facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 17 การดูดกลืนจิตวิญญาณ

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 การดูดกลืนจิตวิญญาณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 13:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 การดูดกลืนจิตวิญญาณ
แบบอักษร

โม่เทียนเกอไม่รู้เลยว่ารถม้าพานางออกมาไกลแค่ไหน นางได้แต่หมอบอยู่ที่มุมห้องโดยสารตลอดการเดินทาง สำหรับนางแล้วทุกวินาทีที่ผ่านไปนั้นสุดจะเหลือทน 

หลี่อวี้ซานไม่ได้สนใจนางแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่นั่งเข้าฌานนิ่งอยู่ในห้วงของการฝึกตน 

ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดวิ่ง เสียงคนขับรถม้าตะโกนเข้ามาจากด้านนอก “ปรมาจารย์เซียน เรามาถึงที่มณฑลเหลียนเฉิงแล้วขอรับ”  

หลี่อวี้ซานลืมตาขึ้นและตอบรับสั้นๆ พร้อมดึงโม่เทียนเกอให้ลุกขึ้นเพื่อลงจากรถม้า 

นางพยายามขัดขืนทว่าไม่เป็นผล นางถูกจับบังคับให้ลงจากรถม้า 

มณฑลเหลียนเฉิง แม้จะเป็นมณฑลที่มีอำนาจในการปกครองหมู่บ้านแห่งตระกูลโม่ แต่ชาวบ้านหลายคนก็แทบจะไม่เคยมาเหยียบที่นี่เลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต แต่ในตอนนี้ โม่เทียนเกอไม่ได้รู้สึกอยากรู้อยากเห็นว่ามณฑลเหลียนเฉิงเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ นางยังคงมึนงงอยู่ตอนที่หลี่อวี้ซานพานางเข้าไปที่โรงเตี๊ยม 

หลังจากหลี่อวี้ซานได้ห้องพัก เขาก็พานางเข้าไปในห้องแล้วผลักให้นางเข้าไปอยู่ที่มุมห้อง แล้วก็เริ่มสั่งอาหารมากมาย โดยที่ไม่ได้สนใจนางแม้แต่น้อย 

ในตอนเช้าที่ออกมาจากบ้านมา นางบอกเทียนเฉี่ยวว่าอยากจะออกมาที่ที่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่านางถูกลักพาตัว ก็คงไม่ตามหานางอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ลักพาตัวนางมาก็ไม่ใช่คนทั่วไป ชีวิตคนที่ไม่ได้เป็นเซียนนั้นไม่มีค่าเลยสำหรับผู้ฝึกตน 

และเพราะนางไม่มีคนที่จะสามารถพึ่งพาได้ ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งหมด 

ถึงแม้ว่าพลังวิญญาณของนางจะถูกผนึกไว้ แต่ก็ไม่ได้ถูกผนึกไว้ถาวร หลี่อวี้ซานก็พูดเองว่ายิ่งนางฝึกตนได้ระดับสูงเท่าไร เขาก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ในกรณีนั้น เขาจะต้องปล่อยให้นางได้ฝึกตนต่อแน่นอน นางจะต้องได้โอกาสนั้น! นอกจากนี้เขายังบอกอีกด้วยว่ายังต้องใช้เวลาอีกสองสามปีนางถึงจะมีประโยชน์ ดังนั้นนางน่าจะปลอดภัยจนกว่าจะถึงเวลานั้น ด้วยเหตุนี้โม่เทียนเกอจึงตัดสินใจแล้ว สิ่งสำคัญสำหรับนางมากที่สุดตอนนี้คือการมีชีวิตรอด ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ นางก็ยังมีเวลาอีกสองถึงสามปีในการหนี 

ไม่นานหลังจากนั้น เสี่ยวเอ้อร์ก็นำอาหารเข้ามาในห้อง ในขณะที่เขากำลังจับตะเกียบเพื่อเริ่มกิน หลี่อวี้ซานก็ได้พูดว่า “เจ้าจะกินก็ได้นะถ้าเจ้าอยากกิน ถึงไม่กิน ข้าก็ไม่สนใจหรอกถ้าเจ้ามาหิวทีหลัง”  

จริงๆ แล้วโม่เทียนเกอหิวมาก แต่หลังจากที่คิดว่าจะต้องทานข้าวร่วมโต๊ะเดียวกับชายผู้นี้ นางก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาในทันที หลังจากพยายามจัดการกับความขัดแย้งในตัวเอง นางก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหาร 

อาหารมื้อนี้ดูดีเกินไปมาก ต่อให้หลี่อวี้ซานจะเป็นผู้ฝึกตนชั้นต่ำ แต่มนุษย์ทั่วไปก็ยังมองว่าเขาเป็นเซียนและปฏิบัติต่อเขาอย่างดีที่สุด 

หลี่อวี้ซานยิ้ม นั่งจิบสุราอย่างพอใจเมื่อเห็นโม่เทียนเกอลุกขึ้นมากินข้าว 

ในเมื่อโม่เทียนเกอยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีกต่อไป สิ่งที่เขาต้องทำคือหาวิธีที่น่าเชื่อถือในการควบคุมนางและเลี้ยงดูนางไปอีกสักห้าถึงหกปี แต่ตอนนี้เขายังไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะเดินทางไปต่อเรื่อยๆ เขาแค่ต้องการหาสถานที่สักแห่งที่เขาสามารถใช้เวลาในการฝึกตนได้ 

เมื่อเป็นเรื่องของการฝึกตน เขามักจะต้องไปที่เทือกเขาคุนอู๋ แนวเส้นเลือดวิญญาณบนเทือกเขาคุนอู๋นั้นทอดยาวตลอดสุดลูกหูลูกตาทั่วทิศใต้ของขั้วท้องฟ้า ทุกพื้นที่ของเทือกเขาล้วนเหมาะแก่การฝึกตนทั้งสิ้น นอกจากนี้ ในพื้นที่อื่นๆ นั้น นอกจากจะไม่มีแนวเส้นเลือดวิญญาณที่ดีเทียบเท่ากับของเทือกเขาคุนอู๋แล้ว แนวเส้นเลือดวิญญาณอื่นที่เหลืออยู่นั้นล้วนถูกคนอื่นจับจองไปหมด 

หลังจากตัดสินใจได้ เขาหันไปจ้องมองที่โม่เทียนเกออีกครั้ง เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าโม่เทียนเกอประพฤติตัวได้ดีและทานข้าวอย่างเชื่อฟังโดยที่ไม่ส่งเสียงอะไร 

หลังจากพวกเขาทานข้าวกันเสร็จ หลี่อวี้ซานเตรียมตัวที่จะนั่งสมาธิเพื่อฝึกตนอีกครั้ง แต่เขาก็รู้สึกกังวลเกี่ยวกับโม่เทียนเกอเล็กน้อย จึงลุกเดินไปค้นของในกระเป๋าแล้วหยิบแผ่นกลมแบนที่มีลักษณะคล้ายกับเข็มทิศวิญญาณออกมาเพียงแต่มีธงเล็กๆ ประกอบอยู่โดยรอบ แค่โบกมือแผ่นต่างๆ เหล่านั้นก็กระจายไปทั่วมุมห้องทั้งสี่มุม 

โม่เทียนเกอไม่เคยเห็นสิ่งของพวกนี้มาก่อน นางจึงมองตามด้วยความสงสัยใคร่รู้ 

เนื่องจากเขากำลังอารมณ์ดี หลี่อวี้ซานจึงอธิบายให้นางฟัง “นี่คือการก่อม่านกั้นพลังวิญญาณ ไม่เพียงแต่มันจะสามารถกั้นพลังวิญญาณเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ป้องกันอีกด้วย เจ้าไม่ควรมีความคิดที่จะหนีนะ”  

ม่านกั้นพลังงั้นหรือ 

ชิงเหลียนก็พูดถึงคำนี้ในหนังสือของเขา ปรัชญาแห่งม่านพลังได้แผ่ลงมาสู่โลกมนุษย์เมื่อนานมาแล้ว จริงๆ แล้วสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการตั้งแนวรับในสงคราม ก็ได้มาจากแนวความรู้ของการก่อม่านกั้นพลังจากโลกแห่งการฝึกตน เพียงแต่พลังของม่านกั้นพลังในโลกแห่งการฝึกตนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า 

ในยุคสมัยอดีตอันไกลโพ้น ม่านกั้นพลังนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้เลยทีเดียว แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ ยังคงมีม่านกั้นพลังที่มีพลังมหาศาล โรงเรียนและสำนักการฝึกตนบางแห่งถึงขั้นก่อตั้งพร้อมกับม่านกั้นพลังเพื่อปกป้องภูเขาเพื่อความมั่นคงของโรงเรียนและสำนักเลยทีเดียว 

ทว่าตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่โม่เทียนเกอจะมาหาความรู้ หลี่อวี้ซานโยนเครื่องนอนและหนังสือที่หยิบออกมาจากกระเป๋าให้นาง เขาพูดว่า “ทำตัวว่านอนสอนง่าย และรอไปก่อน” แล้วเขาก็เริ่มฝึกตนโดยไม่สนโม่เทียนเกออีกต่อไป 

โม่เทียนเกอมองเขาอยู่เพียงครู่เดียวก่อนจะคลี่เครื่องนอนแล้วก้มหัวอย่างจำยอม หลังจากนั้นนางจึงค่อยๆ เปิดหนังสือดูทีละหน้า หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า ‘การสะสมวัตถุวิญญาณ’ ตามที่ชื่อหนังสือบอกไว้ หนังสือเล่มนี้บันทึกไว้ทั้งพืชและวัตถุวิญญาณ รวมถึงรูปภาพของมันด้วย 

แท้จริงแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในของธรรมดาทั่วไปในโลกแห่งการฝึกตน เป็นหนังสือที่ผู้ฝึกตนเดี่ยวที่มาจากโลกมนุษย์มักต้องการ อย่างไรก็ตาม โม่เทียนเกอรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันที นางไม่เคยได้มีโอกาสเข้าถึงสิ่งของที่อยู่ในโลกแห่งการฝึกตนมาก่อน อีกอย่าง ชิงเหลียนผู้ซึ่งเป็นชาวพุทธฆราวาสเองก็เป็นผู้ฝึกตนเดี่ยวธรรมดา เขาเพียงแต่บันทึกเรื่องทั่วไป ไม่ได้มีรายละเอียดของที่มาหรือวิธีการใช้พืชและวัตถุวิญญาณต่างๆ บอกไว้ ยังไม่รวมถึงรูปที่มีเพียงน้อยนิดอีกด้วย 

ตอนนี้นางมีหนังสือเล่มนี้แล้ว ช่วงเวลายามค่ำคืนก็จะไม่อึดอัดอีกต่อไป ในขณะที่อ่าน บางครั้งนางก็จะคอยชำเลืองมองไปที่หลี่อวี้ซานเพื่อดูว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ตลอด 

ภายในห้องพักนั้นค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยพลังวิญญาณ พลังที่แสนจะบางเบา เบาเสียจนโม่เทียนเกอแทบจะสัมผัสไม่ได้เลย นางทำได้เพียงแค่คอยสังเกตหลี่อวี้ซานที่นั่งอยู่บนเตียงเท่านั้น 

เมื่อหลี่อวี้ซานสูดหายใจเข้าลึก พลังวิญญาณก็ค่อยๆ รวมเข้าไปในร่างกายเขา 

โม่เทียนเกอมองเขาและค่อยๆ ขยับข้อมือของนางเพื่อยื่นสร้อยข้อมือไข่มุกออกไป หลังจากนั้นนางก็เห็นว่าพลังค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าไปในสร้อยอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าพลังวิญญาณทั้งหมดภายในห้องก็ถูกดูดเข้าไปจนหมด 

หลี่อวี้ซานขมวดคิ้วและแสดงออกทางสีหน้าอย่างงงงวย เขายังคงนั่งสมาธิต่อไปอีกสักพัก ทว่าไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังทางจิตวิญญาณเลย จนในที่สุดเขาก็หยุดฝึกตนและลืมตา 

โม่เทียนเกอรีบหลบสายตาไปทางอื่น แต่โชคไม่ดีที่หลี่อวี้ซานสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้น เขาจ้องนางตั้งแต่หัวจรดเท้า 

หลังจากที่จ้องมองนางอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เขาก็เงยหน้าขึ้นเป็นสัญญาณและพูดว่า “มาหาข้าเดี๋ยวนี้!”  

โม่เทียนเกอยังคงไม่ขยับตัว 

ด้วยความหงุดหงิด หลี่อวี้ซานพุ่งตัวไปหานาง คว้าคอนางพร้อมตะโกนออกมาว่า “เจ้าใช่ไหมที่ทำแบบนี้!”  

โม่เทียนเกอหน้าซีดและทำได้เพียงแค่ส่ายหัวไปมา 

เขาถลึงตามองนางอยู่นานประหนึ่งว่ากำลังมองหาบางอย่าง ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากที่เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่เห็นถึงความผิดปกติใดๆ บนร่างกายนาง หากพูดถึงเครื่องมือวิญญาณ เขาก็เชื่อว่านางไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่ต้องพาดพิงถึงนางหรอก แม้แต่ตัวเขาเองก็มีแค่ดาบบินได้เล่มเล็กๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือวิญญาณระดับต่ำที่สุดที่เขาแทบไม่เคยใช้ อีกอย่าง หากนางใช้เครื่องมือวิญญาณ เขาก็จะต้องมองเห็นมันแล้ว ส่วนวิธีการฝึกตนของนาง เขาได้ผนึกพลังทางจิตวิญญาณของนางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะเสกคาถาก่อกวน แต่การหายไปของพลังทางจิตวิญญาณในห้องนี้ก็เป็นความจริงที่ไม่อาจเลี่ยงได้… 

หลี่อวี้ซานโยนนางลงพื้น เขาดูสับสนงุนงงที่สุด ไม่สามารถขบปัญหาให้แตกได้ 

มันเจ็บปวดแสนสาหัสตอนที่หลี่อวี้ซานคว้าและบีบคอนาง ตอนนี้นางหลุดจากเงื้อมมือของเขาแล้ว แต่โม่เทียนเกอยังคงสำลักอย่างทรมานอยู่ 

หลี่อวี้ซานมองนางอย่างดูถูกดูแคลนก่อนกลับไปนั่งลงบนเตียง ครั้งนี้เขาไม่ได้ฝึกตนต่อ เขาคอยจับตาดูนางเป็นช่วงๆ อยู่ตลอดเวลา 

โม่เทียนเกอทำได้แต่เพียงก้มหน้าร้องไห้ น้ำตาไหลลงเลอะเสื้อผ้านาง 

ครั้นเห็นนางมีสภาพนี้ ก็ทำให้หลี่อวี้ซานยิ่งไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่ได้สงสัยนางอีกต่อไป นางเป็นเพียงแค่เด็กตัวเล็กๆ ผู้ซึ่งระดับการฝึกตนต่ำกว่าเขา ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้ผนึกพลังวิญญาณของนางไปแล้ว เขาไม่เชื่ออย่างแน่นอนว่านางจะสามารถทำอะไรไม่ดีต่อหน้าเขาได้ 

เขาไม่ได้รู้เลยว่า โม่เทียนเกอคว้าแขนเสื้อของนางขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ในตอนแรก นางแค่คิดว่าจะแกล้งทำเป็นร้องไห้เพื่อที่เขาจะได้ไม่สงสัยนาง ทว่าเมื่อนางนึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเอง นางกลับร้องไห้ออกมาอย่างจริงจัง 

นางไม่ได้ร้องไห้หลังจากที่แม่ตายเพราะนางรู้ว่าแม่คงไม่ต้องการให้นางโศกเศร้า และเพราะนางรู้ว่าไม่มีใครรักนางและจะต้องพึ่งเพียงแค่ตัวเองเท่านั้น แต่นางก็หวาดกลัวมากยิ่งขึ้นเมื่อนึกถึงสถานการณ์ปัจจุบัน นางไม่รู้เลยว่าเขาต้องการจะทำอะไรกับนางบ้าง มันต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน หากนางหนีไปไม่ได้ นางอาจจะต้องกลายเป็นเครื่องมือให้เขาไปตลอดชีวิต นางก็จะไม่สามารถฝึกตนหรือตามหาพ่อนางได้ แค่เพียงนึกถึงสถานการณ์น่าเศร้าต่างๆ เหล่านี้ นางก็หน้าซีดขึ้นมาในทันใด​​​​​​​ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว