facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 24 ตำแหน่งที่อยู่ของเยี่ยเจียง

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 ตำแหน่งที่อยู่ของเยี่ยเจียง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.ค. 2563 10:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 ตำแหน่งที่อยู่ของเยี่ยเจียง
แบบอักษร

ในไม่ช้า ชายเฒ่าก็กลับมาพร้อมกับชายไว้เคราหน้าคล้ายม้าคนหนึ่ง ซึ่งเดินตามหลังเขามา 

โม่เทียนเกอเงยหน้าขึ้นมาดูชายคนนั้นด้วยความสงสัย เขาดูเหมือนคนในวัยห้าสิบปี แรงเคลื่อนไหวในกายของเขานั้นรุนแรงเทียบเท่ากับของเยี่ยจิ่งเหวิน เนื่องจากว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนในระดับการสร้างฐานแห่งพลังเช่นกัน 

เมื่อชายคนนี้เข้ามา เยี่ยจิ่งเหวินลุกขึ้นจากเก้าอี้ เมื่อเห็นดังนั้น โม่เทียนเกอจึงยืนขึ้นตามเขา สายตาของชายคนนั้นกวาดไปทั่วห้องและมาหยุดอยู่ที่เยี่ยจิ่งเหวิน พอเห็นลายปักลายไท่จี๋บนอกเสื้อชุดของเยี่ยจิ่งเหวิน เช่นเดียวกับลายเมฆมงคลที่วาดอยู่บนปลายแขนเสื้อ เขาก็รู้ทันทีว่าเยี่ยจิ่งเหวินเป็นลูกศิษย์ระดับหัวกะทิของสำนักเสวียนชิง เขาจึงมีท่าทีสุภาพ “ข้าชื่อลู่ซีซาน ชื่อของท่านสหายนักพรตคือ”  

เยี่ยจิ่งเหวินทำความเคารพตอบ “ข้าเยี่ยจิ่งเหวินจากสำนักเสวียนชิง ข้าละลาบละล้วงมาที่นี่เพื่อถามเกี่ยวกับบางอย่าง หวังว่าท่านสหายนักพรตลู่จะอภัยให้ข้า”  

คนสุภาพนอบน้อมมักจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคนอื่นเสมอ และยิ่งความจริงที่ว่า เยี่ยจิ่งเหวินเป็นศิษย์จากสำนักที่ทรงอำนาจ เพราะอย่างนั้น ลู่ซีซานจึงรู้สึกมีความประทับใจที่ดีต่อตัวเขา เขายิ้มและกล่าวว่า “สหายนักพรตเยี่ยนี่เอง… เชิญนั่งก่อน”  

เยี่ยจิ่งเหวินนั่งลงในที่นั่งของแขก ชายเฒ่าที่เป็นคนต้อนรับพวกเขาสั่งให้คนนำน้ำชาชุดใหม่เข้ามาให้ ก่อนที่เขาจะออกจากห้องไป 

ในขณะที่ลู่ซีซานดื่มชา สายตาเขาก็มาจับจ้องอยู่ที่โม่เทียนเกอที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้าง เขาลูบเคราและพูดว่า "สหายนักพรตเยี่ย สหายนักพรตตัวน้อยคนนี้เป็นญาติท่านหรือ นางยังเด็กมาก แต่ระดับการฝึกตนของนางเข้าถึงระดับชั้นที่สองของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณแล้ว เป็นเด็กที่มีแววน่าจับตามองทีเดียว" 

เยี่ยจิ่งเหวินเพียงแค่ยิ้ม "ท่านสหายนักพรตลู่ก็พูดเกินไป" ในโลกมนุษย์ เด็กสิบขวบที่สามารถบรรลุชั้นที่สองของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณคงถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะ แม้แต่ภายในกลุ่มการฝึกตน เด็กเช่นนี้ก็มักจะถูกมองว่าเป็นเด็กมีแวว อย่างไรก็ตาม ในสำนักที่ใหญ่โตและทรงอำนาจเช่นสำนักของพวกเขา ระดับความสำเร็จเท่านี้แทบจะไม่น่าพอใจด้วยซ้ำ 

ในสำนักของพวกเขามีผู้ฝึกตนระดับสูงจำนวนมาก คนรุ่นใหม่แต่ละรุ่นมีความสามารถที่โดดเด่น ลูกศิษย์ในสำนักจะได้รับการแนะแนวโดยท่านอาจารย์ที่มีความสามารถและมียาวิเศษไม่ขาดมือ พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเข้าถึงชั้นที่สามหรือสี่ของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณกันแล้วตั้งแต่อายุราวๆ สิบขวบ และไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่เด็กขยันจะสามารถไปถึงชั้นที่ห้าหรือหกในช่วงอายุเท่านี้ ลูกศิษย์ลูกหาเหล่านี้มักจะเข้าไปถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังเมื่อพวกเขาอายุประมาณสามสิบปี เหมือนอย่างเยี่ยจิ่งเหวิน เป็นต้น ความสามารถของเขาค่อนข้างดีเยี่ยมและเขาก็ขยันมาก ดังนั้นเขาจึงสามารถเข้าถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังได้ตอนอายุยี่สิบสี่ปี ส่วนท่านอาจารย์ลุงโส่วจิ้งยิ่งบรรลุได้เร็วกว่าเขาเสียอีก เขาเข้าสู่ดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังได้ตั้งแต่เขาอายุแค่ยี่สิบปีเท่านั้น นอกจากนี้ ท่านอาจารย์ลุงโส่วจิ้งยังไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่เข้าดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังได้เร็วที่สุดในสำนักเสวียนชิงด้วยซ้ำไป ซึ่งคนผู้นั้นคือท่านอาจารย์ลุงหลิงซีแห่งยอดเขาหยาดน้ำค้างหวาน เขาสามารถเข้าถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังได้ด้วยอายุแค่เพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น 

ลู่ซีซานไม่ได้อิจฉาอะไร แม้ว่ากลุ่มของพวกเขาไม่สามารถเทียบกับสำนักได้ แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนใจแคบ เขาชมคนอื่นเพื่อแสดงมารยาทที่ดี 

“สหายนักพรตลู่” เมื่อดื่มชาเสร็จแล้ว เยี่ยจิ่งเหวินจึงเข้าเรื่องทันที “เหตุผลที่ข้ามาโดยไม่บอกกล่าว ก็เพื่อถามถึงนักพรตเต๋าผู้หนึ่ง”  

“โอ้” ถึงแม้ลู่ซีซานจะได้ยินชายเฒ่ารายงานมาแล้วและรู้ซึ้งถึงสถานการณ์ดี แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นประหลาดใจ อย่างไรเสีย เขาก็ไม่รู้จุดประสงค์ของเยี่ยจิ่งเหวินในการถามถึงชายคนนั้น  

“สหายนักพรตลู่ เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ท่านไปที่ร้านของสำนักเสวียนชิงที่อยู่ตรงตีนเขากับเพื่อนคนหนึ่งใช่หรือไม่”  

“ใช่แล้ว สหายนักพรตเยี่ย คนที่ท่านกำลังตามหาอยู่คือเพื่อนของข้าคนนี้หรอกรึ”  

“ใช่” เยี่ยจิ่งเหวินกล่าว “สหายนักพรตลู่ เพื่อนของท่านคนนี้ชื่อเยี่ยเจียง ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนจากกลุ่มเยี่ยแห่งภูเขาชิงเหมิงหรือเปล่า”  

ลู่ซีซานรู้สึกสงสัยนิดหน่อย แต่ก็ยังพยักหน้ารับ “ที่ท่านสหายนักพรตเยี่ยพูดมาถูกต้องแล้ว” แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าชายผู้นี้ก็มีสกลุเยี่ยเหมือนกัน ด้วยความสงสัย เขาจึงถามว่า “เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านทั้งสองเป็น…”  

เยี่ยจิ่งเหวินเป็นคนฉลาด จึงสามารถเดาได้ว่าลู่ซีซานกำลังคิดอะไร เขารีบพูดทันที “ข้าไม่เคยพบกับสหายนักพรตเยี่ยเจียงมาก่อน ทว่าอาจารย์ลุงของข้าเป็นเพื่อนที่ดีกับพี่ชายของสหายนักพรตเยี่ยเจียง”  

ลู่ซีซานค่อยโล่งใจหลังจากได้ยินคำพูดของเยี่ยจิ่งเหวิน ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเพื่อนสนิทกับเยี่ยเจียง แต่การขับกลุ่มเยี่ยออกไปจากเขาชิงเหมิงเป็นฝีมือของหลายๆ กลุ่มการฝึกตนในเขาชิงเหมิง ซึ่งรวมถึงกลุ่มลู่ของเขาด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องพวกนี้เป็นการตัดสินใจของท่านบรรพบุรุษในระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลัง และเขาไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในเรื่องนี้ เพราะอย่างนั้น มิตรภาพระหว่างเขาและเยี่ยเจียงจึงยังคงอยู่ แต่เขาก็ค่อนข้างกังวลว่าชายคนนี้ที่มาที่กลุ่มของเขาจะเกี่ยวพันกับกลุ่มเยี่ย เพราะอย่างไรเสีย สำนักเสวียนชิงก็เป็นสำนักที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันตกของคุนอู๋ กลุ่มผู้ฝึกตนอื่นแค่สองสามกลุ่มคงไม่กล้าไปทำให้พวกเขาไม่พอใจ 

“เข้าใจล่ะ… เมื่อก่อนนั้น ศิษย์พี่เยี่ยไห่คืออัจฉริยะที่ฟ้าประทานจริงๆ หลังจากกลุ่มเยี่ยให้กำเนิดเขา พวกเขาสามารถอยู่ยงคงกระพันไปได้อีกสองร้อยปีด้วยซ้ำไป หากไม่ใช่เพราะเรื่อง…” ช่วงหลังของประโยคคงไม่เหมาะที่จะพูดออกไปต่อหน้าคนแปลกหน้า ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนเรื่องคุย “สหายนักพรตเยี่ย ใครเป็นอาจารย์ลุงของท่านหรือ เขาสั่งอะไรท่านไว้”  

เยี่ยจิ่งเหวินยิ้มและพูดว่า “อาจารย์ลุงที่ข้าพูดถึงคือท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้ง เราไม่กล้าจะสั่งใครให้ทำอะไรหรอก แต่เพราะว่าอาจารย์ลุงของข้าได้รับความไว้วางใจจากผู้ตาย ให้ช่วยทายาทของกลุ่มเยี่ยลงหลักปักฐาน”  

“ท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งงั้นรึ” ลู่ซีซานถึงกับอึ้ง สีหน้าประหลาดใจของเขาสามารถเห็นได้ชัดเจนแม้แต่โม่เทียนเกอก็รู้สึก นางสงสัย ‘ท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งคนนี้มีอะไรพิเศษงั้นเหรอ’  

นางจะรู้ได้อย่างไรว่าอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังในแถบตะวันตกของคุนอู๋ ลู่ซีซานผู้นี้ก็อายุปาเข้าไปราวๆ สองร้อยปีแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นรุ่นเดียวกับเยี่ยไห่พ่อของนาง อย่างไรก็ตาม เยี่ยไห่เข้าถึงดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังแล้วเมื่อเขาอายุประมาณร้อยปี และไม่ได้ด้อยไปกว่าลูกศิษย์ชั้นสูงแห่งสำนักหรือโรงเรียนที่ทรงอำนาจเลย ในขณะเดียวกัน ผู้ฝึกตนจากเขาชิงเหมิงในรุ่นเดียวกันนั้น ยังติดอยู่ในดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังโดยที่ไม่มีโอกาสจะได้ก้าวไปสู่ดินแดนถัดไป 

แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งหมดนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งคนนี้ อาจารย์เต๋าโส่วจิ้งเป็นทายาทของปรมาจารย์ในระดับจิตวิญญาณใหม่แห่งสำนักเสวียนชิง เขาถูกพาตัวไปที่ภูเขาไทกังเมื่อตอนยังเด็ก เข้าถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังได้เมื่ออายุยี่สิบปี และดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังเมื่อเขาอายุเจ็ดสิบแปดปี 

ว่ากันว่าอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งผู้นี้มิใช่อัจฉริยะที่มีรากวิญญาณเดียวหรือรากวิญญาณกลายพันธุ์ แต่เขากลับมีรากวิญญาณสองธาตุ ผู้ฝึกตนหลายต่อหลายคนที่ยังดิ้นรนอยู่ในดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังก็เป็นผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณสองธาตุเช่นกัน แต่ถึงกระนั้น ระดับการฝึกตนของอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งกลับสูงกว่าพวกเขามาก ในขั้วท้องฟ้า ทุกๆ พันปี คงจะมีเพียงแค่สองหรือสามคนเท่านั้นที่สามารถเข้าไปถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังในวัยเจ็ดสิบปีได้ ชะตาลิขิตเช่นนี้จะได้รับมาก็ต่อเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากปรมาจารย์ในระดับจิตวิญญาณใหม่เท่านั้น 

และถ้าจะพูดถึงเรื่องอายุ ลู่ซีซานก็อายุมากกว่าสองร้อยปีแล้ว เขาเข้าถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังตอนอายุสี่สิบปี ตอนที่เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับการสร้างฐานแห่งพลังแล้วนั้น อาจารย์เต๋าโส่วจิ้งจอมอัจฉริยะคนนี้เพิ่งเริ่มการฝึกตน ทุกวันนี้ ตัวเขายังอยู่ในดินแดนการสร้างฐานแห่งพลัง ในขณะที่อาจารย์เต๋าโส่วจิ้งเป็นผู้อาวุโสในระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังไปแล้ว อาจารย์เต๋าโส่วจิ้งปัจจุบันมีอายุราวๆ หนึ่งร้อยสามสิบปี ด้วยความเร็วในการฝึกตนของเขา เขาน่าจะสามารถเข้าถึงดินแดนจิตวิญญาณใหม่ได้ภายในร้อยปีข้างหน้า ถึงแม้ลู่ซีซานเองก็เป็นผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณสองธาตุ แต่เขาไม่มีชะตาลิขิตมากพอ เขาจึงทำได้แค่ถอนหายใจทุกครั้งที่เขาคิดถึงอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งหรือแม้แต่เยี่ยไห่ ซึ่งทั้งคู่มีพรสวรรค์แบบเดียวกัน 

“อาจารย์เต๋าโส่วจิ้งนี่เอง” สีหน้าชื่นชมของลู่ซีซานปรากฏขึ้นในขณะที่เขาพูดว่า “สหายนักพรตเยี่ย ถ้ามีเรื่องอะไรที่ท่านอยากรู้ ไม่ต้องลังเลที่จะถาม ข้าจะบอกท่านทุกอย่างตามตรง”  

เมื่อเห็นว่าชื่อเสียงของท่านอาจารย์ลุงนั้นมีประโยชน์ เยี่ยจิ่งเหวินจึงถามต่ออย่างตรงไปตรงมา “ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าสหายนักพรตเยี่ยเจียงไปไหน เขาบอกแผนของเขาให้ท่านสหายนักพรตลู่ฟังหรือเปล่า”  

ลู่ซีซานตอบว่า “เยี่ยเจียงให้ทุกคนในกลุ่มเยี่ยย้ายลงไปที่โลกมนุษย์แล้ว ครั้งนี้เขากลับมาเพื่อมาขนย้ายข้าวของชิ้นสุดท้ายของกลุ่มเยี่ย เขาบอกว่าคงจะยากที่เขาจะก้าวเข้าสู่ดินแดนถัดไป ดังนั้น เขาจึงตั้งใจที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ของเขาในการท่องเที่ยวไปเรื่อย เขาอยากจะไปฝั่งตะวันออก”  

เยี่ยจิ่งเหวินพยักหน้า “ขอบคุณท่านสหายนักพรตลู่ เขามีจุดหมายปลายทางที่แน่นอนหรือไม่”  

“คือ… ตอนนี้เขาน่าจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงภูเขาตงเหมิง”  

มีภูเขาสองลูกอยู่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของภูเขาชิงเหมิง นั่นคือ ภูเขาตงเหมิงและภูเขาซีเหมิง เส้นเลือดวิญญาณบนเขาทั้งสองลูกนั้นด้อยกว่าของภูเขาชิงเหมิง ถึงแม้ที่นั่นจะไม่มีโรงเรียนหรือสำนักใดๆ แต่กลุ่มการฝึกตนเป็นผู้เปิดขายที่ดินเขตนั้น มีการขายหรือให้เช่าพื้นที่นั้นกับผู้ฝึกตนเดี่ยว และเมื่อเวลาผ่านไป ตลาดนัดที่แสนคึกคักจึงเกิดขึ้น ผู้ฝึกตนหลายต่อหลายคนได้แวะมาซื้อ ขาย หรือแม้แต่เอาของมาแลกเปลี่ยนกัน บางครั้งก็สามารถพบเจอผู้ฝึกตนเดี่ยวจากระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังได้ในที่แห่งนี้ 

ลู่ซีซานหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาจากชุดคลุมของเขาและส่งให้เยี่ยจิ่งเหวิน “ก่อนเราจะจากกัน เยี่ยเจียงให้เครื่องรางหยกสื่อสารนี้ไว้กับข้า ถ้าเขาอยู่ไม่ไกลมากนัก มันก็จะสามารถใช้ส่งข้อความไปถึงเขาได้”  

เยี่ยจิ่งเหวินรับของชิ้นนั้นมาด้วยความยินดี “ขอบพระคุณท่านมาก สหายนักพรตลู่ ท่านช่วยเราได้มาก ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี” เยี่ยเจียงถอดส่วนหนึ่งของจิตสัมผัสเขาไว้ในของชิ้นนี้ เพื่อให้มันตามหาสถานที่ที่เขาอยู่ได้ทันที การใช้ของชิ้นนี้ง่ายกว่าการพยายามตามหาเขาในหมู่ผู้คนมากมาย  

ลู่ซีซานยิ้มและพูดว่า “ไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าเป็นความช่วยเหลือจากมิตรแล้วกัน สหายนักพรตเยี่ย”  

เมื่อได้ยินคำของลู่ซีซาน เยี่ยจิ่งเหวินก็ยิ่งมีความประทับใจที่ดีต่อเขามากขึ้น แต่การตัดสินใจของลู่ซีซานค่อนข้างจะไม่เหมาะสม แทนที่จะรับสินน้ำใจแทนคำขอบคุณจากเยี่ยจิ่งเหวิน แต่มันคงจะดีต่อตัวเขามากกว่าถ้าเขาจะตีสนิทเยี่ยจิ่งเหวินเอาไว้ ศิษย์แห่งสำนักเสวียนชิงอาจจะมีประโยชน์ขึ้นมาในวันหนึ่งก็ได้ 

“งั้นข้าขอลาก่อนล่ะ สหายนักพรตลู่ ไว้พบกันใหม่”  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว