email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 สัมผัส (1)

ชื่อตอน : บทที่ 3 สัมผัส (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 304

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 20:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 สัมผัส (1)
แบบอักษร

บทที่ 3 

 

 

 

 

ทั่วทั้งกระโจมตกอยู่ในความเงียบ พากันหันมองผู้ที่เข้ามาใหม่เป็นตาเดียว

 

 

จ้านหลี่หันมองลูกธนูที่หักครึ่งอยู่ที่พื้นกระโจม เอ่ยบอกผู้ที่เข้ามาใหม่เรียบๆ

 

 

" ไปรับโทษกับเหล่าหลาน "

 

 

" ขอรับ... "

 

 

จ้านหลี่หันมองดูสตรีที่เหมือนไก่ดำก็ถอนหายใจ เอ่ยชื่นชมจากจริงใจ

 

 

" เจ้าโชคร้ายไม่เลวเลย น่าเลื่อมใสยิ่ง "

 

 

มีคนตั้งมากมายอยู่ในกระโจม ส่วนที่ตนยืนนั้นอยู่ด้านนอกหากมีลูกธนูพุ่งเข้ามาย่อมเป็นที่ต้องรับลูกธนูแทนก่อน แต่ไฉนศรนั้นกลับพุ่งผ่านตนเองมุ่งไปยังนางดุจจับวางเช่นนั้นกัน

 

 

หากตนไม่ยืนอยู่ตรงนี้ ดีไม่ดีลูกธนูดอกนั้นนั้นก็จงพุ่งทะลุหัวนางแล้ว อีกทั้งเหตุการณ์เช่นนี้ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อย ในค่ายนี่มีการแบ่งส่วนชัดเจน สนามประลองและสนามฝึกนั้นจะไม่นำมารวมกับส่วนที่อาศัย แต่บนในค่ายก็สามารถพกอาวุธได้เสมอ

 

 

เหตุการณ์ที่ลูกศรหรือดาบกระบี่เกี่ยวเข้ากับกระโจมก็มีเกิดขึ้นอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้บ่อยนัก อีกทั้งยังมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือบาดเจ็บ

 

 

หว่านเถียนเมื่อดึงหัวใจที่ตกอยู่ที่ตาตุ่มกลับคืนมาได้ แม้จะประสบพบกับสถานการณ์หวิดหัวทะลุมาแต่เหมือนยามนี้จิตใจของนางจะแข็งแกร่งขึ้น นางไม่รอช้าพุ่งไปจับแขนของจ้านหลี่ทันที ดวงตาจับจ้องเขาด้วยความมุ่งมั่น สายตานั้นแทบจะแทงทะลุร่างของเขาดุจลูกศรดอกนั้น

 

 

หว่านเถียนจับอยู่ครู่หนึ่งก็เหตุการณ์น่าหวั่นวิตกก็ไม่เกิดขึ้น มองดูหมีลิงตัวนี้ที่กำลังจ้องมองนางอย่างงุนงง ก็ไม่หยุดเพียงเท่านั้น นางถกแขนเสื้อของเขาขึ้นพร้อมกับแปะมือลงบนท่อนแขนตรงๆ โดยไม่มีเนื้อผ้าขวางกั้น เท่านั้นยังไม่พอนางยังจับๆ บีบๆ แขนของเขาไปมา

 

 

หว่านเถียนบีบๆ นวดๆ อยู่นานเหตุการณ์โชคร้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้น นางอ้าปากค้างมองดูเขาที่มองนางด้วยความงุนงง เพื่อความมั่นใจหว่านเถียนจึงพุ่งกายไปจับต้าต๋าที่ยามนี้ก็ดูงุนงงไม่ต่างกัน

 

 

ทันทีที่นางแตะลงบนแขนต้าต๋า ความรู้สึกบางอย่างก็เริ่มแผ่ลามอีกครา เมื่อชักฝ่ามือกลับก็ต้องหวีดร้องขึ้นมาเมื่อเห็นงูตัวหนึ่งที่เลื้อยพุ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็วโดยไร้ที่ไปที่มา

 

 

จ้านหลี่มองดูงูสีดำที่กำลังพุ่งตรงเข้าหานางก็ปามีดสั้นปักเข้าหางูตัวนั้นจนแน่นิ่งไปทันที มองดูสตรีตรงหน้าที่กำลังมองตนด้วยแววตาที่ตนไม่อาจเข้าใจ ไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัว หว่านเถียนก็พุ่งเข้ามากอดรัดร่างหนา เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหวานล้ำจนทำให้เขาขนลุกเกรียว

 

 

" สามีข้า! "

 

 

 

 

" ข้าไม่อยากได้ภรรยาเป็นไก่ดำ "

 

 

จ้านหลี่เอ่ยเรียบๆ เท้าคางหันมองสตรีที่กำลังนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ด้านข้าง

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้ก็จิ๊ปากออกมา พร้อมกับย่นหน้าใส่เขา ใช้แขนเสื้อเช็ดเอาคราบดินและผงถ่านออกจากใบหน้า พร้อมกับฉีกยิ้มให้เขาจนมองเห็นฟันครบทุกซี่

 

 

จ้านหลี่ถอนหายใจยาวออกมา เหลือบมองต้าต๋าที่ยามนี้นิ่งค้างไปแล้ว เรื่องที่นางเอ่ยเล่าว่าแตะถูกบุปผาต้องคำสาปแม้ฟังดูยากจะเชื่อ แต่เมื่อมองเห็นด้วยตาแล้วก็ต้องยอมรับว่านางนั้นดวงซวยจริงๆ

 

 

" แล้วอย่างไร เจ้าแตะข้าแล้วไม่โชคร้ายแล้วอย่างไรหืม? "

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้ใบหน้าที่ยิ้มแฉ่งก็หุบยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงท้อแท้

 

 

" ข้าก็กำลังหาวิธีแก้คำสาปอยู่อย่างไรเล่า ข้าคิดว่าเจ้าไม่ใช่มนุษย์หรอกเหมือนหมีผสมลิงเสียขนาดนี้ ข้าถึงเจ้าแตะแล้วไม่โชคร้าย "

 

 

หว่านเถียนบ่นอุบอิบ มองดูหนวดดกดำยุบยับของเขาอีกทั้งเส้นผมก็ยังรกรุงรักแทบจะปิดบังดวงตา อยากจะเอากรรไกรมาตัดให้นัก เห็นแล้วขัดหูขัดตายิ่ง!

 

 

จ้านหลี่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ของนางก็นิ่งชะงักไปครู่ใหญ่ ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำขึ้นดวงตาจ้องมองนางอย่างละเอียดว่าสิ่งที่นางเอ่ยมานั้นแฝงนัยอะไรไว้หรือไม่...

 

 

หว่านเถียนเห็นเขานิ่งเงียบไปก็เคาะโต๊ะเพื่อดึงความสนใจ เอ่ยออกมาพร้อมกับพยักเผยิดหน้าไปทางอาหลู่ที่นอนอยู่บนเตียง

 

 

" นี่ ข้าจะดูแลเขาให้แลกกับการที่เจ้าต้องช่วยข้า เป็นอย่างไร "

 

 

จ้านหลี่ได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง เลิกคิ้วขึ้นมองดูไก่ดำที่ยามนี้แปรเปลี่ยนไปแล้วไก่ต้ม โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ หรี่ตาลงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

 

 

" นี่ ไก่ดำ ข้าเป็นหัวหน้าค่ายโจรจิ่น คิดจะใช้เขาต่อรองกับข้า ประเมินข้าต่ำไปแล้ว "

 

 

หว่านเถียนไม่รู้ว่าโจรที่เรียกขานว่าจิ่นนั้นร้ายกาจเพียงใด ไหวไหล่ขึ้นเอ่ยออกมาเรียบๆ อย่างไม่รีบร้อน

 

 

" ข้าเป็นหมอ นอกจากเขาแล้วข้าก็สามารถดูแลผู้อื่นได้เช่นกัน เจ้าเป็นโจรดูแล้วบนค่ายนี่ก็ไม่มีหมอประจำค่าย เจ้าช่วยเหลือข้าเพียงนิดเดียวแลกกับคนทั้งค่ายที่ไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวดและสูญเสีย ยามที่ออกปล้นและได้รับบาดเจ็บกลับมาก็ยังมีข้าที่คอยดูแล

 

 

ดูจากการที่พวกเจ้าตื่นตระหนกกับบาดแผลเท่าแมวข่วนของเขา หากไม่ใช่พวกเจ้ามีฝีมือร้ายกาจก็คงโชคดีมาก ถึงไม่ได้มีผู้ใดแขนขาดหรือล้มตาย อีกทั้งยังไม่ต้องไปเสี่ยงหาหมอที่จงใจไม่รักษาเพราะพวกเจ้าเป็นโจร เช่นหนุ่มน้อยผู้นั้น "

 

 

หว่านเถียนยิ้มบางๆ เมื่อเห็นเขานิ่งเงียบไป คิ้วหนาขมวดมุ่นก็ตัดสินใจเอ่ยรุก โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ดังและไม่เบา เอ่ยให้ต้าต๋าที่นั่งอยู่ได้ยินด้วยเช่นกัน

 

 

" ข้าไม่ได้ใช้เขามาต่อรองกับเจ้า... แต่ข้าใช้คนทั้งค่ายมาต่อรอง "

 

 

หว่านเถียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่รีบร้อน หากให้นางคาดเดาดูจากความสนิทสนมของเขาและต้าต๋าแล้ว การปกครองในค่ายโจรนี้ก็ปกครองกันดั่งพี่น้อง แต่ก็มีกฎเกณฑ์เฉียบขาดที่ล้อมกรอบเหล่าบุรุษเลือดร้อนไว้ ทำให้ค่ายโจรแห่งนี้เป็นระเบียบและไม่วุ่นวาย

 

 

หว่านเถียนมองดูหมีลิงที่กำลังดูเคร่งเครียดก่อนลอบมองต้าต๋าที่ยามนี้ก็นิ่งเงียบเช่นกัน ที่นางกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ก็เพราะว่ามีต้าต๋าอยู่ด้วย หากเขาเอ่ยปฏิเสธย่อมต้องเกิดรอยร้าวเล็กๆ ระหว่างพี่น้อง จิตใจก็เปรียบเสมือนไข่ไก่หากมีรอยร้าวเมื่อใดก็จะมีแมลงร้ายผ่านเข้าไปในรอยร้าเฝ้ารอวันเติบโต... หมีลิงตัวนี้ก็รู้ดีเช่นกัน

 

 

จ้านหลี่แค่นเสียงอยู่ในลำคอ มุมปากยกยิ้มขึ้นมาฝ่ามือหนาพุ่งเข้าไปคว้าลำคอบางของสตรีตรงหน้า โน้มใบหน้าเข้าใกล้จนปลายจมูกแทบชิดติดกัน กัดฟันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ปลายนิ้วขยับบีบกรามนางด้วยแรงที่มากขึ้น

 

 

" ยอดเยี่ยม เปลี่ยนจากไก่กำเป็นอีกาแล้ว "

 

 

หว่านเถียนแม้จะเจ็บแต่ก็ยังยิ้มได้ ฝืนเอ่ยออกมา

 

 

" เสียสละตนเองเพื่อบ้านเมือง น่าเลื่อมใสยิ่ง "

 

 

จ้านหลี่แค่นเสียงออกมา ปล่อยมองมองดูสตรีน่าตายที่กำลังส่งยิ้มกวนอารมณ์ก็ยิ่งหงุดหงิดใจ มองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ยกยิ้มมุมปาก เอ่ยพลางเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับใช้ปลายนิ้วเชยคางนางขึ้น เอ่ยเสียงเบาออกมา

 

 

" อยากแนบชิดข้าเพียงนั้น ข้าจะปรนนิบัติเจ้าตามต้องการ "

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้แม้จะหวั่นเกรงแต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ ยิ้มแย้มออกมาโดยไม่แสดงอาการหวั่นเกรง

 

 

" ความเป็นความตาย แขนขาหรือดวงตาของพี่น้องในค่ายแห่งนี้ ขึ้นอยู่กับพี่ใหญ่แล้วนะเจ้าคะ! "

 

 

จ้านหลี่ได้ยินเช่นนี้ก็พ่นลมหายใจออกมา ดึงมือกลับพร้อมกับหมุนตัวออกนอกกระโจม ทิ้งวาจาไว้ประโยคหนึ่ง

 

 

" ต้าต๋านำนางไปกระโจมของข้า "

 

 

 

 

หว่านเถียนก้าวเดินเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ที่สุด มองดูด้านในที่ไม่ต่างจากเรือนนอน มีทั้งเตียงหลังใหญ่ โต๊ะกลมตัวเล็กกลางห้อง พื้นในกระโจมถูกปูด้วยหนังสัตว์และยังมีขนสัตว์ปูรองอีกชั้น ด้านหลังฉากกั้นยังมีถังไม้สำหรับแช่น้ำใบใหญ่ หากไม่นับเหล่าอาวุธวาววับแหลมคมประดับไว้ตามมุมกระโจมและลังใส่อาวุธทั้งใบเล็กใบใหญ่ ที่นี่ก็นับว่าดูสะดวกสบายไม่น้อย

 

 

หว่านเถียนถอนหายใจยาวออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย มุ่งไปยังโต๊ะตัวเล็กทรุดกายนั่งลงบนพรมหนานุ่ม เทน้ำชาลงถ้วยพร้อมกับกระดกชาดื่มเข้าไปหลายอึกด้วยความกระหาย

 

 

วันนี้วันเดียวเหมือนนางใช้ชีวิตมาสิบวัน ไม่ทันได้เอนหลังพักผ่อนหลังจากกลับอารามชีกลับต้องถูกลักพา ต้องเปลืองเรี่ยวแรงและสมองในการต่อรองกับหมีลิงตัวนั้น นางทิ้งกายเอนพิงกับโต๊ะกลม วางคางไว้กับโต๊ะด้วยความเหนื่อยล้าอ่อนแรง ดวงตาเริ่มหนักอึ้ง หว่านเถียนกะพริบตาถี่ๆ หลายคราเพื่อขับไล่ความง่วงงุนแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ นอนฟุบกับโต๊ะกลมทันที

 

 

ยามที่จ้านหลี่เดินเข้ากระโจมตนเองมาก็มองเห็นสตรีนางนั้นนอนอยู่ที่โต๊ะกลม สาวเท้าเข้าไปใกล้ ยื่นเท้าคิดจะใช้ปลายเท้าเขี่ยนางให้ตื่น แต่เมื่อมองดูใบหน้าของนางที่หลับสนิทโดยไร้กังวล อีกทั้งยามที่นางหลับตาปิดปากเช่นนี้ก็รู้สึกว่านางน่าเอ็นดูขึ้นหลายเท่าจึงชักเท้ากลับ วันนี้เสียงร้องไห้จ้าของนางนั้นทำให้ตนหูแทบจะหนวกแล้ว หากนางตื่นขึ้นมาแล้วโวยวายตนก็คงไม่ได้อยู่อย่างสงบ

 

 

คิดได้เช่นนี้ก็ถอดเสื้อคลุมพาดพิงไว้กับเก้าอี้ยาว ล้มกายนอนลงบนเตียงทันที นอนไปได้พักใหญ่หางตาก็มองเห็นสตรีที่กำลังนอนน้ำลายยืดอยู่ที่โต๊ะ มองไปมองมาก็รู้สึกขัดตา โต๊ะตัวนั้นล้ำค่ายิ่งหากน้ำลายนางหยดจนทำให้โต๊ะไม้พองขึ้นมาก็ย่ำแย่แล้ว

 

 

กระสับกระส่ายพักใหญ่ก็ผุดลุดขึ้นจากเตียง เดินไปยังหว่านเถียนก่อนจะช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม หมุนกายมายังเตียงก่อนจะวางร่างบางลงบนเตียง ขยับร่างนางให้นอนชิดด้านในก่อนจะล้มตัวลงนอนด้านนอกเว้นระยะห่างไว้เล็กน้อย หลับลงด้วยความสบายใจ

 

 

หว่านเถียนเมื่อรับรู้ได้ถึงไออุ่นร้อนก็ขยับกายเข้าแนบชิดโดยไม่รู้ตัว หลีกหนีความหนาวเย็นโดยสัญชาตญาณ การขยับกายของยุกยิกของหว่านเถียนทำให้จ้านหลี่ต้องลืมตาขึ้นมองสูดดมกลิ่นกายหอมสมุนไพรที่ติดผิวพรรณของนางช้าๆ จับจ้องใบหน้าขาวนวลของนางที่ถูกแสงจากตะเกียงอาบไล้เงียบๆ

 

 

ยิ่งเห็นนางซุกเข้าหาตนก็รู้สึกแปลกๆ แม้จะรู้สึกไม่คุ้นชินกับการกอดรัดแต่ก็ไม่ได้รังเกียจ เมื่อเห็นนางขยับกายแนบชิดมากขึ้นเมื่อลมหนาวพัดพาก็ดึงผ้าห่มคลุมร่างบางให้มิดชิด ถอนหายใจยาวจนทำให้เส้นผมที่ปรกใบหน้าของนางนั้นปลิวไสว... มองใบหน้านางด้วยความลังเล

ความคิดเห็น