facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 22 ถามข่าวคราว

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 ถามข่าวคราว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2563 19:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 ถามข่าวคราว
แบบอักษร

ลำแสงสีเขียวพาดผ่านท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านที่อยู่ตีนเขาในแถบตะวันตกของคุนอู๋ ชายหนุ่มและเด็กหญิงร่วงลงมาจากฟ้า

ทั้งสองคือเยี่ยจิ่งเหวินและโม่เทียนเกอ

เมื่อสองวันก่อน พวกเขากลับไปที่หมู่บ้านตระกูลโม่ เมื่อเยี่ยจิ่งเหวินบอกว่าเขาจะพาโม่เทียนเกอไปอยู่ที่อื่น ก็ไม่มีใครในครอบครัวกล้าขัดเขา ดังนั้นโม่เทียนเกอจึงเก็บข้าวของทั้งหมดของนางและร่ำลาเทียนเฉี่ยว

พอเทียนเฉี่ยวได้รู้ความจริง นางทั้งรู้สึกอิจฉาและไม่อยากแยกจากกับเทียนเกอ แต่น่าเสียดายที่เยี่ยจิ่งเหวินบอกว่าเทียนเฉี่ยวไม่ได้ครอบครองรากวิญญาณจึงไม่สามารถฝึกตนได้ เพราะฉะนั้นเด็กทั้งสองจึงต้องแยกจากกันทั้งน้ำตา

ในเวลาสองวันที่ผ่านมา โม่เทียนเกอได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากเยี่ยจิ่งเหวิน

สาเหตุที่พ่อของนางจากไปเมื่อสิบปีก่อน เป็นเพราะเขาอยากจะไปที่แดนลับแห่งหนึ่งเพื่อตามหาชะตาลิขิต ในฝั่งตะวันออกของขั้วท้องฟ้า มีแนวเทือกเขาซึ่งเป็นอาณาเขตของมาร ว่ากันว่าเมื่อหลายแสนปีก่อน เมื่อฝ่ายอธรรม [1] และฝ่ายธรรมะ [2] ก่อสงครามกันปะทะกัน ฝ่ายอธรรมพ่ายแพ้ไป ดังนั้นเหล่ามารต้องออกจากเขตของภูเขาคุนอู๋ ปัจจุบันอาณาเขตของฝ่ายอธรรมและฝ่ายธรรมะถูกแบ่งแยกกันโดยภูเขาลูกเดียวเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายอธรรมกระจายตัวไปทั่วทางตะวันออกเฉียงเหนือของภูเขานี้ ทางตะวันออกเฉียงใต้ถูกจับจองโดยแม่ทัพของฝ่ายธรรมะ นั่นคือสำนักเทียนเต้า ส่วนภูเขาลูกนั้นถูกขนานนามว่าภูเขามาร

ตามตำนานแล้วนั้น ภูเขามารคือสนามรบซึ่งเป็นที่เกิดสงครามในยุคโบราณระหว่างเซียนและเหล่ามาร สิ่งทรงพลังต่างๆ เช่นกำแพงอาคมและม่านกั้นพลังถูกทิ้งไว้มากมาย สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป การไปที่นั่นก็เปรียบได้กับการเดินเข้าหาความตาย อย่างไรก็ตามสิ่งของล้ำค่ามากมายถูกทิ้งไว้เช่นกัน เพราะเหตุนี้ใครหลายคนจึงยังไปที่นั่นเพื่อตามหาชะตาลิขิตของพวกเขา

เมื่อสิบปีก่อน กำแพงอาคมในเขตหนึ่งบนภูเขามารได้หายไป ผู้ฝึกตนของทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมรีบมุ่งไปที่เขตนี้และฝ่าเข้าไป แต่ในไม่ช้าผู้ฝึกตนเหล่านั้นก็ต้องรีบหนีออกมาจากที่นั่น โชคร้ายที่จำนวนผู้ฝึกตนที่สามารถหนีออกมาได้เหลือน้อยกว่าครึ่งของคนที่เข้าไปในตอนแรก ว่ากันว่าคนที่เหลือล้วนตายอยู่ในนั้น

ในตอนนั้น เยี่ยไห่ พ่อของโม่เทียนเกอก็จากบ้านตระกูลโม่มาเพื่อจะมาที่นี่ ซึ่งในเวลานั้นเองที่อาจารย์เต๋าโส่วจิ้งจากสำนักเสวียนชิงได้เจอกับเยี่ยไห่เป็นครั้งแรก และทั้งสองคนก็หายตัวไปบนเขา

ตอนแรกหลายๆ คนก็คิดว่าอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งคงจะไม่รอดเสียแล้ว แต่ทุกคนก็ต้องแปลกใจเมื่อเขาสามารถมีชีวิตกลับมาได้อย่างปลอดภัยเมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตามผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่หายไปพร้อมเขาล้วนเสียชีวิตทั้งหมด ในขณะที่ตัวเขาเองหนีออกมาได้โดยใช้เคล็ดวิชาลับ ซึ่งแทบจะดูดพลังของเขาไปจนหมดสิ้น เมื่อถึงเวลาที่เขากลับมายังสำนักเสวียนชิง การฝึกตนของท่านอาจารย์เต๋าโส่วจิ้งก็ถูกทำลายจนเสียหายไปมาก และเขาต้องเริ่มทำสมาธิเพื่อปิดประตูแห่งจิตทันที เป็นที่กล่าวกันว่าที่เขาสามารถหนีออกมาได้ก็เพราะความช่วยเหลือของเยี่ยไห่ เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องส่งเยี่ยจิ่งเหวินมา เพื่อช่วยทำให้ความปรารถนาก่อนตายของเยี่ยไห่สำเร็จ

โม่เทียนเกอได้รู้จากเยี่ยจิ่งเหวินว่าพ่อของนางยังมีญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย

ตระกูลเยี่ยนั้นเดิมทีเคยเป็นตระกูลผู้ฝึกตนจากภูเขาชิงเหมิงในทางตะวันตกของคุนอู๋ อย่างไรก็ตามสมาชิกที่เหลือของตระกูลนั้นไม่ได้มีจำนวนมาก และท้ายที่สุดก็มีเพียงแค่สองพี่น้องที่กลายมาเป็นผู้ฝึกตน ในช่วงที่เยี่ยไห่ยังมีชีวิตอยู่ ความแข็งแกร่งอันโดดเด่นของเขาเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว จึงไม่มีใครกล้าระรานคนแซ่เยี่ย แต่เมื่อสิบปีก่อน ข่าวการหายตัวไปบนภูเขามารของเขาได้แพร่ออกไป ตระกูลเยี่ยต้องเสียผู้ฝึกตนจากระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังเพียงคนเดียวไป เช่นเดียวกับเสียตำแหน่งบนเขาชิงเหมิงไปด้วย ในที่สุดผู้ฝึกตนอีกคนก็ถูกบีบบังคับให้ย้ายกลุ่มลงมาอยู่ในโลกมนุษย์ และต้องกลายเป็นผู้ฝึกตนเดี่ยวไป ซึ่งผู้ฝึกตนคนนี้ก็คือน้องชายของเยี่ยไห่หรือท่านอาของโม่เทียนเกอนั่นเอง

“หลังจากเจ้าเจอท่านอา เจ้าทั้งสองก็จะได้ตามข้ากลับไปที่ภูเขาไท่คังและเข้าร่วมสำนักเสวียนชิง บางทีเจ้าอาจจะสามารถตั้งกลุ่มของเจ้าขึ้นมาอีกครั้งก็ได้”

เยี่ยจิ่งเหวินบอกนางว่า สำนักเสวียนชิงคือหนึ่งในเจ็ดกลุ่มผู้ฝึกตนที่มีอำนาจมากที่สุดในขั้วท้องฟ้า ด้วยการสนับสนุนของสำนักเสวียนชิง พวกเขาไม่ต้องกลัวการถูกใครระรานเลย ในหมู่โรงเรียนและสำนักที่มีอำนาจมากในขั้วท้องฟ้าทั้งเจ็ดแห่ง สำนักเทียนเต้ามีอำนาจมากที่สุด ส่วนสำนักเสวียนชิงตามมาเป็นลำดับที่สอง สำนักเทียนเต้าถือได้ว่าเป็นสำนักใหญ่แห่งแรกในฝั่งตะวันตกของคุนอู๋

โม่เทียนเกอไม่ได้คัดค้านอะไร นางคาดหวังที่จะได้พบหน้าครอบครัวมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ดันมาพบว่าพ่อนางจากไปเสียก่อน ทุกวันนี้แค่สามารถออกมาจากตระกูลโม่ได้ นางก็ไม่สนใจว่าจะต้องไปที่ไหน ถ้าจะมีอะไรที่นางตั้งตาคอยก็คงเป็นการพบกับท่านอาของนางนั่นล่ะ

พวกเขาออกจากหมู่บ้านตระกูลโม่มาได้สองวันแล้ว ขณะนี้ก็มาถึงที่หมายในที่สุด ตามคำบอกเล่าของเยี่ยจิ่งเหวิน สถานที่แห่งนี้มีผู้ฝึกตนอยู่ด้วยมากมาย

โม่เทียนเกอมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย แต่ก็พบว่าเป็นเพียงแค่หมู่บ้านเล็กๆ ธรรมดาเท่านั้น

เยี่ยจิ่งเหวินยิ้มเมื่อเขาเห็นสีหน้าผิดหวังของนาง “พวกเขาก็แค่มนุษย์ธรรมดาน่ะ เราจะปล่อยให้มนุษย์เห็นที่อยู่อาศัยของเซียนได้อย่างไร” พูดจบเขาก็เดินนำทางนางไปวัดเก่าซอมซ่อเล็กๆ วัดหนึ่ง

โม่เทียนเกอไม่รู้ว่าวัดเล็กๆ นี้มีอะไรพิเศษ แล้วจู่ๆ เยี่ยจิ่งเหวินก็หยิบจี้หยกจากข้างในปกเสื้อของเขาและส่งมันให้นาง เขาพูดว่า “ท่านอาจารย์ลุงของข้าต้องการมอบสิ่งนี้ให้แก่เจ้า ในอนาคต เจ้าห้ามถอดสิ่งนี้ออกจากตัวเด็ดขาด ตราบใดที่เจ้าใส่มันอยู่ แม้แต่ผู้อาวุโสจากดินแดนจิตวิญญาณใหม่ก็ไม่สามารถมองผ่านร่างกายของเจ้าได้”

จี้หยกนั้นเป็นทรงกลม มีสีค่อนข้างอ่อน มันถูกผูกไว้กับเชือกสีแดง มีลายเมฆสลักอยู่บนพื้นผิว เมื่อพลิกดูอีกด้าน นางก็เห็นว่าบนพื้นผิวมันถูกสลักไว้ด้วยคำว่า ‘ฉิน’ ตัวเล็กๆ

เยี่ยจิ่งเหวินบอกว่า “อาจารย์ลุงของข้าแซ่ฉิน ชื่อของเขาคือ ฉินโส่วจิ้ง” หลังจากเขาพูดเช่นนั้น เขาก็โบกมือ แล้วภาพทิวทัศน์ต่อหน้าพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที รูปปั้นเทพในวัดหายวับไป และถนนแคบๆ ในตลาดนัดก็เข้ามาอยู่แทนที่ เยี่ยจิ่งเหวินจูงมือนางและพูดว่า “ไปกันเถอะ”

ถนนเส้นนี้ดูเหมือนถนนในหมู่บ้านทั่วๆ ไป ไม่เหมือนที่ซึ่งมนุษย์อมตะอาศัยอยู่เลยสักนิด

เมื่อโม่เทียนเกอพูดถึงความธรรมดาของสถานที่นี้ เยี่ยจิ่งเหวินก็ยิ้มและบอกว่า “สิ่งที่พวกเราและพวกมนุษย์เรียกขานกันว่าเซียน แท้จริงแล้วก็แค่มนุษย์ที่ยังคงฝึกตนเพื่อกลายเป็นเซียนที่แท้จริงเท่านั้นเอง ตลาดนัดของโลกมนุษย์เช่นนี้เป็นที่ที่เหล่าผู้ฝึกตนเดี่ยวจะมารวมตัวกัน แต่เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีอำนาจอะไร จัตุรัสนี้จึงไม่ได้ดูน่าประทับใจเท่าไหร่”

การมาของพวกเขาทำให้ทุกคนสนใจทันที เป็นเพราะแรงเคลื่อนไหวรอบๆ เยี่ยจิ่งเหวิน ประกอบกับเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ด้วย ผู้เยี่ยมยุทธ์จากระดับการสร้างฐานแห่งพลังที่ใส่ชุดเครื่องแบบลัทธิเต๋าของสำนักเสวียนชิง เป็นคนที่สมควรได้รับการชื่นชมอย่างแน่นอน

ระหว่างทาง ในที่สุดโม่เทียนเกอก็ค้นพบความแตกต่างระหว่างที่นี่กับโลกมนุษย์ อย่างเช่นผู้คนที่เปิดร้านขายของอยู่บนถนนมีการแสดงสินค้าและของแปลกประหลาดอยู่ในร้าน บางคนก็แขวนป้ายรายการสรรพสิ่งที่ขายอยู่ในร้านด้วย มีบางคนที่กำลังเดินนำทางสัตว์ประหลาดซึ่งไม่เคยพบเจอในโลกมนุษย์มาก่อน

เยี่ยจิ่งเหวินจดจ่อกับการเดินนำทางนางไปตามถนนและเข้าไปที่ตรอกหนึ่ง เมื่อมาถึงที่ร้านร้านหนึ่ง เขาก็หยุดก่อนเดินเข้าไปข้างใน

ร้านนั้นกว้างใหญ่ โม่เทียนเกอไม่รู้ว่าร้านนี้ขายอะไรกันแน่ นางเห็นแค่โต๊ะคิดเงินสูง แต่ไม่เห็นมีของอะไรมาวางแสดงอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป นางก็สังเกตเห็นเสื้อผ้าของพนักงานซึ่งกำลังวุ่นวายอยู่ตรงโต๊ะคิดเงิน แม้ว่าชุดนั้นจะไม่ดูดีเท่าของเยี่ยจิ่งเหวิน แต่ก็เหมือนกันมาก เขาใส่ชุดยาวสีน้ำเงินพร้อมกับชุดคลุมสีขาวเช่นเดียวกัน และโม่เทียนเกอยังสัมผัสได้ถึงระดับการฝึกตนของเขาอีกด้วย ซึ่งไม่ได้สูงกว่านางสักเท่าไหร่

หลังจากพวกเขาเข้าไปและพนักงานสังเกตเห็นพวกเขา เขาก็รีบเดินออกมาจากหลังโต๊ะคิดเงินทันที เขาทักทายและเรียกเยี่ยจิ่งเหวินว่าเป็นอาจารย์อาของเขา

เยี่ยจิ่งเหวินพยักหน้าและถามว่า “เจ้าของร้านไปไหน”

พนักงานคนนี้ก็เป็นศิษย์สำนักเสวียนชิงเช่นเดียวกัน เขารีบเชื้อเชิญให้ทั้งสองเข้าไปด้านในและบอกว่า “ท่านอาจารย์อา เชิญเข้ามาข้างในเถอะ อาจารย์ลุงเฉินอยู่ข้างบน”

หลังจากพวกเขาขึ้นไปข้างบน โม่เทียนเกอเห็นว่าชั้นนี้ก็เหมือนชั้นข้างล่าง และมีโต๊ะสูงอยู่เหมือนกัน แต่ก็มีที่นั่งมากมาย ราวกับว่าเป็นที่เอาไว้รับลูกค้า

พนักงานพาพวกเขาเข้าไปที่มุมหนึ่ง เขาเรียกชายอายุราวๆ ห้าสิบถึงหกสิบปีคนหนึ่งอย่างสุภาพ “ท่านอาจารย์ลุงเฉิน อาจารย์อาจากสำนักมาที่นี่ขอรับ”

ชายเฒ่าดูเหมือนว่าจะกำลังงีบหลับอยู่ พอเขาลืมตาขึ้นมาเห็นเยี่ยจิ่งเหวิน เขาก็สนอกสนใจและรีบบอกกับพนักงานว่า “ไปเอาน้ำชามาให้เราสิ”

“ขอรับ” พนักงานรับคำและเดินออกไป

เมื่อเห็นเยี่ยจิ่งเหวินซึ่งยังหนุ่มแน่นและใส่ชุดของศิษย์ที่อยู่ในระดับสูง ชายเฒ่าจึงไม่กล้าที่จะทำตัวไม่สุภาพ เขายืนขึ้นประสานมือทักทาย “ศิษย์น้อง ข้าแซ่เฉิน ชื่อโหย่วหลี่ เป็นเจ้าของร้านที่นี่ ข้าขอทราบได้ไหมว่าใครคือท่านอาจารย์ของเจ้าและเจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด”

เยี่ยจิ่งเหวินทำความเคารพกลับและพูดว่า “ข้าคือเยี่ยจิ่งเหวินแห่งยอดเขาวสันต์กระจ่าง ข้าได้รับคำสั่งจากท่านอาจารย์ลุงโส่วจิ้งเพื่อมาที่นี่และตามหาใครบางคน”

“โอ้” เมื่อได้ยินว่า ‘ยอดเขาวสันต์กระจ่าง’ ชายเฒ่าก็ยิ่งแสดงความนอบน้อมมากขึ้นอีก ยอดเขาวสันต์กระจ่างคือสถานที่ฝึกตนของปรมาจารย์จิงเหอ ปรมาจารย์ท่านนี้มักจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวและแทบไม่เคยยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ดังนั้นเจ้าของร้านจึงพูดว่า “ศิษย์น้องเยี่ย เจ้านำแผ่นจารึกประจำตัวมาด้วยหรือไม่”

เยี่ยจิ่งเหวินพยักหน้า เขาหยิบแผ่นจารึกหยกขนาดเท่าฝ่ามือออกมาและส่งต่อให้ชายเฒ่า หลังจากตรวจสอบและยืนยันข้อมูลบนแผ่นจารึกประจำตัวเรียบร้อยแล้ว ชายเฒ่าจึงส่งคืนให้กับเยี่ยจิ่งเหวินและเชิญทั้งสองเข้าไปในห้องส่วนตัวที่ปกคลุมไว้ด้วยกำแพงอาคม

“ศิษย์น้องเยี่ย เชิญพูดเถอะ”

เยี่ยจิ่งเหวินชื่นชมความรอบคอบของเขา น้ำเสียงเขาจึงเป็นมิตรขึ้นกว่าเดิม “ศิษย์พี่เฉิน เรากำลังตามหาคนผู้หนึ่งอยู่ เป็นผู้ฝึกตนเดี่ยวในระดับการสร้างฐานแห่งพลังชื่อว่า เยี่ยเจียง เขาอายุมากแล้วและน่าจะดูเหมือนชายที่อายุราวห้าสิบปี ข้าได้ยินมาว่ามีคนเจอเขาผ่านที่นี่ไป”

เฉินโหย่วหลี่ลูบเคราของเขาและครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นจึงพูดว่า “ศิษย์น้อง กรุณารอตรงนี้สักครู่ เดี๋ยวข้าจะให้ลูกศิษย์ออกไปลองถามดู”

เยี่ยจิ่งเหวินพยักหน้ารับ “รบกวนท่านด้วย”

เฉินโหย่วหลี่ออกไป ไม่นานก็มีคนนำน้ำชาเข้ามาบริการ

โม่เทียนเกอประหลาดใจที่เห็นว่าชานี้มีพลังวิญญาณประกอบอยู่ด้วย

เยี่ยจิ่งเหวินจึงบอกกับนาง “ชานี้มาจากต้นชาที่เติบโตในที่ที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอก”

โม่เทียนเกอตอบไปแค่ ‘อ้อ’ ก่อนจะถามเขาว่า “พี่ใหญ่เยี่ย ร้านนี้ดูแลโดยสำนักของท่านหรือ”

เยี่ยจิ่งเหวินจึงตอบว่า “ถูกต้องแล้ว เรามีร้านอยู่แทบจะทุกตลาดนัด ถ้าลูกศิษย์ของเราข้างนอกคนไหนต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาสามารถไปหาเจ้าของร้านได้”

“อ้อ...”

หลังจากที่พวกเขารออยู่ครู่หนึ่ง เฉินโหย่วหลี่ก็กลับมา

 

------

[1] ฝ่ายอธรรม ฝ่ายอธรรมคือหนทางนอกรีตซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเหล่ามาร ผู้ฝึกตนที่เดินตามในหนทาง/คำสอนนี้จะเรียกว่า มารผู้ฝึกตน

[2] ฝ่ายธรรมะ ฝ่ายธรรมะ (หรือทางธรรม) คือหนทางการฝึกตนแบบดั้งเดิม ไม่มีคำเรียกเฉพาะในการเรียกผู้ฝึกตนที่ทำตามวิธีนี้ แต่เพื่อจะแยกระหว่างสองฝั่งจึงเรียกพวกเขาว่า ‘ฝ่ายธรรมะ’

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว