facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 8 ในการฝึกตน

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ในการฝึกตน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 13:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ในการฝึกตน
แบบอักษร

เมื่อยามค่ำคืนมาถึง บ้านของตระกูลโม่เงียบสงัด โม่เทียนเกอค่อยๆ หยิบตำราที่นางแอบลักมาจากห้องสมุดออกมาจากกระเป๋า จุดตะเกียงน้ำมัน วางกระดาษแผ่บนโต๊ะ แล้วเริ่มคัดลอกตามตำรา 

นางหัดอ่านหนังสือได้ตั้งแต่อายุสามขวบ พอหกขวบก็เริ่มไปโรงเรียน แม้ว่าลายมือนางจะไม่ประณีตสวยงาม แต่ก็ถูกต้องและอ่านออกได้ 

ชิงเหลียนใส่เกร็ดความรู้ของเขาเกี่ยวกับการฝึกตนลงไปในตอนท้ายของตำรา 

ตัวอย่างเช่น เขากล่าวว่ากลุ่มผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในขั้วท้องฟ้าอาศัยอยู่ฝั่งทิศใต้บนเขาคุนอู๋ เทือกเขานี้กว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด แผ่ขยายตั้งแต่ฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก ล้อมรอบไปด้วยแดนใต้ของขั้วท้องฟ้า ผู้คนกล่าวกันว่ามีป่ารกทึบอยู่ลึกภายในเทือกเขานี้ อสูรกายร้ายเดินเพ่นพ่านมากมาย มีเพียงผู้ฝึกตนที่เข้าถึงดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังหรือระดับสูงกว่าเท่านั้นที่จะสามารถข้ามเขาลูกนี้และไปถึงชายฝั่งทางใต้ได้ 

ขั้วท้องฟ้าทางใต้เป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ บางคนบอกว่ามีพื้นดินข้ามมหาสมุทรนั้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ชิงเหลียนไม่สามารถเล่าอะไรได้มากนักเพราะเขาเองก็ได้ยินได้ฟังมาแค่โดยย่อเท่านั้น 

โม่เทียนเกอนึกถึงคำพูดของบรรพบุรุษ ‘ทางใต้ของทะเล…เช่นนั้นคงเป็นอวิ๋นจงที่ท่านจากมา’  

ชิงเหลียนกล่าวอีกครั้งว่ารากวิญญาณพบได้น้อยมากในหมู่มนุษย์ ดังนั้น โอกาสที่จะพบรากวิญญาณจะมีมากในหมู่คนที่มีบรรพบุรุษเป็นผู้ฝึกตน ตามคำบอกเล่าของเขา เรื่องนี้นำไปสู่การอุบัติขึ้นของกลุ่มการฝึกตน 

ในกลุ่มของการฝึกตน อัตราส่วนของผู้ฝึกตนกับมนุษย์ธรรมดาอาจมากถึงสิบในพันคน หรือแม้แต่หนึ่งในพันคนเลยทีเดียว ถ้าผู้ใดเป็นผู้ฝึกตน ความเป็นไปได้ที่รากวิญญาณจะปรากฏขึ้นในผู้สืบสกุลอาจมากถึงหนึ่งในสิบส่วน เพราะฉะนั้น ตามโรงเรียน สำนัก หรือกลุ่มการฝึกตนต่างๆ มักจะส่งเสริมให้ผู้ฝึกตนแต่งงานมีครอบครัวและมีลูก ส่วนการแต่งงานระหว่างผู้ฝึกตนด้วยกันเอง มีค่าเท่ากับการกลายเป็นผู้ฝึกตนร่วมสัมพันธ์ ถึงตอนนั้นผู้ฝึกตนจะเป็นคู่ครองแห่งเต๋า หรือคู่ครองเซียน 

และยังมีสิ่งที่ทำให้ชิงเหลียนประทับใจเป็นอย่างมาก นั่นคือ ในโลกแห่งการฝึกตน ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่าจะได้รับการเคารพว่าเป็นผู้อาวุโสกว่า มีเพียงแค่ในสมาชิกครอบครัวและระหว่างอาจารย์กับศิษย์เท่านั้นที่การจัดลำดับอาวุโสจะเหมือนกันกับโลกมนุษย์ ส่วนในกรณีอื่นๆ การจัดลำดับอาวุโสจะตัดสินโดยวัดจากระดับขั้นของการฝึกตน ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างชาย หญิง คนแก่ หรือคนหนุ่มสาวแต่อย่างใด 

ชิงเหลียนสงสัยเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของชายและหญิงเป็นอย่างมาก ชายผู้ฝึกตนมีหญิงบำเรอ ส่วนหญิงผู้ฝึกตนก็มีชายคู่ขา อย่างไรก็ตาม เวลาเป็นสิ่งสำคัญในการฝึกตน ดังนั้นผู้ฝึกตนหลายคนไม่มากนักที่จะคบหญิงหรือชายคู่ขา นอกจากนี้ ในโลกแห่งการฝึกตนซึ่งผู้แข็งแกร่งกว่าจะเป็นที่เคารพนับถือ การจะไปเป็นหญิงหรือชายคู่ขาของใครถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอาย นอกเสียจากว่าท่านอาจารย์ผู้ฝึกจะน่ายำเกรง หรือเพราะคนผู้นั้นมีเหตุผลที่ไม่อาจพูดถึงได้ ผู้ฝึกตนน้อยคนนักที่จะยอมเป็นหญิงบำเรอหรือชายคู่ขาของใคร 

แม้จะมีความเสมอภาคกันระหว่างชายหญิง แต่ถึงกระนั้น จำนวนหญิงผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับสูงยังมีน้อยกว่าชายผู้ฝึกตนยิ่งนัก อันดับแรกเป็นเพราะหญิงผู้ฝึกตนมีจำนวนน้อยมากในหมู่ผู้ฝึกตนเดี่ยว ผู้ฝึกตนเดี่ยวมาจากโลกมนุษย์ และบนโลกมนุษย์นั้น ผู้หญิงก็แทบจะไม่ได้ออกนอกบ้านเลย จึงเป็นการยากที่พวกนางจะได้พบกับชะตาลิขิตนี้ เหตุผลอันดับที่สอง แม้ว่าพวกนางจะเป็นผู้ฝึกตน แม้กระนั้นพวกนางก็ยังคงเป็นผู้หญิง สตรีเพศเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอ่อนไหวและไม่เด็ดเดี่ยว เพราะฉะนั้น ถ้านับผู้ฝึกตนสิบคนที่อยู่ในดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลัง จึงมักจะเป็นผู้ชายไปแล้วถึงเจ็ดแปดคน 

ช่วงหลังของตำรากล่าวถึงสิ่งแปลกประหลาดที่ชิงเหลียนรวบรวมมาได้ แบ่งออกเป็นหลายประเภท ทั้ง ยารักษาโรค อาวุธวิเศษ วิถีการฝึกตน ม่านพลัง และอื่นๆ ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไม่ถ่องแท้นัก ดังนั้นเขาจึงกล่าวถึงเพียงบางอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีในโลกแห่งการฝึกตน 

หลังจากใช้เวลาถึงสิบวันในการคัดลอกตำราเล่มนี้ โม่เทียนเกอก็ลอบเอาหนังสือไปคืนที่ห้องสมุด แต่โชคไม่เข้าข้าง เพราะท่านอาจารย์เฒ่าเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง 

ท่านอาจารย์พลิกหน้าหนังสืออย่างไม่ค่อยสนใจ พร้อมถอนหายใจและพูดว่า “ข้าไม่เชื่อในเรื่องสายสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรนี่หรอก แต่ตอนนี้ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเชื่อ ที่เจ้าสนใจในเรื่องพวกนี้ก็คงเพราะมีสายเลือดของพ่อเจ้าอยู่ในกาย ก็ไม่เป็นไรถ้าวันหนึ่งเจ้าตัดสินใจออกจากหมู่บ้าน บางทีเจ้าอาจจะหาพ่อของเจ้าเจอก็ได้”  

โม่เทียนเกอตกใจ ‘ท่านอาจารย์รู้เกี่ยวกับท่านพ่อด้วยหรือ แล้วท่านพ่อก็เกี่ยวข้องกับการฝึกตนด้วยงั้นหรือ’  

“ท่านอาจารย์ ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับท่านพ่อของข้าบ้าง”  

ท่านอาจารย์เก็บหนังสือกลับเข้าที่ “ข้าก็ไม่มั่นใจนักหรอก ผ่านมานานหลายปีแล้วตอนที่ข้าได้เจอพ่อของเจ้า ข้าจำได้รางๆ และรู้สึกว่าเขาฝึกฝนกฎแห่งเซียน แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อข้าถามเขา เขาก็ไม่เชิงยอมรับหรือปฏิเสธ หลังจากนั้น เมื่อพ่อของเจ้าเตรียมจะออกเดินทางและมาอำลา เขาก็ยอมรับว่าการเดินทางของเขานั้นเต็มไปด้วยอันตราย เขาขอให้ข้าช่วยดูแลเจ้ากับแม่ของเจ้า ตอนนั้นเจ้ายังไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่เขาก็รู้ว่าเจ้าเป็นเด็กผู้หญิง เพราะอย่างนั้นข้าจึงเชื่อว่าเขาเข้าถึงกฎแห่งเซียนได้แล้ว”  

ท่านอาจารย์ลูบหัวโม่เทียนเกอค่อยๆ และบอกว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้หรอก กฎแห่งเซียนนั้นไม่ได้หากันได้ง่ายๆ ถ้าเจ้าหาไม่เจอ เจ้าก็แค่ต้องตั้งใจเรียนให้เก่ง”  

แม้จะเห็นท่านอาจารย์เดินส่ายหัวออกไป แต่โม่เทียนเกอกลับรู้สึกตื่นเต้น 

ท่านพ่อได้ครอบครองกฎแห่งเซียน ‘ถ้าข้าฝึกสิ่งที่เรียกว่าศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์ ข้าจะเป็นเหมือนท่านพ่อไหมนะ แล้วข้าจะหาท่านเจอหรือไม่’  

คิดได้เช่นนั้นแล้ว นางก็เริ่มที่จะคิดจริงจังถึงความฝันของตัวเอง 

ปกตินางมักจะลืมความฝันเมื่อตื่นขึ้นมา แต่แปลกที่ความฝันนี้ดูเหมือนจะถูกฝังลึกในจิตใจของนาง ทุกๆ คำที่ท่านบรรพบุรุษบอกเล่า โดยเฉพาะเรื่องศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์ นางนั้นจำได้อย่างแม่นยำ 

เมื่อถึงเวลาโรงเรียนเลิก กลับมาถึงบ้านของตระกูล นางก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง คิดถึงแต่ศาสตร์ของซู่หนี่ว์ ไม่ได้มีแก่ใจจะออกไปเล่นกับเทียนเฉี่ยวเลยด้วยซ้ำ 

ท่านบรรพบุรุษบอกว่าเฉพาะหญิงผู้ฝึกตนที่มีร่างปราณหยินบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะสามารถฝึกศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์ได้ การใช้วิถีการฝึกตนนี้ จะทำให้การฝึกตนของพวกนางก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น กระนั้นถึงจะมีศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์ ในเมื่อนางมีรากวิญญาณถึงห้าธาตุ แต่ไม่มีวิถีการฝึกตนเฉพาะ การฝึกตนของนางก็จะพัฒนาช้ามากอยู่ดี 

โม่เทียนเกอคิดแล้วก็สับสน นางมีร่างปราณหยิน ด้วยเหตุนี้นางจึงต้องฝึกศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์เพื่อให้การฝึกตนนั้นพัฒนาเร็วขึ้น แต่เนื่องจากนางมีรากวิญญาณถึงห้าธาตุ จึงต้องการวิธีอื่นๆ เพื่อที่จะช่วยในการฝึกตน เช่นนั้นแล้ววิธีแบบใดกันที่นางควรจะใช้ในการฝึกตน 

โม่เทียนเกอไตร่ตรองอย่างดีแล้วจึงตัดสินใจว่า ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีอะไรในการฝึกตนก็ตาม ตอนนี้นางมีแค่ศาสตร์แห่งซูหนี่ว์เท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องฝึกตนกับศาสตร์นี้ไปก่อน 

ขั้นตอนแรกของการฝึกตนคือปล่อยให้พลังวิญญาณเข้ามาสู่ร่างกายของตน 

นางนั่งขัดสมาธิหลังตรง ส้นเท้าและฝ่ามือหงายขึ้นฟ้าตามแบบวิธี จากนั้นก็ปล่อยใจให้ว่าง 

จิตของเด็กน้อยนั้นแสนจะเรียบง่าย ในเวลาเพียงครู่เดียว นางก็สามารถเข้าถึงขั้นของการเข้าฌานได้แล้ว 

นางรู้สึกวิเศษมาก โลกทั้งโลกดูเหมือนจะว่างเปล่า รู้สึกว่าร่างกายกำลังล่องลอยอย่างนุ่มนวลเสมือนเม็ดทรายถูกลมพัดปลิว ครั้นเวลาผ่านไป นางก็เริ่มรู้สึกเหมือนถูกโอบอุ้มอยู่กลางน้ำ ทั้งอบอุ่นและปลอดภัย เฉกเช่นอ้อมกอดของแม่ 

ภายในความอบอุ่นนี้ กาลเวลาเหมือนจะไม่สำคัญ และตัวนางก็เหมือนไม่ได้มีอยู่จริง 

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ นางถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากเสียงที่มาจากด้านนอก พอลืมตาขึ้น นางก็เห็นว่าฟ้าสว่างแล้ว ในขณะที่ตัวนางยังนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิตามเดิม 

‘นี่… เราทำสำเร็จไหม’ อย่างไรก็ตามนางไม่รู้สึกถึงพลังวิญญาณอะไรนั่นเลย ‘ล้มเหลวหรอกหรือ’ แต่นางไม่ได้รู้สึกเลยว่าเวลาผ่านไป อนึ่งยังรู้สึกมีชีวิตชีวาอีกด้วย ไม่ได้รู้สึกว่าตื่นอยู่ทั้งคืนด้วยซ้ำ 

นางไม่มีเวลามาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ถี่ถ้วนมากนัก เพราะอี๊หลินมาเคาะประตูหน้าห้องแล้ว นางรู้ว่าอี๊หลินคงมาบอกให้นางออกไปช่วยงานเพราะท่านย่าสั่งมา ไม่อย่างนั้นกู๋เหอและคนอื่นๆ ก็คงไม่แกล้งทำเป็นไม่เห็นอะไร 

ในเมื่อนางไม่มีทางเลือก นางจึงจำใจต้องขบคิดเรื่องนี้ทีหลัง 

ขานางชาไปหมดจากการนั่งอยู่ทั้งคืน และแทบจะล้มลงตอนลุกจากที่นอน โชคดีที่อารมณ์ของนางยังดีอยู่ 

ในวันถัดๆ มา โม่เทียนเกอไปโรงเรียนกับเทียนเฉี่ยว และช่วยอี๊หลินทำงานต่างๆ ในช่วงกลางวัน ส่วนช่วงกลางคืน นางฝึกฝนตนอย่างต่อเนื่อง 

แม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน นางก็ยังไม่รู้สึกถึงพลังทางจิตวิญญาณที่ว่านั่นเสียที นางมักจะรู้สึกเสียขวัญทุกๆ ครั้งทีฝึกตนเสร็จ ทว่าเมื่อนางระลึกได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบิดานาง นางก็รวบรวมความกล้าและเริ่มที่จะฝึกตนใหม่อีกครั้ง 

อันที่จริง นางก็พอจะได้ประโยชน์จากการฝึกตนอยู่บ้าง อย่างเช่น นางไม่ต้องนอนอีกแล้ว นางรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ฝึกตนเสร็จ แถมยังมีความจำดีขึ้น ไม่ว่าท่านอาจารย์จะสอนอะไร นางแค่ต้องฟังเขาเพียงครั้งเดียวแล้วก็จดจำรายละเอียดต่างๆ ได้ ยามที่อ่านหนังสือในห้องสมุด นางสามารถเข้าใจหนังสือนั้นได้เลยโดยที่ไม่ต้องศึกษาหาความรู้โดยใช้เวลานาน แม้แต่พละกำลังของนางก็แกร่งขึ้นมากแล้ว ตอนนี้นางสามารถแบกถังน้ำที่มีน้ำเต็มถัง และยังไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยตอนที่ต้องช่วยงานอี๊หลินแม้แต่น้อย 

แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังรู้สึกค่อนข้างกังวล เพราะไม่เคยรู้สึกถึงพลังวิญญาณเลย ‘หรือว่าฝึกผิดวิธีนะ’  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว