facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 27 การพบกันระหว่างอากับหลานสาว

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 การพบกันระหว่างอากับหลานสาว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2563 15:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 การพบกันระหว่างอากับหลานสาว
แบบอักษร

เยี่ยเจียงจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง 

แค่เมื่อครู่นี้เองที่เยี่ยจิ่งเหวินบอกเขาว่า “เด็กคนนี้คือลูกสาวของศิษย์พี่เยี่ยไห่ ที่ถูกทิ้งอยู่บนโลกมนุษย์ ท่านอาจารย์ลุงของข้าสั่งให้ข้าไปรับนางมาและพามาหาท่าน”  

ลูก...สาวงั้นหรือ? เขารู้ว่าพี่ชายของเขาได้ออกท่องไปในโลกมนุษย์หลายปีก่อนที่จะไปภูเขามาร แต่พี่ชายก็จากไปก่อนที่จะทันได้บอกอะไรกับเขา เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าพี่ชายเขาจะทิ้งลูกสาวไว้!  

เยี่ยจิ่งเหวินกล่าว “ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ศิษย์พี่เยี่ยไห่ทิ้งคำสั่งเสียเอาไว้ ข้าจึงขอส่งต่อคำเหล่านั้นให้กับท่านพี่เยี่ย”  

เยี่ยเจียงรีบรับหยกบันทึกมาจากเยี่ยจิ่งเหวิน และใส่จิตสัมผัสของเขาลงไป 

หมอกสีเขียวปรากฏขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเป็นชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนนักปราชญ์ ชายคนนั้นมองมาที่เยี่ยเจียงและกล่าวว่า “น้องสอง ข้าไม่คิดว่าข้าจะสามารถหนีรอดจากความหายนะนี้ไปได้ ข้าจึงอยากจะอธิบายบางเรื่องให้เจ้าฟัง ในระหว่างที่ข้ามาที่ภูเขามาร ข้าได้ผูกมิตรกับท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งแห่งสำนักเสวียนชิง หลังจากบันทึกทุกอย่างที่ข้าอยากบอกให้เจ้าฟังแล้ว ข้าจะใช้พลังที่เหลืออยู่เพื่อช่วยเขาออกไปจากที่นี่ เพื่อให้เขาส่งผ่านคำเหล่านี้ไปถึงเจ้า”  

“เรื่องแรก หลังจากข้าตาย ข้าเกรงว่ากลุ่มเยี่ยคงไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่บนเขาชิงเหมิงได้อีกต่อไป ให้ย้ายกลุ่มของเราออกมาจากเขาชิงเหมิง อย่างไรเสีย การอยู่รอดของกลุ่มเราคือเรื่องที่สำคัญที่สุด หากวันหนึ่งผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งในกลุ่มเรา เราก็สามารถกลับไปทวงคืนเส้นเลือดวิญญาณได้ เรื่องที่สอง ทรัพย์สมบัติของกลุ่ม ให้ใช้ของที่มีประโยชน์และขายของที่ไร้ประโยชน์ทิ้งไป ถ้าถึงเวลาที่เจ้าต้องตาย และเจ้าไม่มีลูกศิษย์หรือทายาทเหลืออยู่ ให้ทิ้งคู่มือวิถีการฝึกตนและของชิ้นอื่นๆ ไว้กับกลุ่มซะ”  

“เรื่องที่สาม แท้จริงแล้ว หลายปีก่อนที่ข้าจะมายังภูเขามาร ข้าได้แต่งงานกับหญิงในโลกมนุษย์ และนางได้ให้กำเนิดลูกสาวคนหนึ่ง แม้ว่าหญิงผู้นั้นจะเป็นมนุษย์สามัญชน แต่นางมีร่างปราณหยินบริสุทธิ์ หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน ข้าก็ตัดสินใจมีลูกกับนาง ถ้าลูกสาวคนนี้ที่นางให้กำเนิดมา โชคดีได้สืบทอดร่างกายที่มีพลังหยินเช่นนางและมีรากวิญญาณ เด็กคนนี้จะเป็นความหวังของกลุ่มเยี่ยของเรา น่าเสียดายตอนที่ข้าจากมา ลูกสาวยังไม่เกิด ข้าจึงไม่อาจทราบได้ว่าความหวังของข้าจะเป็นจริงหรือไม่”  

“เรื่องที่สี่ ข้าฝากฝังเรื่องต่างๆ ในอนาคตไว้กับท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้ง เขาจะส่งมอบของของข้าให้กับเจ้า และข้ายังฝากเขาให้ตามหาทั้งภรรยาและลูกสาวของข้าด้วย หากภรรยาข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าหวังว่าเจ้าจะปฏิบัติกับนางทั้งสองเป็นอย่างดี เรื่องที่ห้า ท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งได้ปฏิญาณต่อคำสัตย์หัวใจมารแล้ว เจ้าเชื่อใจเขาได้…”  

โม่เทียนเกอมองชายชราหรือเยี่ยเจียงซึ่งอยู่ตรงหน้าอย่างเหนียมอาย คนๆ นี้ดูเหมือนจะอยู่ในช่วงวัยห้าสิบปี ผมเขาหงอก เขาดูคล้ายๆ กับท่านปู่ของนาง แล้วเขาจะเป็นอาของนางได้อย่างไร 

สีหน้าเศร้าหมองของเยี่ยเจียงปรากฏขึ้น ท้ายที่สุด เขาก็ลืมตาและมองตรงมายังโม่เทียนเกอที่ยืนอยู่หน้าเขา เด็กคนนี้… ช่างดูเหมือนกับพี่ชายเขามาก เขาจึงเชื่อว่านางเป็นลูกของพี่ชายจริง 

จากนั้นเยี่ยเจียงก็ยื่นฝ่ามือซ้ายของเขาออกไปและชี้พลังวิญญาณเข้มข้นที่อยู่บนแขนขวาของเขาไปตรงนั้น บีบให้เลือดหยดออกจากนิ้วของเขา และด้วยการเคลื่อนไหวในท่าฟันอีกครั้ง เลือดหยดนี้ก็ลอยไปทางโม่เทียนเกอ 

โม่เทียนเกอตกใจเพราะหยดเลือดกำลังลอยมาหานางด้วยความเร็วที่น่ากลัว ในที่สุด หยดเลือดก็หายเข้าไปในหน้าผากของนาง จิตของนางรู้สึกร้อนและมึนงงไปชั่วขณะ แต่ไม่ทันไรหัวของนางก็กลับมาโล่งอีกครั้ง พอหัวโล่ง นางก็เห็นท่านอาที่ดูเหมือนท่านปู่คนนี้กำลังเดินเข้ามาหา เขาก้มมองและสัมผัสสร้อยข้อมือไข่มุกรวบรวมวิญญาณบนข้อมือนางและกล่าวว่า “จริงสิ นี่… นี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังคนก่อนให้ไว้กับท่านพี่ เพื่อเป็นของขวัญที่สามารถเข้าถึงชั้นที่สามของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณได้” พูดเช่นนั้นแล้ว เขาก็ก้าวมาข้างหน้าอีกก้าวและสวมกอดโม่เทียนเกอแน่น ในขณะที่พูดซ้ำๆ ว่า “เด็กน้อยที่น่าสงสาร… เจ้าคงลำบากมามาก วางใจได้ ในอนาคต เจ้าจะมีอาคนนี้อยู่ด้วย เจ้าจะไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป”  

แม้ว่านางจะไม่คุ้นเคยกับท่านอาที่สองคนนี้แม้แต่นิดเดียว และไม่เคยชินกับการพึ่งพาคนแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย โม่เทียนเกอกลับไม่ได้ผลักไสเขาออกไป บางทีหลังจากที่แม่ตาย นางก็เฝ้าถวิลหาความรักจากใครสักคน ถึงแม้ว่าจะไม่คุ้นเคยกับอาสองเลยสักนิด แต่เขาก็ดูเหมือนจะเห็นว่านางเป็นคนสำคัญ ดังนั้นนางจึงไม่มีความกล้าพอที่จะผลักเขา 

หลังจากผ่านไปสักพัก เยี่ยเจียงจึงปล่อยตัวนางและเช็ดน้ำตาออก เขาถามอย่างอ่อนโยน “เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไรหรือ”  

“ข้า… ข้าชื่อโม่เทียนเกอ”  

“โม่?”  

เยี่ยจิ่งเหวินจึงตอบว่า “ท่านพี่เยี่ย ในโลกมนุษย์ การแต่งงานของศิษย์พี่เยี่ยเป็นการแต่งเข้าทางฝั่งผู้หญิง เด็กคนนี้จึงใช้แซ่ตามแม่ของนาง”  

“อ้อ อย่างนั้นหรอกรึ” เยี่ยเจียงไม่ได้กังวลอะไร เขาพูดว่า “เราผู้ฝึกตน ไม่สนใจกับหลักการของโลกมนุษย์พวกนี้หรอก ไม่ว่าจะใช้แซ่อะไร นางก็ยังเป็นลูกหลานของกลุ่มเราอยู่ดี”  

“ถูกต้องแล้ว!” หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง เยี่ยจิ่งเหวินพูดว่า “ข้าอนุมานว่าท่านคงรู้เกี่ยวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แม่ของเด็กคนนี้ไม่มีชีวิตรอด ข้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง”  

เยี่ยเจียงส่ายหัวและยิ้มให้เขา “พี่ชายข้าอธิบายทุกอย่างกระจ่างแจ้งหมดแล้วในหยกบันทึกอันนี้ ข้าต้องแสดงความขอบคุณท่านสหายเยี่ยแห่งเต๋าด้วยที่ช่วยตามหาหลานสาวของข้า เยี่ยเจียงขอขอบคุณท่านสหายเยี่ยแห่งเต๋ามา ณ ที่นี้”  

เยี่ยจิ่งเหวินรีบประคองให้เยี่ยเจียงลุกขึ้นทันที เขาจึงพูดต่อว่า “ท่านพี่เยี่ย ช่างบังเอิญเสียจริงที่เราทั้งสองคนแซ่เยี่ยเหมือนกัน เนื่องจากเรามีโชคชะตาเกี่ยวกันเช่นนี้ น้องชายคนนี้ขออาจหาญเรียกท่านว่าพี่ใหญ่แล้วกัน”  

เยี่ยเจียงสังเกตเห็นว่าเยี่ยจิ่งเหวินเป็นศิษย์ระดับหัวกะทิของสำนักเสวียนชิง เยี่ยจิ่งเหวินยังหนุ่ม แต่กระนั้นเขาก็เข้าถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังได้แล้ว ตำแหน่งของเขาในสำนักน่าจะสูงกว่าเจิ้งเซวียนเจ้าของร้านอย่างแน่นอน มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าในอนาคตเขาจะสามารถสร้างขุมพลังได้ แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับเยี่ยเจียง โอกาสที่จะได้เข้าถึงดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังนั้นเหลือน้อยเต็มทีกับวัยของเขา แม้ว่าเยี่ยจิ่งเหวินคนนี้จะตั้งใจผูกมิตรกับเขา แต่ที่จริงแล้วเป็นอาและหลานทั้งสองคนมากกว่าที่ ‘ผูกสัมพันธ์กับคนที่อยู่ตำแหน่งเหนือกว่า’ นี่ต้องเป็นเพราะท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งแน่นอน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เอื้อประโยชน์และไม่ได้เป็นภัยต่อพวกเขาทั้งสอง ดังนั้นเขาจึงไม่ปฏิเสธ “ในเมื่อน้องชายยกยอข้าเช่นนี้ ข้าขอเป็นผู้อาวุโสและยอมรับชื่อ ‘พี่ใหญ่’ ไว้แล้วกัน”  

เยี่ยจิ่งเหวินพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ในขณะที่เจิ้งเซวียนที่ยืนมองอยู่ข้างๆ หัวเราะขึ้นมาเสียงดังและพูดว่า “ท่านพี่เยี่ย ครั้งนี้เรากลายเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ แล้วสิ! เพราะท่านเคยมีความหลังกับท่านอาจารย์โส่วจิ้งมาก่อน และยังมาเป็นพี่น้องกับศิษย์น้องของข้าอีก เราไม่ต้องนับถือกันแบบคนแปลกหน้าอีกต่อไปแล้วล่ะ”  

เยี่ยเจียงยิ้มและพยักหน้าพร้อมลูบเคราไปด้วย แต่ไม่นานหลังจากนั้น สีหน้าที่ดูเหมือนจะขอโทษขอโพยก็ปรากฏขึ้นบนหน้าเขา “ข้าหวังว่าน้องเจิ้งจะอภัยให้ข้าได้ในบางเรื่อง พี่ชายของข้าเพิ่งทิ้งคำสั่งไว้ให้และข้าก็เพิ่งพบหลานสาวคนนี้ เป็นไปได้ไหมที่เจ้าจะยอมให้ข้าได้จัดการของต่างๆ ที่ต้องการขายอีกสักครั้งหนึ่ง”  

“แน่นอน แน่นอน…” ใบหน้าเจิ้งเซวียนไม่ได้แสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับดูจริงใจอย่างมาก เขากล่าวว่า “ท่านพี่เยี่ย ท่านไม่ต้องทำตัวเป็นทางการมากนักหรอก ในอนาคต เราก็ต้องถือว่าเป็นคนพวกเดียวกันอยู่แล้ว”  

เยี่ยจิ่งเหวินพูดกับเจิ้งเซวียน “ท่านพี่เจิ้ง ข้าอยู่กับเด็กคนนี้มาหลายวัน และมีความเอ็นดูนาง คงจะดีถ้าท่านยอมให้ข้าได้ไปส่งพี่ใหญ่สักหน่อย”  

เนื่องจากเจิ้งเซวียนเป็นเจ้าของร้านอยู่ในตลาดนัดขนาดใหญ่ เขาจึงมีสัญชาตญาณที่ดี เมื่อสันนิษฐานว่าเยี่ยจิ่งเหวินคงจะมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเยี่ยเจียงอีก เขาจึงไม่ได้สงสัยกับคำขอนั้น และพูดแค่ว่า “เป็นธรรมดา ศิษย์น้องอาจารย์เยี่ย เจ้าไปเถอะ”  

ทั้งเยี่ยจิ่งเหวินและเยี่ยเจียงกำมือในท่าขอตัวลา ก่อนจะพาโม่เทียนเกอออกไป 

เมื่อพวกเขาออกมา เยี่ยเจียงจูงมือโม่เทียนเกอโดยอัตโนมัติ และนำทางไปยังของวิเศษที่ช่วยให้บินได้ของเขา จากนั้นจึงพูดกับเยี่ยจิ่งเหวินว่า “น้องชาย เราไปคุยกันในถ้ำของข้าดีกว่า”  

เยี่ยจิ่งเหวินก็คิดเช่นนั้น เขาไม่ลังเลที่จะตอบว่า “ดีทีเดียว”  

ของวิเศษช่วยบินของเยี่ยเจียงคือแส้หางม้า ความเร็วในการบินของมันไม่ได้รวดเร็วมากนัก แต่ก็ไม่สำคัญ เพราะที่เขาตงเหมิงห้ามใครบินผ่านเขาด้วยความเร็วสูง ที่นี่มีผู้ฝึกตนอยู่เต็มไปหมดซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏเหล่านี้ และยังมีการห้ามบินเหนือตลาดนัดด้วย ส่วนการบินเหนือสถานที่ที่อยู่นอกตลาดนัดต้องทำด้วยความเร็วต่ำ ดังนั้น ทั้งสามคนจึงบินช้าๆ ไปทางทิศตะวันออก 

ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงถ้ำของเยี่ยเจียง เยี่ยเจียงโบกมือเพื่อปิดม่านกั้นพลังที่ป้องกันไว้อยู่ด้านนอกถ้ำ ก่อนจะบอกให้ทุกคนนั่งลง 

เป็นครั้งแรกที่โม่เทียนเกอได้เข้ามาอยู่ในถ้ำเซียน ของทุกอย่างล้วนทำขึ้นจากหินหรือหยก เพดานถ้ำถูกฝังด้วยหินเปล่งแสงซึ่งดูเหมือนจะรวมอันที่นางเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ หินจันทราที่หลี่อวี่้ซานเอาออกมาใช้นั่นเอง 

เยี่ยเจียงถามคำถามอีกเล็กน้อย แต่เมื่อเขาเห็นว่านางดูสนใจถ้ำ เขาก็ปล่อยให้นางออกไปเล่น ในขณะที่ตัวเขาและเยี่ยจิ่งเหวินพูดคุยกัน 

เยี่ยจิ่งเหวินถอนหายใจขณะที่มองโม่เทียนเกอเดินออกไป “ข้าไม่อยากปิดบังเรื่องนี้จากพี่ใหญ่ หลังจากหลายวันที่ผ่านมา ข้าก็ไม่ค่อยอยากจะแยกกับเทียนเกอนัก เด็กคนนี้ต้องทนกับความยากลำบากมามาก นางเป็นเด็กที่ปรับตัวได้ดีมากกว่าเด็กคนอื่นๆ”  

ได้ยินเยี่ยจิ่งเหวินชมโม่เทียนเกอดังนี้ เยี่ยเจียงลูบเคราและยิ้มไปด้วย “ข้าหวังว่าเด็กคนนี้จะมีอนาคตสดใส นี่เกี่ยวกับเรื่องรากวิญญาณของนางหรือ”  

เยี่ยจิ่งเหวินค่อนข้างลังเลเมื่อเขาได้ยินคำถามนี้ เขาพูดว่า “ข้าตรวจสอบดูแล้ว เด็กคนนี้มีรากวิญญาณห้าธาตุและพลังปราณหยิน ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าแบบนี้ควรจะจัดว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่”  

การที่ได้รับสืบทอดมาทั้งรากวิญญาณและพลังปราณหยินโดยปกติถือว่าโชคดี แต่น่าเสียดาย ร่างปราณหยินบริสุทธิ์นี้กลับมาคู่กับรากวิญญาณห้าธาตุ ถ้ามันถูกจับคู่กับรากวิญญาณที่ดีกว่านี้สักนิด ความสำเร็จของนางในอนาคตคงจะวิเศษมาก 

“อะไรนะ!” เยี่ยเจียงถึงกับตกใจ “เด็กคนนี้สืบทอดร่างปราณหยินมาจริงๆ อย่างนั้นรึ” ตอนแรกเขาก็ไม่ได้คาดหวังมากนัก เมื่อเขาเห็นว่านางเพิ่งอยู่ในระดับชั้นที่สองของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณ เขาแค่รู้สึกดีใจและโชคดีที่นางเป็นเด็กที่มีรากวิญญาณ ส่วนพลังหยิน เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่านางจะมีร่างกายเช่นนี้ โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ช่างน้อยเหลือเกิน 

เยี่ยจิ่งเหวินพยักหน้า “ถูกต้องแล้ว พื้นฐานร่างกายตามธรรมชาติของเด็กคนนี้มีแค่รากวิญญาณห้าธาตุเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น นางยังฝึกตนในโลกมนุษย์จนเข้าถึงระดับชั้นที่สองของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณได้ แม้ว่าอาจจะเป็นเพราะสร้อยข้อมือไข่มุกรวบรวมวิญญาณด้วยก็ตาม แต่ถ้าไม่มีพลังหยินและวิถีการฝึกตนที่ดี นางคงไม่สามารถมาถึงขั้นนี้ได้”  

ความรู้สึกของเยี่ยเจียงสับสนปนเปกันหมดหลังจากได้ฟังคำอธิบายของเยี่ยจิ่งเหวิน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะรู้สึกมีความสุขหรือรู้สึกเศร้ามากกว่ากัน ร่างปราณหยินบริสุทธิ์เป็นร่างกายที่ดีสำหรับการฝึกตน แต่โชคร้ายที่เด็กคนนี้มีรากวิญญาณถึงห้าธาตุ ถ้านางไม่สามารถประสบความสำเร็จในการฝึกตน ร่างกายนี้จะกลายเป็นร่างที่นำหายนะมาสู่ตัวนาง ถ้ามีใครรู้เรื่องนี้เข้าละก็… 

ดูจากสีหน้าของเยี่ยเจียง เยี่ยจิ่งเหวินเดาความคิดของเขาได้ เขายิ้ม “พี่ใหญ่วางใจได้ ท่านอาจารย์ลุงโส่วจิ้งได้ให้จี้ซ่อนวิญญาณกับนาง ตราบใดที่นางใส่มันไว้ติดตัว จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”  

“หือ” เยี่ยเจียงค่อนข้างประหลาดใจ แต่ก็โล่งใจในเวลาไม่กี่อึดใจต่อมา เรื่องที่เขากังวลที่สุดก็คือเรื่องนี้นี่ล่ะ 

เยี่ยจิ่งเหวินหยิบถุงอีกใบหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุมของเขาและยื่นให้เยี่ยเจียง เขากล่าว “พี่ใหญ่ นี่คือของที่พี่ชายของท่านทิ้งไว้ให้ คู่มือวิถีการฝึกตนข้างในคือปรัชญาลับของกลุ่มเยี่ย และยังมีของอีกสองสามอย่าง เช่น ยาวิเศษและศิลาวิญญาณ สำหรับตอนนี้ ท่านทั้งสองคงจะไม่ขาดเหลืออะไร”  

เยี่ยเจียงรับถุงนั้นมาด้วยสีหน้าซาบซึ้ง “ขอบคุณ” เมื่อผู้ฝึกตนตายไป ทรัพย์สินของเขามักจะถูกแบ่งกันไปในหมู่คนเป็น คงจะไม่มีใครพูดอะไรถ้าท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งจะเดินออกมาและเก็บเอาของพวกนี้ทั้งหมดไปเป็นของตัวเอง แต่บางทีอาจจะเพราะท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งรู้สึกว่าเขาติดหนี้บุญคุณเยี่ยไห่อย่างใหญ่หลวง ดังนั้นเขาจึงส่งมอบของพวกนี้กลับมาแทน 

ในที่สุด เยี่ยจิ่งเหวินก็ถามว่า “พี่ใหญ่ ท่านอาจารย์ลุงโส่วจิ้งบอกข้าว่าให้ถามท่าน ท่านอยากจะเข้าสำนักเสวียนชิงหรือไม่”  

“นี่…” เยี่ยเจียงไม่ได้เตรียมใจกับคำถามเช่นนี้เลย ที่จริงแล้ว หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งทำให้ ก็แทบจะถือว่าเขาได้ชดใช้หนี้จนหมดแล้ว แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะเชิญพวกเขาให้เข้าร่วมสำนักเสวียนชิงอีก! นี่มันเหนือความคาดหมายของเยี่ยเจียงไปมากโข 

เยี่ยจิ่งเหวินยิ้มและลุกขึ้นยืน เขาพูดว่า “พี่ใหญ่เก็บไปคิดก่อนก็ได้ ข้าจะไม่รบกวนเวลาคุยกันของท่านทั้งสองแล้ว เมื่อท่านตัดสินใจได้เมื่อไหร่ กรุณาไปที่ร้านเพื่อบอกข้าด้วย ข้าจะได้รายงานกลับไป”  

เยี่ยเจียงรีบยืนขึ้นเพื่อส่งเขา “ได้ ขอข้าไตร่ตรองดูก่อน เมื่อข้าตัดสินใจได้แล้วจะบอกเจ้า” ​​​​​​​ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว