facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 15 จิตใจมนุษย์ ยากแท้หยั่งถึง

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 จิตใจมนุษย์ ยากแท้หยั่งถึง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 11:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 จิตใจมนุษย์ ยากแท้หยั่งถึง
แบบอักษร

กลางดึกคืนนั้น ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านหลังเล็กในฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน 

ชายคนนี้คือคนที่แอบตามโม่เทียนเกอมาอย่างลับๆ หลี่อวี้ซาน 

เขาได้รู้เกี่ยวกับพื้นเพของเด็กหญิงแซ่โม่จากครอบครัวนี้ 

เขาไม่ได้ถามตรงๆ ในตอนแรก แต่หลังจากเสแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา ถามพวกเขาว่าบ้านหลังใหญ่นั้นเป็นของครอบครัวเศรษฐีเช่นนั้นหรือ ผู้ที่เป็นสามีจึงบอกเขาว่าบ้านหลังนั้นเป็นของหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น เขาก็ฉวยโอกาสถามเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในหมู่บ้าน ครอบครัวนี้ไม่สงสัยเขาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเล่าให้เขาฟังจนหมดเปลือก รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านด้วย 

ในบ้านหลังนั้นมีเด็กหญิงสองคน คนแรกเป็นหลานสาวคนโตของหัวหน้าหมู่บ้าน ในขณะที่คนที่สองเป็นหลานสาวที่เกิดจากลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน [1] ทั้งสองมีอายุไล่เลี่ยกัน เขาครุ่นคิดหลังจากได้ฟังข้อมูลนั้น เสื้อผ้าของเด็กหญิงผู้นั้นไม่ได้ทำจากเนื้อผ้าที่ดี ซึ่งต่างจากของที่เด็กหญิงอีกคนสวมใส่เดินเล่นอยู่ในงานเทศกาลด้วยกัน เขามั่นใจว่าเด็กหญิงอีกคนคงเป็นหลานสาวคนโตของหัวหน้าหมู่บ้าน นั่นจึงเป็นที่แน่ชัดแล้วเกี่ยวกับตัวตนของเด็กหญิง 

หลี่อวี้ซานแกล้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจเด็กหญิง และถามถึงอดีตของนาง สงสัยว่าคงไม่มีใครเคยพูดเรื่องนี้เหมือนเขา ครอบครัวนี้จึงไม่พยายามปิดบังอะไรทั้งสิ้น พวกเขาบอกว่าเด็กน้อยคนนี้เคยเป็นเพื่อนบ้านของพวกเขา บิดานางทิ้งไปก่อนที่นางจะเกิด และไม่เคยกลับมาอีก หลังจากแม่ของนางตายเมื่อสามปีก่อน นางก็ถูกรับไปอุปการะเลี้ยงดูในบ้านใหญ่บรรพบุรุษ หลังจากถามพวกเขาถึงพ่อของนาง ในที่สุดหลี่อวี้ซานก็ได้ฟังสิ่งที่เขาสนใจเสียที 

เมื่อผู้เป็นสามีพูดถึงชายคนนั้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม บอกว่าชายคนนั้นเป็นคนมีความรู้ ไม่ได้เก่งแค่ในศาสตร์แห่งการรักษาเพียงเท่านั้น แต่เขายังเชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้อีกด้วย โชคร้ายที่เขาจากไปและไม่ได้กลับมาอีกเลย 

ตอนนี้หลี่อวี้ซานมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เด็กหญิงพูดเป็นความจริง พ่อของนางคงจะเป็นผู้ฝึกตนแน่ๆ นั่นถึงทำให้เขาดูลึกลับนัก แต่ถึงอย่างนั้น หลี่อวี้ซานก็ยังไม่มั่นใจว่าระดับการฝึกตนของชายคนนั้นสูงแค่ไหน 

และเขาก็ยังค่อนข้างสับสนอีกด้วยว่าทำไมผู้ฝึกตนถึงมาอยู่ในหมู่บ้านธรรมดาเช่นนี้ ถึงขนาดแต่งงานกับหญิงที่ไม่ได้เป็นเซียน ผู้ฝึกตนมักจะไม่สนใจมนุษย์ธรรมดา พวกเขาจะยอมรับหญิงผู้ฝึกตนก็แค่ในฐานะคู่ฝึกตนร่วมสัมพันธ์เท่านั้น ซึ่งพวกเขามักจะได้ประโยชน์ในการฝึกตนไปด้วย และในส่วนของมนุษย์ผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นเซียน อย่างดีที่สุดพวกนางก็จะถูกยอมรับแค่ในฐานะเมียน้อยเท่านั้น พวกเขาไม่มีทางจะแต่งงานกับหญิงสามัญชนหรือมีลูกด้วยกัน 

ยิ่งไปกว่านั้น หญิงคนที่เขาแต่งงานด้วยยังมีอาการป่วย ซึ่งยิ่งทำให้หลี่อวี้ซานงุนงงมากขึ้น สำหรับมนุษย์ธรรมดา ความสามารถของผู้ฝึกตนดูจะเทียบเท่าเซียน การรักษาโรคให้มนุษย์เป็นสิ่งที่ทำได้โดยง่าย 

เพราะอย่างนี้ หลี่อวี้ซานจึงตั้งคำถามเจาะลึกเกี่ยวกับหญิงผู้นั้นมากขึ้น แน่นอนว่า แม้หลังจากจะใช้ทุกวิถีทางในการรักษาตัวนางอยู่หลายต่อหลายปี สามีของนางก็ทำให้อาการป่วยนั้นดีขึ้นได้แค่เพียงน้อยนิด 

สัญชาตญาณของเขาบอกว่าหญิงคนนี้ต้องมีความลับอย่างแน่นอน และบางทีความลับนี้อาจอยู่ในทรัพย์สินของลูกสาวนางก็เป็นได้!  

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาอาศัยประโยชน์จากความมืดในช่วงค่ำคืน แอบย่องออกจากบ้านไปที่ลานข้างบ้าน 

ลานนั้นว่างเปล่า กลิ่นไม้ขึ้นราโชยมาเมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป นอกเหนือจากเครื่องเรือนบางชิ้น ในบ้านหลังนี้ก็แทบจะไม่มีอะไร ไม่มีแม้แต่ของใช้จำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งชัดเจนแล้วว่าบ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่มาเป็นระยะเวลานานแล้ว 

เขาค้นทั่วบ้านอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่เจออะไรผิดปกติ และถึงมี ก็คงถูกคนอื่นฉกฉวยไปก่อนหน้านี้นานแล้ว 

ด้วยความผิดหวังขั้นสุด เขาเดินออกจากบ้าน เดินมุ่งไปทางบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน 

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าใกล้ตัวบ้าน เขาก็ยังเห็นแสงของวิญญาณเล็ดลอดออกมา เป็นหลักฐานว่ามีคนกำลังฝึกตนอยู่ แสงนั้นสว่างเห็นได้ชัด เด็กหญิงผู้นั้นคงยังไม่ได้ใช้ม่านกั้นพลังเพื่อป้องกันอะไรเลยแน่นอน แม้คนธรรมดาจะไม่สามารถเห็นแสงนี้ได้ ทว่าผู้ฝึกตนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน 

เขาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เด็กหญิงคนนี้ยังเด็กมาก แต่ก็สามารถอดทนกับความน่าเหนื่อยหน่ายของการฝึกตน ทั้งยังฝึกอย่างหนักแม้จะดึกมากแล้วก็ตาม ชะตาลิขิตไม่ใช่เหตุผลเดียวที่นางเข้าถึงระดับของการฝึกตนในปัจจุบันเป็นแน่ 

หลังจากสังเกตุการณ์เงียบๆ อยู่สักพัก เขาก็หน้านิ่วขมวดคิ้ว 

ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ 

เมื่อผู้ฝึกตนกำลังฝึกอยู่ แสงของวิญญาณที่แผ่ออกมาจะเป็นผลจากพลังทางจิตวิญญาณที่พวกเขาดูดซับเข้าไป ส่วนจะเป็นพลังวิญญาณประเภทไหนก็ขึ้นอยู่กับวิธีการฝึกตนที่พวกเขาใช้ ดังนั้นถ้าวิถีการฝึกตนของพวกเขามีคุณสมบัติธาตุทอง แสงของวิญญาณที่ฉายออกมาจะเป็นสีทองอ่อนๆ ในขณะที่ หากวิถีการฝึกตนมีคุณสมบัติธาตุไฟ แสงของวิญญาณที่ฉายออกมาจะเป็นสีแดง แต่กระนั้นแสงของวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าเขากลับไม่มีสี!  

พูดอีกอย่างก็คือ เด็กหญิงผู้นี้กำลังฝึกตนด้วยวิธีที่ไม่มีคุณสมบัติอะไรเลย! วิถีการฝึกตนโดยที่ไม่มีคุณสมบัติของธาตุทั้งห้า แน่นอนว่าไม่ใช่วิธีฝึกพื้นฐานที่ง่ายเลย หากไม่มีองค์ประกอบที่พิเศษก็ต้องมีพลังที่น่ากลัวมาก 

เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง วิถีการฝึกตนที่ดีหมายถึงการพัฒนาแบบก้าวกระโดดและการเข้าไปสู่ดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังก็น่าจะเกิดขึ้นได้! เดิมทีเขาคิดว่าวิถีการฝึกตนของเด็กหญิงคงจะแค่ดีกว่าของเขานิดหน่อย แต่ไม่ได้คาดคิดเลยว่านี่มันไม่ใช่วิถีการฝึกตนพื้นฐานทั่วๆ ไปเลยด้วยซ้ำ!  

ความโลภก่อเกิดขึ้นในจิตใจของเขา ถ้าวิถีการฝึกตนนี้เป็นของข้าล่ะ… 

----  

ก่อนรุ่งสาง โม่เทียนเกอหยุดการฝึกตน 

นางได้ความรู้เบื้องลึกมากมายเกี่ยวกับการฝึกตนมาจากหลี่อวี้ซานและมันก็เป็นประโยชน์มาก นางสามารถเข้าใจหลายสิ่งที่เคยสับสนได้ เพราะอย่างนั้นนางจึงเก็บเกี่ยวความรู้ได้มากมายจากการฝึกตนในคืนนี้ 

นางออกไปล้างหน้าล้างตาอย่างอารมณ์ดี แม้แต่สีหน้าแสนหดหู่ของอี๊หลินก็ทำอะไรความรู้สึกนางไม่ได้ 

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จและคุยกับเทียนเฉี่ยวอยู่สักพัก นางก็เตรียมจะออกเดินทางไปที่เมืองอีกครั้ง เมื่อวานการฝึกตนของนางประสบผลสำเร็จดีมาก นางจึงตั้งใจว่าจะไปเจอหลี่อวี้ซานและคุยเรื่องการฝึกตนกับเขาอีก 

ทว่าหลังจากที่นางมาถึงในเมือง นางเห็นหลี่อวี้ซานเดินออกไปจากโรงเตี๊ยมและแบกกระเป๋าเดินทางของเขาไว้บนไหล่ 

“สหายนักพรตหลี่ ท่านจะไปแล้วรึ”  

หลี่อวี้ซานยิ้มเมื่อเขาเห็นนาง “ใช่ ข้าอยู่ที่นี่มาครึ่งเดือนแล้ว ได้เวลาที่ข้าจะออกเดินทางต่อไปเสียที สหายนักพรตโม่ เจ้ามีอะไรหรือถึงมาหาข้า”  

โม่เทียนเกอตอบว่า “ข้าได้ความรู้เบื้องลึกจากการสนทนาของเราเมื่อวานเยอะเลย ข้าจึงมาที่นี่อีกครั้งในวันนี้ แต่ถ้าสหายนักพรตกำลังจะไป ข้าก็จะไม่รบกวนท่าน”  

“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่” หลี่อวี้ซานยิ้ม “ข้ายินดีพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ข้าว่าเราควรไปหาที่นั่งคุยกันก่อนดีกว่า”  

หลังจากคิดอยู่สักครู่ โม่เทียนเกอพยักหน้า “ได้สิ”  

หลี่อวี้ซานเดินนำไปทางสะพานที่อยู่ใกล้กับประตูเมือง และเลือกร้านน้ำชาที่อยู่ข้างสะพาน 

เมื่อพวกเขานั่งลง หลี่อวี้ซานก็เข้าเรื่องทันที “เมื่อวานการฝึกตนของสหายนักพรตเป็นไปอย่างราบรื่นดีหรือไม่”  

โม่เทียนเกอพยักหน้าพูดว่า “ข้าต้องขอบคุณท่านสหายนักพรตมาก ในอดีตข้าไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมบางครั้งเส้นลมปราณถึงโคจรผ่านยากนัก ท่านบอกข้าว่าให้บำรุงเส้นลมปราณเป็นประจำด้วยพลังวิญญาณ เมื่อวานข้าลองทำดู มันง่ายขึ้นจริงๆ”  

หลี่อวี้ซานยิ้มพลางโบกไม้โบกมือ “นี่เป็นความรู้ทั่วไปในโลกแห่งการฝึกตน ข้าคงรับความดีความชอบจากเรื่องนี้ไม่ได้หรอก อีกอย่างข้าก็ได้ประโยชน์จากสหายนักพรตเช่นกัน การฝึกเคลื่อนพลังวิญญาณในร่างกายก่อนจะฝึกเสกคาถาเป็นวิธีที่จะมีประโยชน์กับข้าในการฝึกคาถาในอนาคตแน่นอน” หลังจากพูดเช่นนั้นเขาก็จงใจถามว่า “สหายนักพรตโม่ ท่านพ่อของเจ้าออกจากบ้านไปเป็นเวลานานแล้ว เขาให้คำแนะนำกับเจ้าได้อย่างไร”  

โม่เทียนเกออึ้งไปเล็กน้อย นางตอบอย่างระมัดระวังว่า “เมื่อไหร่ที่ข้ามีอะไรไม่เข้าใจ ข้าจะเขียนจดหมายไปถามพ่อข้า”  

หลี่อวี้ซานตอบเพียงแค่ “อ้อ” อย่างไรก็ตาม เขาแอบคิดถึงสิ่งที่ชาวบ้านพูดถึง ว่าพ่อของนางจากไปและยังไม่ได้กลับมาอีกเลย อันที่จริงไม่มีข่าวคราวอะไรเลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าเด็กหญิงผู้นี้จะค่อนข้างระแวดระวังตัวกับเขา แต่อย่างไรเสียนางก็ยังเป็นเด็ก เขาคงจะหลอกนางได้ไม่ยากนัก ดังนั้นเขาจึงถามขึ้นอีกครั้ง “ถ้าเช่นนั้นแล้วญาติคนอื่นๆ ของสหายนักพรตเล่า พวกเขาก็เป็นผู้ฝึกตนที่ต้องปิดบังตัวตนและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่เป็นเซียนเหมือนเจ้าหรือเปล่า ข้าแทบไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้เลย”  

โม่เทียนเกอหลุบตาลงต่ำ ตอบว่า “แม่ข้าป่วยตายเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้ข้าอยู่กับผู้ใหญ่คนอื่น”  

หลี่อวี้ซานรีบขอโทษขอโพยเมื่อเขาเห็นนางเศร้า “ข้าขอโทษที่พูดเรื่องน่าเจ็บปวดขึ้นมา แต่พ่อของเจ้าก็เป็นผู้ฝึกตน ทำไมเขาไม่รักษาแม่ของเจ้าเล่า ความเจ็บป่วยของมนุษย์เป็นสิ่งที่ชาวเรารับมือได้ง่ายๆ อยู่แล้ว”  

โม่เทียนเกอส่ายหัว “อาการป่วยของแม่ข้ารักษาไม่หาย พ…พ่อข้าบอกว่ามันเป็นปัญหาทางร่างกาย เขาจึงช่วยอะไรไม่ได้”  

แสงสว่างส่องวาบขึ้นในดวงตาของหลี่อวี้ซานเมื่อเขาได้ยินคำว่า ‘ปัญหาทางร่างกาย’  

ปัญหาทางร่างกายที่ว่าคือปัญหาโดยกำเนิดที่เกิดขึ้นในธาตุทั้งห้าหรือในหยินและหยาง ซึ่งมีแค่ไม่กี่ประเภทที่มนุษย์จะไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ อย่างแรกคือความวุ่นวายในธาตุทั้งห้า อย่างที่สองคือความไม่สัมพันธ์กันของหยินและหยาง และอย่างที่สามคือมลภาวะที่เกิดจากพลังวิญญาณปีศาจบางอย่าง 

สำหรับปัญหาที่เกี่ยวกับความวุ่นวายในธาตุทั้งห้า ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การยืดชีวิตของคนก็ยังเป็นไปได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าร่างกายปนเปื้อนด้วยพลังวิญญาณปีศาจยังสามารถชะล้างพลังวิญญาณได้ มีแค่ความไม่สัมพันธ์กันของหยินและหยางที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ความไม่สัมพันธ์ของหยินและหยางหมายความว่า ตัวคนผู้นั้นมีร่างกายที่มีพลังหยางหรือหยินเพียงอย่างเดียวแต่กำเนิด 

เขายิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น ผู้หญิงที่ร่างกายมีพลังปราณหยางหรือผู้ชายที่ร่างกายมีพลังปราณหยิน มักจะตายหลังจากเกิดมาได้ไม่นานทั้งคู่ มีเพียงหญิงที่ร่างกายมีพลังปราณหยินบริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานพอที่จะให้กำเนิดทายาทได้!  

หากเป็นเช่นนี้ละก็ความสับสนของเขาก็กระจ่างแล้ว สาเหตุที่ผู้ฝึกตนอยู่กินและแต่งงานกับหญิงที่ไม่ได้เป็นอมตะก็เพราะหญิงคนนั้นมีร่างปราณหยินนั่นเอง แม้ว่านางจะไม่มีรากวิญญาณ ทว่าผู้ฝึกตนก็ยังได้ประโยชน์อยู่ดี นอกจากนี้ร่างกายเช่นนี้เป็นกรรมพันธุ์ ความเป็นไปได้ที่ว่ารากวิญญาณจะปรากฏขึ้นในหมู่ทายาทของผู้ฝึกตนจึงมีโอกาสสูงมาก… 

เขาลดสายตาลง พยายามกลั้นความตื่นเต้นในสายตาเอาไว้ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเด็กหญิงผู้นี้คือผู้โชคดีคนหนึ่ง หญิงที่เกิดมาพร้อมกับพลังหยินในร่างกายและรากวิญญาณ! ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดนางถึงสามารถฝึกตนในโลกมนุษย์ได้ ทั้งที่นางมีรากวิญญาณถึงห้าธาตุ!  

เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงข้อมูลที่ครั้งหนึ่งเคยได้ยินมาจากในคุนอู๋ หญิงผู้ฝึกตนที่มีปราณหยินในร่างกายนั้นพบเจอได้ยากมากและเป็นร่างเตาหลอมชั้นดีเลยทีเดียว... 

 

------

[1] คนแรกเป็นหลานสาวคนโตของหัวหน้าหมู่บ้าน ในขณะที่คนที่สองเป็นหลานสาวที่เกิดจากลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน หลานสาวคนโตในที่นี้หมายถึงโม่เทียนเฉี่ยว เป็นหลานสาวที่เกิดมาจากลูกชายของหัวหน้าตระกูล ส่วนโม่เทียนเกอเป็นหลานสาวที่เกิดมาจากลูกสาวของเขา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว