facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 14 เจตนาร้าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 เจตนาร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 เจตนาร้าย
แบบอักษร

หลังจากการสนทนาผ่านไปครึ่งวัน หลี่อวี้ซานก็เริ่มพูดเกี่ยวกับคาถาต่างๆ  

“มีเพียงไม่กี่คาถาที่เขียนกระจัดกระจายอยู่ในตำราคู่มือวิถีการฝึกตนที่ข้าได้มาเมื่อหลายปีก่อน ในหมู่คาถาเหล่านั้น มีคาถาเรียกอัคนีอยู่คาถาหนึ่ง มีพลังดีทีเดียว”  

เขารวบรวมพลังวิญญาณในชั่วพริบตา เรียกลูกไฟดวงเล็กๆ มาอยู่ที่ปลายนิ้ว จากนั้นก็ชี้นิ้วไปที่กำแพงและลูกไฟก็ลอยออกไปในทันที ก่อเกิดเป็นรูเล็กขนาดเท่านิ้วมืออยู่บนกำแพง 

โม่เทียนเกอตะลึงงัน นางไม่ได้คิดว่าแปลกที่ไฟมีพลังเช่นนี้ คาถาปราณวายุของนางก็มีพลังที่เหมือนกัน จากสิ่งที่เขียนอยู่ในตำราคู่มือ พลังของคาถานั้นรุนแรงมากขึ้นกว่านี้ได้อีก แต่สิ่งที่นางเห็นว่าแปลกคือความเร็วและการควบคุมความยากง่ายของมัน ลูกไฟนั้นทำให้กำแพงไหม้เป็นรูเล็กแต่ไม่ทำลายบริเวณโดยรอบ 

รอยยิ้มพอใจปรากฎขึ้นบนหน้าของหลี่อวี้ซาน “ข้าต้องฝึกคาถาเรียกอัคนีนี้อยู่สามปี กว่าข้าจะสามารถควบคุมไฟได้ แม้ข้าจะใช้มันกับเครื่องมือวิญญาณ ข้าก็คิดว่าข้ารับมือได้ดีพอสมควร แต่ข้าเพิ่งจะแสดงให้สหายนักพรตเห็นผลของการฝึกฝนธรรมดาของข้า ในเมื่อวิถีการฝึกตนของเจ้าเยี่ยมยอด คาถาของเจ้าคงจะทรงพลังเป็นแน่แท้”  

โม่เทียนเกอลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบอย่างระมัดระวังว่า “ไม่เลย ข้ายังไม่ค่อยเก่ง เพิ่งได้เรียนคาถาง่ายๆ ไปนิดหน่อยเท่านั้น มีแค่คาถาปราณวายุเท่านั้นที่ค่อนข้างจะมีพลัง”  

“เช่นนั้นหรือ” หลี่อวี้ซาน ดูสนอกสนใจเป็นอย่างมาก เขาจ้องมองนางและถามว่า “แสดงให้ข้าดูได้หรือไม่”  

โม่เทียนเกอไม่ปฏิเสธและเริ่มดึงพลังวิญญาณบางส่วน นางโบกมือ เชิงเทียนทองแดงก็ถูกผ่าครึ่งทันที 

หลี่อวี้ซานค่อนข้างประหลาดใจ กล่าวว่า “ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าคาถานี้เมื่อใช้พลังเต็มที่ จะสามารถตัดวัตถุประเภทใดได้บ้าง”  

“คือ… ข้าก็ไม่มั่นใจ”  

คำพูดของนางทำให้เขายิ้มออกมา “ในเมื่อสหายนักพรตสามารถใช้คาถาปราณวายุได้ รากวิญญาณของเจ้าต้องโดดเด่นมากแน่”  

โม่เทียนเกองุนงง “ทำไมท่านพูดเช่นนั้น”  

หลี่อวี้ซานจึงอธิบายว่า “แต่ละคาถาจะมีคุณสมบัติเกี่ยวกับธาตุแตกต่างกัน และคุณสมบัติเกี่ยวกับธาตุของรากวิญญาณของเรามักจะมีผลกระทบกับคาถาด้วย ข้ามีรากวิญญาณสี่ธาตุ ขาดก็แต่ธาตุทองจากทั้งห้าธาตุ ในธาตุทั้งสี่นี้ รากวิญญาณธาตุไฟของข้าแข็งแกร่งที่สุด ดังนั้นข้าจึงบรรลุผลดีที่สุดในการฝึกคาถาอัคนี ธาตุลมสัมพันธ์กับธาตุไม้ และในเมื่อสหายนักพรตสามารถใช้คาถาวายุได้โดยไม่ต้องมีตัวช่วย หากมิใช่เพราะคุณสมบัติธาตุไม้ในรากวิญญาณเจ้าโดดเด่นมาก ก็ต้องเป็นเพราะรากวิญญาณของเจ้าเป็นรากวิญญาณลมที่กลายพันธุ์”  

ความรู้ในการฝึกตนของโม่เทียนเกอไม่ได้ลึกซึ้งมากนัก คำอธิบายของเขาจึงทำให้นางสับสน “ข้าไม่รู้หรอกว่ารากวิญญาณไม้ของข้าดีแค่ไหน แต่รากวิญญาณของข้าเป็นแบบห้าธาตุ ได้ยินว่านั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย”  

หลี่อวี้ซานตกใจเป็นอย่างมาก “สหายนักพรตที่เข้าถึงชั้นที่สองของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณ และสามารถเสกคาถาได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ แท้จริงแล้วเจ้ามีรากวิญาณห้าธาตุหรอกหรือ”  

ถึงแม้โม่เทียนเกอจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงสงสัยนัก แต่นางก็ยังตอบไปว่า “ใช่”  

ใบหน้าหลี่อวี้ซานเต็มไปด้วยความอิจฉา “ข้าสันนิษฐานว่าคงเพราะเจ้าได้รับคำแนะนำจากผู้อาวุโสจึงมีวิถีการฝึกตนที่โดดเด่นและเดินบนทางที่ถูกต้องเช่นนี้ ข้าขอถามได้หรือไม่ ว่าวิชาการฝึกตนแบบใดที่เจ้าใช้ฝึกอยู่”  

โม่เทียนเกอลังเล ศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์เป็นวิถีการฝึกตนที่ใช้ฝึกฝนได้เฉพาะในผู้ฝึกตนหญิงที่มีพลังปราณหยินบริสุทธิ์ ท่านบรรพบุรุษเคยเตือนนางแล้วว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นางห้ามบอกให้ใครรู้เด็ดขาดว่านางมีร่างปราณหยิน มิเช่นนั้นผู้คนจะใช้ตัวนางเป็นร่างเตาหลอม แม้นางจะไม่รู้ว่าร่างเตาหลอมคืออะไร แต่นางก็รู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่นอน 

ครั้นเห็นนางลังเลเช่นนั้น หลี่อวี้ซานจึงหัวเราะ “ข้าถามโดยที่ไม่คิดให้ดีเสียก่อน ถ้าเจ้าตอบไม่ได้ ก็ลืมมันไปเสีย”  

โม่เทียนเกอโล่งใจที่ได้ยินเขาพูดอย่างนั้น 

ทั้งสองคนสนทนากันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งโม่เทียนเกอเห็นว่าเริ่มจะมืดแล้ว นางจึงรีบขอตัวลา 

นางได้อะไรมามากมายจากการสนทนาในครั้งนี้ 

สหายหลี่อวี้ซานคนนี้บอกว่าเขาเกิดในเขตถงอันในเมืองหลวงของแคว้นจิ้น และบังเอิญได้รับหนังสือคู่มือวิถีการฝึกตนมาในสมัยเด็ก เขาเดินทางจากแคว้นสู่แคว้น ได้พบเจอผู้ฝึกตนจำนวนหนึ่ง ฉะนั้นเขาจึงมีความรู้และประสบการณ์มากมาย 

ตามคำกล่าวของเขา แม้ว่าโรงเรียนและสำนักสอนฝึกตนส่วนใหญ่จะอยู่ในเทือกเขาคุนอู๋ แต่ก็ยังมีกลุ่มการฝึกตนและผู้ฝึกตนเดี่ยวอีกหลายคนกระจัดกระจายไปทั่วนอกเขตภูเขา ยกตัวอย่างเช่น ในแคว้นจิ้น แค่ในเขตถงอันอย่างเดียวก็มีผู้ฝึกตนเดี่ยวอยู่จำนวนหนึ่ง พวกเขาถึงขนาดตั้งสมาคมผู้ฝึกตนเดี่ยวและมักจะจัดประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน หลี่อวี้ซานยังบอกอีกว่า รากวิญญาณกับวิถีการฝึกตนของเขาไม่ค่อยดี เพราะเขายังไม่สามารถจะพัฒนาจากระดับชั้นที่สามของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณไปได้ เขาจึงท่องเที่ยวไปทั่วเพื่อตามหาชะตาลิขิตของเขา 

โม่เทียนเกอต้องยั้งตัวเองอยู่นาน ไม่ให้ถามเขาถึงข้อมูลเกี่ยวกับบิดานาง นางยังมีความระแวงในจิตใจ กลัวว่าหากชายผู้นี้รู้ว่านางตัวคนเดียวแล้วเขาจะมีเจตนาร้าย 

โชคดีที่สหายหลี่อวี้ซานผู้นี้คิดว่านางมีผู้ฝึกตนอาวุโส เขาแค่ปรึกษาเคล็ดวิชาการฝึกตนกับนาง และพยายามอธิบายสิ่งที่นางไม่เข้าใจด้วยซ้ำไป 

พอเห็นว่าฟ้าเริ่มมืด นางจึงรีบเร่งกลับไปยังหมู่บ้านตระกูลโม่ โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีเงาตะคุ่มกำลังตามหลังนางอยู่ไกลๆ  

----  

หลี่อวี้ซานจ้องมองไปที่หมู่บ้านเล็กๆ นั้นมาแต่ไกล 

หมู่บ้านแห่งนี้เรียบง่ายธรรมดา ซึ่งก็เหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆ ทั่วไปในแถบชนบทของแคว้นจิ้น เขาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่นาน แต่ก็ไม่พบร่องรอยของกำแพงอาคมหรือม่านพลังที่นี่ เขาคงจะเดาไม่ได้เลยว่าที่นี่มีผู้ฝึกตนอยู่ด้วย 

จากการสังเกตการณ์ของเขา เด็กหญิงผู้นั้นไม่ได้มีความถนัดมากไปกว่าเขาเลย แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การฝึกตนของนางเข้าถึงชั้นที่สองของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณได้ ดังนั้น เขามั่นใจว่าเด็กหญิงผู้นี้ต้องครอบครองของมีค่าอะไรสักอย่างแน่นอน 

เขาติดอยู่ที่ระดับชั้นที่สามของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณมาห้าปี ซึ่งเขาก็ตระหนักรู้ถึงสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกับเด็กคนนี้ การจะเข้าถึงดินแดนการสร้างฐานแห่งพลังนั้นยากมากสำหรับผู้ฝึกตนเดี่ยว ซึ่งทำได้โดยการเข้าร่วมกลุ่มการฝึกตนเท่านั้น พวกเขาจึงจะได้แหล่งความรู้เพิ่มเติม ส่วนตัวเขานั้นค่อนข้างอ่อนด้อย จำเป็นต้องเข้าร่วมกับกลุ่มการฝึกตนและต้องได้แหล่งความรู้ที่ดีขึ้น หากเขาอยากจะประสบผลสำเร็จ 

แต่ด้วยฐานร่างกายเช่นเขา คงจะไม่มีกลุ่มไหนรับเขาเข้ากลุ่มแน่ และเขาก็จะขาดโอกาส นอกเสียจากว่าการฝึกตนของเขามีศักยภาพมากพอที่จะเข้าสู่ดินแดนการสร้างฐานแห่งพลัง แค่พูดก็ง่ายกว่าทำน่ะสิ! เขาออกเดินทางท่องเที่ยวมาหกปีแล้ว แต่ก็ยังไม่พบชะตาลิขิตเสียที 

เด็กหญิงคนนี้ต้องมีความลับอะไรแน่ ไม่เช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่คนที่มีรากวิญญาณห้าธาตุและฝึกตนในโลกมนุษย์ซึ่งมีพลังทางจิตวิญญาณเบาบางมาก จะสามารถบรรลุถึงระดับชั้นที่สองของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณได้ในเวลาเพียงสามปี 

ดูอย่างเขาเป็นตัวอย่าง เขามีรากวิญญาณสี่ธาตุ ทว่าเขาใช้เวลาถึงสามปีเข้าถึงเพียงชั้นแรกเท่านั้น อันที่จริง ที่เขาเข้าถึงชั้นที่สามได้ก็เป็นเพราะเขาไปในพื้นที่ที่มีเส้นเลือดวิญญาณเพื่อฝึกตน 

นอกจากนั้น เขายังเฝ้าสังเกตเด็กหญิงผู้นี้และไม่พบเครื่องมือวิญญาณในร่างกายนาง ซึ่งการที่ไม่มีเครื่องมือวิญญาณประกอบกับคุณสมบัติของนาง นางไม่น่าจะฝึกตนมาจนบรรลุถึงชั้นที่สองของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณได้ 

หลังจากมองเด็กหญิงเดินเข้าไปในบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านอยู่ห่างๆ เขาก็เดินตามนางเข้าไปในหมู่บ้าน 

ที่ริมเขตของหมู่บ้าน หญิงวัยกลางคนกำลังไล่จับไก่อยู่ เขาครุ่นคิดและตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหานาง 

“ขออภัย แม่นาง...”  

หญิงผู้นั้นมองขึ้นมา เมื่อเห็นเขาก็ทักว่า “มีอะไรให้ข้าช่วยหรือ”  

“ข้ากำลังอยู่ระหว่างเดินทางจะไปที่เมืองหนึ่ง แต่ดันมืดค่ำเสียแล้ว ข้าขอพำนักพักอาศัยที่บ้านท่านสักคืนได้หรือไม่” หลี่อวี้ซานกล่าว 

“เช่นนั้นหรอกหรือ....” หญิงคนนั้นมองพินิจดูเขา เมื่อเห็นว่าเขาสุภาพและไม่ได้ดูเหมือนจะเป็นคนไม่ดี นางก็พยักหน้า “ก็ได้ เข้ามาสิ! แต่บ้านของเราสภาพไม่ค่อยดีนักนะ อย่าผิดหวังเสียล่ะ”  

เขารีบกุมมือไว้ด้านหน้าโค้งคำนับ “ข้าไม่กล้า… ขอบคุณมาก”  

นางรีบเข้าไปในบ้านและตะโกน “ท่านพี่ มีคนมาขอค้างที่นี่คืนนี้! ออกมาทักทายแขกของเราเร็ว!”  

หลังจากมีเสียงคนตะโกนตอบออกมาจากในบ้าน ชายชาวบ้านตัวอ้วนท้วมก็เดินออกมาจากด้านใน พอเห็นเขา ชายคนนั้นก็พูดว่า “น้องชาย เจ้าอยากจะพักค้างคืนที่บ้านเรารึ งั้นก็รีบเข้ามาสิ”  

“ต้องรบกวนท่านแล้ว” เขากุมมือในท่าขอบคุณก่อนจะตามชายผู้นั้นเข้าไปข้างใน 

ที่นี่เป็นบ้านชาวนาทั่วๆ ไป จานหลายใบรวมถึงชุดจานชามและตะเกียบวางอยู่บนโต๊ะอาหารในห้องหนึ่ง ชายคนนั้นพูดอย่างกระตือรือร้น “เชิญนั่งก่อน น้องพี่รีบเอาข้าวมาให้แขกเร็ว!”  

หญิงซึ่งยังอยู่ข้างนอกตอบรับ ไม่นานนางก็เดินเข้ามาพร้อมจานข้าว 

หลี่อวี้ซานพูดอย่างอายๆ “ข้าต้องขอบคุณแม่นางด้วยที่อุตส่าห์ลำบาก นี่ข้ามารบกวนพวกท่านหรือไม่”  

“ไม่เลย! เมียกับลูกๆ ข้ากินเรียบร้อยแล้ว มีแค่ตัวข้าที่กลับบ้านมาช้า น้องชาย เจ้าทำตัวตามสบายและกินข้าวเถอะ”  

หลี่อวี้ซานยิ้ม แสร้งทำเป็นว่ากำลังหิวโซ รีบกินข้าวในชามตัวเองอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ในจิตใจของเขากำลังคิดว่าจะรวบรวมข้อมูลจากคนพวกนี้อย่างไรดี 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว