facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 13 การพบปะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 การพบปะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 11:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 การพบปะ
แบบอักษร

โม่เทียนเกอลังเลอยู่นาน ก่อนจะตอบรับคำขอของเขา 

นางค่อนข้างรู้สึกเดียวดายในเส้นทางการฝึกตนของตัวเอง หากเป็นไปได้นางก็ไม่ได้อยากอยู่กับครอบครัวของนางเท่าไรนัก นั่นจึงเป็นสาเหตุที่นางฝึกตนอย่างลับๆ หวังเพียงว่าถ้าประสบความสำเร็จในการฝึกตนขึ้นมาสักวันหนึ่ง นางจะได้ออกจากบ้านเพื่อเดินทางตามหาพ่อของนาง 

ในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา นางไม่เคยได้พูดคุยกับใครเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่แม้แต่กับเทียนเฉี่ยว… 

ชีวิตของเทียนเฉี่ยวเมื่อเทียบกับนางนั้นช่างแตกต่างกันยิ่งนัก นางยังมีพ่อแม่ ได้รับความรักอย่างสมบูรณ์ อนาคตของนางคงรวมถึงการแต่งงานอย่างมีความสุขจวบจนนิรันดร์ ในเมื่อเส้นทางเดินของพวกนางนั้นแตกต่างกัน เล่าให้นางฟังเกี่ยวกับการฝึกตนนั้นคงเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ 

อีกอย่าง ยิ่งเทียนเฉี่ยวใจดีกับนางมากเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าเทียนเฉี่ยวจะคิดว่านางคือน้องสาวและเพื่อนรัก นางก็เข้าใจได้ดีว่าเทียนเฉี่ยวนั้นเป็นได้แค่เพียงคนที่ผ่านมาและจะผ่านไปในชีวิต วันหนึ่งพวกนางก็ต้องแยกจากกันเพื่อไปใช้ชีวิตของตัวเอง 

นอกจากความฝันที่นางมีมาตั้งแต่สามปีก่อน ความเข้าใจเดียวเกี่ยวกับโลกแห่งการฝึกตนที่นางรู้มาจากแค่เพียงในตำราเท่านั้น ความสงสัยใคร่รู้เพิ่มพูนขึ้นในจิตใจนางมาโดยตลอด ทว่าตอนนี้นางได้พบกับผู้ฝึกตนคนอื่น นางไม่อาจต้านทานความต้องการที่อยากจะเรียนรู้ให้มากขึ้นเกี่ยวกับโลกใบนั้น 

เมื่อหลี่อวี้ซานรู้ว่าโม่เทียนเกอพักอยู่ในเมืองใกล้เคียง เขาจึงบอกนางว่า เขาจะพักอยู่ในเมืองนี้อีกสักระยะหนึ่ง และนางสามารถแวะเวียนมาหาเขาที่โรงเตี๊ยมได้หากมีเวลา แล้วพวกเขาก็กล่าวคำอำลา และแยกย้ายกัน 

โม่เทียนเกอไม่ได้รู้สึกอยากเดินเล่นอีกแล้ว นางเดินอย่างใจลอยเป็นเพื่อนเทียนเฉี่ยว เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน โม่เทียนจวิ้นก็เดินมาหาพวกนาง ทั้งกลุ่มเดินทางกลับบ้านพร้อมกัน 

เทียนเฉี่ยวตื่นเต้นกับการโอ้อวดของที่ซื้อมาจากงานเทศกาลเมื่อกลับถึงบ้านใหญ่บรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม โม่เทียนเกอกลับไปที่ห้องเล็กๆ ของตนเอง เริ่มค้นหากระดาษที่เคยคัดลอกหนังสือจากห้องสมุดเมื่อหลายปีที่ผ่านมา 

ในหนังสือ ชาวพุทธฆราวาสชิงเหลียนกล่าวไว้ว่า เขาเพิ่งได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของโลกแห่งการฝึกตนหลังจากเขาได้พบกับผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์โดยไม่ตั้งใจ เป็นเรื่องที่พบเจอได้ยาก ที่ผู้ฝึกตนเดี่ยวในโลกมนุษย์จะพบกับผู้ฝึกตนอีกคนหนึ่ง นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมทุกครั้งที่มีการเจอกันเกิดขึ้น พวกเขามักจะนัดพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้วยหวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกตนของพวกเขาในอนาคต 

การได้มีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับวิถีการฝึกตนกับผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับโม่เทียนเกออย่างมาก นางได้แต่หลงวนเวียนอยู่กับการฝึกตนของตัวเองมาตลอดสามปี ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์ผู้เฒ่าจะสามารถบอกนางได้เกี่ยวกับความหมายของวิถีการฝึก ทว่าท่านก็ไม่สามารถให้คำตอบแก่นางเกี่ยวกับความยากที่นางเผชิญในการฝึกตน และเพราะเหตุนั้นเอง หนทางการฝึกตนของนางจึงมักเจอความยุ่งยากเสมอ 

อย่างไรก็ตาม นางตั้งใจว่าจะฝึกปราณวายุให้เชี่ยวชาญก่อนจะไปพบหลี่อวี้ซาน ทั้งท่านบรรพบุรุษและชิงเหลียนกล่าวไว้ว่า หัวใจมนุษย์นั้นลึกจนยากหยั่งถึง และนางจะต้องคอยระลึกถึงเรื่องนี้เสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนคนอื่น หากนางเชี่ยวชาญในคาถาปราณวายุ นางก็ยังพอมีวิธีป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่ง 

คิดได้ดังนั้น นางจึงรีบฝึกตนในทันที 

ในการเรียนรู้คาถาปราณวายุ อันดับแรก นางจะต้องสามารถควบคุมพลังทางจิตวิญญาณของนางให้คล่องแคล่วเสียก่อน ในการจะใช้สร้อยข้อมือไข่มุกของนางให้ได้ผลมากที่สุด โม่เทียนเกอได้ฝึกควบคุมพลังทางจิตวิญญาณมาตลอดสามปีที่ผ่านมา นี่จึงไม่น่าเป็นปัญหาสำหรับนางนัก 

นางเริ่มควบคุมพลังทางจิตวิญญาณของตัวเองตามวิธีปฏิบัติ และฝึกตลอดสองวันเต็ม เมื่อมั่นใจว่าสามารถควบคุมพลังทางจิตวิญญาณภายในร่างกายของนางได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว นางจึงเริ่มฝึกคาถาปราณวายุ 

ไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่าข้อความพวกนี้เขียนขึ้นโดยท่านบรรพบุรุษหรือไม่ แต่ก็ได้มีการอธิบายถึงคาถาอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ วิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกคาถานั้น คือควรเริ่มจากการควบคุมการเคลื่อนไหวของพลังทางจิตวิญญาณภายในร่างกายของตัวเองจนคุ้นชิน ก่อนจะพยายามปลดปล่อยมันออกจากร่างกาย 

โม่เทียนเกอไม่กล้าจะเคลื่อนไหวอะไรที่ทำให้ผู้อื่นตื่นตกใจ ดังนั้น นางจึงฝึกการควบคุมการเคลื่อนไหวพลังทางจิตวิญญาณภายในร่างกายของนางอย่างช้าๆ เมื่อมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด นางจึงเริ่มฝึกท่องคาถาอย่างระมัดระวัง 

ในตอนแรก นางไม่สามารถเสกให้เกิดลมวายุได้เลยแม้แต่น้อย หลังจากการฝึกผ่านไปหลายวัน นางก็ยังไม่สามารถประสานการเคลื่อนไหวของมือให้สอดคล้องกับการเสกคาถาได้ นางทำได้เพียงแค่เสกให้มีลมแสนจะเบาบาง ที่ไม่แม้แต่จะทำให้กระดาษปลิวได้ออกมา ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับคมดาบวายุล่องหนที่สามารถทำให้คนบาดเจ็บได้อย่างที่อธิบายไว้ในวิถีการฝึก 

นี่ถือเป็นเรื่องที่หนักหนามากสำหรับโม่เทียนเกอ ความเฉลียวฉลาดของนางที่เคยได้รับการสรรเสริญเยินยอจากหลายๆ คนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่นางสามารถพูดได้ตั้งแต่ขวบเดียว หรืออ่านออกตั้งแต่ตอนสามขวบ หลังจากที่นางเข้าเรียน การบ้านและผลงานต่างๆ ของนางก็ดีกว่านักเรียนคนอื่น ทั้งหมดนั้นเทียบไม่ได้เลยเมื่อนางต้องฝึกคาถานี้ ความเก่งกาจของนางแทบจะมลายหายไปหมดสิ้น ในเมื่อไม่มีทางลัดในการเรียนรู้ นางจึงทำได้แค่เพียงมุ่งมั่นในการฝึกฝนให้หนักขึ้นต่อไปเรื่อยๆ  

หลังการฝึกผ่านไปอีกสามวัน นางค่อยๆ เชี่ยวชาญมากขึ้นในการควบคุมและผสานความเคลื่อนไหวของมือให้เข้ากับการท่องคาถา โม่เทียนเกอนั้นมีความสุขมาก หลังจากที่นางมุมานะพยายามฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดนางก็สามารถควบคุมลมวายุได้ นางค่อยๆ เปลี่ยนลมให้กลายเป็นคมดาบด้วยความตื่นเต้น นางสามารถทำคมดาบวายุได้ด้วยฝ่ามือของนาง เพียงแค่โบกมือ กระดาษที่วางอยู่บนมืออีกข้างก็ถูกกรีดจนขาดออกจากกันเสียงดัง รอยตัดที่เรียบคมของกระดาษบ่งบอกได้ดีถึงความคมของใบมีด 

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าโม่เทียนเกอ ถึงแม้ว่านางจะฝึกตนมาไม่กี่ปี นี่เป็นครั้งแรกที่นางมีพลังที่จะสามารถต่อสู้กับคนอื่นได้เช่นเดียวกับพลังในการปกป้องตัวเอง 

นางโบกมือไปในอีกทิศทางหนึ่ง มุมของโต๊ะที่วางตั้งอยู่เฉยๆ ถูกตัดจนหลุดออกหล่นลงไปบนพื้น 

อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา รอยยิ้มของนางกลับเจื่อนลง นางลดมือลงพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่ปรากฏบนใบหน้า 

นางไม่ได้คาดคิดว่าคาถานี้จะใช้พลังวิญญาณมากมายเพียงนี้ นางเสกคาถานี้เพียงแค่สองครั้ง ทว่าร่างกายนางใช้พลังไปจนเกือบหมดสิ้น โลกของมนุษย์เป็นที่ที่พลังทางจิตวิญญาณขาดแคลน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะฟื้นฟูพลังให้กลับมา 

ทันใดนั้นนางก็นึกถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ ในโลกแห่งการฝึกตน ความจริงแล้วมีอยู่สองวิธีที่จะช่วยฟื้นฟูพลังวิญญาณให้กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว วิธีแรกคือการใช้ศิลาวิญญาณ ศิลาวิญญาณเป็นสิ่งที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหินที่เต็มไปด้วยพลังทางจิตวิญญาณ หรือเทียบเท่ากับเครื่องมือในการกักเก็บพลังวิญญาณนั่นเอง อีกวิธีหนึ่งคือการกินยาเพิ่มพลังวิญญาณ อย่างไรก็ตาม ยาเพิ่มพลังวิญญาณเป็นสิ่งที่หายากแม้กระทั่งในโลกการฝึกตน แทบไม่ต้องพูดถึงความยากในการที่จะหาได้ในโลกมนุษย์เลย 

อันที่จริงแล้วนางไม่เคยเห็นของทั้งสองสิ่งนั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่เกี่ยวข้องกับโลกแห่งการฝึกตนที่นางเป็นผู้ครอบครองอยู่ คือวิถีการฝึกตนที่อยู่ในจิตใจ กับสร้อยข้อมือไข่มุกที่ใช้ในการรวบรวมพลังทางจิตวิญญาณของนางเท่านั้น 

เมื่อนางนึกถึงสิ่งของเหล่านั้น นางก็ยิ่งตั้งตารอที่จะพบกับหลี่อวี้ซาน นางฝึกฝนตนเองอีกสองวันเพื่อการนั้น และเมื่อสามารถใช้พลังปราณวายุได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว นางจึงหาจังหวะหลบออกไปนอกบ้าน 

หลี่อวี้ซานยังคงพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ ในเมือง เมื่อเข้าไปถึง โม่เทียนเกอยังไม่ทันจะได้ถามเสี่ยวเอ้อ นางก็เห็นหลี่อวี้ซานกำลังเดินลงบันไดมาพอดี เขาตบมือพร้อมเข้ามาทักทายนางทันทีและพูดว่า “สหายน้อย ในที่สุดเจ้าก็มา” หลังจากนั้นเขาก็พูดกับเสี่ยวเอ้อว่า “นำอาหารหลายอย่างไปที่ห้องข้าที”  

ถึงแม้เสี่ยวเอ้อจะสงสัย แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรนอกจากทำตามที่เขาบอกและทำหน้าที่ของตัวเองไป 

โม่เทียนเกอยังเด็กมาก นางไม่ทันได้นึกถึงเรื่องของความเหมาะสม และตามเขาไปที่ห้องในทันที นอกจากนี้เมืองเฟยอวิ๋นก็เป็นเพียงแค่เมืองเล็กๆ ผู้คนส่วนมากก็เป็นเพียงแค่ชาวนา จึงไม่ได้มีกฎระเบียบมากนัก 

หลังจากที่เสี่ยวเอ้อนำอาหารเข้าไปให้ที่ห้อง โม่เทียนเกอจึงพูดว่า “คุณชายหลี่…”  

หลี่อวี้ซานขัดนางทันทีแล้วบอกว่า “สหายนักพรตโม่ เจ้าคงยังไม่เคยได้พบปะพูดคุยกับผู้ฝึกตนท่านอื่น สำหรับพวกเราผู้ฝึกตน เรียกกันว่า “สหายนักพรต” ก็พอ”  

โม่เทียนเกอคิดว่าเขาพูดถูก นางจึงเปลี่ยนเป็นเรียกเขาว่า “สหายนักพรตหลี่”  

หลี่อวี้ซานยิ้มและทั้งสองคนก็เริ่มสนทนาเกี่ยวกับเรื่องของการฝึกตน 

ระดับขั้นของการฝึกตนของทั้งคู่นั้นพอๆ กัน โม่เทียนเกอจึงเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด บางครั้ง นางรู้สึกว่ามีบางอย่างที่นางไม่สามารถอธิบายได้ แต่หลี่อวี้ซานกลับเข้าใจในสิ่งที่นางพยายามสื่อ หลี่อวี้ซานเป็นคนคุยมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งโม่เทียนเกอก็ค่อยๆ เริ่มพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจของนางทีละนิด 

หลี่อวี้ซานปฏิบัติกับนางด้วยความเคารพและความกระตือรือร้น ไม่ดูถูกที่นางยังอายุยังน้อยเลยแม้แต่ครั้งเดียว โม่เทียนเกอไม่เข้าใจในตอนแรกว่าเพราะเหตุใด ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป นางจึงเข้าใจถึงเจตนาของเขา สาเหตุที่หลี่อวี้ซานปฏิบัติกับนางอย่างดีเป็นเพราะพ่อของนางคือผู้ฝึกตน เขาคงนึกว่าการที่นางฝึกตนมาได้จนถึงระดับปัจจุบันนี้แม้จะอายุยังน้อย เป็นเพราะนางได้รับคำแนะนำมาจากผู้อาวุโส ดังนั้นเขาจึงแสดงกิริยาที่นอบน้อมเพื่อขอคำแนะนำ และหวังจะได้รู้ความลับต่างๆ ในการฝึกตนให้ประสบผลสำเร็จ 

โม่เทียนเกอไม่ได้มีความลับใดๆ เลย อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงที่วิถีแห่งการฝึกตนที่นางครอบครองอยู่นั้นละเอียดมาก เมื่อหลี่อวี้ซานถามถึงสิ่งที่นางรู้ นางก็จะอธิบายให้เขาฟัง ซึ่งบางคำตอบนั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาที่เขากำลังสับสนอยู่ให้มลายหายไป เขาจึงปฏิบัติกับนางด้วยความเคารพยิ่งขึ้นไปอีก 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว