facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 16 ลักพาตัว

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 ลักพาตัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2563 16:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 ลักพาตัว
แบบอักษร

อยู่ๆ โม่เทียนเกอก็รู้สึกมึนหัว 

เกิดอะไรขึ้นกับเรากัน 

นางไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่าเกิดอะไรขึ้น นางเพียงแค่รู้สึกว่าภาพของหลี่อวี้ซานที่กำลังยิ้มอยู่นั้นดูแกว่งไปแกว่งมาแปลกๆ  

แล้วร่างกายนางก็ค่อยๆ เอนลงจนในที่สุดก็ล้มลงกับพื้น 

หลี่อวี้ซานผู้ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม มองเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มสุดแสนจะพอใจ 

ระยะเวลาผ่านไป โม่เทียนเกอรู้สึกตัวตื่นขึ้น 

นางรู้สึกมึนงง หลังคาที่นางมองเห็นมันสั่นไหวไปมาเหมือนจะหล่นลงมา 

นี่เราอยู่ที่ไหน 

นางอยากจะพลิกตัวเพื่อมองไปรอบๆ และเมื่อนางทำเช่นนั้นนางก็ต้องตกใจอย่างมาก 

กำลังอยู่ในรถม้า!  

หลี่อวี้ซานนั่งอยู่ข้างๆ นาง จ้องมองด้วยสายตาที่มีแต่ความโลภ แฝงไปด้วยความโหดร้ายปนความปีติยินดีอยู่ในเชิง โม่เทียนเกอรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในทันที 

นางถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นกลัว “เกิดอะไรขึ้น”  

หลี่อวี้ซานยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แสดงถึงความเป็นมิตรอย่างที่เคยแม้แต่น้อย เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัว และเยือกเย็น 

“สหายนักพรตโม่” เขาจ้องมองนางดั่งแมวจ้องลูกหนู ในขณะที่กำลังลูบมือลงบนแผ่นกระดาษกลมแบนคล้ายคลึงกับเข็มทิศฮวงจุ้ย เขากล่าวต่อว่า “กลับกลายเป็นว่าสหายนักพรตนั้นมีพลังปราณหยินอยู่ในร่างกายนี่เอง มิน่าเล่า เจ้าถึงสามารถฝึกตนได้เป็นอย่างดีในโลกมนุษย์แห่งนี้ เจ้าทำให้คนที่ด้อยคุณสมบัติเช่นข้าอิจฉายิ่งนัก…”  

“ท่าน...” โม่เทียนเกอตกใจเป็นอย่างมากจนพูดอะไรไม่ออก 

“เจ้าสงสัยว่าข้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไรใช่หรือไม่” หลี่อวี้ซานถาม เขายิ้มมากกว่าเดิมเมื่อเห็นนางที่กำลังตื่นกลัว “สหายนักพรตโม่เป็นคนฉลาด ฉลาดเกินเด็กคนอื่นที่อายุเท่าเจ้า แต่น่าเสียดาย เจ้ายังเด็กและอ่อนประสบการณ์เกินไป เจ้าจำได้หรือไม่ว่าเจ้าบอกข้าว่าอย่างไร”  

โม่เทียนเกอสับสน 

หลี่อวี้ซานยิ้มเยาะและทวนให้นางฟังว่า “เจ้าบอกมิใช่หรือว่าแม่ของเจ้าไม่สามารถรักษาได้เพราะร่างกายอ่อนแอ”  

โม่เทียนเกอพยักหน้า 

เขาจึงกล่าวต่อว่า “สหายนักพรตโม่ เจ้าคงไม่รู้สินะว่ามีเพียงความอ่อนแอของร่างกายมนุษย์อย่างเดียวที่พวกเราไม่อาจรักษาได้ นั่นคือความไม่สัมพันธ์กันของพลังหยินและหยาง มนุษย์ผู้ชายหรือผู้หญิงนั้นมีพลังทั้งหยินและหยางในร่างกาย เพียงแต่ว่าสำหรับผู้ชายพลังหยางจะแข็งแกร่งกว่าพลังหยิน ในขณะที่ผู้หญิง พลังหยินนั้นจะแข็งแกร่งกว่าพลังหยาง ก็อย่างที่หลายๆ คนกล่าวกันว่า ‘พลังหยินไม่เติบโต พลังหยางไม่อาจอยู่ได้’ ถ้ามนุษย์มีเพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ชีวิตของพวกเขาก็จะสั้น หากผู้ชายเกิดมาโดยมีพลังหยิน หรือผู้หญิงมีพลังหยาง พวกเขาก็จะตายทันทีหลังจากเกิดมา ในเมื่อแม่ของเจ้าสามารถมีชีวิตอยู่ได้จนคลอดเจ้าออกมา แสดงว่านางจะต้องมีพลังหยินอยู่ในร่างกายเป็นแน่”  

โม่เทียนเกอมองเขาอย่างหวาดกลัว นางคิดว่านางระมัดระวังตัวดีแล้ว นางไม่คาดคิดเลยว่าแค่ประโยคง่ายๆ จะเผยความลับออกมาได้ 

หลี่อวี้ซานพูดต่อ “มีความเป็นไปได้ว่าพลังหยินจะถูกส่งต่อมายังลูกหลาน แน่นอน โอกาสที่จะเป็นไปได้นั้นไม่สูงมากนัก และโดยส่วนมากคนเหล่านั้นก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่จนให้กำเนิดลูก ข้าไม่มั่นใจว่าเจ้าได้รับตกทอดพลังหยินมาหรือไม่ แต่ข้าคิดว่าในเมื่อความคืบหน้าในการฝึกตนของเจ้าเป็นไปด้วยดีในโลกของมนุษย์ แม้ว่าเจ้าจะมีรากวิญญาณทั้งห้าธาตุก็ตาม แปลว่าเจ้าก็น่าจะมีพลังหยินเช่นนั้น ตอนนี้ข้ามั่นใจแล้ว” เขายกแผ่นกระดาษกลมในมือของเขาขึ้นมา “เข็มทิศวิญญาณยืนยันแล้วว่าเจ้าเป็นผู้มีพลังหยินอยู่ในร่างกาย!”  

โม่เทียนเกอจ้องเขม็งไปที่เข็มทิศบนมือของเขา “แล้วท่านจะทำอะไร”  

หลี่อวี้ซานเงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า แววตาที่ส่องประกายของเขาจ้องมองมาจนนางขนลุก “สหายนักพรตโม่คงรู้ถึงความหมายของร่างปราณหยินอยู่แล้วใช่ไหม ผู้ฝึกตนที่มีพลังเช่นนั้นจะฝึกตนได้รวดเร็วมากกว่าคนทั่วไป และไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นคู่ฝึกตนร่วมสัมพันธ์กับผู้นั้นก็จะได้ผลประโยชน์มากมายด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาจะกลายเป็นร่างเตาหลอมที่เยี่ยมที่สุด" 

นางไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากขยับหนีออกมาอีกนิด เมื่อเขาทำให้นางยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้น ทันใดนั้น นางก็นึกขึ้นมาได้ว่า นางสามารถเสกคาถาใส่เขาได้ นางต้องการที่จะใช้ปราณวายุ ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมานางกลับต้องตกใจอีกครั้งด้วยความกลัวมากกว่าเดิม 

‘นี่เราไม่สามารถควบคุมพลังวิญญาณของเราให้เคลื่อนไหวได้!’  

หลี่อวี้ซานยิ้มเยาะ “เจ้าไม่ต้องพยายามหรอก ข้าวางยาเจ้าด้วยละอองเกสรดอกไม้หยก ซึ่งมีคุณสมบัติในการผนึกพลังทางจิตวิญญาณของเจ้าชั่วคราว”  

“เจ้า…” โม่เทียนเกอแสดงความเกรี้ยวกราดออกมาทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น “พ่อของข้ารู้เรื่องนี้เมื่อไหร่ ท่านไม่มีวันให้อภัยเจ้าแน่!”  

“พ่อเจ้าน่ะหรือ” หลี่อวี้ซานมีน้ำเสียงที่สบประมาทในคำพูดของนางทันที “เจ้าคิดว่าข้าไม่ได้ถามคนอื่นหรอกหรือ ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า พ่อของเจ้าทิ้งไปตั้งแต่เจ้ายังไม่เกิดและยังไม่กลับมาหรือส่งจดหมายมาด้วยซ้ำ เจ้าเองก็ไม่ได้มีความรู้พื้นฐานทั่วๆ ไปเกี่ยวกับการฝึกตน ความเป็นไปได้ก็คือเจ้าฝึกต้นอย่างมั่วซั่วโดยใช้หลักวิถีในการฝึกตนที่พ่อเจ้าทิ้งไว้ให้ หรือไม่ใช่”  

การคาดเดาของเขาไม่ได้ผิดไปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เขาก็คงไม่มีทางคิดได้ว่าวิถีการฝึกตนของโม่เทียนเกอนั้นได้มาจากบรรพบุรุษของนางเอง 

โม่เทียนเกอรู้สึกสิ้นหวังอย่างมากเมื่อได้ยินดังนั้น ถึงแม้ว่านางอยากจะหนีออกมาจากครอบครัวตระกูลโม่ แต่ก็ไม่ได้ต้องการที่จะหนีมาในรูปแบบนี้ นางรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่บอกเล่าเรื่องราวหลายๆ อย่างกับผู้ฝึกตนแปลกหน้า สิ่งที่บรรพบุรุษเคยบอกเอาไว้ล้วนเป็นจริง เส้นทางการฝึกตนนั้นไม่สามารถคาดเดาได้! แต่มันก็สายเกินไปแล้วที่นางจะมานั่งเสียใจ… 

หลี่อวี้ซานลูบหัวนางด้วยความเสน่หาพร้อมพูดว่า “เจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก การที่จะกลายเป็นร่างเตาหลอมได้นั้น เจ้ากับข้าจะต้องหลับนอนร่วมกัน ดังนั้นข้าต้องรอให้เจ้าโตกว่านี้ก่อน อีกอย่างถึงแม้ว่าผู้ฝึกตนหญิงคนอื่นจะไม่สามารถพัฒนาการฝึกตนของตัวเองได้เมื่อกลายเป็นร่างเตาหลอม แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไป ด้วยร่างกายที่เจ้ามี การฟื้นฟูพลังวิญญาณของเจ้านั้นง่ายมาก อีกอย่าง ยิ่งเจ้าฝึกตนถึงระดับสูงมากขึ้นเท่าไร ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวข้าด้วยมากขึ้นเท่านั้น เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ”  

สิ่งที่เขาพูดไม่ได้พูดเพื่อทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นเลย มีแต่การขู่และคุกคาม เขาจะปล่อยให้นางได้มีชีวิตที่ดีหากนางทำตามในสิ่งที่เขาเพิ่งพูดไป 

หน้านางซีดเผือดลงมากกว่าเดิม สุดท้ายแล้ว นางทำอะไรไม่ได้นอกจากถามกลับไปด้วยเสียงกระซิบ “อะไรคือร่างเตาหลอม เจ้าจะดูดกลืนพลังวิญญาณของข้าหรือ”  

หลี่อวี้ซานนิ่งไปในทันทีก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา พร้อมกับส่ายหัวในสิ่งที่ได้ยิน “นี่ข้าคิดไปได้อย่างไรว่าเด็กตัวแค่นี้จะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูด แต่ก็ช่างเถอะ เจ้าจะเข้าใจเองเมื่อถึงเวลา”  

พูดจบเขาก็จับโม่เทียนเกอให้เงยหน้าขึ้น เขาพินิจพิเคราะห์นางและรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก ‘เด็กคนนี้หน้าตาสะสวยทีเดียว นางจะต้องโตขึ้นมาเป็นสาวงามอย่างแน่นอน’  

เมื่อโดนมองด้วยสายตาที่แสนชั่วร้ายแบบนั้น โม่เทียนเกอก็ยิ่งสั่นกลัว หากไม่มีพลังวิญญาณ นางก็เป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงอายุสิบขวบธรรมดา 

หลี่อวี้ซานรู้สึกสนุกไปกับสีหน้าหวาดกลัวของนาง เขาพูดกับตัวเองว่า “ตอนนี้ข้ามีเจ้าแล้ว ในอีกห้าหกปี ก่อนที่ข้าจะอายุสี่สิบ ข้าก็จะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังเสียที! ข้าจะสามารถฝึกตนจนถึงระดับขั้นที่สิบของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณและเข้าร่วมในกลุ่มของผู้ฝึกตนได้!”  

ความปลาบปลื้มปีติยินดีฉายออกมาทางสีหน้าเขาอย่างชัดเจนในขณะที่พูด 

เขาเกิดในครอบครัวธรรมดาทั่วๆ ไปที่เขตถงอัน ในตอนที่เขาเป็นเด็ก เขาบังเอิญเข้าไปอยู่ระหว่างการต่อสู้ของผู้ฝึกตนสองคน คู่มือแห่งการฝึกตนตกหล่นอยู่ในสถานที่นั้น เขาเก็บมันมา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งการฝึกตนของเขา 

ในตอนแรกเขาไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย มันเกิดขึ้นหนึ่งปีหลังจากนั้น จากการที่เขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังทางจิตวิญญาณของตัวเอง และรู้ว่าสิ่งที่เขาหยิบมาคือวิถีในการฝึกตนซึ่งจะช่วยให้เขาสามารถฝึกตนจนได้กลายเป็นอมตะ 

หลังจากนั้นเขาได้เรียนรู้ถึงโลกแห่งการฝึกตน และทิ้งครอบครัวเพื่อออกเดินทางไปที่เทือกเขาคุณอู๋ 

การที่ได้เห็นความหลากหลายของผู้ฝึกตนที่คุณอู๋ และได้สัมผัสว่าโลกนั้นช่างกว้างใหญ่เกินกว่าที่เขาเคยนึกไว้ เขาก็ไม่เคยคิดที่จะเป็นมนุษย์ปกติต่อไป เขาเลือกที่จะเดินทางไปด้วยความหวังที่จะได้พบกับชะตาลิขิตและเข้าร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ฝึกตน เพื่อเข้าถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลัง และดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังต่อไป… 

เป็นที่น่าเสียดาย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขายังคงเป็นผู้ฝึกตนเดี่ยวที่น่าเวทนาด้วยรากวิญญาณที่ด้อยกว่าผู้อื่น เขายังไม่พบเจอชะตาลิขิตใดๆ และก็ไม่มีโรงเรียน หรือสำนักไหนที่ยอมรับเขา… 

แววตาเขาเป็นประกายทันที จากนี้ไปทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อเด็กคนนี้โตขึ้น นางก็จะกลายเป็นร่างเตาหลอม แล้วข้าก็จะสามารถฝึกตนร่วมสัมพันธ์คู่กับนางและดูดซับพลังต่างๆ จากร่างกายนางได้ 

อุวะ ฮ่า ฮ่า…” เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้โม่เทียนเกอต้องหนีไปนั่งจนมุมอยู่ในตู้รถม้า ถึงแม้นางอยากจะถามว่านางกำลังถูกพาไปที่ไหน แต่นางก็ไม่มีความกล้าใดๆ หลงเหลืออยู่เลย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว