email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 สัมผัส (2)

ชื่อตอน : บทที่ 3 สัมผัส (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 251

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2563 18:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 สัมผัส (2)
แบบอักษร

หว่านเถียนสะลึมสะลือตื่นขึ้นมากลางดึก สองตาที่พร่าเลือนก็ค่อยๆ เบิกกว้างขึ้นยามที่มองเห็นแผ่นอกของบุรุษ ผละกายออกด้วยความตื่นตระหนก หันมองตนเองที่ยังสวมอาภรณ์เรียบร้อย มองดูหมีลิงที่กำลังจ้องมองมา พลันต้องร้องโวยวายออกมาทันที

 

 

" นอกจากจะป่าเถื่อนแล้วยังหื่นกามอีกหรือ! "

 

 

หว่านเถียนเอ่ยพร้อมทั้งรวบคอเสื้อเข้าหากันอย่างหวาดระแวง ไม่ใช่นางนอนฟุบอยู่ที่โต๊ะหรือไร

 

 

" โต๊ะตัวนั้นล้ำค่า หากน้ำลายเจ้าหยดจนทำให้โต๊ะเป็นดวงข้าจะโยนเจ้าออกไปให้งูกิน "

 

 

จ้านหลี่เอ่ยเรียบๆ หยัดกายลุกขึ้นเอนหลังพิงกับหัวเตียง เสยเส้นผมที่ปรกใบหน้า มองดูสตรีที่กำลังจ้องมองจนตาแทบจะหลุด

 

 

คิดจะอ้าปากโต้เถียง แต่ไม่ทันได้เอ่ยก็ต้องน้ำลายแทบหยดเมื่อเห็นท่วงท่าเสยผมหล่อเหลาสุดกระชากวิญญาณ เพ่งมองบุรุษตรงหน้าอย่างละเอียด ยามนี้จิตใจนางแจ่มใส ทั้งเวลานี้ก็มีแสงสว่างเพียงพอจึงทำให้นางพอจะมองเห็นความหล่อเหลาและความองอาจของบุรุษตรงหน้าที่ถูกหนวดเครามืดครื้มนั้นปิดบังไว้

 

 

หว่านเถียนหรี่ตาลงมองดูแผ่นอกของเขาที่อาภรณ์แบะอ้าออกกว้าง พลางยื่นมือไปแปะแหมะไว้บนแผ่นอกแน่นแข็งของเขาอย่างอุจกาจ นิ่งไปพักใหญ่เมื่อรู้ตัวว่าเผลอยิ้มออกมาก็กระแอมดึงมือกลับแสร้งเอ่ยออกมาอย่างมีหลักการ

 

 

" ข้าเพียงแค่อยากทดสอบดูอีกรอบก็เท่านั้นว่าแตะเจ้าจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ "

 

 

จ้านหลี่เอ่ยรับในลำคอ นั่งรอนิ่งๆ ก็ไม่ได้มีเหตุการณ์น่าสั่นกลัวเกิดขึ้น เอ่ยถาม

 

 

" เป็นอย่างไร "

 

 

" ก็ดี ไม่ได้โชคร้ายอะไร "

 

 

หว่านเถียนถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งใจ ไม่ทันให้นางโล่งใจนาน เสียงของเขาก็ดังขึ้นพร้อมกับวาจาที่ทำให้นางต้องแข็งค้าง

 

 

" เจ้าจับข้าแล้ว หากข้าจะจับเจ้าคืนก็คงไม่ผิดอะไรกระมัง "

 

 

จ้านหลี่มุมปากกดลึกลงเล็กน้อย เมื่อเห็นสตรีปากกล้าที่ต่อปากต่อคำได้ฉะฉานนิ่งเป็นไก่ไม้ นั่งนิ่งแทบไม่กระดุกกระดิกอีกทั้งยังนิ่งค้าง มุมปากข้างหนึ่งก็ยกยิ้มขึ้นมากกว่าเดิม สองแขนที่พาดหัวเตียงดึงกลับมาพร้อมกับโน้มกายเข้าหา ศอกเท้าคางกับเข่าเอ่ยถามออกมาอีกครา

 

 

" ว่าอย่างไร หากข้าแตะคืนก็ย่อมถูกต้องแล้ว "

 

 

" ดะ... ได้สิ ย่อมได้! "

 

 

หว่านเถียนก็ยังคงทำใจดีสู้เสือต่อไป เชิดคางขึ้นตอบรับออกมาเสียงหลง แม้จะพยายามปั้นหน้าให้ปกติแต่กลับยิ่งไม่แนบเนียน

 

 

จ้านหลี่หัวเราะในลำคอโน้มกายเข้าไปใกล้ ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนทำให้หว่านเถียนต้องหดคอหลบเว้นระยะห่างไปเรื่อยๆ จนไม่อาจถอยได้อีกเมื่อนางเอนหลังหลบจนแผ่นหลังนั้นติดกับเตียง

 

 

จ้านหลี่ยกยิ้มยั่วเย้า ใช้ปลายนิ้วเชยคางนางขึ้น มองดูดวงตาคู่งามที่ยามนี้หลุกหลิกลอกแล่กไปมา

 

 

" มองดูแล้วเจ้าก็งดงามไม่เลว ข้าเป็นโจรเรื่องปล้นสังหารฉุดคราสตรีนั้นย่อมทำจนเชี่ยวชาญชำนาญยิ่ง "

 

 

เขาเอ่ยพลางหัวเราะในลำคอ มองดูสตรีผู้นี้ที่ทำตาโตจนแทบจะหลุดก็ยกยั่วเย้าอีกครา

 

 

" ในเมื่อเจ้าแนบชิดบุรุษอื่นไม่ได้แล้วก็มาเป็นเมียจ๋าของข้าเถอะ คิดๆ ดูแล้ว มีเจ้าอยู่ก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย "

 

 

หว่านเถียนโดนไล่ต้อนเช่นนี้ในใจก็รู้สึกหวั่นเกรงส่วนอีกใจนั้นก็รู้สึกว่าถูกลูบคม นางต้องมีแต่ไปกินเต้าหู้ผู้อื่นเท่านั้น หาใช่ผู้อื่นสามารถกินเต้าหู้นางได้!

 

 

เมื่อคิดได้นางก็ไม่ย่อมแพ้ดวงตาที่แฝงความลังเลพลันแปรเปลี่ยนเป็นฮึกเหิม นางโถมกายลุกขึ้นใช้หัวเข่าดันหน้าท้องแกร่ง พลิกกายขึ้นคร่อมสลับตำแหน่งแทนอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้าง มือไม้เปะปะลงบนเรือนร่างตึงแน่นอุดมด้วยมัดกล้ามเนื้อของบุรุษตรงหน้า จุ๊ปากออกมาดั่งจะชื่นชม แม้เขาจะดูเหมือนหมีผสมลิงแต่เรือนร่างนั้นนับว่ายอดเยี่ยม!

 

 

" สมกับเป็นเมียจ๋าของข้า แม้แต่กลางวันก็ยังคึกคักห้าวหาญ "

 

 

จ้านหลี่หัวเราะในลำคอเมื่อเห็นนางตวัดตามองด้วยความดุดันดั่งจะประท้วงในคำเรียกขาน เลิกคิ้วขึ้นเอ่ยถามออกมาด้วยความแปลกใจ

 

 

" ไม่ใช่เมื่อคืนเจ้าเรียกข้าว่าสามีหรือไร ข้าเรียกเจ้าเช่นนี้ย่อมถูกต้องแล้ว "

 

 

" ครึ่งหมีครึ่งลิงเช่นเจ้า หวังสูงเกินไปแล้ว ข้าเพียงอยากจะลองดูเท่านั้นว่าข้าจะต้องทำเช่นไรถึงจะสัมผัสตัวบุรุษอื่นได้! "

 

 

หว่านเถียนถลึงตามองอย่างดุดัน เอ่ยโต้ตอบด้วยความหงุดหงิดใจ

 

 

" ไม่ทันได้เข้าหอเมียจ๋าของข้าก็คิดถึงบุรุษอื่นแล้วหรือ "

 

 

จ้านหลี่แสร้งถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าหมอง พลิกกายกลับเป็นฝ่ายคร่อมร่างบาง กดข้อมือนางตรึงไว้บนเตียง เอ่ยออกมายิ้มๆ

 

 

" ในเมื่อเจ้าบีบบังคับข้าให้สละเรือนร่างเพื่อเหล่าพี่น้อง ข้าก็ย่อมต้องทำตาม "

 

 

จ้านหลี่ใช้ช่วงขาหนีบตัวนางไว้แน่น มองดูสตรีใต้ร่างที่ดูเริ่มร้อนรนและตื่นตระหนกขึ้นมา สองมือหนาแสร้งคลายสายรัดเอวตนเองออกอย่างเชื่องช้า

 

 

หว่านเถียนยามนี้เริ่มสำนึกขึ้นมาบ้างแล้ว เล่นกับไฟย่อมถูกไฟแผดเผา ปกติมีแต่นางที่เป็นฝ่ายรุกไล่เหล่าหนุ่มน้อยที่เหมือนกระต่ายขาว แต่นางกลับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบุรุษตรงหน้านั้นไม่ใช่กระต่ายขาวดังที่นางเคยหยอกเย้า!

 

 

จ้านหลี่เห็นนางนิ่งไปเช่นนี้ก็คิดว่านางคงตื่นตระหนกจนขวัญบินหนีก็ลอบพยักหน้าด้วยความพอใจ สตรีเช่นนางต้องถูกสั่งสอนเสียบ้าง หากไปเจอบุรุษที่เลวร้ายป่านนี้นางได้นั่งน้ำตารินไหลเป็นแม่น้ำแล้ว! เมื่อเห็นว่านางคงจะได้รับบทเรียนก็รู้ตัวดีว่าควรจะพอได้แล้ว ไม่ทันได้ออกปากสั่งสอน สิ่งที่ตนเห็นก็ต้องทำให้ตนแทบสำลักน้ำลายตาย

 

 

เมื่อจู่ๆ นางก็ดึงรัดสายรัดเอวออก มือยังดึงสาบอาภรณ์ที่ทบกันให้แบะอ้าจนมองเห็นเอี๊ยมตัวน้อยรวมไปถึงหัวไหล่กลมมน อีกทั้งน้ำเสียงที่นางเอ่ยออกมานั้นเด็ดขาดมุ่งมั่นจนทำให้ตนเองขนลุกเกรียว

 

 

" มาเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว ก็ได้ข้าจะรับเจ้าเป็นสามีก็ได้! "

 

 

หว่านเถียนนิ่งเงียบอยู่นาน ครุ่นคิดไปมาก็เรื่อมท้อแท้และเหน็ดเหนื่อยกับการที่ต้องหาวิธีทางแก้คำสาปแล้ว ในเมื่อนางแตะบุรุษอื่นไม่ได้แล้วเช่นนั้นก็คว้าเอาหมีลิงตัวนี้ก็ได้ อย่างน้อยเขาก็ปกป้องดูแลนางได้ถึงแม้จะปากจัดไปหน่อย แต่ด้วยรูปร่างอันเย้ายวนขยี้ใจนั้นทำให้นางสามารถมองข้ามหนวดดกดำยุบยับได้!

 

 

ยามนี้กลับกลายเป็นจ้านหลี่ที่ต้องขวัญบินความรู้สึกในยามนี้นั้นเหมือนอยู่บนหลังเสือแล้วยากจะลง มองดูผิวพรรณกระจ่างตาที่ตัดกับสีแดงของเอี๊ยมก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา เปิดเผยกึ่งปิดกึ่งเปิดเช่นนี้นั้นทำให้สายตาของตนไม่อาจละจากได้ ความคิดเดิมที่ต้องการจะทำเพียงกำราบและสั่งสอนกลับลังเลขึ้นมาแล้ว

 

 

หว่านเถียนที่เห็นเขาอิดออดเช่นนี้ก็คิดไม่รอช้า หยัดแผ่นหลังขึ้นมือหนึ่งโอบล้อมรอบคอส่วนอีกมือก็แตะแผ่นอกลากปลายนิ้วไล้ต่ำลงไปยังสายรัดเอวที่มือหนายังคงจับไว้ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดั่งจะปลอบใจเขา

 

 

" เจ้าไม่ต้องเขินอายไป ข้าเป็นหมอเจ้าแท่งหยกไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ข้าล้วนเห็นผ่านตามาไม่น้อย "

 

 

 

 

จ้านหลี่ได้ยินเช่นนี้ก็กัดกรามแน่น มือกำสายรัดเอวไว้แน่น กลิ่นกายหอมกรุ่นของนางนั้นเป็นเหมือนกลิ่นที่ตนนั้นคุ้นเคย อีกทั้งยังความนุ่มนิ่มจากเนื้อตัวและผิวกายทำให้อารมณ์ของจ้านหลี่พลุ่งพล่าน

 

 

ดวงตาเริ่มแปรเปลี่ยนไป กลิ่นอายเข้มขึ้นจนทำให้หว่านเถียนชะงักจนต้องเงยหน้าขึ้น มองดวงตาคมกริบที่ยามนี้ดูดุร้ายอีกทั้งยังดูกระหายอยากผ่านเส้นผมที่ยุ่งเหยิงปิดบังปรกใบหน้า ก็ยื่นมือเข้าไปใกล้ปัดเส้นผมของเขาออกช้าๆ

 

 

พลันนางก็ต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆ เขาก็หันหน้าอ้าปากงับฝ่ามือของนาง หว่านเถียนนิ่งค้างมองดูดวงตาของเขาที่เหลือบมองนางนิ่งๆ แรงที่เขากัดนั้นไม่ได้แรงแต่ก็ไม่ได้เบา

 

 

หว่านเถียนมองสายตาของเขาที่สื่ออารมณ์ออกมามากมาย หวาดกลัวอีกทั้งยังดูเศร้าหมองก็ชะงักไป ภาพในกาลก่อนหวนย้อนคืนมา มองดูดวงตาของเขาที่จ้องมาด้วยแววตาอ่อนลง เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนลงแต่ก็ยังคงความกวนประสาทอยู่ดี

 

 

“กัดข้าเช่นนี้สรุปแล้วเป็นหมาหรือไร ไม่ต้องแก้เขินด้วยการกัดข้าก็ได้ ทำเหมือนข้าเป็นโจรปล้นสวาทเช่นนั้นไปได้ ท่านไม่ใช่สี่บุรุษงามในใต้หล้าเสียหน่อย ข้าบอกไว้ก่อนหากให้เลือกระหว่างจอมปราชญ์ปิงเป่ยกับเจ้า ข้าย่อมเลือกท่านจอมปราชญ์อยู่แล้ว”

 

 

หว่านเถียนบ่นออกมาแต่ก็ยังไม่ได้ฝืนดึงฝ่ามือกลับ เอ่ยอีกคราด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

 

 

“แต่จอมปราชญ์นั้นตายไปแล้ว... น่าเสียดายยิ่ง ความดีไม่คงที่ ความงามสิคงทน”

 

 

จ้านหลี่ได้ยินสุภาษิตที่นางสลับปรับแก้ออกมาโดยไม่เขินอายเช่นนี้อารมณ์ที่พลุ่งพล่านก็ค่อยๆ มอดดับแทนที่ด้วยความรู้สึกปวดหัว จับฝ่ามือบางไว้ก่อนจะคลายแรงที่กัดฝ่ามือลง มองดูฝ่ามือขาวผ่องที่มีรอยฟันของตนติดไว้ลึกก็ถอนหายใจยาวออกมา

 

 

“สตรีน่าตายเช่นเจ้าสมควรโดนกัดแล้ว”

 

 

จ้านหลี่ขึงตามอง นิ้วโป้งลูบรอยฟันของตนที่ทิ้งไว้บนผิวของนางไปมาเบาๆ

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้ก็ย่นหน้า ฝีปากยังคงกล้าแกร่งไม่เปลี่ยนแม้จะโดนกัดไปก็ตาม ร้องฮึเสียงดังพร้อมกับดึงฝ่ามือกลับ

 

 

ฝ่ามือบางดึงรั้งอาภรณ์ที่ไหลไปอยู่ที่หัวไหล่ดึงรั้งลงมาอีก เชิดหน้าขึ้นเอ่ยเสียงดัง

 

 

“กัดข้าเลย กัดข้าสิ กัดให้ถูกที่ด้วยนะ!”

 

 

จ้านหลี่เมื่อเห็นความขาวกระจ่างเผยเร้นมากขึ้นก็เหมือนจะตาพร่าไปอีกรอบ สะบัดหัวไปมาดั่งจะเรียกสติตนเองให้กลับคืน

 

 

ล้มตัวลงนอนกอดอกพร้อมกับหันหน้าออกนอกเตียง ดั่งจะไม่อยากจะมองนางอีกต่อไป ดวงตาเหลือบมองจันทร์เสี้ยวที่ใกล้จะเต็มดวงผ่านหลังคากระโจมก็ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย

 

 

หว่านเถียนมองดูแผ่นหลังของเขาอยู่ครู่หนึ่งก็จัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย นอนลงพร้อมกับหันแผ่นหลังให้เขา ถูไถใบหน้ากับหมอนเอ่ยเสียงอู้อี้ออกมา

 

 

“หากข้ายังแก้คำสาปไม่ได้ ข้าจะคอยรังควานเจ้าแบบนี้ต่อไป เจ้าโชคร้ายเองที่ข้าแตะแล้วไม่โชคร้าย กล่าวโทษโชคชะตาเสียเถอะ!”

 

 

จ้านหลี่ที่ได้ยินวาจาของนางก็หัวเราะออกมาเบาๆ แต่กลับเป็นการหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น

 

 

“ข้ากล่าวโทษโชคชะตาจนข้าเลิกกล่าวโทษแล้ว”

 

 

หว่านเถียนที่ได้ยินเช่นนี้ก็หันหน้ามองแผ่นหลังที่ดูเดียวดายอ้างว้าง ดวงตาก็อ่อนลงเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ากลับไปตามเดิม

 

 

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นหมีเป็นลิงหรือเป็นหมา แต่ดูแล้วเจ้าก็เป็นคนดี”

 

 

เขาที่ได้ยินเช่นนี้ก็หลุดหัวเราะออกมาคำหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

 

 

“เผื่อเจ้าลืม... ข้าเป็นโจร”

 

 

จ้านหลี่เงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินนางเอ่ยอะไรจึงเอ่ยขึ้นอีกครา

 

 

“แต่สตรีเช่นเจ้ายังเป็นหมอได้ ข้าเป็นโจรป่าก็ดูไม่แปลกเท่าใดนัก”

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้ก็ยกขาถีบไปด้านหลังหลายๆ คราด้วยความหงุดหงิด หวังว่าจะให้เขาเจ็บแสบบ้างแต่ก็ทำได้เพียงแค่เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ของเขาเท่านั้น สตรีเช่นนางนี่หมายความว่าอย่างไร นางทั้งงดงามและฉลาดเฉลียว สตรีเพียบพร้อมด้วยสติปัญญาและรูปโฉมเช่นนางนั้นหาได้ยากยิ่งนะ!

ความคิดเห็น