facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 25 ภูเขาตงเหมิง

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 ภูเขาตงเหมิง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ค. 2563 15:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 ภูเขาตงเหมิง
แบบอักษร

เยี่ยจิ่งเหวินพาโม่เทียนเกอเหาะมุ่งหน้าสู่ภูเขาตงเหมิง 

การได้เดินทางไปทั่วพร้อมกับเยี่ยจิ่งเหวินในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ตอนนี้โม่เทียนเกอคุ้นเคยแล้วกับความรู้สึกของการลอยอยู่บนท้องฟ้า และไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป นางยังรู้สึกชอบการเหาะมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วยเพราะได้ลิ้มรสชีวิตอิสระของผู้ฝึกตนมากขึ้นทีละนิด 

เป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์ธรรมดาจะไม่อิจฉาเซียน ก่อนหน้านี้ ชีวิตของโม่เทียนเกอช่างซับซ้อน อีกทั้งนางยังเด็กและไม่ประสีประสา จึงไม่เคยคิดรอบคอบเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ แต่ตอนนี้ หลังจากได้รับรู้แล้วว่าพ่อตาย ต้องออกจากบ้านมา และได้ความรู้มากมายจากเยี่ยจิ่งเหวิน นางก็รู้สึกสนใจในการฝึกตนอย่างแท้จริง 

เมื่อเห็นว่าโม่เทียนเกอมีอารมณ์นุ่มนวล ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไปที่จิตใจฝักใฝ่อยู่แต่กับการเล่นสนุก เยี่ยจิ่งเหวินจึงคอยให้คำแนะนำพิเศษเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อโม่เทียนเกอ อย่างเช่น วันแรกที่นางได้ฝึกตนกับเขา เขาช่วยแก้ท่าทางการนั่งสมาธิของนางให้ถูกต้อง เนื่องจากนางเริ่มฝึกตนโดยที่ไม่มีครูคอยสอน และต้องพึ่งสัญชาตญาณตัวเองว่าจะต้องนั่งอย่างไรในระหว่างทำสมาธิ ท่านั่งของนางจึงไม่ถูกต้องตามมาตรฐานนัก 

หลังจากนั้น เยี่ยจิ่งเหวินยังช่วยแก้ไขรายละเอียดปลีกย่อยบางเรื่องระหว่างการฝึกตนของนาง ทำให้นางเข้าใจมากขึ้นในสิ่งที่เขาอธิบาย ในขณะเดียวกัน นางยังรู้สึกว่าการมีครูคอยแนะนำอยู่ข้างๆ นั้นช่วยให้ฝึกตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการพยายามด้วยตัวเอง ถ้านางต้องการจะรู้เรื่องที่เยี่ยจิ่งเหวินอธิบายด้วยตัวเอง คงต้องใช้เวลาถึงหนึ่งหรือสองเดือนเพื่อหาคำตอบทีเดียว 

อันที่จริง ลูกศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณในกลุ่มการฝึกตนต่างๆ มักจะได้รับการแนะแนวจากศิษย์คนอื่นที่อยู่ระดับสูงกว่า หรือไม่ก็จากศิษย์ในระดับการสร้างฐานแห่งพลัง ในสำนักเสวียนชิง เยี่ยจิ่งเหวินมักจะคอยสอนลูกศิษย์ระดับต่ำกว่าเสมอ ดังนั้นเขาจึงได้พบกับศิษย์ประเภทที่ถึงแม้จะมีรากวิญญาณที่ดีตามธรรมชาติแต่ก็ยังโง่เขลา หลังจากเขาพบกับโม่เทียนเกอ ซึ่งสามารถเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้จากการชี้แนะเพียงแค่เล็กน้อย ในที่สุดเขาก็รู้ว่า บางครั้งครูก็สอนได้อย่างสบายๆ เช่นกัน 

แต่เขาก็อดที่จะถอนใจไม่ได้ แน่นอนว่า นอกจากความสามารถ ความเข้าใจก็สำคัญเช่นกัน ไม่แปลกเลยที่ท่านอาจารย์ลุงเสวียนอินมักจะพูดเสมอว่า ถึงแม้รากวิญญาณของท่านอาจารย์ลุงโส่วจิ้งจะไม่ดีเทียบเท่ากับเขา แต่ความเข้าใจของเขานั้นดีเยี่ยม เขาจึงสามารถประสบความสำเร็จได้มากกว่าท่านอาจารย์ลุงเสวียนอิน เป็นความจริงที่ว่ามีปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดอื่นๆ อีกนอกเหนือจากรากวิญญาณ!  

ภายในเวลาไม่กี่วัน ทั้งสองก็มาถึงภูเขาตงเหมิง 

โม่เทียนเกอถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพทิวทัศน์เบื้องหน้า 

ที่ภูเขาชิงเหมิง ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัดเล็กๆ ตรงตีนเขาหรือยอดเขา ทุกอย่างดูเงียบสงบและให้ความรู้สึกเหมือนการลาจากทางโลก แต่ ณ ภูเขาตงเหมิงนั้นกลับไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย ที่นี่มีซุ้มทางเดินสูงที่ได้รับการประดับประดาตกแต่ง รวมถึงลานอีกหลายลานอยู่ตรงตีนเขา มีถนนหินปูนที่ทอดยาวขึ้นไปบนเขา เมื่อขึ้นเขามาได้ครึ่งทาง ก็จะมีจัตุรัสใจกลางเมืองและเขตที่อยู่อาศัย ซึ่งบริเวณนี้คือตลาดนัดของภูเขาตงเหมิง 

จากบนฟ้า ทั้งสองมองเห็นถ้ำเซียนมากมายที่อยู่บนภูเขาได้รางๆ อย่างไรก็ตาม ถ้ำเหล่านี้ถูกปกคลุมไปด้วยทิวแถวของต้นไม้ มีเพียงบางส่วนของถ้ำเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ละก็ ผู้คนคงจะรู้สึกขนหัวลุกที่ได้เห็นถ้ำมากมายอยู่บนภูเขาลูกเดียว 

ทั้งสองลงมาที่ตลาดนัด แต่ครั้งนี้ไม่มีใครเข้ามาต้อนรับพวกเขา จำนวนผู้ฝึกตนที่เดินอยู่รอบๆ เขาตงเหมิงนั้นมากเกินไป แม้แต่ในเขตที่อยู่อาศัยที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาก็ยังพลุกพล่านจอแจกว่าตลาดนัดในเขาชิงเหมิงเสียอีก เพราะอย่างนั้น เมื่อพวกเขาร่อนลงมาจากฟ้า จึงไม่มีใครที่สนใจแหงนหน้าดูพวกเขาสักคน 

แม้โม่เทียนเกอจะมองไปรอบตัว แต่เยี่ยจิ่งเหวินก็ยังใช้กิริยาท่าทางเหมือนก่อนหน้านี้ โดยการเดินนำทางผ่านถนนไปโดยไม่กวาดตามองรอบๆ ดูเหมือนเขาจะค่อนข้างคุ้นเคยกับที่นี่ดี 

แน่นอนว่า หลังจากเดินผ่านถนนหลายสาย พวกเขาก็เข้าไปในร้านค้าร้านหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับที่ภูเขาชิงเหมิง เจ้าของร้านเป็นลูกศิษย์ของสำนักเสวียนชิง ที่แตกต่างกันก็คือ ร้านนี้ใหญ่กว่าและมีพนักงานร้านเป็นมนุษย์ธรรมดาหลายคน 

มนุษย์เหล่านี้มีสายตาแหลมคมและมีวาทศิลป์อย่างมาก ทันทีที่พวกเขาสังเกตุเห็นเยี่ยจิ่งเหวินและโม่เทียนเกอเดินเข้ามา เขาก็รีบก้าวมาด้านหน้าอย่างสุภาพและเรียกขานพวกเขาว่า “ปรมจารย์เซียน” โม่เทียนเกอเป็นแค่เด็กที่ติดตามเยี่ยจิ่งเหวิน แต่กระนั้น นางก็ยังได้รับการเรียกขานแบบนั้นเช่นกัน 

เยี่ยจิ่งเหวินยังไม่ทันได้พูดอะไร ผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่ใส่ชุดประจำของศิษย์สำนักเสวียนชิงก็ก้าวมาต้อนรับและทักทายพวกเขาอย่างสุภาพเรียบร้อย “ท่านอาจารย์ลุงเยี่ย เหตุอันใดพาท่านมาที่นี่รึ” ศิษย์คนนั้นจำเขาได้ 

มนุษย์พนักงานถอยกลับไปเมื่อเห็นว่ามีผู้ฝึกตนเข้ามารับแขกแทน 

เยี่ยจิ่งเหวินตอบ “ข้าได้รับคำสั่งจากท่านอาจารย์ลุงโส่วจิ้งให้มาจัดการบางเรื่องให้ ศิษย์พี่เจิ้งอยู่ไหนหรือ”  

ศิษย์ตรงหน้าพวกเขาจึงตอบว่า “วันนี้เรายุ่งมาก อาจารย์ลุงเจิ้งออกไปจัดการธุระส่วนตัวเช่นกันขอรับ”  

“เช่นนั้นหรือ” เยี่ยจิ่งเหวินนิ่วหน้าและพูดพึมพำ “ธุระอะไรหรือที่ศิษย์พี่เจิ้งต้องออกไปจัดการด้วยตัวเอง”  

เขาไม่ได้ต้องการคำตอบ อย่างไรเสีย เขาก็ไม่ใช่ศิษย์ที่รับผิดชอบที่นี่ และไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายกับเรื่องของพวกเขา แต่ศิษย์คนนั้นคิดว่าธุระของอาจารย์ลุงเจิ้งไม่ใช่ความลับสลักสำคัญอะไร เขาจึงตอบว่า “มีกลุ่มผู้ฝึกตนที่กำลังตกต่ำเอาทรัพย์สินของพวกเขาออกมาเร่ขาย ท่านอาจารย์ลุงเจิ้งได้ยินมาว่าบรรพบุรุษหลายคนของกลุ่มนั้นเป็นผู้ฝึกตนในระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลัง น่าจะต้องมีของดีๆ หลายอย่าง ด้วยเหตุนั้นเขาถึงลงไปจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง”  

“อ้อ เป็นเช่นนั้นเอง” เยี่ยจิ่งเหวินไม่ค่อยสนใจ เขาจึงเปลี่ยนเรื่อง “เจ้าเคยเห็นคนผู้นี้หรือไม่ ผู้ฝึกตนในระดับการสร้างฐานแห่งพลังแซ่เยี่ย ดูเหมือนคนอายุราวๆ ห้าสิบ”  

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ศิษย์คนนั้นก็ส่ายหน้าและบอกว่า “ท่านอาจารย์ลุงเยี่ย คำบรรยายลักษณะของท่านกว้างเกินไป มีผู้ฝึกตนในระดับการสร้างฐานแห่งพลังหลายคนเลยที่ดูเหมือนชายในวัยห้าสิบปี อีกอย่าง ถ้าพวกเขาไม่ใช่แขกคนสำคัญ เราก็ไม่อาจรู้แซ่ของพวกเขาได้”  

เยี่ยจิ่งเหวินก็ตระหนักถึงข้อนี้ดี ในจำนวนคนสิบคนที่ติดอยู่ในดินแดนการสร้างฐานแห่งพลัง คงจะมีประมาณเจ็ดหรือแปดคนที่ดูเหมือนอายุประมาณนี้ โดยปกติแล้ว เนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกของผู้ฝึกตนเปลี่ยนไปตามอายุ การดูเหมือนชายวัยห้าสิบปีจึงเป็นลักษณะเด่นของผู้ฝึกตนที่แก่ชราพอตัว ถ้าพวกเขาสามารถก้าวหน้าสู่ดินแดนถัดไปได้ พวกเขาก็น่าจะทำได้ตอนที่พวกเขาอายุราวๆ นี้ และก็น่าจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแล้ว เพราะฉะนั้น คนส่วนมากที่ไม่สามารถก้าวหน้าไปต่อได้ จึงมีรูปลักษณ์เหมือนคนในช่วงวัยห้าสิบปี 

ดังนั้น เยี่ยจิ่งเหวินจึงไม่รบกวนศิษย์คนนี้อีก เขาพยักหน้าและกล่าวว่า “เจ้าไปได้ ข้าแค่จะถามไถ่คนแถวนี้ดู เจ้าไม่ต้องสนใจพวกข้าหรอก”  

ศิษย์คนนั้นจึงขอตัว แต่ก่อนจะออกไป เขาหยุดและพูดเสริมว่า “อาจารย์ลุงเยี่ย ถ้าท่านกำลังตามหาใครสักคน จะเป็นการดีกว่านะถ้าท่านไปที่สำนักงานของผู้ดูแลที่อยู่ตรงตีนเขา ถ้าผู้ฝึกตนเดี่ยวคนไหนอยากจะอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายวัน หรืออยากจะเช่าถ้ำอยู่ เขาก็น่าจะไปที่นั่นล่ะ”  

นี่เป็นความคิดที่เข้าท่าทีเดียว เยี่ยจิ่งเหวินกล่าวขอบคุณและเดินนำโม่เทียนเกอออกมา 

เมื่อพวกเขาออกมาจากร้าน โม่เทียนเกอจึงถามว่า “ท่านพี่ใหญ่เยี่ย ร้านนี้ก็ดูแลโดยสำนักเสวียนชิงหรือ”  

เยี่ยจิ่งเหวินพยักหน้า “ใช่แล้ว สำนักเสวียนชิงของข้ามีร้านค้าอยู่ในทุกตลาดนัดขนาดกลางถึงใหญ่ เกือบจะทุกตลาด ในแถบตะวันตกของคุนอู๋มีร้านของเราทั้งนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ศิษย์ของสำนักมีปัญหา สามารถไปที่ร้านพวกนี้เพื่อขอความช่วยเหลือได้”  

“อ้อ…” โม่เทียนเกอถามขึ้นมาอีก “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าสำนักเสวียนชิงค่อนข้างใหญ่มากทีเดียวหรือ”  

เยี่ยจิ่งเหวินหัวเราะและพูดว่า “ในขั้วท้องฟ้ามีกลุ่มการฝึกตนที่ยิ่งใหญ่อยู่เจ็ดกลุ่ม แม้ว่าสำนักเทียนเต้าจะมีขนาดใหญ่ที่สุด แต่สำนักเสวียนชิงของเราก็ไม่ได้น้อยหน้า สำนักเทียนเต้ามีศิษย์ทั้งหมดเจ็ดพันถึงแปดพันคน ในขณะที่สำนักเสวียนชิงของเรามีศิษย์หกพันคน พวกเขามีปรมาจารย์ระดับจิตวิญญาณใหม่ถึงเจ็ดคน ส่วนเรามีห้าคน และจากในหมู่ของกลุ่มการฝึกตนที่ยิ่งใหญ่หลายกลุ่ม มีเพียงแค่สำนักกู่เจี้ยนที่เทียบกับเราได้ อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่พวกเขาเป็นผู้ฝึกตนสายกระบี่ จึงเป็นการยากที่พวกเขาจะก้าวไปสู่ดินแดนถัดไปได้ถ้าเทียบกับพวกเรา นอกจากนี้ พวกเขายังไม่มีปรมาจารย์หลายคนเหมือนเราด้วย”  

โม่เทียนเกอสับสนเล็กน้อย “ทำไมผู้ฝึกตนสายกระบี่ถึงก้าวหน้าได้ยากกว่ารึ”  

เยี่ยจิ่งเหวินอธิบายว่า “ผู้ฝึกตนสายกระบี่มุ่งเน้นที่การฝึกตนด้วยกระบี่ตลอดชีวิต พวกเขาใช้ชีวิตไปกับการเล่าเรียนวิชากระบี่กระบองและทักษะการฆ่า ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องพละกำลังการต่อสู้ พวกเขาจะแข็งแกร่งกว่าพวกเราผู้ฝึกตนที่ฝึกปรัชญาแห่งลัทธิเต๋าเล็กน้อย แต่ก็ด้วยเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาฝึกวิธีที่จะควบคุมธรรมชาติของตัวเอง เพราะฉะนั้น จิตวิญญาณขั้นต้นของพวกเขาจะค่อนข้างอ่อนแอกว่าของเรา ทำให้แนวโน้มความก้าวหน้าของพวกเขาช้ากว่าเรา ถึงแม้ในสำนักกู่เจี้ยนจะมีจำนวนลูกศิษย์พอๆ กับเรา แต่จำนวนผู้ฝึกตนในระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังและระดับจิตวิญญาณใหม่ของพวกเขาน้อยกว่าเราถึงห้าเท่า” เขาพูดต่อ “ที่จริงแล้ว วิชาที่ข้าใช้ในการฝึกตนก็คือสาขาหนึ่งของวิถีการฝึกตนสายกระบี่ อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่วิถีการฝึกตนสายกระบี่แท้เสียทีเดียว ดังนั้น ข้าจึงก้าวไปสู่ดินแดนถัดไปได้ง่ายกว่าพวกเขา”  

โม่เทียนเกอเข้าใจสิ่งที่เยี่ยจิ่งเหวินพูดเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น นางครุ่นคิดอย่างช้าๆ ในขณะที่เดินตามเยี่ยจิ่งเหวินลงจากเขา เมื่อมาถึงตีนเขา พวกเขาก็มุ่งหน้าตรงไปสู่ลานที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว