้าใกล้สุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะถึงตายได้โดยไม่รู้ตัว 

ที่เธอไม่กลัว นั่นเพราะมีคุโระอยู่เคียงข้าง เธอจึงระงับความกลัว และแสดงด้านมารร้ายของเธอได้อย่างเต็มที่ นั่นทำให้ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับเธอเลยแม้แต่คนเดียว 

เมื่อวานนี้มีครั้งหนึ่งที่เขาเข้ามาหามามิยะในตอนที่คุโระไม่อยู่ แต่ทันทีที่เข้าในระยะอันตรายของมามิยะ เธอก็ตวัดดาบหวังจะตัดคอเขาในทันที 

โชคยังดีที่เขาไม่ได้เข้าไปหาอย่างรวดเร็ว ทำให้ปลายดาบถาดคอของเขาไปแค่เล็กน้อยเท่านั้น 

นั่นทำให้เขาไม่กล้าเข้าใกล้เธอ เพราะในตอนนี้มามิยะนั้นไม่ใช่นางฟ้า แต่เป็นจอมมารต่างหาก 

แต่ความกลัวของบุตรคนรองไม่ได้ทำให้บุตรคนโตรู้สึกกังวลแต่อย่างใด เขาเดินเชิดหน้าเข้ามาหามาริเอะในทันที 

“กระทำตัวน่ารังเกียจจังนะ เอิร์ลซิลฟอร์ด” 

ได้ยินแบบนั้นมาริเอะก็หันหน้าไปทางบุตรคนโตในทันที 

“มีธุระอะไรงั้นหรือคะ เอิร์ลบลอซซัม? ” 

“ข้าจะมาคุยกับว่าที่ภรรยาของข้าไม่ได้หรือไง? และว่าที่ภรรยาที่ข้าหมายถึง ก็คือเจ้า” 

“ฉันจะไม่เห็นได้ว่าไปตกลงที่จะแต่งงานกับคุณตั้งแต่เมื่อไร” 

มาริเอะไม่ได้สนใจบุตรคนโตเลยแม้แต่น้อย มาริเอะกอดแขนของคุโระแน่นขึ้นและซบไปที่ไหล่ของเขา 

“คนที่ฉันอยากแต่งงานด้วยในตอนนี้ คือคนคนนี้ต่างหากค่ะ” 

“ถ้างั้นแต่งงานพร้อมกันเลยไหม? แต่ได้ยินมาว่าภรรยาของคุโระเยอะนะ” 

“ไม่มีปัญหาค่ะ ตราบเท่าที่ได้อยู่ด้วยกัน จะเป็นคนที่เท่าไรฉันก็ไม่ขัดข้องใดๆ ค่ะ” 

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อวาน ในวันเดียวอะไรๆ ก็พัฒนาไปมากขึ้น เป็นหนึ่งวันที่เหมือนกับหนึ่งเดือนของหลายๆ คนเลยด้วยซ้ำ 

แต่คนที่ไม่เข้าถึงความสัมพันธ์ของทั้งสามอย่างบุตรคนโตของตระกูลบลอซซัมก็ทำสีหน้าหงุดหงิดและพูดออกมาด้วยวาจาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ 

“เจ้าเป็นคู่หมั้นของข้าตามกฎหมาย แต่กลับไปสุงสิงอยู่กับผู้ชายอื่น หน้าด้านอีกทั้งยังแพศยา เจ้าเป็นขุนนางจริงงั้นหรือ? ” 

“ที่ฉันต้องหมั้นกับทางคุณนั่นเป็นเพราะตระกูลของฉันค่ะ และคุณเป็นคนขอหมั้นมา แม้ฉันจะปฏิเสธไปแต่เป็นฝ่ายท่านพ่อท่านแม่ของฉันที่ยอมรับ ดังนั้นความผิดนี้มิใช่ของฉันแต่เป็นของท่านพ่อกับท่านแม่ของดิฉันค่ะ” 

มาริเอะปฏิเสธไปหลายครั้งเพราะเรื่องข่าวลือที่ไม่ดีของชายคนนี้ แต่ทางครอบครัวก็ยังยืนยันจะให้มาริเอะหมั้นและแต่งงานไปโดยไม่สนใจความสมัครใจเลยแม้แต่น้อย 

ใช่ว่าจะไม่สนใจไยดี แต่กับพ่อและแม่ที่เห็นแก่ชื่อเสียงมากกว่าความต้องการของลูก มีหรือที่เธอจะไม่รู้สึกผิดหวังและเสียใจ 

เพราะแบบนั้นทำให้เธอค่อนข้างจะเอาแต่ใจและเย่อหยิ่ง ทั้งที่ควรเป็นเช่นนั้นแต่เธอกลับไม่ชอบในสิ่งที่ตนทำ และกลายเป็นคนที่ไม่คู่ควรแก่การเป็นขุนนาง 

ตั้งแต่ที่เธอได้รู้จักกับมามิยะ เธอก็ใช้ชีวิตได้ดีมากขึ้น อีกทั้งยังแข็งแกร่งมากพอที่จะปกป้องตัวเองได้ และคิดที่จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก 

แม้เธอจะไม่สามารถต่อกรกับฝ่ายบุตรคนรองได้มากนัก แต่ฝีมือและความสามารถของเธอในตอนนี้อยู่เหนือกว่า แม้จะแพ้ทางเรื่องธาตุก็ตาม 

บุตรคนรองนั้นมีคุณสมบัติธาตุคือลม ส่วนมาริเอะคือน้ำแข็ง แม้จะไม่ได้แพ้ทางขาด แต่ก็ใช่ว่าจะสู้ได้ไหว 

เพราะเร็วไม่เท่า ทำให้เธอไม่สามารถป้องกันการโจมตีจากบุตรคนรองได้ และอีกเหตุผล เพราะเธอนั้นกังวลในความสัมพันธ์กับพี่ของเขา บุตรคนโตนั่นเอง 

แต่ตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีกแล้ว อีกทั้งยังแสดงท่าทีต่อต้านบุตรคนโตของบลอซซัมอีกด้วย 

“ข้าจะทำให้เจ้ารู้ถึงจุดยืนของตัวเจ้าเอง” 

“จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะค่ะ คุณไม่แม้แต่จะมีค่าอะไรในสายตาฉันเลยแม้แต่น้อย” 

มาริเอะทอดสายตาไปมองเขาแล้วแสยะยิ้มออกมา 

“กับคนที่ไม่เคยชนะฉันได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวอย่างคุณน่ะ ไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย” 

“นั่นมันเป็นเรื่องในอดีต” 

“แล้วคิดว่าฉันจะเป็นแบบเดิมตลอดไปงั้นหรือ? ไม่ต้องห่วงหรอก ต่อให้พวกคุณสองคนก็ไม่ใช่คู่มือของพวกเราเลยแม้แต่คนเดียว” 

“เจ้าจะบอกว่าข้าอ่อนแอกว่าเจ้างั้นหรือ?” 

ไม่ใช่บุตรคนโต แต่เป็นบุตรคนรองที่คุโระเรียกแทนเจ้าตัวว่าเจ้าหัวฝอยขัดหม้อ เขาไม่หวั่นเกรงซ้ำยังกร่างทำทีจะหาเรื่องคุโระซ้ำซ้อน 

แม้จะเจอความเย็นชาของมามิยะและความน่ากลัวจากคุโระ เขาก็ยังใจแข็งมาหาเรื่องอยู่ 

นั่นเป็นความแค้นที่หาได้ยากยิ่ง 

“กับคุณที่หลงระเริงในพลังที่ตัวเองมี มีรึจะสู้ฉันที่ฝึกฝนอยู่ตลอดได้ … นั่นสินะ สำหรับคุณน่ะมันเป็นหนึ่งวันที่ไร้ค่า แต่สำหรับฉันแล้วมันช่างแตกต่างนัก” 

มาริเอะชูนิ้วขึ้นมาสี่นิ้ว 

“สำหรับคนอย่างคุณ แค่สี่นาทีก็เพียงพอแล้วค่ะ” 

“อวดดีนักนะ” 

“พูดกันจบรึยัง?” 

หลังจากฟังอย่างเงียบเชียบมานาน คุโระก็เปิดปากพูดขึ้น 

น้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความสนอกสนใจ แต่ก็แฝงอารมณ์ความรู้สึกรำคาญอย่างเต็มที่ 

“หุบปากไปซะ นี่ไม่ใช่ธุระอะไรของแก” 

“แกนั่นแหละหุบปาก เพราะชั้นไม่อยากได้ยินเสียงมดปลวกอย่างแกหรอกนะ” 

คุโระสะบัดมือไล่สองพี่น้องบลอซซัมไป แต่พวกนั้นกลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเสียแทน 

“แกว่ายังไงนะ? ” 

“แกหูหนวกเหรอ? ชั้นพูดว่าชั้นไม่อยากได้ยินเสียงโง่ๆ จากคนกระจอกอย่างพวกแกเพราะฉะนั้นไสหัวไปให้พ้นๆ สักที หรือต้องให้ชั้นถีบส่งดีล่ะ? ” 

คุโระทำท่าทางขับไล่อีกครั้ง แต่ทั้งคู่กลับชักดาบออกมาชี้ใส่คุโระที่นั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะสนใจมองด้วยซ้ำ 

แม้มามิยะจะไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่มาริเอะนั้นไม่ใช่ 

เธอลุกยืนขึ้น แล้วสะบัดมือไล่อย่างรุนแรงด้วยความโกรธของเธอ 

“ใครอนุญาตให้แกทั้งคู่ ชี้ดาบนั่นใส่คุโระของฉันกัน หา?! ” 

ไอหนาวที่เย็นยะเยือกค่อยๆ คืบคลานเข้าหาทั้งสองคน มันค่อยๆ แช่แข็งทั้งคู่ทีละนิด และพวกนั้นก็ไม่สนมารถป้องกันอะไรได้ 

โรสที่แอบสอดส่องก็เข้ามาแทรกด้วยการใช้ดาบของเธอกั้นระหว่างมาริเอะและสองพี่น้องบลอซซัม 

“ถ้าจะมีปัญหากัน ก็เชิญไปเคลียร์กันข้างนอก” 

คำพูดของคนที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงโดดเด่นอย่างโรสนั้นไม่ได้เข้าหูทั้งสองฝ่ายมากนัก 

แต่ว่าความสามารถของเธอนั้นใช้ข่มขู่ฝั่งสองพี่น้องนั้นได้ดีเลยทีเดียว 

“ครั้งนี้พวกแกรอดไปนะ” 

“แกต่างหากที่รอดตัวจากการแข็งตายไปได้ทัน” 

คุโระยังคงสะบัดมือไล่เช่นเดิมโดยไม่แสดงท่าทีอื่นเลยแม้แต่น้อย 

เมื่อสองพี่น้องนั่นยอมถอย มาริเอะก็นั่งลงแล้วเข้าไปจู๋จี๋กับคุโระต่ออีกครั้ง 

“เมื่อกี้นี้คือเวทมนตร์งั้นเหรอ? ” 

“ไร้สาระน่า นั่นมันแค่ผลกระทบของพลาน่าที่รุนแรงเท่านั้น” 

ใช่แล้ว มันยังไม่ใช่เวทมนตร์ ก็แค่ยังล่ะนะ 

หากเป็นเวทมนตร์ เวลาเพียงแค่นี้ก็จะแช่ไปได้ทั้งตัวแล้วด้วยซ้ำ นี่น่ะเป็นเพียงแค่การควบอากาศให้เยือกแข็งในอุณหภูมิที่ติดลบเท่านั้น 

แต่เพราะภาพลักษณ์ของโรส ทำให้คนอื่นๆ คิดว่าเธอเป็นบ้ากันไปหมด แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรเลยแม้แต่น้อย 

และแล้วชื่อของคุโระก็ถูกเรียกขึ้น การแข่งในรอบที่สองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว 

“หลังจากรอบนี้ คู่ต่อสู้ของคุโระคงเป็นบุตรคนโตของบลอซซัมแน่ๆ และคู่ต่อสู้คนถัดไปของคุณมาริเอะก็เป็นบุตรคนรองที่ตามตื๊อฉัน ยังไงก็ต้องชนะให้ได้นะ” 

“ฉันไม่ยอมแพ้หรอกน่า” 

มาริเอะแสดงความตั้งใจให้มามิยะได้เห็น 

หลังจากถูกเรียกชื่อ คุโระก็เดินออกไป และไม่กี่นาทีระหว่างที่สาวๆ คุย เขาก็กลับมาเสียแล้ว 

“เร็วกว่าที่คิดนะ” 

“เผลอแป๊บเดียวก็ชนะเลยเนี่ย โหดร้ายจังนะ” 

“ชั้นว่าชั้นออมมือแล้วนะ” 

คุโระพูดอย่างไม่ใส่ใจ แต่ผู้ที่มองดูการต่อสู้ของเขาอยู่นั้นเริ่มแสดงความกังวลออกมา 

เพราะถึงจะออมมือ แต่คุโระก็กระหน่ำโจมตีใส่อีกฝ่ายจนสลบไปเลยด้วยซ้ำ 

ทั้งๆ ที่ต้องสู้กันด้วยดาบ แต่เมื่อครู่คุโระแทบไม่จับดาบเสียด้วยซ้ำ 

ชื่อของผู้เข้าแข่งเริ่มถูกเรียกขึ้นอีกครั้ง ผู้เข้าแข่งเริ่มออกไปและกลับเข้ามาทีละคู่ ทีละคน  

จนกระทั่ง 

“ไปก่อนนะ” 

เป็นที่ของมาริเอะ 

ศัตรูของเธอคือบุตรคนรองจากตระกูลบลอซซัม ตัวประกอบหัวฝอยขัดหม้อที่ไม่แม้แต่จะมีชื่อเสียด้วยซ้ำ 

อีกฝ่ายมีคุณสมบัติธาตุเป็นธาตุลม ส่วนเธอคือน้ำแข็ง ดูเผินๆ อาจจะไม่ได้เสียเปรียบมากนัก แต่ว่ามันค่อนข้างเด่นชัดเลยทีเดียว 

เพราะนี่ไม่ใช่เวทมนตร์ การเคลื่อนของทั้งคู่จึงเป็นประเภทที่ขัดกันเอง และเป็นมาริเอะที่แพ้ทาง 

หากเป็นเวทมนตร์ ต่อให้มองไม่เป็นสายลม แต่ถ้าควบแน่นอากาศบริเวณรอบๆ ก็สามารถมองเห็นการโจมตี และแช่แข็งศัตรูได้ในพริบตา 

จริงอยู่ที่เสียงนั้นมองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ แต่มันไม่ได้รวดเร็วเมื่อเทียบกับกระสุนปืน กับคนที่ฝึกฝนจนก้าวข้ามมันมาได้ แค่ความเร็วระดับหนึ่งมัค ถ้ามองไม่เห็นก็ต้องไปฝึกมาใหม่ 

ในหนึ่งวันนั้น มาริเอะก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน แน่นอนว่าเธอไม่ได้คิดว่าตนด้อยกว่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้าแล้ว 

แถมยังได้ความบ้าเลือดมาจากคุโระเต็มๆ อีกด้วย 

ในหนึ่งวันนั้นที่ผ่านมานั้น คุโระไม่ได้เข้าเรียน ซึ่งเขาใช้เวลาในการฝึกเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตนไม่เข้าใจอย่างพลาน่า และฝึกฝนทักษะต่างๆ ซึ่งเขาแบ่งเวลาเป็นเช้าและเย็น โดยเว้นช่วงพักแค่ตอนกลางวันเท่านั้น 

ในการฝึกครั้งนั้น มามิยะและมาริเอะเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ นั่นเพราะมามิยะนั้นอยากที่จะแข็งแกร่งขึ้น และมาริเอะเองก็อยากเป็นแบบมามิยะ เพื่อนคนเดียวเพียงของเธอ 

อาจารย์ที่ฝึกให้กับทั้งสาม คือริเรีย ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ทั้งสามรู้จักในตอนนี้ 

กรณีของมามิยะและมาริเอะนั้นแตกต่างจากคุโระ เธอเคยร่ำเรียนวิชาดาบและทักษะดาบรวมไปถึงศาสตร์มาแล้ว ทำให้มีพื้นฐานที่แน่น และกระบวนท่าที่ไม่ซ้ำกัน 

แต่ที่เพิ่มมาคือความแข็งแกร่งที่หาที่เปรียบไม่ได้ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่ริเรียเองก็เพิ่งเคยเห็นนั้น ก็ได้คุโระเป็นคนช่วยฝึกให้ 

กับนักดาบที่ใช้แต่ดาบในการต่อสู้ สู่นักรบที่ใช้ทุกอย่างเป็นอาวุธ ริเรียเองก็สอนการใช้อาวุธชนิดอื่นเพิ่มเติมเผื่อกรณีอาวุธคู่ใจพังลง จะได้ใช้อาวุธรอบกายเสียแทน 

ริเรียนั้นเป็นคนประเภทที่ใช้ทุกอย่างเป็นอาวุธได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่ศาสตราวุธประจำตัวของตนอย่างมยอลเนียร์ 

อีกทั้งยังมีทักษะการต่อสู้มือเปล่าที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่เพราะทักษะการต่อสู้มือเปล่าของริเรียกับสิ่งที่คุโระมีมันแตกต่างกัน จึงแลกเปลี่ยนความรู้กันจนทำให้ริเรียแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น 

และในระหว่างการฝึก เหมือนนิสัยเสียของมาริเอะจะเริ่มแสดงออกมา แต่นั่นกลับเป็นจุดแข็งของเธอ เพราะมันทำให้หญิงสาวใจดีที่อ่อนต่อโลกผู้นี้ กลายเป็นสัตว์ร้ายที่สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งศัตรูที่ยอมจำนน 

อีกทั้งยังมีสกิลปากที่นึกไม่ถึงว่าเป็นสิ่งที่คุณหนูเพิ่งรู้จักเพียงวันเดียวจะมีได้ 

เธอไม่น่าได้ยินคุโระพูดว่า “ถ้าศัตรูหัวเสียจนสูญเสียความเยือกเย็นไปด้วยคำพูดหรือท่าทีดูถูกได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์หน้าโง่ที่มีตามป่าเขา” เลยนะ 

เบื้องหน้าของมาริเอะคือตัวประกอบหัวฝอยขัดหม้อซึ่งเคยเอาชนะเธอมาได้หลายครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่าง 

มาริเอะชี้ดาบเรเปียร์ไปยังศัตรูตรงหน้า จากนั้นเธอก็รอสัญญาณเริ่มการต่อสู้ 

“เข้ามาสิไอ้ลูกหมา” 

คำพูดที่หยาบคายออกมาจากปากขุนนางระดับเอิร์ล!? ทันทีที่เสียงสัญญาณเริ่มได้ดังขึ้น มาริเอะก็พูดกระแทกใส่หน้าศัตรูของเธอที่มียศเดียวกันอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย 

ผู้ชมต่างฮือฮา มีเพียงมามิยะและคุโระเท่านั้นที่กลั้นหัวเราะเอาไว้ 

เมื่ออีกฝ่ายได้ยินก็ฉุนเฉียว โจมตีเข้ามาด้วยคลื่นดาบที่อัดพลาน่าธาตุลมเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม โจมตีใส่มาริเอะอย่างไม่ลังเล 

(อย่างที่เขาบอกจริงๆ เมื่อศัตรูสูญเสียความเยือกเย็นก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์หน้าโง่)  

มาริเอะสามารถหลบการโจมตีที่ปล่อยออกมาชุ่ยๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น 

ในขณะที่มืออีกข้างที่ว่างนั้นกวักมือเรียกให้เข้ามาโจมตีเธอ 

“อะไร มีดีแค่นี้เหรอเจ้าลูกหมา” 

“อวดดีนักนะ! ” 

ไอ้หัวฝอยขัดหม้อเข้ามาโจมตีมาริเอะอย่างรวดเร็ว แต่เธอก็สามารถป้องกันได้ทั้งหมด 

ดาบยาวกับเรเปียร์นั้น หากมองแค่ภายนอกแล้วความรุนแรงของเจ้าหัวฝอยขัดหม้อคงมีมากกว่า 

แต่กลับเป็นว่าไม่สามารถทะลวงปราการตรงหน้าได้เลยแม้ว่าจะมีทั้งการหลอกล่อแล้วก็ตาม 

“ถ้าทำได้แค่นี้ก็ไปนอนกินหญ้าสบายๆ อยู่บ้านของพวกแกดีกว่าไหม หา!? ” 

“นังแพศยา! ข้าจะทำให้เจ้าไม่กล้าปริปากอีก! ” 

มันเริ่มเสียความเยือกเย็นไปทีละน้อย การเคลื่อนไหวค่อยๆ เริ่มเดาได้เรื่อยๆ  

มาริเอะรู้ว่าดาบจะมาจากทางไหน และศัตรูเองก็เป็นประเภทที่ต่อสู้ด้วยอาวุธภายในมือเพียงเท่านั้น 

ดังนั้นเธอจึงคาดเดาการเคลื่อนไหวออกได้จนหมด และเริ่มทำการสวนกลับ 

“มีดีแค่ป้องกันกับหลบริอ่านมาเทียบชั้นกับข้างั้นเรอะ!? ” 

“ฉันให้คุณพูดใหม่อีกทีค่ะ” 

คำหยาบที่พูดมาสลับกับความสุภาพของเธอ ทำให้เธอดูกวนโอ๊ยยิ่งเข้าไปใหญ่ 

แต่ยังไม่ทันจะทำให้หงุดหงิด มาริเอะก็เริ่มโจมตีกลับใส่อีกฝ่ายแล้ว 

ความเร็วของเธอนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าหัวฝอยขัดหม้อเลยแม้แต่น้อย 

จริงอยู่ที่ธาตุของเธอไม่ได้ช่วยให้การเคลื่อนไหวของเธอรวดเร็วขึ้นได้ และพลังกายก็คงไม่มากพอที่จะทำให้เร็วกว่าเสียงได้เช่นเดียวกัน 

ดังนั้นนี่คือบทเรียนจากริเรีย “ถ้ามาถึงขีดสุดของความเร็วที่ทำได้แล้ว ก็ใช้ศาสตร์เป็นบันไดเชื่อมไปสู่ขั้นต่อไปแทนสิ” 

จริงอยู่ที่ธาตุนั้นไม่ทำให้เธอเร็วขึ้น แต่ถ้าเป็นศาสตร์นั้นย่อมเป็นไปได้ 

บังคับให้มันเดินหน้าและถอยหลัง ทันทีที่จบคำสั่งแรก ก็เริ่มคำสั่งที่สอง และวนลูปเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ  

นี่มิใช่คอมโบ แต่เป็นการโกงอย่างหนึ่ง มันทำให้ผู้ใช้นั้นเกิดภาระต่อร่างกายมากก็จริง แต่ว่าเธอจะรวดเร็วยิ่งกว่าเสียงและสายลม เธอใช้ศาสตร์แทงไปข้างหน้า บังคับให้หยุดแล้วดึงกลับมาด้วยศาสตร์ เล็งแล้วปล่อยไปข้างหน้าอีกครั้ง วนลูปไปเรื่อยๆ  

พลาน่าเองก็ใช้เยอะ ร่างกายก็เกิดภาระหนัก แต่ทำไมมาริเอะนั้นถึงยังโจมตีได้ต่ออีกงั้นหรือ?  

เพราะความเข้าใจของคุโระ ทำให้เธอดึงพลาน่ามาใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด 

พลาน่าเปรียบดั่งธาตุที่เดินทางรอบโลก มีการเคลื่อนที่ที่มั่นคงและเด่นชัด เธอสามารถดึงมันจากธรรมชาติมาใช้งานได้ง่ายๆ เพียงแค่ต้องสร้างเส้นทางให้มันเคลื่อนที่มารวมกันอยู่ในตำแหน่งเดียว 

มันไม่ต่างอะไรกับการสร้างเส้นทางเชื่อมสู่ประตูหน้าบ้านของเธอ นั่นทำให้พลาน่าไหลเวียนเข้าหาเธอ และเธอก็จะมีพลาน่าใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด 

แน่นอนมันย่อมมีข้อเสีย ตรงที่ถ้ามีผู้ที่มองเห็นการเคลื่อนไหวของพลาน่า สามารถสัมผัสหรือสังเกตเห็น เธอก็มีสิทธิ์ที่จะถูกขัดขวางและการสูบพลาน่าก็จะไม่เป็นผล 

นั่นแตกต่างจากมานา เพราะการดูดกลืนมานานั้นทำได้ง่าย และคลายได้ยากกว่า และมานาเองก็มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์ ดังนั้นการฟื้นฟูจึงไม่จำเป็นต้องสูบจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว เพราะร่างกายสามารถฟื้นฟูเองได้เช่นกัน 

แน่นอนว่าอัตราการสูบของมานานั้นมีมากน้อยขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและความสามารถของแต่ละบุคคล แต่พลาน่านั้นไม่ใช่ มันจะไหลเข้ามาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับการเผาผลาญ หากใช้มันมากก็เปรียบเหมือนน้ำที่สูบขึ้นมาจากดินแล้วตักใช้อย่างรวดเร็ว จริงอยู่ที่มันจะยังคงเพิ่ม แต่ว่ามันก็ลดลงเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด 

แต่ถ้าใช้ในปริมาณที่ไม่มากไปกว่าการฟื้นฟู ในกรณีนี้ก็เหมือนกันทั้งสองฝ่าย คือมีพลังที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง 

ยืดยาวมามากพอแล้ว ประเด็นต่อจากพลาน่าคือร่างกายของมาริเอะ แน่นอนว่ามันสร้างภาระ ทำให้ตอนนี้ร่างของเธอค่อยๆ จะเสื่อมสลาย 

แต่ว่าพลาน่านั้นสามารถฟื้นฟูความเหนื่อยล้าได้ แม้จะต้องฝืน แต่มาริเอะก็สามารถอดทนได้อย่างยอดเยี่ยม 

จึงไม่เหมือนว่าเธอเสียเปรียบ ซ้ำยังได้เปรียบอีกด้วย เมื่อรวมกับการอ่านการเคลื่อนไหวได้อย่างหมดจดของเธอ นั่นทำให้เธอสามารถโจมตีจุดบอดของมันได้ไม่ยากเย็น 

ดาบของมาริเอะนั้นเข้าจุดบอดของศัตรูอย่างแม่นยำ  

เพราะใช้ดาบจริง ทำให้ศัตรูมีแผลและเลือดไหลเป็นจำนวนมาก 

ร่างกายของเจ้าตัวประกอบหัวหยิกนั่นเต็มไปด้วยบาดแผล และด้วยบาดแผลนั้นทำให้มันอ่อนแรงลง 

ดาบของมาริเอะนั้นไม่ได้เร็วขึ้น แต่การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายกลับช้าลงจนตามป้องกันได้ไม่ไหว และเรื่องหลบก็เป็นไปแทบไม่ได้เลย 

มาริเอะนั้นแตกต่างจากคุโระอยู่อย่าง คือเธอไม่เล่นกับศัตรูไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

การเหยียดหยามศัตรูและเล่นตลกไปกับการต่อสู้นั้น คุโระทำมันเพียงผู้เดียว ด้วยความยโสและแข็งแกร่งเกินต้านทาน ทำให้การแสดงออกในการต่อสู้ของเขานั้นชัดเจน 

และสิ่งที่กระทำ ก็สามารถสร้างความอ่อนแอให้กับศัตรูได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนิสัยเสียของคุโระเสียเอง 

ไม่ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ คุโระก็จะหยอกล้อกับอีกฝ่ายอยู่เสมอ 

แต่มาริเอะนั้นแตกต่าง ถ้าได้โอกาสก็จะไม่ปล่อยไป ไม่มีทางที่เธอจะเสี่ยงให้ศัตรูเตรียมการมาจัดการเธอในระหว่างที่เธอกำลังหยอกล้อกับอีกฝ่ายอยู่แน่นอน 

ดังนั้น เมื่อเห็นได้ว่าเจ้าตัวประกอบตรงหน้าอ่อนแอลง เธอก็เข้าประชิดแล้วเสยหมัดอัปเปอร์คัทไปหนึ่งดอก 

เพราะมัวแต่สนใจดาบที่มองเห็นได้ยาก จึงไม่ได้สังเกตการเคลื่อนไหวของมืออีกข้างเลยแม้แต่น้อย 

เมื่อจุดบอดขยายขึ้น มาริเอะก็กระหน่ำโจมตีอีกครั้ง 

เธอหมุนตัวถีบร่างของเจ้าหัวหยิกลอยปลิวไป แล้วตามไปซ้ำด้วยการเตะเข้าที่ใบหน้าอย่างต่อเนื่อง 

แต่แรงของเธอไม่ทำให้มันออกนอกเส้น และมันคงไม่จบลงโดยง่าย 

เธอขว้างเรเปียร์ในมือเข้าใส่อีกฝ่าย ด้วยความแม่นยำ เรเปียร์ของเธอทะลุเกราะไหล่ที่เธอกระหน่ำโจมตีไปหลายต่อหลายครั้งจนทะลุ 

แม้จะเป็นการขว้างอาวุธ แต่มันก็มีศาสตร์ที่ใช้ขว้างอยู่เช่นกัน แม้ว่าสิ่งที่ขว้างออกไปจะเป็นหอกหรือขวานก็ตาม 

แต่ในเมื่อไม่มีอาวุธแล้ว เธอจะใช้อะไรล่ะ? แน่นอนว่ามือและเท้าของเธอก็เป็นอาวุธที่ดี 

แต่การมีอาวุธ แม้จะมีขนาดเล็ก แต่มันก็เพียงพอสำหรับเธอ 

มาริเอะหยิบมีดออกมาจากหลังเอว แล้วค่อยๆ เดินเข้าไปหาอีกฝ่าย 

“อึ่ก...แกนะแก--- อั่ก! ” 

แต่เมื่ออีกฝ่ายเริ่มออกเสียง เธอก็รุดเข้าหา แล้วใช้เท้าเหยียบเรเปียร์ของเธอที่เสียบทะลุไหล่ของอีกฝ่ายจนแทงทะลุพื้นไป 

“คุณคงคิดสินะ ว่าเวลาแค่วันเดียว ใครจะไปแข็งแกร่งขึ้นได้ทันตากัน? ” 

แล้วเธอก็ขึ้นมา 

“แต่ไม่ใช่กับฉันค่ะ ความรู้ใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดจากพื้นฐานที่มีได้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็ทำให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกอย่าง ที่คุณแพ้ให้กับฉันที่ยังไม่เอาจริงเนี่ย หรือว่าจริงๆ แล้วคุณแค่อ่อนแอ แต่ฉันแค่หวาดกลัวไปเองกันแน่นะคะ? ” 

ศัตรูไม่ได้อ่อนแอ เขาโดดเด่นเรื่องความเร็วจริงๆ แต่ถึงกระนั้นการต่อสู้ที่บ้าบิ่นขจองมาริเอะก็สามารถกำราบลงได้ง่ายๆ เธอต่างหากที่ไม่ปรกติ 

(ไม่คิดเลยว่าจะพัฒนาได้ถึงขนาดนี้ เวลาแค่วันเดียว สิ่งที่สอนก็จำกัดแท้ๆ)  

ริเรียมองในขณะที่หัวกำลังคิด ทำไมมาริเอะถึงแข็งแกร่งอย่างก้าวกระโดดอย่างคาดไม่ถึง 

เวลาแค่วันเดียว ไม่เพียงพอจะฝึกร่างกายเสียด้วยซ้ำ 

คำตอบนั้นมีอยู่อย่างเดียว มาริเอะนั้นแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม แต่วิธีการต่อสู้ต่างหากที่ทำให้เธออ่อนแอลง 

การต่อสู้แบบนี้ ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นมาก 

(ราวกับมามิยะไม่มีผิด)  

ริเรียนึกถึงมามิยะในตอนที่ฝึกซ้อม หากต่อสู้ด้วยวิชาดาบอย่างเดียว มันไม่ทำให้มามิยะดูแข็งแกร่งเลยแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่เล่นด้วยยาก แต่ว่าก็ใช่ว่าจะน่าหวาดกลัว 

แต่เมื่อรวมกับหลายๆ อย่าง มามิยะจึงน่าเกรงขาม จนศัตรูยอมแพ้ในอึดใจ 

“ยอมแพ้เถอะค่ะ คุณน่ะอ่อนแอ ทั้งๆ ที่อ่อนแอขนาดนี้ คิดว่าจะเอาชนะฉันได้เนี่ย ไม่น่าขำไปหน่อยเหรอคะ? ” 

มาริเอะเอียงหัวอย่างน่าสงสัย ในขณะที่ส่งสายตาดูถูกไปทางเจ้าตัวประกอบหัวหยิก 

“แกคิดเรอะว่าข้าจะยอมแพ้ง่า---” 

ยังไม่ทันได้พูดจบ มาริเอะก็ใช้มีดในมือ ตวัดเฉือนไปที่ใต้คางของเขาทันที 

“รีบๆ ยอมแพ้เถอะค่ะ เพราะฉันเอาจริง กฎไม่ได้บอกไว้ว่าห้ามลงมือถึงตายตราบใดที่ยังไม่ประกาศยอมแพ้ และฉันขอบอกเลยนะคะ ขยะอย่างคุณน่ะ ฉันสามารถลบออกไปจากโลกใบนี้ตอนไหนก็ได้ทั้งนั้น” 

มาริเอะจ่อมีดในมือไปที่คอของเขา 

“ยอมแพ้ซะ” 

“อึ่ก … ข...ขอยอมแพ้” 

พอเขาพูดจบ มาริเอะก็ลุกขึ้นพร้อมกับเสียงประกาศชัยชนะจากริเรีย เธอเช็ดมีดแล้วเก็บเข้าไปไว้กลางเอว และดึงเรเปียร์ของเธอที่แทงทะลุไหล่ของเขาออกมา 

“อ๊ากกกกกกกกกกก” 

“เป็นผู้ชายก็หัดทำตัวให้สมกับเป็นผู้ชายหน่อยสิคะ” 

มาริเอะเช็ดคราบเลือด แล้วโยนผ้าเช็ดเลือดนั่นให้กับเขา 

“เลือดของคุณมันสกปรกค่ะ เพราะงั้นฉันยกให้” 

เก็บดาบเข้าฝักแล้วเดินออกจากสนามแข่งไปอย่างเรียบง่าย 

มามิยะไปรอต้อนรับมาริเอะตามประสาเพื่อนสนิท คนอื่นๆ เองก็มองเป็นเช่นนั้น 

แต่ความจริงแล้ว 

“ยินดีด้วยนะที่ชนะมาได้” 

“รางวัลของฉันล่ะคะ?” 

*จุ๊บ* 

มามิยะเข้าจูบมาริเอะ เป็นสองสาวงามกำลังจูบกันอย่างดูดดื่ม คุโระนั้นเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่คิดว่ามันแปลก และกำลังดื่มชาในมืออยู่ 

“ไปนั่งพักกันก่อนเถอะ” 

แล้วก็มานั่งข้างๆ คุโระ พร้อมทั้งโผเข้ากอดแขนของเขา 

“ฉันเหนื่อยจังเลยค่ะคุโระ” 

“ถ้าจะนอนก็ไม่ว่าหรอกนะ” 

คุโระยิ้มให้กับมาริเอะ เพียงเท่านั้นเธอก็พึงพอใจแล้วก็ผล็อยหลับไป 

ฝ่ายบุตรคนโตของเอิร์ลบลอซซัมนั้นยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่หาย ความสงสัยและตกตะลึงนั้นทำให้เขาไม่ได้เข้ามาหาเรื่องอะไรคุโระ 

หลังจากการแข่งของมาริเอะ ผ่านไปอีกสองคู่ก็เถอะคิวของมามิยะ 

“ไปก่อนนะ” 

มามิยะบอกกับคุโระแล้วออกไป ในไม่กี่นาทีต่อมาเธอก็กลับมาอย่างรวดเร็ว 

การต่อสู้ของเธอนั้นจบลงอย่างง่ายด้วยการมองตากันนานกว่าหนึ่งนาที และทันทีที่อีกฝ่ายขยับ เขาก็แพ้ไปเสียแล้ว 

เมื่อจบคิวของมามิยะ ก็ได้เวลาพักกว่าหนึ่งชั่วโมง และริเรียก็มาตามพวกคุโระไป 

“คุโระและสาวๆ ไปหาอะไรกินกันได้แล้ว” 

“แล้วทำไมเธอถึงเข้ามาเรียกชั้นล่ะ” 

“ฉันขี้เกียจมานั่งปฏิเสธอาจารย์ท่านอื่นที่เข้ามาชวนน่ะ มีพวกนายอยู่ด้วยจะได้ไม่ต้องมาปฏิเสธหลายรอบ” 

ก็เป็นดังเช่นที่เธอพูด แต่ว่าอีกสาเหตุนั้นคือเธออยากตรวจสอบร่างกายของมาริเอะเล็กน้อย 

“เหลืออีกสองรอบ ไหวรึเปล่า? อยากให้ดึงเวลาพักให้อีกไหม? ” 

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันฟื้นฟูร่างกายด้วยพลาน่าได้ แต่ว่าความเหนื่อยเนี่ย แค่ได้นั่งพักสักหน่อยก็โอเคแล้วล่ะค่ะ” 

“ถ้าอย่างนั้นจะดึงเวลาไว้ให้ อย่าหุนหันพลันแล่นแบบนั้นอีกล่ะ” 

การใช้ศาสตร์อย่างต่อเนื่องแบบที่มาริเอะทำนั้นแตกต่างมามิยะและคุโระ เธอใช้ศาสตร์หลายชนิดและบังคับให้มันทำงานและหยุดทำงานโดยไม่สนอะไรเลย 

แต่กับมามิยะนั้นไม่ใช่ นั่นคือศาสตร์ต่อเนื่องที่เมื่อมันหยุดทำงานแล้วก็จะทำงานต่ออย่างต่อเนื่อง ไม่ได้บังคับแต่ควบคุมการเคลื่อนไหว ประหนึ่งสกิลที่ใช้อย่างต่อเนื่องกันในเกมออนไลน์บางเกม 

ระหว่างยกเลิกการทำงานของศาสตร์ กับใช้งานศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ผลกระทบนั้นแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะอย่างหลังนั้นไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย 

อย่างไรก็ตาม เวลานั้นใกล้จะเที่ยงวัน จำเป็นจะต้องหาอะไรกินกันก่อน จากนั้นก็พักรอการแข่งนัดต่อไป 

“ทางนี้ครับ” 

เมื่อมาถึงก็เห็นมาเอลมานั่งรอก่อนแล้ว แต่เพราะยังไม่ได้ซื้ออะไรก็เลยกะจะไปซื้อ … นั่นคือสิ่งที่ริเรียคิดเอาไว้ 

“จะไปไหน? ” 

“ก็ไปซื้อมื้อกลางวันไง … อย่าบอกนะ? ” 

“อา ชั้นกับมามิยะช่วยกันทำเมื่อเช้านี้ เพียงพอสำหรับพวกเราห้าคนแน่นอน” 

แล้วคุโระก็นั่งลง พร้อมสองสาวที่นั่งคนละข้าง และริเรียก็ไปอยู่ข้างๆ มาเอล 

คุโระใช้เวทมิติวางอาหารที่มาพร้อมจานบนโต๊ะที่ว่างเปล่า อาหารมีจำนวนหลากหลายอย่างแต่ส่วนมากจะทำมาจากวัตถุดิบเดียวกัน แต่ถ้าปรุงรสแตกต่างกันก็เป็นเมนูที่แตกต่าง และสามารถกินควบคู่กันได้ 

“ถึงจะบอกว่าชั้นทำอาหารอร่อย แต่ใช่ว่าจะทำอาหารได้หลายชนิดหรอกนะ และฝีมือชั้นก็เทียบกับพี่ฮานะหรือคุณยูนะไม่ติดด้วย” 

ฝีมือการทำอาหารของคุโระมักถูกชมอยู่เสมอ แต่เขารู้ตัวเองดี เพราะไม่ได้เข้าครัวบ่อยจะไปเทียบกับฮานะหรือยูนะที่ทำอาหารอยู่เป็นประจำได้อย่างไร 

ส่วนเมนูอาหารก็จำๆ มาทั้งนั้น สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว เมนูที่ไม่ใช้ข้าวกับแป้งค่อนข้างจำกัด แถมไข่ก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ จะทำทงคัตสึ ด้งหรือไข่ม้วนก็ไม่ได้ ส่วนมากจึงเป็นอาหารจำพวกของทอด ผัด ตุ๋น เผาและอบเสียมากกว่า 

อาหารแคลลอรี่สูงพวกนี้ไม่เป็นผลกับคุโระแต่แรก และดูเหมือนสาวๆ เองก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะอย่างไรเสียก็เป็นโปรตีนและไมันเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และอัตราการเผาผลาญก็มากกว่าปรกติอยู่แล้ว  

แต่สำหรับคุโระแล้วมันค่อนข้างน่าเบื่อเล็กน้อย เขาอยากจะกินอะไรที่หลากหลายกว่านี้ เมนูข้าวหรือของทานเล่นที่ใช้แป้งเป็นส่วนประกอบ อย่างไรก็ตามนี่ก็ถือว่ามากมายและหลากหลายพอควรจนอาจจะเลี่ยนได้เลย 

หลังพูดว่า “ทานแล้วนะครับ/คะ” คุโระก็ตักเนื้อหมูป่าตุ๋นที่อยู่ใกล้ๆ เข้าปาก และทุกคนก็เริ่มทานอาหารกัน 

ตามที่ริเรียบอก อาจารย์ท่านอื่นต้องการจะชวนเธอไปทานอาหารด้วย แต่ในเมื่อตามหาตัวไม่เจอพวกเขาก็มายังโรงอาหาร และเมื่อเห็นสิ่งที่ริเรียกำลังทำ หรือกลุ่มที่ริเรียกำลังอยู่ด้วย ก็ตัดสินใจไม่ทักทายแล้วถอยกลับไป 

แล้วเธอก็ยังเป็นเสาหลักที่ทำให้คนอื่นๆ ไม่เข้ามาหาเรื่องคุโระอีกด้วย แม้จะมีคนยอมรับในความสามารถบ้างแล้ว แต่ว่าก็ยังมีคนที่ไม่พอใจอยู่ ปล่อยไว้อาจจะไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าตามเก็บทีหลังก็น่ารำคาญ และเธอคงไม่อยากให้บุคลากรจำนวนลดลงไปอย่างไร้ประโยชน์ด้วย 

นอกจากอาหารก็มีเครื่องดื่ม มีทั้งน้ำเปล่าและชา แม้จะน่าแปลกใจ แต่ที่นี่เองก็มีเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมด้วย 

มีหลายสิ่งที่คล้ายกับโลกเดิม และบางสิ่งที่พัฒนามากกว่าโลกเดิม รวมไปถึงบางสิ่งที่ด้อยกว่าโลกเดิม 

เรื่องวิทยาศาสตร์นั้นแทบไม่ต่างจากโลกเดิมเลย ไหนจะห้องน้ำ ไฟฟ้า ทั้งอุปกรณ์ต่างๆ เรียกได้ว่าหรูหรากว่าที่นู่นเสียด้วยซ้ำ 

แต่สิ่งที่ด้อยกว่าก็คงเป็นเรื่องการปกครองและปัญหาเด็กกำพร้า อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่ธุระอะไรที่คุโระต้องเข้าไปยุ่ง 

หลังจากมื้อเที่ยง คุโระเก็บสัมภาระไชว้ในเวทมิติแล้วนั่งพักที่โต๊ะสักพัก 

ระหว่างนั้นก็มีขนมขบเคี้ยวที่จะมีแค่คุโระกับมามิยะเท่านั้นที่กิน เพราะมาเอลและมาริเอะรู้สึกอิ่ม ส่วนริเรียก็ขอบาย 

ระหว่างที่พักอยู่ ริเรียก็เดินออกไปที่ตู้กดน้ำ 

เธอยืนมองที่ตู้สักพักก่อนที่จะหยอดเหรียญลงไป แล้วเลือกที่จะกดซื้อเบียร์กระป๋องเสียแทน 

“จะดื่มตั้งแต่หัววันแบบนี้ไม่ได้นะ” 

แต่คุโระที่แอบตามมาก็กดอย่างอื่นให้แทน 

น้ำเสียงที่ดูนุ่มนวลกว่าปรกตินั้นทำให้ริเรียสะดุ้งหน้าแดงไปเล็กน้อย แต่เธอที่หันมาเห็นหน้าคุโระก็แสดงสีหน้าแบบเดิม 

“นึกว่าใครที่ไหนซะอีก” 

“จำคนที่นั่งด้วยกันเมื่อครู่ไม่ได้ ได้ยังไงกันเนี่ย? ” 

“เสียงนายเมื่อกี้มันน่าขนลุกมากเลยนะ” 

“นึกว่าจะชอบซะอีก” 

ริเรียผลักคุโระให้ถอยออกไปแล้วหยิบสิ่งที่คุโระกดมาให้ขึ้นมา 

มันคือนมร้อน เธอมองมันที่อยู่ในมือพลางสลับไปมองหน้าของคุโระ 

“แกต้องล้อฉันเล่นแน่ๆ ” 

“ดื่มๆ ไปเถอะ มันช่วยให้สดชื่นในอากาศเย็นๆ แบบนี้นะ” 

ตั้งแต่ช่วงเช้าอากาศก็ค่อนข้างเย็น แม้จะไม่ได้ถึงขั้นหนาว แต่ก็ไม่ได้อบอุ่นมากมาย 

ลมที่พัดเย็นสบายชวนให้นอนพักเช่นนี้ มันพัดแรงขึ้นและอาจไม่สบายได้ ดังนั้นเครื่องดื่มอุ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องการ 

อีกอย่างริเรียก็ดูเหนื่อยๆ แม้จะอยากให้ดื่มอะไรเย็นๆ แต่คุโระกลับเลือกอะไรอุ่นๆ ให้เสียแทน 

“เอาเถอะ ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว” 

แต่ในความคิดของริเรียนั้น เธอคงคิดว่ากำลังถูกล้อเรื่องความสูงอยู่แน่ๆ แต่ตัวของเธอไม่ได้เตี้ยเลยแม้แต่น้อย เธอสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้า เรียกได้ว่าพอๆ กับคุโระเลยด้วยซ้ำ 

คุโระเป็นผู้ชายที่ไม่ได้ตัวสูงมาก แต่ก็ไม่ได้เตี้ย เรียกได้ว่าปานกลางสมส่วน มีกล้ามเนื้อพอประมาณ หุ่นดี หน้าตาดี  

ถ้าเทียบแล้วอาจจะไม่ได้ดูมีเสน่ห์มากนัก แต่สาวๆ ส่วนมากก็มีส่วนสูงไม่ถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกันทั้งนั้น อย่างมามิยะเองก็แค่ร้อยหกสิบปลายๆ มาริเอะก็ไล่เลี่ยกัน มีแค่โรสกับริเรียและไม่กี่คนที่แตะร้อยเจ็ดสิบ 

ส่วนผู้ชาย หากตัวใหญ่หน่อยก็แตะร้อยแปดสิบแล้ว และถ้าตัวใหญ่มากๆ ก็มีถึงร้อยเก้าสิบเลย คนที่มีส่วนสูงแบบคุโระนั้นเรียกได้ว่าทั่วไป 

แต่คนที่จะมีหุ่นที่ยอดเยี่ยมแบบเขานั้นหาไม่ได้ง่ายๆ แค่ยืนเฉยๆ ก็มีเสน่ห์อยู่บ้าง แม้ริเรียจะไม่ได้หลงเสน่ห์ แต่คนรอบๆ นั้นไม่ใช่ 

นอกจากจะไม่สนใจ ริเรียยังลากคุโระให้ออกไปให้พ้นสายตาสาวๆ อีก คงรำคาญที่ถูกมองอยู่ตลอด แม้จะไม่มีปัญหาตอนทานข้าวก็ตาม 

เมื่อกลับมา ทั้งสามก็ยืนรออยู่ที่ทางออก จากนั้นก็เกาะกลุ่มกันเดินกลับไปที่สนามแข่ง ทั้งที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ 

“ถึงจะเร็วไปหน่อย แต่ผมขอตัวก่อนนะครับ” 

มาเอลแยกตัวไปเพราะต้องทำงานในฐานะหน่วยพยาบาล ริเรียเองก็ต้องไปเตรียมตัวที่เวทีอีก สุดท้ายก็เหลือแค่สามคน 

“เหลือเวลาอีกตั้งยี่สิบนาที จะทำอะไรรอดีล่ะ” 

“พักงีบสักหน่อยก็คงดีเหมือนกัน” 

คุโระพูดขึ้นแล้วเดินนำสาวๆ ไปที่ห้องพักผู้เข้าแข่งขัน 

น่าแปลกใจที่ผู้คนหายไปกันเกือบหมด คงจะกลับมาในเร็วๆ นี้ แต่คุโระไม่ได้สนใจเรื่องนั้น 

เขานั่งลงแล้วไขว้ขาพลางกอดอก ตาของเขาปิดลงแล้วก็หลับไปแทบจะทันที 

“...ยังแปลกเหมือนเดิมเลยนะ” 

“นั่นสินะ” 

มาริเอะยังไม่ชินกับสิ่งที่เห็นต่อไปนี้ แต่ใช่ว่ามามิยะจะทำใจชินได้โดยง่าย 

ก็แน่อยู่แล้ว คนที่ไหนจะหลับตาแล้วหลับไปได้ง่ายขนาดนั้น แถมคุโระเป็นพวกระวังตัวตลอด หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาก็พร้อมที่จะตื่นขึ้นมาทุกเมื่อ 

อย่างไรก็ตาม มาริเอะกับมามิยะก็นั่งลงข้างๆ คุโระแล้วพิงร่างของเขาไปทั้งๆ อย่างนั้น 

“ถัดจากรอบต่อไปก็เป็นรอบสุดท้ายแล้วสินะคะ? ” 

“รอบสุดท้ายเหมือนว่าจะต้องสู้กับทุกคนนะ คนแรกที่ฉันเจอคือเธอแน่นอน” 

มามิยะเหลือบสายตาไปยังมาริเอะ 

“ถ้าเราสู้กันแบบเอาจริง คงใช้เวลานานน่าดูเลยนะคะ กว่าที่เราจะตัดสินกันได้” 

“การต่อสู้ของพวกเรา รีบทำให้มันจบในดาบเดียวกันดีกว่าเนอะ” 

“เห็นด้วยเลยค่ะ” 

สองสาวหัวเราะให้กัน ระหว่างที่คุยกันต่อนั้น ประตูก็ถูกเปิดขึ้น 

คนที่เข้ามาคือบุตรคนโตของบลอซซัม เมื่อเขาเข้ามาเขาก็มองไปยังมาริเอะ 

ไม่สนใจมามิยะที่กระทำต่อน้องชายของตนเองเลยแม้แต่น้อย หรือแม้แต่คู่ต่อสู้ที่ต้องเจอในรอบต่อไปอย่างคุโระที่กำลังหลับอยู่ แต่เป็นมาริเอะ 

แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของเขา แสดงให้เห็นว่าจะไม่แพ้ในรอบต่อไป จะต้องชนะและเอามาริเอะกลับคืนมา เป็นสายตาเช่นนั้น 

แต่ว่ามาริเอะนั้นไม่ได้ชอบเขา เธอชอบคุโระและตกลงปลงใจจะตามคุโระไปแล้ว เธอไม่คิดว่าคุโระจะแพ้ด้วย  

มันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วที่เธอจะเชื่อเช่นนั้น ครั้งหนึ่งที่เคยสู้กับบุตรคนโต เธอสามารถเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดาย 

แม้จะเป็นเรื่องที่นานมาแล้ว แต่เธอก็ยังมั่นใจ ว่าเขาไม่มีความสามารถมากพอที่จะเป็นที่น่าหวาดหวั่นหรอก 

แน่นอนว่าเขาเองก็รู้ตัวว่ามาริเอะคิดยังไงกับเขา ทั้งเรื่องของตัวเขาเอง และเรื่องของการต่อสู้ครั้งนี้ 

มือที่สอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง กำลังกำอะไรบางอย่างไว้แน่น เขาเบนสายตาออกแล้วเดินไปอยู่อีกฝั่งเสียแทน 

สักพัก ประตูก็ถูกเปิดอีกครั้ง คราวนี้เป็นโรสที่เดินเข้ามาแทน 

โรสนั้นก็อยากจะตามไปเซ้าซี้คุโระ แต่เพราะสายตาของมามิยะทำให้เธอล้มเลิกไป และในตอนนี้ทั้งคู่ก็จ้องตากันอีกครั้ง 

“นี่เขาหลับอยู่งั้นเหรอ? ” 

“มันไม่เกี่ยวกับเธอ” 

“ใจแคบซะจริง เธอเป็นอะไรกับเขาล่ะ? ” 

“ก็ภรรยาน่ะสิ” 

คำพูดของมามิยะไม่ได้ทำให้โรสตกใจ แต่เป็นบุตรคนโตของบลอซซัมที่อยู่ตรงข้าม 

“แค่เห็นก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ? ” 

“เดี๋ยวนะ แล้วมาริเอะล่ะ? ” 

เขาเลิ่กลั่กถามมามิยะ 

“ก็แน่นอนว่าเธอต้องการเป็นภรรยาของคุโระ แต่ไม่ต้องแปลกใจ ก่อนหน้าที่เขาจะมาที่นี่เขาก็มีภรรยาอยู่แล้วตั้งหลายคน ดูเหมือนว่าภรรยาลำดับที่หนึ่งจะก่อปัญหา เขาเลยมาที่นี่น่ะ จะขอบคุณสักกี่ครั้งก็ไม่พอ” 

พอเล่าแบบนั้นบุตรคนโตก็งงเป็นไก่ตาแตกไปในทันที แต่ดูเหมือนโรสจะไม่ได้ใส่ใจอะไร 

“ผู้ชายดีๆ ก็ต้องมีผู้หญิงอยากได้เป็นธรรมดา นั่นหมายความว่าฉันไม่จำเป็นต้องขอเธอยังไงล่ะ” 

“แต่ถ้าฉันไม่อนุญาต เธอก็ไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้คุโระเด็ดขาด” 

“มาวัดกันให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยดีกว่าคุณอันดับหนึ่ง” 

“ก็เอาสิคุณผู้ใช้ศาสตร์เวท ถ้าไม่เอาจริงล่ะก็ จะมาอ้างทีหลังไม่ได้นะ” 

ทั้งสองจ้องหน้ากันโดยมีบรรยากาศที่ร้อนแรงเป็นพื้นหลัง 

“...เดี๋ยวนะ เมื่อกี้หมายความว่ายังไงน่ะ? ” 

“นายไม่ต้องรู้หรอก เพราะยังไงก็ไม่มีทางเอาชนะคุโระแล้วเข้ามารอบชิงได้อยู่แล้วนี่? ” 

แต่พอได้ยินแบบนั้นจากมามิยะ เขาก็เดาะลิ้นอย่างไม่พอใจแล้วนั่งลงไปแบบเดิม 

ไม่นานนักผู้เข้าแข่งก็เริ่มทยอยเข้ามากันเรื่อยๆ  

เวลาผ่านไป ถึงคราวที่การแข่งจะดำเนินต่อ 

ริเรียประกาศชื่อเรียกผู้เข้าแข่งคู่ต่อไปขึ้นไปบนเวที นั่นคือคุโระและบุตรคนโตจากบลอซซัม 

ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น คุโระก็ค่อยๆ ลืมตาแล้วลุกขึ้น 

เบื้องหน้าคือบุตรคนโตที่กำลังมองไปที่คุโระอยู่ 

“จงดิ้นรนซะเถอะ” 

“ว่าไงนะ” 

คุโระทิ้งท้ายเช่นนั้นแล้วเดินออกจากห้องไป โดยมีเขาตามหลังมาติดๆ  

ระหว่างทางช่างเงียบสงบ ไร้การสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น 

เมื่อมาถึงสนาม ทั้งสองก็ยืนประจันหน้ากันอยู่ตรงกลาง 

“เริ่มได้” 

บุตรคนโตพยายามจะชักดาบออกมา ปรกติแล้วคุโระจะหยิบดาบออกมารอและเช่นเดียวกันกับอีกฝ่าย 

แต่ครั้งนี้คุโระไม่ได้ทำเช่นนั้น และอีกฝ่ายเองก็ไม่ได้เตรียมพร้อมก่อนที่จะมีการส่งสัญญาณ 

การต่อสู้ได้เริ่มก่อนที่จะมีการส่งสัญญาณเสียอีก คุโระหลอกให้อีกฝ่ายตายใจ แล้วโจมตีในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งตัว 

คุโระชกหมัดเข้าใส่บุตรคนโตในขณะที่เขากำลังชักดาบ แล้วปลดเข็มขัดดาบพร้อมฟาดดาบที่ยังอยู่ในปลอกใส่อีกฝ่ายในทันที 

บุตรคนโตไม่ได้ตั้งตัวถูกโจมตีไปสองครา และหลบออกมาพร้อมชักดาบเข้าโจมตีคุโระที่ยังไม่ได้ชักดาบออกมา 

ดาบมุ่งเข้ามาเป็นเส้นตรง การหลบไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะแสดงให้เห็นถึงพลังที่เหนือชั้นคือการสวนกลับไปอย่างภาคภูมิ 

คุโระหมุนตัวเตะเข้าที่ข้อมือขวาที่อีกฝ่ายที่ถือดาบอยู่จนกระเด็นถอยกลับไป 

แน่นอนว่าแรงเตะมีมากพอที่จะทำให้มือสั่นจนถือดาบได้ไม่มั่นคงกว่าที่เคย แต่ว่าบุตรคนโตก็ไม่ยอมแพ้ 

เขาตั้งใจและสูดลมหายใจเข้าไปใหม่อีกครั้งฝั่งคุดระก็ชักดาบออกมา แล้วโยนปลอกดาบทิ้งไปนอกสนาม 

“เป็นอะไรไป ไม่เข้ามางั้นเหรอ? ” 

คุโระส่งเสียงท้าทายอีกฝ่าย และไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ กลับมา 

“...งั้นชั้นจะเป็นคนเข้าไปหาเอง” 

คุโระบุกเข้าโจมตี ดาบของคุโระตวัดจากขวาลงซ้ายอย่างง่ายๆ  

บุตรคนโตถอยหลังแล้วรับการโจมตีที่ตามมาติดๆ จากด้านขวาของตน 

การโจมตีต่อเนื่องนั้นทำให้บุตรคนโตไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังหนักหน่วงและยากต่อการหลบอีกด้วย 

หากหลบได้ก็สามารถหลุดจากการโจมตีต่อไปได้ด้วย นั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวง แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

แน่นอนว่ามันเป็นไปได้ยาก นั่นทำให้บุตรคนโตคิดวิธีอื่น 

หลังจากรับดาบไปเจ็ดแปดดาบ เขาก็เบี่ยงตัวล้มลงแทบพื้น แล้วพุ่งเข้าโจมตีคุโระจากทางด้านล่าง 

คุโระยกขาขึ้นแล้วเหยียบดาบของบุตรคนโต พร้อมโจมตีกลับด้วยการเตะอย่างรุนแรงจนเขาต้องปล่อยมือออกจากดาบไป 

คุโระสามารถเข้าโจมตีปิดฉากหรือข่มขู่ให้ยอมแพ้ได้เนื่องจากอีกฝ่ายไร้อาวุธในมือแล้ว แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น 

คุโระก้มหยิบดาบแล้วโยนกลับไปให้บุตรคนโตพร้อมพูดขึ้น 

“หยิบมันขึ้นมาซะ แล้วบุกเข้ามาอีกครั้ง” 

คุโระเคาะดาบบนบ่าเบาๆ แล้วท้าทายให้เขาลุกขึ้นมาอีกครั้ง 

เขามีท่าทีสับสน แต่ก็ลุกขึ้นและหยิบดาบขึ้นมา จากนั้นก็ใช้ศาสตร์ เข้าโจมตีอย่างเต็มที่ 

ศาสตร์คอมโบ และธาตุของบุตรคนโตคือน้ำ 

การโจมตีแบบไร้รูปแบบถูกหลบได้ง่าย เหตุผลเพราะคุโระเองก็ไม่มีรูปแบบการโจมตีที่แน่นอน เพราะหากเป็นงั้นการโจมตีจะถูกแก้ทางได้โดยง่าย หากไม่มีรูปแบบที่แน่นอน อีกฝ่ายก็จะป้องกันและแก้ทางไม่ได้นั่นเอง 

แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่ได้ผลอยู่ดี บุตรคนโตถูกคุโระเตะสวนกลับจนกระเด็นถอยไปไกลอีกครั้ง 

“แค่นี้เองงั้นเหรอ? ” 

“ยัง...มันยังไม่จบซะหน่อย” 

“ใช่ มันยังไม่จบ แต่ทำไมนายถึงยึดติดกับมาริเอะขนาดนั้นชั้นเองก็อยากรู้อยู่เหมือนกัน” 

คุโระพูดขึ้นพลางโยนบางสิ่งไปทางบุตรคนโต 

เขารับเอาไว้แล้วดูว่ามันคืออะไร และเขาก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น 

“ต...ตั้งแต่เมื่อไรกัน? ” 

“ก็เมื่อกี้นี้แหละนะ เอาล่ะมาคุยกันสักหน่อยดีกว่า” 

คุโระชี้ดาบไปทางบุตรคนโตแล้วพูดขึ้น 

“มันคงมีเหตุผลให้นายยึดติดกับเธอคนนั้นอยู่สินะ? เพราะไม่รู้จะข้ามหัวข้อนี้ไปก็แล้วกัน นายโมโหชั้นเพราะในใจของนายนั้นไม่สามารถตัดใจจากเธอได้ ที่มาริเอะบอกชั้นว่าไม่เคยได้คุยกัน แม้แต่เจอหน้าก็ไม่เคยมองหน้ากันด้วยซ้ำ ดูเหมือนนายจะไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยกับยัยนั่นตรงๆ เลยสินะ? เป็นสาวน้อยรึไงกัน? ” 

“หุบปากซะ แล้วแกไปรู้เรื่องนั้นได้ยังไงกัน? ” 

“ก็ต้องเดาอยู่แล้วสิ” 

คุโระหรี่ตาลงเล็กน้อย 

“ไม่ว่าแกจะพยายามแค่ไหน ถ้ามันส่งไปไม่ถึงอีกฝ่ายมันก็ไร้ค่า ความพยายามของแกจะสูญเปล่าถ้าไม่มีใครสามารถรับรู้มันได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การพูดกับการแสดงออกคือสิ่งที่แกต้องทำเป็นอย่างแรก แล้วทีนี้แกจะพูดหรือไม่พูดล่ะ? ” 

“ข้าจะพูดหรือไม่ มันไม่ใช่สิทธิ์ที่แกควรเข้ามายุ่ง” 

“ก็จริง” 

คุโระเข้าประชิดบุตรคนโตแล้วเสยคางไปหนึ่งหมัด พร้อมหมุนตัวเตะจนลอยไปตรงกลางสนาม 

ระหว่างนั้นก็ได้คว้าเอาของในมือของเขามาด้วย 

“ชั้นจะให้โอกาสแกเป็นครั้งสุดท้าย พูดซะ ไม่ใช่กับชั้นแต่เป็นเธอคนนั้น มาริเอะ วอน ซิลฟอร์ด” 

“แก...” 

“นี่คือคำสั่ง ระวังชั้นจะอารมณ์เสียจนพังเจ้านี่จะดีกว่า” 

คุโระแสดงขอในมือให้อีกฝ่ายดูจนเขาแสดงสีหน้าถอดสี 

“ขอแค่สิ่งนั้นเท่านั้น” 

“งั้นก็พูดซะสิ” 

“อึ่ก...” 

เขาก้มหน้าลง กัดฟันกรอดแล้วเงยหน้าอีกครั้ง 

“ย่อมได้” 

บุตรคนโตลุกขึ้นแล้วมองไปยังอุปกรณ์ถ่ายทอดสด เรียกตามภาษาที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือกล้องนั่นเอง 

“มาริเอะ วอน ซิลฟอร์ด” 

เขาพูดชื่อของเธอขึ้นมา 

“ข้าคือผู้อ่อนแอ เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่สมัยก่อน เจ้าเองก็รู้” 

ภาพในอดีตไหลเข้ามาในหัวของเขา 

“ข้าไม่เคยทำได้ดีเลยในการฝึกดาบ และมีแค่เจ้าที่เข้าใจข้า ข้าไม่แม้แต่จะมีความกล้าที่จะมองหน้าเจ้า หรือแม้กระทั่งสนทนากับเจ้า และยิ่งถึงคราวที่งานหมั้นได้ถูกกำหนด ข้ายิ่งกังวล เมื่ออยู่ต่อหน้าแขนขาก็สั่น เมื่อถึงคราวต้องพูดก็จะคิดอะไรไม่ออก ปากขยับไม่เป็นธรรมชาติและควบคุมไม่ได้ กว่าจะรู้ตัวก็พูดอะไรแย่ๆ ออกไปแล้ว เหนือสิ่งอื่นใดข้ายังอ่อนแอ ข้ามิอาจปกป้องเจ้าได้นั่นเป็นเหตุผลที่ข้อฝึกฝนอยู่อย่างสม่ำเสมอ” 

กำหมัดแน่นจนเลือดไหลซิบ 

“ข้ามิอาจทนได้ตอนที่ได้ยินว่าเจ้าจะยกเลิกการหมั้นระหว่างพวกเรา และยืนกรานจะคบชู้กับชายคนนี้” 

ชี้นิ้วไปยังคุโระที่ยืนเท้าเอวมองอยู่ ในตอนนั้นคุโระก็โยนของในมือที่ขโมยมาคืนให้บุตรคนโตไป 

เขารับเอาไว้แล้วเปิดมันออก แสดงให้เห็นว่ามันคืออะไร 

“แต่งงานกับข้าเถอะ แม้ข้าจะถูกเจ้าปฏิเสธอีกสักกี่ครั้ง ข้าก็จะพูดคำเดิม คำถามเช่นเดิม แต่งงานกับข้าเถอะนะมาริเอะ เจ้าคือผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ข้ารัก ได้โปรดแต่งงานกับข้าเถ---” 

“ขอปฏิเสธค่ะ” 

เสียงนั้นมาจากทางเดินของผู้เข้าแข่ง 

มาริเอะ วอน ซิลฟอร์ดได้ออกมาให้คำตอบของตนเองอย่างหนักแน่น 

“คิดว่าฉันจะยอมรับงั้นเหรอคะ? ทำเป็นเมินฉันและทิ้งฉันเอาไว้แบบนี้ แม้แต่เดินสวนกันก็ไม่มีคำทักทาย จะบอกว่าให้ยอมรับเพราะคุณบอกว่าคุณไม่กล้างั้นเหรอคะ? ไม่มีทางยอมรับได้หรอกค่ะ รู้สึกยังไงก็พูดออกมาสิคะ มาบอกเอาตอนนี้มันสายไปแล้วค่ะ” 

มาริเอะทาบอกของตนเองแล้วตะโกนออกมาอีกครั้ง 

“ฉันรักคุโระค่ะ ชัดเจนพอไหมคะ? ตัดใจซะเถอะค่ะ ไม่ว่าคุณจะพยายามยังไงคุณก็ไม่มีทางเป็นได้มากกว่าเพื่อนสมัยเด็กของฉันหรอกค่ะ” 

พอได้ยินแบบนั้น เขาก็ตัวนิ่งค้างไปในทันที 

เขาก้มลงมองสิ่งในมือ ใบหน้าของมาริเอะที่เหมือนจะโกรธเสียมากกว่า แล้วก็หันไปทางคุโระ 

ท้ายที่สุดเขาก็ก้มลงมองที่มือของตน จากนั้นก็จำใจยอมรับด้วยรอยยิ้ม 

“อย่างน้อยๆ ก็รับสิ่งนี้ไว้จะได้ไหม? ” 

“...ได้สิคะ ของขวัญจากคุณ คือสิ่งที่ฉัน ‘เคย’ ปรารถนาที่สุดในอดีตค่ะ” 

ได้ยินแบบนั้นเขาก็กัดมุมปาก แล้วก้าวขาออกไป 

“แกคิดจะทำอะไร? ” 

คุโระคว้าตัวของเขาเอาไว้ จากระยะนั้นเข้าประชิดตัวได้โดยง่าย 

(เร็วเหลือเชื่อจริงๆ ...)  

“ไม่อนุญาตงั้นเหรอ? ” 

“เปล่า แต่การแข่งของชั้นกับแกมันยังไม่จบ อยากจะให้ก็ให้ไป จากระยะนี่น่ะนะ” 

‘ถ้าออกนอกสนามแม้แต่ก้าวเดียวจะถือว่าแพ้ในทันที’ ขาของเขานั้นเกือบจะเหยียบเส้นขอบสนามเข้าเสียแล้ว และจะถูกปรับแพ้ในที่สุด 

เมื่อเข้าใจถึงเจตนาของคุโระ เขาก็ฝืนยิ้มแล้วโยนของในมือให้มาริเอะ 

มาริเอะรับเอาไว้แล้วเปิดดู เธอยิ้มออกมาด้วยความสุขปนเศร้าเล็กน้อยก่อนที่จะหยิบมันออกมา 

“ถ้าคุณใจดีกับฉันและทำแบบนี้เร็วกว่านี้อีกหน่อย ฉันอาจจะตกหลุมรักคุณก็ได้นะคะ” 

เธอสวมแหวนที่ถูกวัดให้พอดีกับขนาดนิ้วนางของเธอเข้าที่นิ้วชี้ที่มีขนาดเท่ากันแทน  

พอเห็นแบบนั้นเขาก็ดีใจออกมาเล็กน้อย 

“มันสวยมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ” 

“แค่เห็นเจ้าดีใจ ข้าก็มีความสุขเช่นกัน” 

เขาหันกลับมาหาคุโระ แล้วชี้ดาบในมือไปที่คุโระ 

“ข้าจะจบการแข่งนี้เดี๋ยวนี้แหละ! ” 

แล้วก็บุกเข้าหาคุโระ 

เร็ว คล่องแคล่ว และแม่นยำ การโจมตีของเขานั้นดีขึ้นราวกับเป็นคนละคน 

แต่กระนั้นคุโระก็สามารถรับเอาไว้ได้ไม่ยาก นั่นทำให้เขากัดฟันกรอด 

“ถ้าเช่นนี้ล่ะ!? ” 

ดาบเปล่งแสงสีน้ำเงิน วาดลวดลายไปตามอากาศ เข้าโจมตีคุโระอย่างรวดเร็ว 

คุโระก้าวถอยหลัง แต่ดาบของบุตรคนโตก็ตามเขาไปติดๆ  

เมื่อเห็นแบบนั้นคุโระก็เบี่ยงตัวหลบ แต่ดาบก็ยังตามมาติดๆ  

การเคลื่อนไหวนั้นลื่นไหลและไร้รูปแบบ อีกทั้งยังรวดเร็วและทรงพลังสมกับที่มีความเข้ากันได้กับธาตุน้ำ 

ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าตัวตนที่ไร้เหตุผลมันก็ไร้ความหมาย 

คุโระสะบัดดาบปัดการโจมตีของบุตรคนโตได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งส่งแรงถีบเข้าไปที่กลางหน้าอกของอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ 

ตามด้วยการกระแทกฝ่ามือจนอีกฝ่ายถอยหลังไปหลายก้าว แล้วหมุนตัวเตะฟาดส้นเท้าใส่เข้าอย่างจัง 

การป้องกันใดๆ ก็ไร้ผลเมื่อมาอยู่ต่อหน้าพลังที่มิอาจต้านทาน สติของบุตรคนโตถูกลบหาย เขาสลบและผมสภาพในการต่อสู้ในทันที 

“ผู้ชนะคือผู้เข้าแข่งขันคุโระ และคราวหน้าคราวหลังก็อยากพูดคุยให้มันมากแล้วรีบๆ จบการต่อสู้จะได้ไหม? ” 

“ยัยอาจารย์นั่นเคยเจอเรื่องที่มันโรแมนติกบ้างรึเปล่า? ชั้นรู้สึกเหมือนสิบปีต่อจากนี้ยังนั่นจะขึ้นคานเอานะ” 

คุโระพูดโดยจงใจให้เสียงมันดังขึ้นเล็กน้อยพร้อมทำทีเป็นกระซิบคุยกับมาริเอะพลางชี้ไปที่ริเรีย 

แน่นอนว่าเสียงนั่นได้ยินชัดกว่าตอนที่เขาคุยกับบุตรคนโตในสนามแข่งเสียอีก ทำให้ริเรียได้ยินเข้าเต็มสองหู 

“ฉันจะฆ่าแกทีหลัง” 

“คร้าบๆ ” 

คุโระเดินลงจากสนามโดยมีมาริเอะที่วิ่งออกมาตอบคำขอแต่งงานของบุตรคนโตรออยู่ 

“เขารักเธอจากใจเลยนะ” 

คำพูดแรกที่คุโระพูดกับมาริเอะคือคำชมที่ออกมาจากใจโดยไม่มีความรู้สึกอื่นใดปะปนเลย 

เธอได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย 

“ฉันไม่เคยคิดเลยค่ะว่าเขาจะคิดจริงจังกับฉันแบบนั้น แต่เขาช้าไปแล้วค่ะ เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น” 

เธอเข้ามาหาคุโระ สัมผัสใบหน้าของคุโระด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ 

“เพียงแค่วันเดียว จิตใจของฉันก็เป็นของคุณแล้วค่ะ” 

มาริเอะจูบกับคุโระ ต่อหน้าผู้ชมจำนวนไม่น้อยที่นั่งบนที่นั่ง 

แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในทางเดินของผู้เข้าแข่งขันจนทำให้คนบางส่วนมองไม่เห็น แต่กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์มองเห็นภาพนี้ได้อย่างชัดเจน 

เสียงฮือฮาดังขึ้น แต่นั่นไม่ทำให้ทั้งคู่รู้สึกสนใจแต่อย่างใด 

มาริเอะที่พึงพอใจแล้วก็ผละออกมาแล้วยิ้มให้คุโระ 

“ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะมามิยะ ฉันก็จะสู้ให้เต็มที่ค่ะ” 

“ไม่ใช้ คุณ แล้วเหรอ? ” 

“ไม่ต้องแล้วล่ะค่ะ ของแบบนั้นน่ะ” 

มาริเอะส่ายหน้าเบาๆ  

“มันแปลกนี่คะ ฉันกับมามิยะจูบกันมากกว่าสองครั้งแล้ว จะเรียกกันด้วยคุณเนี่ย ยังไงมันก็ฟังดูแปลกค่ะ” 

“นั่นสินะ แต่เป็นตัวของตัวเองน่ะ ดีสุดแล้วล่ะ” 

คุโระลูบหัวของมาริเอะ จากนั้นทั้งคู่ก็จับมือกันเดินเข้าไปข้างใน 

“ในสมัยเด็กฉันมีความฝันค่ะ” 

มาริเอะพูดขึ้นระหว่างทาง 

“ฉันอยากแต่งงานกับคนที่ฉันรักค่ะ อยากจะสร้างครอบครัวเล็กๆ แล้วใช้ชีวิตสงบๆ มีลูกสักสองสามคน ฉันจะทำงานไปด้วย เลี้ยงดูเด็กเหล่านั้นไปด้วย ฉันมีความฝันแบบนั้นค่ะ” 

“น่าสนใจดีนี่” 

“ใช่ค่ะ แต่น่าเสียดายนะคะ ที่ครอบครัวที่ฉันจะสร้างคงไม่เล็กอีกต่อไปแล้ว แถมน่าจะมีปัญหาสุดๆ ไปเลยด้วยนะคะเนี่ย” 

มาริเอะยิ้มเจื่อนๆ และเธอก็ได้รับรอยยิ้มเป็นการตอบกลับจากคุโระ 

“คงจะเป็นแบบนั้นล่ะนะ” 

ทั้งคู่เดินมาถึงหน้าห้องพักเตรียมตัว ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งกับโรสเดินออกมา 

รอบต่อไปเป็นคู่ของโรส และเธอก็ถูกขานชื่อแล้ว 

ทั้งคู่เดินสวนกันโดยไม่มีคำพูดใดๆ คุโระเดินเข้าไปในห้องแล้วทิ้งตัวลงที่ม้านั่งตัวเดิม 

คุโระหยิบขวดน้ำในเวทมิติออกมา แน่นอนว่ารอบข้างนั้นไม่เห็นเพราะให้ความสนใจกับอย่างอื่นอยู่ 

คุโระดื่มน้ำดับกระหายแล้วมองไปยังจอถ่ายทอดสด 

การต่อสู้ของโรสเริ่มขึ้น เธอกวัดแกว่งดาบใหญ่ได้อย่างชำนาญราวกับมันไร้น้ำหนักสำหรับเธอ 

แม้จะมองเห็นเป็นเช่นนั้น แต่โรสกลับใช้น้ำหนักของมันได้เป็นประโยชน์อย่างมาก  

และด้วยความสามารถที่ได้รับการยอมรับจากปากของนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างมามิยะ แน่นอนว่าเธอแข็งแกร่งมากพอที่จะเอาชนะคู่แข่งได้โดยง่าย 

การต่อสู้ของโรสนั้นทำให้อีกฝ่ายไม่ทันได้แสดงความสามารถที่มี เรียกได้ว่าไม่ทันได้ทำอะไรก็แพ้ไปเสียแล้ว 

แน่นอนว่าของมามิยะและมาริเอะหลังจากนี้เองก็เช่นกัน ทั้งคู่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายมาได้โดยง่าย โดยที่มาริเอะไม่ต้องฝืนใช้ศาสตร์อย่างต่อเนื่องเช่นเดิมอีกด้วย 

ทั้งสัตว์ประหลาดที่มีพลังเหนือมนุษย์ ทั้งผู้ที่กดดันคู่แข่งได้อย่างน่าอึดอัด ทั้งนักดาบสาวผู้เยือกเย็น และอันดับหนึ่งด้วยฉายาแข็งแกร่งป็นที่สุด สี่คนที่เหลือนั้นมีภาพลักษณ์เช่นนี้ในสายตาผู้ชม 

“การแข่งจะแบ่งเป็นสามรอบ เรียงลำดับตามตารางการแข่งขัน ตัวแทนจะเลือกผู้ที่มีจำนวนชัยชนะที่คว้ามาได้สูงสุดสองคน หากมีผู้เข้าแข่งมีคะแนนเท่ากันสามคน หรือมีคะแนนเท่ากันสองคนโดยมีสิทธิ์เป็นตัวแทนแค่หนึ่งที่ หากไม่มีผู้สละสิทธิ์จะต้องให้ผู้เข้าแข่งที่มีคะแนนเท่ากันต่อสู้กันอีกรอบ โดยตัวแทนจะเลือกจากผู้ที่ชนะเท่านั้น” 

หากมีคนชนะสามครั้ง แล้วอีกสองคนชนะสองครั้ง สองคนนั้นก็ต้องมาสู้กันอีกครั้ง แม้ว่าครั้งแรกจะแพ้ แต่ก็อาจจะกลับมาชนะได้ก็ได้ 

พูดแบบนั้นแล้วร่ายยาวต่อไป เสียงของริเรียกระจายไปทั่วทั้งสนามท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้ชม 

คู่แรกในรอบสุดท้าย คือคู่ของคุโระและโรส ต่อจากนั้นก็เป็นคู่ของมาริเอะและมามิยะ  

ส่วนตารางการแข่งในรอบถัดไป ไม่ว่าใครจะชนะตารางการแข่งก็จะไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นก็คือ คุโระ vs มาริเอะ และ มามิยะ vs โรส และรอบสุดท้าย คุโระ vs มามิยะ และ มาริเอะ vs โรส 

ชื่อของทั้งคู่ถูกเรียก พวกเขาก็เดินเข้ามาในสนามโดยไร้การสนทนากัน 

“เป้าหมายของคุโระคือถูกเลือกให้เป็นตัวแทน แล้วไปที่เมืองหลวง” 

“เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเข้าร่วมงานแสดงตัวในคืนนี้สินะคะ แต่ถ้าไปถึงที่เมืองหลวงแล้ว จะทำอย่างไรต่อล่ะคะ? ” 

“เราไม่รู้เลยว่าไกอาจะทำอะไร เมื่อไปถึงแล้วอาจจะต้องตามหาตัวไกอา หรือไม่ก็หาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง” 

“พวกพ้องของเธอสินะคะ กลุ่มคนเล็กๆ นั่นฉันไม่เคยได้ยินข่าวมาก่อนเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เราจะตามหาตัวเจอจริงๆ งั้นเหรอคะ? ” 

“ไม่รู้สินะ” 

ในขณะที่คุโระและโรสเดินขึ้นไปบนเวลา ในช่วงเวลาสั้นๆ มามิยะและมาริเอะก็ได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องเป้าหมายของคุโระในตอนนี้ 

(ถ้าไม่เข้าร่วมการแข่งก็มีทางอื่นที่จะไปเมืองหลวงได้อยู่ดี ...แต่แน่นอนว่าฉันต้องไปด้วย สุดท้ายฉันก็ต้องทิ้งการแข่งที่เป็นสิ่งที่ฉันอยากทำที่สุด...)  

การตัดสินใจของคุโระนั้นส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของมามิยะ 

มามิยะนั้นเป็นสามัญชน พ่อแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เธออายุสิบขวบ เป้าหมายของเธอคือใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ที่โลกนี้ และอีกหนึ่งอย่างคือเข้าเป็นหนึ่งในหน่วยของสี่อัศวิน  

เมื่อวานนี้ 

“แล้วเธอจะอยากเข้าหน่วยนั้นไปทำไม? ” 

“ตอนแรกก็เพราะสวัสดิการและเงินเดือนน่ะนะ แต่ตอนนี้แค่อยากได้รางวัลน่ะ” 

นอกจากเงินรางวัลแล้ว ก็มีสิทธิ์ในการครอบครองอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไม่ถูกครอบครองอีกด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิทธิ์ของผู้ชนะสี่คนเพียงเท่านั้น 

“และในสี่คนนั้น จะทำการต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงรางวัลอันดับสูงสุด” 

นอกจากอาวุธศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็จะมีสิทธิ์เข้าชิงหนึ่งในเทวภัณฑ์ด้วย ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายคือมยอลเนียร์ของริเรีย บนโลกใบนี้เทวภัณฑ์เป็นอาวุธเพียงชนิดเดียว ที่จะเลือกเจ้านายเป็นของตัวเอง 

แน่นอนว่าสิทธิ์เข้าชิง คือสิทธิ์ที่จะเข้าท้าชิงเทวภัณฑ์ที่ราชอาณาจักรให้การคุ้มครองไว้ ถ้าถูกเลือกก็จะได้ครอบครอง แต่ถ้าไม่ก็จะได้รางวัลชดเชย แน่นอนว่าเทวภัณฑ์มีจำนวนน้อยมาก แต่ก็ไม่ได้มีแค่ชิ้นสองชิ้น 

ในการณีของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ บางชนิดอาจต้องใช้ความเข้ากันได้ บางชนิดอาจต้องถูกเลือก แต่บางชนิดก็สามารถบังคับใช้พลังของมันได้ แม้จะได้ไม่มากเท่าที่ควรก็ตาม 

เป้าหมายของมามิยะคือครอบครองอาวุธศักดิ์สิทธิ์และสิทธิ์เข้าชิงเทวภัณฑ์ เธอจึงภาวนาให้ไกอาเคลื่อนไหวหลังจากทัวร์นาเม้นต์จบลง 

“แค่ดาบเหล็กเล่มนี้น่ะ จะต้านทานยัยนั่นได้ถึงสิบวินาทีไหมก็ไม่รู้” 

“นั่นสินะ ไม่น่าจะถึงสิบวินาทีแน่ๆ ” 

สำหรับคุโระนั้น แม้จะไม่มีเอวาแต่ก็ยังสร้างดาบจากพลังเพียวๆ ของเขาได้ แต่ไกอาในตอนนี้แข็งแกร่งไปอีกขั้น 

พลังยังเทียบกันไม่ติด หากไร้เอวาย่อมไร้หนทางต่อกรอย่างแน่นอน แม้จะครอบครองฮิซุย แต่อาวุธประเภทเดียวกันอาจทำอะไรไกอาไม่ได้ 

จะให้ยืมฮิซุยก็ไม่ได้ เอวาก็เลือกเจ้าของแล้ว มีแต่ต้องให้มามิยะครอบครองอาวุธศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากเธอต้องการจะตามคุโระไปด้วย 

แน่นอนว่าคิดถึงมาริเอะ และอยากให้เธอครอบครองอาวุธศักดิ์สิทธิ์ แต่สุดท้ายตัวแทนก็จะมีแค่สองคนเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นจะต้องเป็นคุโระ 

อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คุโระไม่มีความสามารถในการมองอนาคต ดังนั้นเนื้อเรื่องคงจะน่าเบื่อเสียเล็กน้อย 

กลับมาที่ปัจจุบัน คุโระกับโรสกำลังจ้องมองหน้ากันและกันที่กลางสนามแข่ง 

ดาบของโรสเป็นดาบขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมาก ในขณะที่ดาบของคุโระเป็นเพียงดาบยาวเท่านั้น 

“เริ่มได้” 

สิ้นเสียงโรสก็เข้าหาคุโระแล้วเหวี่ยงดาบใส่คุโระพร้อมทั้งใช้ศาสตร์ไปด้วย 

รวดเร็วและแม่นยำ ดูเหมือนคำนี้จะใช้ได้กับทุกคนเสียจริง แต่นั่นกลับไร้ผลเมื่อเจอคุโระ 

คุโระสะบัดดาบที่ครอบคลุมด้วยพลาน่า ปัดดาบของโรสทิ้งอย่างไม่ทุกข์ร้อน 

โรสที่ถูกโต้กลับก็ไม่ได้เสียอาการแล้วกลับมาตั้งหลักได้ไม่ยากเย็น 

แต่โรสนั้นเป็นพวกไม่ยอมตกเป็นฝ่ายรับเท่าไร เธอปรับสมดุลแล้วบุกเข้าโจมตีคุโระต่อในทันที 

เธอเหวี่ยงดาบฟาดเข้าใส่คุโระ แต่สิ่งที่สัมผัสได้นั้น ไม่รู้สึกถึงอะไรเลยแม้แต่น้อย 

“ช้าไป” 

คุโระเข้ามาจากทางด้านหลัง แล้วแทงใส่โรสในทันที 

แม้ว่าจะหลบได้ แต่ก็โดนแทงเข้าที่สีข้างจนเป็นบาดแผลขนาดใหญ่อยู่ดี  

คุโระไม่ปล่อยให้โรสพักแม้แต่นิดเดียว 

คุโระฟันดาบใส่โรสในแนวทแยง เสียงดาบปะทะกันดังสนั่นยิ่งกว่าตอนที่คุโระปัดดาบของโรสเสียอีก 

คุโระใส่พลาน่าเข้าไปในดาบแล้วตวัดดาบจากซ้ายไปขวาในแนวนอน 

โรสที่ถูกโจมตีก็สวนกลับด้วยพลาน่าเช่นกัน แต่พลังของเธอไม่สามารถต้านทานคุโระเลยได้ 

ท้ายที่สุดแล้วดาบของคุโระก็ปัดการป้องกันของโรส แล้วฝากบาดแผลให้เธอได้อีกครั้ง 

“ยอมแพ้ซะ เดี๋ยวจะสู้รอบต่อไปไม่ไหวเอา” 

“นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ” 

“ดื้อด้านซะจริง” 

คุโระแทงดาบออกไปสิบครั้งอย่างรวดเร็วจนตามองไม่ทัน การโจมตีนั้นทำให้โรสได้บาดแผลเพิ่มแม้จะทำการหลบและป้องกันเอาไว้บ้างแล้ว 

แต่สิ่งที่มองไม่เห็น ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถต้านทานได้ เธอจึงถูกโจมตีเข้าเต็มๆ  

แต่ยังไม่จำแค่นั้น คุโระง้างมือที่ถือดาบกว้างจนเปิดช่องว่าง 

โรสไม่รอช้า เธอเข้าโจมตีคุโระที่เปิดช่องว่างด้วยการแทงในทันที 

“นึกว่าเธอจะเห็นซะอีก” 

แต่คุโระก็บิดเอว กวาดเท้าเตะเข้าที่ข้อมือที่ถือดาบของเธอ จนดาบหลุดออกจากมือลอยกระเด็นไป 

คุโระงอเข่า แล้วส่งแรงถีบใส่โรสอย่างจังเนื่องจากอยู่ในระยะการโจมตี 

โรสสำลักอากาศแล้วล้มลงคุกเข่าลงไป แต่ไม่วายลากสังขารหลบการโจมตีของคุโระที่ตามมาอีกครั้งได้อย่างเฉียดฉิว 

“หลบเก่งดีนะ” 

“...ดูเหมือนถ้าไม่เอาจริง คงจะเอาชนะไม่ได้สินะ” 

โรสกำมือเบาๆ โดยเหลือรูตรงกลางเอาไว้ แล้วนำทาบที่ปาก 

“ไฟระ” 

ร่ายเบาๆ แล้วเป่าลมใส่ช่องว่างระหว่างมือ 

สายลมเบาๆ ที่เธอเป่าออกมา แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงเข้าโถมใส่คุโระราวกับเปลวเพลิงของมังกร 

“นั่นมันอะไรน่ะ!? ” 

“ศาสตร์เวท!? ” 

“มันเป็นแค่นิทานก่อนนอนนี่!? ” 

“ข่าวลือคือเรื่องจริงเหรอ!? ” 

“เผ่ามาร เธอคือลูกหลานของเผ่ามารแน่ๆ! ” 

เสียงจ้อกแจ้กนินทาดังไปทั่วอัฒจันทร์ ในขณะนั้นเปลวเพลิงยังโหมกระหน่ำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็คิดว่าคุโระคงไม่รอดจากการโจมตีนี้ 

แต่ช่างน่าเสียดายที่ความหวังนั้นล้มไม่เป็นท่า คุโระตวัดดาบที่คลุมพลาน่าเอาไว้ ปัดการโจมตีนั่นทิ้งจนสลายไป 

“โกหกน่า...” 

“ก็แค่มายากลหลอกเด็ก” 

คุโระแบมือผายมาทางโรส 

“ชั้นจะแสดงให้เธอได้เห็น ถึงเวทมนตร์ที่แท้จริง” 

ก่อนที่จะทำท่าราวกับจะเป่าบางอย่างที่อยู่บนฝ่ามือของตนเอง โรสไขว้แขนเตรียมรับการโจมตี 

“ว่าไปนั่น” 

คุโระหายตัวเข้าไปข้างหลังของโรส คว้าหลังคอเสื้อของเธอ แล้วเหวี่ยงร่างที่ไร้การป้องกันของเธอออกนอกสนามอย่างง่ายดาย 

“ผู้ชนะ ผู้เข้าแข่งคุโระ” 

ระดับมันต่างกัน ในความคิดของโรสมีเพียงแค่สิ่งนี้เท่านั้น 

(ทำให้ขยับ...ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ)  

เธอยังคงเหงื่อตกแล้วก้มหน้ามองพื้นอย่างหวาดกลัวอยู่เช่นเดิม 

เธอไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใดมาก่อน กระทั่งเห็นสายตาของคุโระผ่านม่านเปลวเพลิงนั่น 

แค่ชั่วพริบตา ก็สัมผัสได้ถึงความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าคุโระไม่เหวี่ยงโรสออกนอกสนาม เธออาจถูกฆ่าได้ง่ายๆ เลย 

“ศาสตร์เวทของเธอก็ไม่เลว แต่เหมือนจะยังไม่ทันได้ใช้ไพ่ที่มีทั้งหมด เธอก็แพ้ไปซะแล้วล่ะนะ” 

คุโระมองลงมาจากมุมที่สูงกว่า โรสไม่แม้แต่จะกล้าเงยหน้าขึ้นไปมองเขาเลยแม้แต่น้อย 

“ไว้แสดงให้ดู ในตอนที่สู้กับยัยสองคนนั้นเถอะ” 

ในพริบตานั้นโรสได้เห็นถึงความแตกต่าง 

มานาที่ไหลเวียนนั้น มันมากเพียงพอที่เธอจะสัมผัสถึง และเมื่อสัมผัสได้ เธอก็พบกับสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดในโลก 

พลังที่เก็บซ่อนไว้ของคุโระ … มีมากพอที่จะทำลายอาณาจักรหนึ่งได้เลยด้วยซ้ำ 

(คนคนนี้...อันตราย)  

ไม่น่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย ในใจของโรสกำลังคร่ำครวญอยู่ 

มองในแง่ของฝีมือดาบแล้ว เขาก็มีความสามารถสูง แต่ในแง่ของมานาที่มีแต่เธอเท่านั้นที่สัมผัสได้ คุโระคือสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง 

เนื่องจากโรสไม่ยอมขยับไปไหน ริเรียก็คิดว่าเธอได้รับบาดเจ็บเข้า จึงให้หน่วยแพทย์เข้ามาดูแล 

และแน่นอนว่าคนที่มาดูแลก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นมาเอลและมาเรียที่ทำงานในส่วนนี้ 

ทั้งสองเข้ามาหาโรสแล้วพาโรสที่ไม่มีแรงยืนออกไปจากสนาม 

“โดนคุโระเล่นซะยับเลยนะครับเนี่ย” 

“ไม่ปรานีเลยนะผู้ชายคนนั้น” 

ได้ยินแบบนั้น โรสก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วมองไปทั้งคู่ 

“...สนิทกับเขาเหรอ? ” 

“ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสนิทไหมนะครับ แต่ผมกับเขารู้จักกันเมื่อสองวันก่อน แล้วก็ค่อนข้างจะคุยด้วยกันบ่อยน่ะครับ” 

“...รู้ความลับของเขารึเปล่า? ” 

“อย่าบอกนะครับ ว่าจะแบล็กเมล์คุโระ? ” 

“ไม่ใช่ย่ะ ฉันถามว่านายรู้รึเปล่าว่าเขาใช้ศาสตร์เวทได้? ” 

“คุณรู้เหรอครับ? ” 

ได้ยินแบบนั้นโรสก็พยักหน้า แต่มาเอลกลับยิ้มเจื่อน 

“เข้าใจผิดไปนิดหน่อยนะครับ” 

“คุโระไม่ได้ใช้ศาสตร์เวทอย่างที่เธอเข้าใจ แต่เป็นเวทมนตร์ต่างหาก” 

มาเรียอธิบายให้โรสฟัง แต่โรสกลับทำท่าทีไม่เข้าใจ 

“ข้อแตกต่างระหว่างเวทมนตร์กับศาสตร์เวทน่ะมีประเด็นหลักอยู่สองอย่างเลย ศาสตร์เวทจะใช้มานาและกับการใช้เวท ในขณะที่เวทมนตร์จึงใช้มานาสร้างผลลัพธ์ที่ผู้ใช้ต้องการได้ และนอกจากนี้ คือผลลัพธ์ที่ได้ต่อปริมาณมานาที่ใช้ ศาสตร์เวทอาจใช้มานาน้อยกว่าเวทมนตร์อยู่มาก แต่ประสิทธิภาพเองก็ด้อยกว่าตามจำนวนมานานั่นแหละนะ ในขณะที่เวทมนตร์จะกินพลังเวทและให้ผลลัพธ์ที่น่าหวาดกลัว ถือว่าโชคดีนะ ที่คุโระยังต้องการปิดบังตัวจริงของเขาอยู่” 

ได้ยินมาเรียพูดแบบนั้น โรสก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ 

“พูดเหมือน … คุณรู้จักเวทมนตร์ดีเลยนะ” 

“เปล่าหรอก เขาแค่มาเล่าให้ฉันฟังน่ะ ก็พวกเรารักกันนี่นะ” 

อะฮะฮะฮะ มาเอลหัวเราะเบาๆ ออกมา 

“ศัตรูของผู้หญิงของจริงเลยล่ะนะครับ คนคนนั้นน่ะ” 

พูดแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้รังเกียจเป็นพิเศษ ยังไงมาเอลก็เป็นเพียงแค่คนที่เพิ่งจะรู้จักกับคุโระ และค่อนข้างจะเข้ากันได้ 

มาเอลนั้นไม่ได้แข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดนั้น อย่างไรก็ตามเขาเป็นเพียงแค่นักเรียนในหน่วยสนับสนุนเท่านั้น 

ทั้งสองหามโรสมายังห้องพยาบาลได้สำเร็จ มาเอลและมาเรียก็แยกย้ายกันไปเตรียมอุปกรณ์แล้วก็ทำการรักษาโรสในทันที 

มาเรียเสียบสายน้ำเกลือเข้าที่หลังมือของโรส จากนั้นก็หยิบยาออกมาสองชนิด 

ชนิดแรกเป็นยาแคปซูลสีฟ้า อีกชนิดเป็นยาประเภทฉีด เธอส่งยาให้มาเอลแล้วเขาก็นำมันไปให้โรสพร้อมกับน้ำหนึ่งแก้ว 

โรสเหมือนจะรู้ว่ามันคืออะไร เธอก็กินเข้าไปโดยไม่สงสัยอะไร จากนั้นมาเรียก็ฉีดยาที่บริเวณแผลของโรส แล้วใช้พลาน่ารักษาแผลจนแผลค่อยๆ สมานเข้าด้วยกัน 

ส่วนมาเอลนั้นไปเปิดการถ่ายทอดสดของคู่มามิยะและมาริเอลเพื่อดูการต่อสู้ของพวกเธอ 

“น่าจะเริ่มไปได้สักพักแล้วนะครับ … เอ๊ะ? ” 

กว่าจะมาถึงที่นี่และทำการรักษาโรส ทั้งสองก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งเลย แต่ภาพที่เห็นในการถ่ายทอดสดนั้น 

คือมาริเอะและมามิยะที่กำลังยืนประจันหน้ากัน กำลังยกมือขึ้นแล้วนับอะไรบางอย่างอยู่ 

มาเอลเปิดเสียงดังขึ้นเพื่อฟังที่ทั้งสองพูดกัน 

“ห้าสิบเจ็ด ห้าสิบแปด ห้าสิบเก้า หกสิบ” 

“ครบห้านาทีแล้วนะคะ ตอนนี้คุณมาเอลก็คงเปิดการถ่ายทอดสดดูแล้วล่ะมั้งคะ” 

“คงงั้นล่ะมั้งนะ” 

ได้ยินแบบนั้นมาเอลก็ผงะไปเล็กน้อย แม้แต่โรสเองก็ยังแสดงสีหน้าตกใจออกมา 

“แต่คุโระคาดเดาจากอะไรล่ะ ว่าจะใช้เวลาประมาณห้านาทีน่ะ? ” 

“ไม่รู้สิ ไม่เห็นว่าเขาจะเฉียดไปที่ห้องพยาบาลด้วยซ้ำนะ” 

แค่ทางเดินก็คนละทางแล้ว ทั้งสองจึงแสดงท่าทีสงสัยออกมา แต่ก็เข้าใจในส่วนที่เขาคนนั้นคือคุโระ 

“ช่างมันเถอะ” 

“ช่างมันได้เรอะ? ” 

มาเอลหลุดปากพูดออกมา แต่มาริเอะและมามิยะนั้นไม่ได้ยินที่เขาพูด 

มามิยะและมาริเอะเดินออกห่างจากกันแล้วตั้งท่าเตรียม 

“ถ้าใช้เวลานานเกินไปก็คงไม่ดีล่ะนะ ทั้งต่อตัวพวกเราเองด้วย” 

“จบมันในดาบเดียวที่แหละ” 

มามิยะและมาริเอะตั้งท่าดาบในแบบของตัวเอง มามิยะตั้งดาบในท่าอิไอ ส่วนมาริเอะยกดาบขึ้นในท่าแทงในแนวตรง 

“คงไม่ดีที่จะเล็งดาบสินะ? ” 

“ดาบพังเป็นปัญหามากกว่ามีบาดแผลอีกนะ ถ้ามีแผลเดี๋ยวคุณมาเรียก็รักษาให้เองแหละน่า” 

“เล็งไปที่เกราะก็แล้วกันนะ” 

“ได้เลย” 

ตกลงกันเสร็จสรรพ ช่างเป็นการต่อสู้ที่น่าแปลกใจมาก 

แต่ทั้งคู่ก็เอาจริงเอาจัง หากสู้กันยืดเยื้อก็เป็นผลเสียกับทั้งสองอย่างที่ว่ามา 

เพราะฉะนั้นในดาบเดียว ทั้งคู่ใส่ทุกอย่างเข้าไปในนี้ 

ดาบของมาริเอะเรืองแสง เธอถีบตัวพุ่งเข้าไปหามามิยะด้วยความเร็วที่ค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ 

ดาบของเธอพุ่งตรงทะลุสายลมที่พัดผ่าน เสียงระเบิดของสุญญากาศชัดเจนจากความเร็วที่เหนือเสียงนั่น 

ดาบนั่นตรงเข้าหามามิยะ ภายในพริบตา มามิยะก็ชักดาบฟันเข้าใส่มาริเอะที่พุ่งแทงเข้ามา พร้อมกับโยกตัวหลบดาบ 

เช่นเดียวกันกับมาริเอะ ที่พยายาลเบี่ยงตัวออกแล้วแทงสวนกลับการโจมตีของมามิยะในขณะที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว 

ทักษะที่เหนือชั้น ความคล่องตัวที่น่าแปลกใจ ทั้งสองยืนหันหลังให้กัน พลางเก็บดาบเข้าฝักไป 

“ดูเหมือนฉันจะแพ้นะคะ” 

มาริเอะพูดแบบนั้น แล้วเกราะส่วนอกของเธอก็ตกออกมาพร้อมถูกแบ่งเป็นสองส่วน 

“เกือบไปแล้วล่ะนะฉันน่ะ” 

ส่นวมามิยะนั้น เกราะถูกกรีดจนเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ตั้งแต่ตรงกลางไปทางซ้าย บาดไปยังเสื้อผ้าแต่น่าแปลกที่ผิวเนื้อของเธอไม่ได้บาดเจ็บเลย 

พูดถึงเสื้อผ้าที่ขาดไป มาริเอะเองก็เช่นเดียวกัน แต่เธอไม่สนใจเลยแม้ว่าเสื้อของเธอจะขาดเป็นรูแล้วโชว์เนินอกนั่นต่อหน้าต่อตาผู้อื่น 

“ผู้ชนะ ผู้เข้าแข่งมามิยะ” 

ผู้ชนะถูกประกาศรายชื่อ ทั้งสองเดินลงจากเวทีเพื่อไปเตรียมตัวในรอบต่อไป 

ตรงนั้นมีคุโระที่กำลังถือเกราะส่วนอกชิ้นใหม่มาให้มามิยะและมาริเอะเอาไว้ 

“เขามาหยิบไปตั้งแต่เมื่อไรกันนะ? ” 

มาเรียหันไปมองที่ชั้นวางอุปกรณ์ ปรากฏว่ามีสองชิ้นที่หายไป และอาจหายไปเมื่อไม่นานมานี้หรืออาจจะก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ 

“นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขารู้ว่าเราจะใช้เวลาประมาณห้านาทีในการไปนำตัวคุณโรสมารักษาที่นี่ก็ได้นะครับ” 

มาเรียที่รักษาโรสเสร็จก็ลุกไปนำน้ำมาให้โรส ในขณะที่มาเอลเองก็ตั้งข้อสงสัยเอาไว้ 

ท้ายที่สุดเขาก็ล้มเลิกที่จะคิดว่าคุโระรู้ได้ยังไงว่าห้องพยาบาลอยู่ตรงไหน ทั้งที่ไม่ค่อยมีเวลาที่จะปลีกตัวไปอยู่คนเดียวเสียด้วยซ้ำ 

อย่างไรก็ตาม รอบต่อไปก็มาถึงเร็วกว่าที่คิด นั่นคือรอบของคุโระและมาริเอะ 

เมื่อมาริเอะสวมเกราะเสร็จ เธอก็เดินออกมาหาคุโระ แล้วไปยังสนามพร้อมกับคุโระ 

เมื่อมาถึง ทั้งคู่ก็เดินไปอยู่ตรงกลาง แล้วมองหน้ากันโดยมีรอยยิ้มของทั้งคู่ที่ทำให้ทั้งสนามเริ่มอยากลงมาหาเรื่องแทนแล้ว 

“เริ่มได้” 

แม้จะได้ยินแบบนั้น ทั้งคู่ก็ยังไม่ถอยห่างกันและยังไม่แม้แต่จะหยิบดาบออกมา 

“เมื่อวานนี้ฉันได้เรียนรู้อะไรจากคุณมามากมายเลยนะคะ” 

“เธอเองก็สอนชั้นอยู่หลายอย่างเหมือนกัน” 

“คุณเรียนรู้ได้เร็วเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปเลยนะคะ” 

“แค่เลียนแบบน่ะ แล้วชั้นดูไม่เหมือนมนุษย์งั้นเหรอ? ” 

“มีอะไรบางอย่างทำให้ฉันคิดว่าคุณไม่ใช่น่ะค่ะ” 

“เธอคิดไม่ผิดหรอก” 

ทั้งสองหัวเราะเล็กน้อย และเป็นมาริเอะที่ถอยไปสามก้าว 

“ฉันจะแสดงสิ่งที่ฝึกมาจากคุณให้คุณดูค่ะ” 

พูดแบบนั้นแล้วยกกำปั้นขึ้นมาในท่าตั้งการ์ด 

“ถ้างั้นก็ต้องขอโทษล่วงหน้าด้วยก็แล้วกัน เพราะชั้นจะไม่ออมมือให้แน่ๆ ” 

“นั่นเป็นเรื่องที่ดีเลยล่ะค่ะ” 

มาริเอะเข้าประชิดคุโระแล้วชกหมัดขวาออกไป 

คุโระปัดหมัดนั่นออกด้วยมือขวา แล้วใช้มือข้างนั้นตวัดหลังมือใส่มาริเอะ 

แต่มาริเอะก็กันเอาไว้ได้ แล้วยกเท้าเข้าเตะใส่สีข้างของคุโระ 

คุโระรับการโจมตีแล้วเข้าประชิดเธอโดยโจมตีเข้าไปที่หน้าของมาริเอะ 

มาริเอะตั้งท่าป้องกัน แต่นั่นเป็นการหลอก คุโระส่งแรงผลักไปที่หน้าอกของมาริเอะ ผลักเธอให้ถอยห่างออกไป 

มาริเอะถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ คุโระเข้าประชิดเธอ แล้วเหวี่ยงเท้าจากด้านล่างโจมตีเข้าที่ศีรษะของมาริเอะ 

ลูกเตะนั้นเธอรับไว้ได้แต่ไม่หมด นั่นทำให้เธอยังคงมีอาการมึนอยู่บ้าง 

แต่คุโระไม่ปล่อยให้เธอพักฟื้น เขาเข้าประชิดแล้วชกใส่มาริเอะอย่างรวดเร็ว 

มาริเอะขยับร่างกายหลบการโจมตีของคุโระ แต่เพราะมัวแต่โฟกัสไปที่หมัดของคุโระจนลืมมองเท้าไป 

คุโระเตะต่ำเข้าที่ขา แม้จะไม่ทำให้ล้ม แต่ก็ทำให้ขาของมาริเอะเจ็บได้ 

“อย่าละสายตา” 

คุโระยื่นมือไปสัมผัสที่แก้มของมาริเอะ แล้วใช้มืออีกข้างชกใส่ 

ทำให้เธอหลบไม่ได้และเบี่ยงหน้าหนีไม่ได้อีกด้วย  

แต่เธอก็ใช่จะไม่ตอบโต้ เธอยกแขนปัดแขนของคุโระออก แล้วดันแรงอัดเข้าที่ลิ้นปี่ของคุโระอย่างเต็มๆ  

น่าเสียดายที่มันไม่เป็นผล 

เธอจึงบิดเอวกวาดเท้าเตะในท่าเดียวกับคุโระเมื่อก่อนหน้านี้ เตะใส่ที่ต้นคอของคุโระ และแน่นอนว่ามันก็ไร้ผลอีกครั้ง 

“แข็งอย่างกะเหล็กเลยนะ” 

“กระดูกคนละเบอร์น่ะนะ” 

หากสู้กับคนอื่นก็อาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้บ้างอยู่หรอก แต่กับคุโระนั้นแทบจะไร้ผลเลยทีเดียว 

คุโระหมุนตัวตอกส้นเท้าใส่ต้นคอของมาริเอะ เธอยกมือขึ้นกันแต่แรงของคุโระนั้นมีมากเหลือเกิน 

เธอถอยออกห่างคุโระได้ด้วยแรงของคุโระเอง แขนของเธอชาจนแทบจะยกไม่ขึ้น 

“แบบนี้ยกดาบไม่ได้ด้วยซ้ำนะ” 

“ยังจะใช้อยู่อีกเหรอ? ” 

“นี่มันการประลองดาบนะ” 

รอบนี้ไม่มีใครใช้ดาบ แรกๆ ย่อมมีผู้ชมโห่ไล่อย่างไม่สบอารมณ์ แต่เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของสองคนนั้น ก็แทบจะต้องหุบปากกันไปเลย 

แล้วมาริเอะก็โจมตีคุโระอีกครั้ง ผู้ชมต่างพากันกลืนน้ำลาย 

มาริเอะสะบัดมือชกใส่คุโระ ในขณะที่คุโระปัดมือของเธอทิ้งอย่างง่าย 

มาริเอะยกเข่ากระแทกใส่คุโระ คุโระรับมันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วใช้เท้ากวาดขาของมาริเอะจนเธอเสียสมดุล 

คุโระกดร่างของมาริเอะกระแทกใส่พื้นสนาม แล้วเหวี่ยงร่างของเธอโดยการจับขาด้วยมือข้างเดียว 

มาริเอะพลิกตัวแล้วตั้งหลักกลับมาบนพื้นได้ทันก่อนที่จะออกนอกสนาม เธอเข้าโจมตีคุโระอีกครั้ง 

หมัดตรงพุ่งเข้าใส่คุโระอย่างรวดเร็วราวกับการแทงดาบแบบเดียวกับที่เธอใช้กับมามิยะ 

“เซ้นซ์ดีนี่ แต่เปล่าประโยชน์” 

คุโระคว้าข้อมือของมาริเอะ แล้วจับเธอทุ่มลงพื้น 

“อั่ก! ” 

มาริเอะส่งเสียงร้องครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มการแข่งมา คุโระยังไม่ปล่อยมือของเธอ แต่นั่นไม่สามารถหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของมาริเอะได้เลย 

มาริเอะพลิกตัวแล้วล็อกไปที่แขนของคุโระ 

ทว่าเธอนั้นส่งแรงเหวี่ยงร่างของคุโระเพื่อให้เขาล้มลง แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น 

คุโระยังคงยืนอยู่ และเขากำลังยกแขนที่มีน้ำหนักของมาริเอะทั้งตัวเกาะอยู่ขึ้นด้วยซ้ำ 

“ล้อกันเล่นใช่ไหม? ” 

“หนักกว่านี้ชั้นก็ยกไหวล่ะนะ” 

คุโระยกแขนขึ้น แล้วเหวี่ยงลงมา กระแทกกับเข่าที่ยกขึ้นมาด้วย ซึ่งมันเข้ากลางหลังของมาริเอะอย่างจังจนเธอปล่อยมือออกจากคุโระไป 

“ชั้นก็คิดอยู่ว่ามันจะผิดกฎรึเปล่าที่จะชนะไปทั้งๆ แบบนี้เลย แต่ในเมื่อริเรียไม่พูดอะไรแสดงว่ามันก็ยังอยู่ในกฎล่ะนะ” 

“ก็ไม่เชิงว่ามันอยู่ในกฎ แต่ตราบใดที่ไม่ผิดกฎก็ไม่มีปัญหา พวกเราตามหานักรบ ไม่ใช่แค่นักดาบ ถ้าต่อสู้ด้วยอาวุธอื่นหรือมือเปล่าไม่ได้ ก็คงไม่ดีที่จะให้เป็นตัวแทนไปง่ายๆ ล่ะนะ” 

ริเรียตอบคุโระแบบนั้น คุโระก็หันไปมองเธอเล็กน้อย 

“แต่ถ้าจะต่อสู้มือเปล่าทั้งหมดเลยมันก็คงไม่ดีล่ะนะ แต่เพราะเป็นมาริเอะ ให้เธอพักจากการใช้ศาสตร์อย่างหนักบ้างก็ดีเหมือนกัน” 

“จริงๆ ไอ้การแข่งนี่มันไม่ควรจัดขึ้นอย่างกระชั้นชิดแบบนี้นะ” 

“ฉันจะไปรู้เหรอ งานนี้เลื่อนจัดมาหลายวันต่อหลายวันแล้วนะ รายชื่อจากโรงเรียนอื่นน่ะถูกส่งไปแล้ว เหลือแค่ที่นี่เนี่ยแหละ คิดซะว่าเคราะห์ดีก็แล้วกันที่มาทันการแข่งน่ะ แล้วก็รีบตัดสินได้แล้ว” 

มาริเอะลุกขึ้น แล้วตั้งการ์ดต่อหน้าคุโระอีกครั้ง 

“สุดท้ายแล้วล่ะค่ะคุโระ” 

“อ่า มาจบรอบนี้กันดีกว่า ชั้นจะได้มีเวลาหาของขวัญให้เธอ” 

“ขอเป็นแหวนแต่งงานนะคะ” 

“ตามที่เธอต้องการ” 

มาริเอะแสดงรอยยิ้มแล้วเข้าประชิดคุโระ พร้อมยกขาบิดเอวเตะเข้าไปที่ขมับของคุโระ 

แม้นี่จะเป็นท่าถนัดของเธอและตัวคุโระเอง แต่ว่าท่าตัดสินของคุโระกลับเป็นอีกท่าหนึ่งเสียอย่างนั้น 

ไม่ใช่เตะสูง แต่เป็นจระเข้ฟาดหาง คุโระหมุนตัวแล้วฟาดส้นเท้ามายังมาริเอะ 

ขาขวาของมาริเอะนั้นเข้าตรงเป้าอย่างแม่นยำ … นั่นเป็นกรณีที่เขาไม่สามารถหลบได้เท่านั้น แต่คุโระที่หมุนแล้วฟาดส้นเท้ากลับมานั้นหลบการโจมตีของมาริเอะได้ และใช้เท้าข้างขวาวาดเป็นเส้นโค้งเข้าใส่มาริเอะทันที 

มาริเอะนั้นเอนตัวกลับ แต่ว่าสรีระของผู้ชายและผู้หญิงนั้นต่างกัน เธอจึงไม่สามารถหลบได้พ้น และโดนโจมตีปิดฉากเป็นการจบการแข่งขัน 

ชัยชนะเป็นของคุโระ เขาไปหามาริเอะแล้วอุ้มเธอในท่าเจ้าหญิงขึ้นมา 

มาริเอะนั้นกำลังหมดสติอยู่ คุโระจึงพาเธอไปยังห้องพยาบาล 

และระหว่างทาง เขาก็เดินผ่านโรสที่กำลังไปต่อสู้ในการแข่งรอบต่อไป 

โดยโรสนั้นยืนจ้องหน้าคุโระจนเขาหยุดเดินตรงหน้าของเธอ 

“มองแบบนั้นหมายความว่ายังไง? ” 

“...เปล่า แค่คิดว่านายเป็นสุภาพบุรุษผิดคาดล่ะนะ” 

“เธอก็แค่กลัวชั้น เพราะเห็นเศษเสี้ยวของพลังที่ชั้นมีอยู่ก็แค่นั้น” 

ได้ยินแบบนั้นโรสก็ยิ่งจ้องคุโระหนักเข้าไปอีก 

“เศษเสี้ยว? อย่ามาล้อกันเล่นดีกว่า พลังเวทระดับนั้นสามารถถล่มเมืองได้ง่ายๆ เลยนะ” 

“ถ้าเธอเป็นจอมเวทเต็มตัวเมื่อไร เธอจะเข้าใจเองแหละ” 

คุโระเดินผ่านโรสแล้วมุ่งตรงไปยังห้องพยาบาล ส่วนโรสก็เดินไปยังสนามแข่ง 

เมื่อมาถึงห้องพยาบาล คุโระก็พามาริเอะไปที่เตียง มาเอลนั้นเอาน้ำมาให้คุโระ แล้ววางยาแคปซูลไว้ข้างๆ เตียงของมาริเอะ 

ส่วนมาเรียนั้น เธอเข้ามารักษามาริเอะด้วยศาสตร์ของเธอในทันที 

“หนักมือจังเลยนะครับ” 

“ถ้าออมมือคงจะเป็นการเสียมารยาทล่ะนะ แต่อย่างน้อยก็ออมแรงไว้แล้ว” 

“บางครั้งผมก็คิดว่าอยากเห็นตัวตนจริงๆ ของคุณอยู่หรอกนะครับ แต่เอาเข้าจริงไม่รู้ว่าจะกล้ามองตรงๆ หรือเปล่าเนี่ยสิ” 

“ถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้เองแหละ ก็ริเรียเสนอชื่อนายเป็นผู้ติดตามมาเรียไปเป็นหน่วยสนับสนุนของทางโรงเรียนนี่? ” 

“ทั้งๆ ที่มีคนอื่นที่ดีกว่าผมแท้ๆ ” 

“คงเพราะไม่อยากให้มีตัวละครใหม่เพิ่มอย่างเปล่าประโยชน์เพราะตัวเองจำไม่ได้ล่ะมั้ง” 

“หมายถึงอะไรเหรอครับ นั่นน่ะ? ” 

“เปล่า แค่คุยกับตัวเองน่ะ ไปดูการแข่งของมามิยะกันดีกว่า” 

พอรักษาเสร็จ มาเรียก็เดินไปหาคุโระที่ไปยังโซฟาซึ่งไม่ควรมาอยู่ในห้องพยาบาล แต่มันก็มีมาตั้งนานแล้ว 

คุโระนั่งลงโดยมีมาเอลนั่งข้างๆ และมาเรียเข้ามาคลอเคลียจากอีกข้าง 

เนื่องจากไม่ได้ปิดการถ่ายทอดสด ทำให้เห็นบรรยากาศในสนามมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมานั่งแล้ว 

ทั้งสองนั้นเพิ่งเดินขึ้นไปบนสนามได้ไม่นานนัก เพราะโรสถูกหามเข้าห้องพยาบาล ทำให้ดาบของเธอยังอยูแถวๆ สนาม จึงเสียเวลาไปหยิบเล็กน้อย 

ในตอนนี้มามิยะกับโรสกำลังหยั่งเชิงกันอยู่ แม้ว่าโรสอยากจะบุกเข้าไปเต็มแก่ แต่กับมามิยะที่ตั้งท่าอิไอ แม้จะเป็นโรสก็ไม่กล้าเสี่ยง 

แต่การตั้งท่าอิไอใช่ว่าจะต้องตั้งรับอยู่อย่างเดียว  

เมื่อเข้าใจชัดแล้วว่าอีกฝ่ายจะไม่บุกเข้ามา มามิยะก็ปรับตำแหน่งเท้าแล้วถีบตัวเข้าหาโรสอย่างรวดเร็ว 

ในพริบตา มามิยะก็เข้ามาอยู่ต่อหน้าโรสแล้ว แม้จะตั้งท่าเอาไว้ แต่ก็มองตามไม่ทัน และป้องกันดาบเอาไว้ไม่ได้ 

ดาบของมามิยะถูกชักออกมาจากฝักอย่างรวดเร็ว ดาบนั่นโจมตีผ่านการป้องกันของโรสไปได้อย่างง่ายดาย 

เกราะของโรสถูกเฉือนเป็นรอยบากยาวอย่างเงียบเชียบ แม้จะป้องกันล้มเหลว แต่เธอก็พยายามที่จุโจมตีสวนกลับไป 

แต่มามิยะเร็วกว่ามาก เธอดึงดาบกลับมาป้องกันไว้ได้ แล้วใช้ศาสตร์ปัดการโจมตีกลับจนดาบของโรสลอยออกไป 

“กิงกะ! ” 

“! ” 

*ตู้ม! * 

เกิดระเบิดขึ้นระหว่างมามิยะและโรส ทั้งสองถอยห่างออกจากกัน และเป็นโรสที่วิ่งเข้าใส่มามิยะ 

“เอน • ลา • ฟีร์” 

ร่ายออกมาสามจังหวะ ดาบของเธอก็ถูกเปลวเพลิงปกคลุมไปทั่ว 

เธอใช้ทั้งศาสตร์เวทและศาสตร์ดาบ กวาดดาบใหญ่ของเธอไปตามแรงเหวี่ยง แล้วโจมตีเข้าใส่มามิยะ 

แม้จะมีทั้งมานาและพลาน่า แต่มันกลับไม่ได้เสริมพลังเข้าไปมากนัก ดาบของเธอไม่ได้รุนแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย 

“นี่อาจเป็นคีย์เวิร์ดที่คุโระตามหาอยู่ก็ได้นะ” 

มามิยะเก็บดาบเข้าฝัก 

“หรืออาจจะคิดไปเองก็ได้เหมือนกัน” 

ดาบของโรสถูกปัดทิ้ง เป็นอิไอที่รวดเร็ว และเธอยังใช้ศาสตร์อีก ทำให้โรสและผู้ชมส่วนมากมองตามไม่ทันเลยทีเดียว 

“มาจบกันเลยดีกว่า! ” 

มามิยะตะโกนแล้ววิ่งเข้าประชิดโรส 

โรสป้องกันดาบที่มามิยะโจมตีมาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด เธอพลิกตัวลงพื้นแล้วชกหมัดลงใส่พื้นพร้อมใช้ศาสตร์ 

“ไฟราก้า” 

พายุเปลวเพลิงโหมกระหน่ำโดยมีโรสเป็นศูนย์กลาง มามิยะแกว่งดาบ สะบั้นเปลวเพลิงจนมลายสิ้น 

แค่ตวัดครั้งเดียว พายุเพลิงที่โหมกระหน่ำก็ถูกสะบั้นหายไปในพริบตา พร้อมร่างของโรสที่ถูกพัดลอยออกนอกสนามไป 

“ผู้ชนะ ผู้เข้าแข่งมามิยะ” 

ลำดับในตอนนี้คือคุโระและมามิยะมีคะแนนถึงสอง ส่วนโรสและมาริเอะนั้นไม่มีเลยแม้แต่คะแนนเดียว การแข่งจึงถูกตัดสินในทันที 

“ผู้ที่เป็นตัวแทนคือผู้เข้าแข่งคุโระและผู้เข้าแข่งมามิยะ ที่สามารถชนะคู่ต่อสู้ได้ถึงสองครั้ง เพราะฉะนั้นการแข่งขันจะจบลง ณ ตอ---” 

“เดี๋ยวสิอาจารย์ริเรีย ฉันยังไม่ได้สู้กับคุโระเลยนะ” 

มามิยะพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังพอที่ริเรียจะได้ยิน เธอมองไปยังมามิยะแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ 

“ไม่ต้องแล้วมันเสียเวลา” 

“ไม่เห็นเป็นไรเลย เราจะเริ่มออกเดินทางกันตอนสี่โมงวครึ่งไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้ยังไม่บ่ายสามเลยนะ ฉันอยากสู้กับคุโระอ่ะ! ” 

คุโระ มาเรีย มาริเอะและมาเอลเดินออกมาที่กลางสนาม ทั้งสี่กำลังมองดูมามิยะกับริเรียเถียงกันอยู่ 

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้สิ อีกอย่าง ยิ่งออกเดินทางเร็วก็ยิ่งดีนะ” 

“แต่สุดท้ายก็ซื้อตั๋วรอบสี่โมงครึ่งไปแล้วไม่ใช่เหรอ สุดท้ายก็ออกเวลานั้นอยู่ดีนี่” 

“ไม่เป็นไรหรอก คิอซะว่าเป็นการซ้อมก็ได้” 

คุโระแทรกทั้งคู่แล้วเดินขึ้นสนามมา ในมือขวาถือดาบเอาไว้ ส่วนมือซ้ายก็ถือปลอกดาบประหนึ่งเป็นดาบสั้น 

“ถ้าการแข่งจบลงแล้ว นี่ก็คือเวลาว่างของพวกชั้นแล้วล่ะนะ” 

“เดี๋ยวสิ อย่างน้อยก็ต้องประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการแล้วก็พิธีมอบเหรียญด้วยนะ” 

“เสียเวลาน่า ก็ประกาศไปพร้อมกับตอนที่สู้กันเลยนี่แหละ” 

ริเรียเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์แล้วพูดขึ้น 

“หลังจากนี้ฉันจะสอนมารยาทพวกเธอแน่นอน สัญญาเลย” 

“โทษที แต่ชั้นไม่ใช่พวกสนมารยาทน่ะนะ” 

“ชิ ในนามของริเรียผู้รับผิดชอบการแข่งขันคัดเลือกตัวแทนของโรงเรียนฝึกสอนต่อสู้โรซาเรียที่สอง ขอประกาศว่าตัวแทนของโรงเรียนคือคุโระ และมามิยะ ทั้งคู่ต่างเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง และบัดนี้ ทั้งคู่จะทำการต่อสู้กันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางไปยังเมืองหลวง” 

คุโระชี้ดาบไปยังมามิยะ 

ส่วนมามิยะนั้นตั้งท่าอิไอเอาไว้ 

“เริ่มได้! ” 

ทั้งสองต่างเข้าหากัน ดาบอิไอของมามิยะเข้าปะทะกับดาบของคุโระที่ถูกวาดมาในแนวเดียวกัน 

ทั้งสองประชันแรงกายกัน ก่อนที่จะเป็นมามิยะที่เตะคุโระเพื่อสร้างระยะห่าง 

แต่คุโระนั้นไม่สะทกสะท้าน เขาเข้าหามามิยะอีกครั้งแล้วง้างดาบขึ้นสูง 

มามิยะตั้งดาบป้องกัน และยกขาขวาขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่คุโระเตะต่ำมา 

หลบการโจมตีจากข้างล่างได้ทัน และป้องกันการโจมตีจากข้างบนเอาไว้ได้ ทักษะของเธอไม่ใช่แค่ของประดับจริงๆ  

มามิยะเอียงดาบให้การโจมตีของคุโระไหลผ่านไปยังด้านข้าง ก่อนที่จะปรับท่าแล้วโจมตีคุโระในทันที 

แต่คุโระเองก็ปรับท่าแล้วตัดดาบไปที่สีข้างของมามิยะ 

ดาบของทั้งคู่ไม่เข้าเป้าเพราะท้ายที่สุด ทั้งสองก็ถอยออกห่างเพื่อหลบดาบของกันและกัน 

คุโระแทงดาบใส่มามิยะ และมันถูกกันเอาไว้ได้ 

คุโระพลิกตัวแล้วเหวี่ยงปลอกดาบในมืออีกข้างเข้าโจมตีมามิยะ แต่ทางมามิยะเองก็มีปลอกดาบเอาไว้ป้องกันอยู่ 

มามิยะแทงดาบใส่คุโระ แต่คุโระก็หลบได้อย่างที่เธอคาดเอาไว้ 

“นี่ เอาจริงได้แล้วมั้ง” 

“สมกับเป็นคุโระเลยนะ” 

มามิยะเก็บดาบเข้าฝัก แล้วยืนนิ่งๆ สบายๆ มองไปทางคุโระ 

ทว่าบรรยากาศนั้นไม่ได้สบายด้วยเลย มามิยะเข้าประชิดคุโระ แล้วกวัดแกว่งดาบที่อยู่ในปลอกฟาดใส่คุโระ 

คุโระถอยออกแล้วเข้าประชิดมามิยะ แต่เธอก็บิดเอวแล้วโจมตีใส่คุโระด้วยหมัดตรง 

คุโระรับด้วยปลอกดาบแล้วปัดมือของมามิยะทิ้งไป เธอถอยหลังแล้วบุดเข้ามาอีกครั้ง 

ขยับแขนซ้ายฟาดปลอกดาบใส่คุโระอยากไม่หยุดหย่อน ท่วงท่าของเธอไหลลื่นจนเรียกได้ว่างดงามราวกับการเต้นรำ 

หมุนตัวเตะ แล้วผลักฝ่ามือกระแทกใส่คุโระ ตามด้วยกระแทกด้ามดาบเข้าใส่คุโระ แม้ว่าจะถูกหลบและป้องกันได้ แต่เธอไม่ปล่อยให้เขาได้สวนกลับเลย 

นอกจากนี้ เธอยังไม่ได้ชักดาบเลยด้วยซ้ำ 

นั่นเพราะเธอรอจังหวะอยู่ 

มามิยะเสยเข่าใส่คุโระ เมื่อลงถึงพื้นเธอก็ตวัดดาบปัดการป้องกันของคุโระจนเผยช่องว่าง นั่นคือสิ่งที่เธอเล็งมาโดยตลอด 

เธอจับด้ามดาบ หมุนตัวแล้วชักดาบฟันใส่คุโระอย่างรวดเร็ว ดาบของเธอเฉือนเข้าไปในผิวของคุโระเป็นรอยตัดยาวจากเอวด้านขวาไปถึงหัวไหล่ด้านซ้าย 

“กำลังรออยู่เลย” 

คุโระไม่ได้พลาดแต่เขาจงใจเปิดช่องว่าง มามิยะนั้นคาดไม่ถึงจนเผลอฟันออกไป 

แม้จะเป็นความเสียหายที่เธอทำใส่คุโระได้ แต่มันก็เป็นปัญหาสำหรับเธอที่อยู่ในสภาพที่ไร้การป้องกัน 

คุโระที่ยกดาบเอาไว้ ฟันดาบลงมา ตัดเกราะส่วนอกของเธอขาดสองท่อน แล้วแทงซ้ำ มามิยะเก็บดาบแล้วยกมาปัดดาบของคุโระทิ้ง 

เธอเข้าโจมตีด้วยการเตะสูงใส่คุโระในระหว่างที่คุโระไม่ได้ตั้งตัว และมันก็ไม่ได้ผล 

“แรงกว่ามาริเอะนิดหน่อยล่ะนะ” 

“คิดไว้แล้วว่าต้องไม่ได้ผล” 

มามิยะชักดาบฟันใส่คุโระ เธอใช้ศาสตร์กะฆ่าคุโระอย่างเต็มที่ 

หากไม่คิดเช่นนั้นอาจเอาชนะไม่ได้ มามิยะคิดแบบนั้นพลางเหงื่อไหลผ่านใบหน้าของเธอไปพลาง 

แต่ดาบของเธอกลับไม่เป็นผล คุโระป้องกันไว้ได้ด้วยการใส่พลาน่าคลุมเข้าที่ดาบ แล้วรับการโจมตีเอาไว้ทั้งๆ อย่างนั้น 

“อันตรายไม่ใช่เหรอ? ” 

“ถ้ากับคนอื่นล่ะก็ ใช่ล่ะนะ” 

มามิยะหมุนตัวฟาดขาใส่คุโระในท่าจระเข้ฟาดหาง 

คุโระถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แล้วก้าวไปข้างหน้าสองก้าวพร้อมฟันดาบลงมา 

มามิยะถีบเท้าหลบการโจมตีนั้น เก็บดาบใส่ฝักแล้วกระแทกด้ามดาบใส่คุโระ 

ด้ามดาบที่เธอกระแทกใส่คุโระนั้นกระทบเข้ากับดาบของคุโระที่ยกขึ้นมากันไว้ 

มามิยะถอยมาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอชักดาบฟันไปข้างหน้า 

หากมองเผินๆ เธอแค่ฟันดาบใส่อากาศเท่านั้น แต่เธอใช้ศาสตร์ ปล่อยคลื่นดาบเป็นแนวยาวใส่คุโระที่อยู่ห่างออกไป 

แต่คุโระก็ไม่ลุกลี้ลุกลน เขาใช้ศาสตร์แล้วฟันดาบลงมาแบบเรียบง่าย 

การโจมตีของมามิยะถูกทำลายเป็นสองส่วน คุโระเข้าประชิดมามิยะ แต่มามิยะก็ถอยห่างออกมาได้ 

มามิยะเก็บดาบแล้วตั้งรับใหม่อีกครั้งในท่าอิไอ ดูเหมือนการตั้งรับจะเป็นเรื่องถนัดของเธอ แต่ถ้าไม่ใช่คุโระ เธอก็บุกได้รุนแรงมากพอที่จะชนะคู่ต่อสู้โดยไม่ต้องชักดาบด้วยซ้ำ 

มันคือทักษะที่ผสมผสานกัน คุโระนั้นจะกวัดแกว่งดาบ และขยับร่างกายให้สอดคล้องกัน 

แต่มามิยะ เวลาที่เธอต่อสู้ หากเธอถือดาบเอาไว้เธอจะเป็นเพียงนักดาบคนหนึ่ง แต่ถ้าเธอเก็บดาบ เธอคือนักสู้ที่มีดาบอยู่ในมือ วิธีการต่อสู้จะเปลี่ยนไปแม้จะไม่มากก็ตาม 

แน่นอนว่าร่างกายของเธอเทียบกับคุโระไม่ติด แม้จะใช้พลาน่าห่อหุ้มไว้แต่คุโระเคยบอกไว้ ว่ามานาที่ห่อหุ้นร่างกาย กับพลาน่าที่ห่อหุ้มร่างกาย มานาที่มีความหนาแน่นกว่าจะเป็นฝ่ายชนะอย่างไม่ต้องสงสัย 

เพราะฉะนั้นต่อให้เธอใช้พลาน่า ก็ไม่สะทกสะท้านคุโระเสียตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น 

เธอจึงเหลือแค่ทางเดียว ดาบเดียว แค่ดาบเดียวเท่านั้น 

“ตัดสินกันด้วยท่าถนัดของฉันนี่แหละ” 

“เอาสิ” 

คุโระพุ่งเข้าหามามิยะ เขาตั้งท่าฟันดาบจากด้านบน ทำให้เธอเล็งไปที่ตรงนั้น 

มามิยะชักดาบด้วยความรวดเร็ว เธอป้องกันดาบของคุโระและสวนกลับมันไป … นั่นคือสิ่งที่เธอคิดจะทำ 

แต่ผลลัพธ์นั้น คุโระหยุดในระยะที่ดาบของมามิยะนั้นอยู่ห่างจากตัวเขาแค่ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น 

และเขายังโจมตี โดยที่หยุดดาบไว้ตรงคอของมามิยะแบบพอดิบพอดี 

“ย...ยอมแพ้เลย” 

ผู้ชมต่างพากันอึ้ง แม้จะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามามิยะมีทักษะที่สุดยอด แต่ร่างกายของคุโระคือขุมพลังที่ไร้คู่ต่อสู้ 

สำหรับพวกเขา คนเดียวที่ต่อกรกับคุโระได้คงมีแค่ริเรียเท่านั้น 

“พอใจกันแล้วใช่ไหม? งั้นก็รีบแยกย้ายกันไปได้แล้ว! ” 

ริเรียไล่ทั้งหกคนออกจากสนาม ทั้งหกก็ออกจากสนามไปในทันที 

“ฉันต้องไปพบครอบครัวของฉันก่อนน่ะค่ะ จะไปด้วยกันไหมคะ? ” 

คุโระกับมามิยะมองหน้ากันเมื่อได้ยินแบบนั้นจากปากของมาริเอะ 

“ก็คิดจะตามไปอยู่แล้วล่ะนะ” 

“อาจารย์มาเรียกับมาเอลคุงไปเตรียมตัวกันก่อนเลยก็ได้นะคะ” 

“เข้าใจแล้วครับ” 

“เข้าใจแล้วจ้ะ” 

ทั้งสองแยกตัวออกไป ในกลุ่มนี้เหลือแค่โรสเท่านั้นที่ไม่เข้าพวก 

“รีบๆ ไปสิยะ จะตามมาทำไมกันเนี่ย? ” 

“ฉันก็แค่อยากจะตามคุโระมาก็เท่านั้น” 

แม้จะกลัวแต่ก็ยังสนอกสนใจคุโระอยู่ดี แต่จะตามไปได้เท่าไรกันเชียว นั่นคือสิ่งที่มามิยะคิด 

แม้จะตัดตอนไปบ้าง แต่ทั้งสี่คนก็เดินตรงไปยังบ้านของมาริเอะ และตอนนี้ก็จบลงเสียที 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว