facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 12 ผู้ฝึกตนรายแรก

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 ผู้ฝึกตนรายแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 11:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 ผู้ฝึกตนรายแรก
แบบอักษร

เมื่อโม่เทียนจวิ้นกลับมาจากโรงเรียนในตอนเย็น เขาเรียกพวกน้องๆ อย่างตื่นเต้น บอกให้เตรียมข้าวของที่อยากจะเอาไปงานเทศกาลด้วย 

โม่เทียนเกอไม่มีของอะไรต้องเตรียม พกไปแค่เหรียญที่นางมีโดยเก็บไว้ที่หลังปกเสื้อของตัวเอง ตรงกันข้ามกับเสี่ยวซั่นเอ๋อร์ สาวใช้ตัวน้อยของโม่เทียนเฉี่ยว ที่ตระเตรียมของไปเสียมากมายจนต้องถือตระกร้าใบใหญ่ไป ด้วยความสงสัย โม่เทียนเกอเปิดตระกร้าดูข้างใน มีทั้งหวี กระจก พัด ถุงน้ำ ขนม และยังมีเก้าอี้พับตัวเล็กๆ อยู่ข้างในอีกด้วย!  

โม่เทียนเกอประหลาดใจจริงๆ จึงถามเสี่ยวซั่นเอ๋อร์ว่าเอาของพวกนี้ไปทำอะไร เสี่ยวซั่นเอ๋อร์เริ่มจะจำแนกของแต่ละอย่างและอธิบายว่า “ถ้าผมมวยของคุณหนูหลุดรุ่ยต้องใช้หวีกับกระจก ถ้าคุณหนูรู้สึกร้อนต้องใช้พัด ถ้าคุณหนูกระหายน้ำก็สามารถดื่มจากถุงน้ำได้ ถ้าคุณหนูเกิดหิวขึ้นมา ก็ทานขนมพวกนี้ได้ แล้วถ้าคุณหนูเดินจนเหนื่อยก็สามารถนั่งเก้าอี้พับนี้”  

จากนั้นโม่เทียนเกอจึงถามว่า “แล้วเจ้าจะทำอย่างไรถ้าฝนตก” เมื่อเสี่ยวซั่นเอ๋อร์ได้ยินคำถามเช่นนั้น นางก็รีบวิ่งไปหยิบร่ม ปล่อยให้โม่เทียนเกอยืนงุนงงอยู่ตรงนั้น 

ไม่ว่าเทียนเฉี่ยวจะมาจากตระกูลผู้ดีหรือไม่ สาวใช้ผู้นี้ก็ทำงานได้ค่อนข้างดีทีเดียว ครั้งนี้เทียนเฉี่ยวเป็นดั่ง ‘นายหญิงที่กำลังจะออกตรวจราชการ’ ทีเดียว  

ครั้นเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งสามจึงเดินตามเทียนจวิ้นออกจากบ้านไป โดยปกติแล้วเทียนจวิ้นจะไม่ไปไหนตัวคนเดียว มักจะมีเด็กผู้ชายหลายๆ คนไปกับเขาด้วย 

เมืองข้างเคียงที่อยู่ใกล้หมู่บ้านตระกูลโม่คือเมืองเฟยอวิ๋น ซึ่งไม่ไกลมากนักและไปถึงได้ในหนึ่งชั่วโมง 

เป็นเวลานานมากแล้วที่เทียนเฉี่ยวไม่ได้ออกเดินเท้า เมื่อพวกเขามาถึงเมือง นางก็หอบเหนื่อย ต้องใช้เก้าอี้พับนั่งพักเสียแล้ว เสี่ยวซั่นเอ๋อร์เดินทางได้ดีกว่า แต่เพราะนางถือตระกร้าใบใหญ่มาด้วย นางจึงรู้สึกเหนื่อยและเหงื่อโซมกายเช่นกัน ที่จริงแล้ว มีโม่เทียนเกอคนเดียวเท่านั้นที่ดูสบายดี 

หลังจากพวกเขาเข้าเมืองไปแล้ว พวกเด็กผู้ชายก็หมดความอดทนและออกไปเล่นโดยทันที ทิ้งพวกนางสามคนไว้ข้างหลัง เทียนเฉี่ยวพักจนหายเหนื่อยแล้ว พวกนางจึงเดินไปดูงานเทศกาล 

โม่เทียนเกอเคยมาที่เฟยอวิ๋นแล้วกับกู๋อาวั่งเมื่อครั้งนางยังเป็นเด็ก ทว่านางไม่เคยกลับมาอีกเลยตั้งแต่ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านใหญ่บรรพบุรุษ 

เฟยอวิ๋นไม่ใช่เมืองใหญ่โต แค่เดินทางจากฝั่งตะวันออกถึงตะวันตกของเมืองรอบเดียวก็เสร็จได้ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง งานเทศกาลวันนี้หนาแน่นไปด้วยผู้คนจากเมืองและหมู่บ้านรอบข้าง พวกเขานำสินค้าจากบ้านเกิดมาขายและมักจะซื้อของใช้จำเป็นกลับไป 

เมื่อเห็นว่าเทียนเฉี่ยวเหงื่อออก เสี่ยวซั่นเอ๋อร์ก็รีบปรนนิบัติพัดวีพร้อมหาน้ำให้ดื่นโดยทันที โม่เทียนเกอส่ายหัว พอนางเห็นว่ามีร้านขายบะหมี่เนื้ออยู่ใกล้ๆ ก็เอ่ยขึ้น “เราไปนั่งพักตรงนั้นกันสักหน่อยดีไหม จะได้เติมพลังด้วยบะหมี่เนื้อกันก่อน”  

เทียนเฉี่ยวตื่นเต้นมาตลอดตั้งแต่เช้า จึงไม่ได้ทานอะไรมากนักในตอนกลางวัน นางรีบพยักหน้าเมื่อได้ยินโม่เทียนเกอเสนอ 

ทั้งสามคนเข้าไปที่ร้านเล็กๆ นั่น แล้วสั่งบะหมี่เนื้อมาสามชาม เสี่ยวซั่นเอ๋อร์ก็ทานด้วยเหมือนกัน นางปลื้มปริ่มไปด้วยน้ำตาแห่งความสุขเมื่อรู้ว่าตนสามารถนั่งทานอาหารร่วมกับพวกนางได้ 

โม่เทียนเกอถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้เมื่อเห็นเสี่ยวซั่นเอ๋อร์ หากนางไม่ได้รับมรดกที่ดินเล็กๆ น้อยๆ มา นางก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างจากเสี่ยวซั่นเอ๋อร์หลังจากที่แม่ของนางตาย เมื่ออาอี๊ซื้อเสี่ยวซั่นเอ๋อร์มา ท่านได้ยินมาว่าเดิมทีนางจะถูกขายให้กับครอบครัวคนรวยในเมือง แต่นางถูกทำโทษและขายทิ้งอีกครั้งหลังจากที่ทำผิดพลาดเล็กน้อย ตอนนี้เสี่ยวซั่นเอ๋อร์รู้สึกซาบซึ้งบุญคุณมาก ถึงแม้เทียนเฉี่ยวจะแสดงความกรุณาเพียงเล็กน้อยก็ตาม เป็นไปได้ว่าเจ้านายคนเดิมคงปฏิบัติกับนางไม่ดีเท่าไร 

บะหมี่เนื้อเป็นอาหารข้างทางทั่วไปในเมืองเหลียนเฉิง เนื้อที่ใช้แท้จริงแล้วคือเนื้อปลา อาหารจานนี้เกิดขึ้นมาด้วยว่ามีพื้นที่ติดแหล่งน้ำมากมายในเมืองเหลียนเฉิง และที่นั่นอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยปลา ขั้นแรก ต้องสับเนื้อปลาก่อนนำมาผสมกับแป้งเพื่อทำบะหมี่ ส่วนน้ำซุปทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งประกอบไปด้วยต้นหอม ขิง และน้ำส้มสายชูจำนวนมาก การใช้ขิงและต้นหอมทำให้บะหมี่ไม่มีกลิ่นคาว นอกจากนี้ รสเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูก็ยิ่งกระตุ้นให้น่ารับประทานมากขึ้น เส้นบะหมี่เหนียวนุ่มมีรสชาติที่ทั้งสดชื่นและเบาท้อง แม้แต่เด็กๆ ก็ชอบทาน 

โม่เทียนเฉี่ยวแทบไม่ค่อยได้ทานอาหารข้างทางเช่นนี้ เพราะตระกูลโม่เป็นตระกูลชาวนา พวกเขาจึงไม่ค่อยจู้จี้เกี่ยวกับอาหารมากนัก นอกจากนั้นอี๊หลินยังทำได้แค่อาหารพื้นๆ ทั่วไป 

แม้ว่าทั้งสามจะกินบะหมี่เนื้อกันไปคนละชาม แต่พวกนางยังรู้สึกว่าไม่อิ่มพอ เทียนเฉี่ยวอยากจะกินเพิ่มอีก แต่เทียนเกอห้ามนางไว้ เทียนเกอบอกว่ายังมีอาหารน่าอร่อยอีกมากมายในงานเทศกาล หากเทียนเฉี่ยวกินจนอิ่ม เดี๋ยวนางจะกินอะไรไม่ลง 

ได้ยินคำพูดของเทียนเกอเช่นนั้น เสี่ยวซั่นเอ๋อร์ก็ตระหนักได้ว่านางนี่ช่างงี่เง่าเสียจริงที่เอาขนมมางานเทศกาลตั้งมากมาย นางเคยเป็นสาวใช้ในครอบครัวคนรวยมาก่อน และครอบครัวพวกนั้นมักจะซื้ออาหารของพวกเขาเองเวลาออกไปข้างนอก ไม่เคยกินอาหารสุ่มสี่สุ่มห้าตามร้านข้างทาง 

พลังจากการทานอาหารอร่อยทำให้เทียนเฉี่ยวมีเรี่ยวแรงขึ้นมา ในที่สุดทั้งสามจึงเริ่มออกเดินเล่นไปรอบๆ งานเทศกาล 

“คุณหนู! ดูนั่นสิ!” เสี่ยวซั่นเอ๋อร์ตะโกน ชี้ไปที่ตุ๊กตาน้ำตาลปั้น [1] สีสันสดใส 

โม่เทียนเฉี่ยวรีบเข้าไปใกล้ๆ และเห็นร้านค้าที่ขายตุ๊กตาน้ำตาลปั้นหลากหลายรูปแบบ มีทั้งรูปแมว หมา และรูปทรงสัตว์อื่นๆ เทียนเฉี่ยวรู้สึกประทับใจ บางครั้งช่างฝีมือก็จะผ่านมาที่หมู่บ้านของพวกนางและขายตุ๊กตาน้ำตาลปั้น แต่ก็แค่นานๆ ครั้ง พวกนางเพิ่งเคยเห็นตุ๊กตาน้ำตาลปั้นแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น 

ทั้งสามคนพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น ปรึกษากันว่าตัวไหนสวยและตัวไหนที่พวกนางควรจะซื้อ 

จู่ๆ โม่เทียนเกอก็รู้สึกขนลุกชูชันที่ท้ายทอย นางหันกลับไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังจ้องมองพวกนางอยู่จากที่ไกลๆ เมื่อเห็นนางหันมา ชายผู้นั้นก็ยิ้มจางๆ พยักหน้าให้นาง แต่เขาก็ยังไม่ละสายตา ประหนึ่งว่าเขารอให้นางเดินเข้าไปหา 

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง โม่เทียนเกอก็กระตุกแขนเสื้อเทียนเฉี่ยวแล้วบอกว่า “เทียนเฉี่ยว ข้าขอออกไปครู่หนึ่งนะ เดี๋ยวกลับมา”  

“เจ้าจะไปไหน”  

“ไม่มีอะไรหรอก เจ้าเลือกไปก่อนนะ รอข้าอยู่ตรงนี้ล่ะ”  

“เอ้อ…” เทียนเฉี่ยวมองนางเดินออกไปอย่างุนงง 

เมื่อเห็นโม่เทียนเกอกำลังเดินตรงเข้าไปหาเขา ชายผู้นั้นก็หันหลังกลับ เริ่มเดินไปอีกทาง ทิ้งระยะห่างระหว่างกัน จนไปถึงทางแยก เขาหันกลับมา เข้าไปในตรอก แล้วจึงหยุดเดิน 

พอเขาหันกลับมา โม่เทียนเกอจึงเห็นว่า ที่จริงเขาก็เป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดา เขายิ้มอย่างสุภาพให้นางและประสานมือในท่าทำความเคารพ “ข้านามว่าหลี่อวี้ซาน ขอถามชื่อเสียงเรียงนามของสหายนักพรตเต๋าได้หรือไม่”  

โม่เทียนเกอรีบโค้งคำนับ ซึ่งเป็นรูปแบบการทักทายอย่างสุภาพต่อคนแปลกหน้า “ข้าแซ่โม่”  

เช่นนั้นแล้วสิ่งที่นางเห็นจากตัวชายผู้นี้เมื่อนางหันหลังกลับ ก็คือพลังทางจิตวิญญาณน่ะสิ! ชายผู้นี้เป็นคนที่มาจากโลกแห่งการฝึกตนอย่างแน่นอน 

ด้วยเหตุผลหลายอย่าง นางไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับการได้มาซึ่งวิถีการฝึกตน การบรรลุการฝึกตนเพื่อตามหาพ่อกลายเป็นความลับอันยิ่งใหญ่ของนางกับที่บ้าน โดยเฉพาะหลังจากที่แม่ของนางตายไป ในเวลาสามปีที่ผ่านมา นางฝึกตนเพียงลำพัง และตอนนี้ที่จู่ๆ นางก็ได้เจอคนที่ครอบครองพลังทางจิตวิญญาณในกายเหมือนกัน นางช่วยไม่ได้นอกจากต้องเข้าไปหาเขา 

อย่างไรก็ตาม ชายนามหลี่อวี้ซานไม่ได้ดูถูกดูแคลนนางเพียงเพราะนางยังเด็ก เขากล่าวว่า “เป็นนักพรตเต๋าโม่สินะ ช่างเป็นพรหมลิขิตเสียจริงที่เราได้พบกันในโลกมนุษย์ ข้าเป็นผู้ฝึกตนเดี่ยว ขอทราบได้หรือไม่ว่าอาจารย์เจ้าคือผู้ใด ไยเจ้าถึงอาศัยอยู่ในภพแห่งมนุษย์นี้”  

“ข้า… ผู้ฝึกตนเดี่ยวคืออะไรหรือ” ดูเหมือนนางจะเคยได้ยินคำนี้มาก่อน 

หลี่อวี้ซานตะลึงงัน เขาพูดอย่างไม่เชื่อ “สหายนักพรตเต๋าไม่มีผู้อาวุโสประจำฝ่ายหรอกรึ”  

คำถามของเขาทำให้นางคิดย้อนไปถึงวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโลกแห่งการฝึกตนที่ท่านบรรพบุรุษบอกกับนาง เนื่องจากทั้งบรรพบุรุษและชิงเหลียนล้วนเคยกล่าวว่า จิตใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง โม่เทียนเกอไม่ปฏิเสธคำของชายผู้นั้น นางกลับตอบว่า “พ่อข้าก็เป็นผู้ฝึกตนเช่นกัน แต่ตอนที่ข้ายังเด็ก เขาทิ้งครอบครัวเราไปเพื่อออกตามหาชะตาลิขิต บางครั้งเขาก็ส่งจดหมายมา แต่เขายังไม่กลับมา ดังนั้นข้าจึงฝึกตนด้วยตนเอง”  

“เอ้อ!” หลี่อวี้ซานเชื่อคำพูดนาง ในภพแห่งมนุษย์ วิถีการฝึกตนส่วนใหญ่มักไม่สมบูรณ์ และยารักษาโรคนั้นหายาก จึงเป็นผลให้ผู้ฝึกตนในภพแห่งมนุษย์ต้องออกเดินทางท่องเที่ยวไปเพื่อตามหาชะตาลิขิตอย่างเช่นที่เขาทำอยู่ 

“เป็นเช่นนี้… ผู้ฝึกตนเดี่ยวที่ว่าก็คือผู้ฝึกตนที่ไม่ได้สังกัดโรงเรียน สำนัก หรือกลุ่มใดๆ สหายนักพรตโม่ยังโชคดีกว่าข้ามาก ข้าต้องฝึกหนักด้วยตัวเองในการตามหาชะตาลิขิตเซียน เจ้ายังมีแนวทางจากท่านพ่อ เจ้าอายุยังน้อยแต่ก็เข้าถึงระดับชั้นที่สองของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณแล้ว ในอนาคตเจ้าน่าจะได้เข้าร่วมโรงเรียนหรือสำนักสักที่ก็เป็นได้ สถานการณ์ของเจ้าช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน”  

หลี่อวี้ซานดูเหมือนจะอิจฉาจริงๆ การฝึกตนของเขายังอยู่แค่ในชั้นที่สามของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณเท่านั้น เมื่อเขายังเด็ก เขาได้รับชะตาลิขิตเซียนโดยบังเอิญ เขาต้องใช้เวลาถึงสิบปีในการฝึกตนอย่างพากเพียรเพื่อให้เข้าถึงระดับการฝึกตนปัจจุบัน ไม่ว่ากรณีใด คนเช่นเขาน่าจะถือได้ว่าโชคดี แต่สาวน้อยผู้นี้กลับบรรลุระดับชั้นที่สองได้แล้ว เขาจะไม่รู้สึกอิจฉาได้อย่างไร 

เขาไม่รู้เลยว่า โม่เทียนเกอสามารถบรรลุระดับการฝึกตนปัจจุบันของนางได้เพียงเพราะนางครอบครองวิธีการฝึกตนชั้นสูงที่สุด พร้อมด้วยไข่มุกที่สามารถสั่งสมพลังทางจิตวิญญาณได้ เมื่อมีสองสิ่งนี้ นางจึงค่อนข้างโชคดีกว่าผู้ฝึกตนเดี่ยวคนอื่นๆ แต่ก็โชคดีกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรเสีย นางก็ถูกขัดขวางโดยรากวิญญาณของตัวเอง คงจะเป็นการยากสำหรับนางที่จะเพิ่มระดับการฝึกตนหลังจากนางเข้าถึงขั้นกลางของดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณ 

หลี่อวี้ซานพูดขึ้นอีกครั้ง “การบังเอิญเจอผู้ฝึกตนรายอื่นในโลกมนุษย์นั้นแทบจะไม่เคยเกิดขึ้น สหายนักพรตโม่ พรมหมลิขิตนำพาให้เราได้พบกัน เช่นนั้นเราแบ่งเวลามาแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาการฝึกตนของเรากันดีหรือไม่”  

 

------

[1] ตุ๊กตาน้ำตาลปั้น ตุ๊กตาน้ำตาลปั้นคือรูปแบบหนึ่งของศิลปะพื้นบ้านของจีนโบราณ โดยการใช้น้ำตาลที่เหลวและร้อนในการทำเป็นรูปร่างสามมิติ ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Sugar_people 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว