facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 6 อยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่น

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 อยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 10:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 อยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่น
แบบอักษร

โม่เทียนเกอยืนก้มหน้า ในขณะที่นางกำลังถูกจ้องพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดจากหญิงผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หวายข้างหน้านาง 

หญิงผู้นี้คือภรรยาหัวหน้าตระกูล หรือก็คือย่าของโม่เทียนเกอ นามเจิ้งฮูหยิน ซึ่งโม่เทียนเกอแทบไม่รู้จักนางเลย ตั้งแต่ตอนที่นางยังเล็กกว่านี้ ก็เคยเห็นแต่ตอนกลับมาที่บ้านร่วมงานประเพณีปีใหม่เท่านั้น 

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เจิ้งฮูหยินส่งเสียงฮึ่มในลำคอเบาๆ พร้อมพูดกับผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ ว่า “อี๊หลิน ทำความสะอาดห้องข้างๆ ห้องครัว นางน่าจะอยู่ในนั้นได้ พาเข้าไปดูซะ จะได้ช่วยกันทำความสะอาด”  

หญิงร่างท้วมคนนั้นรับคำอย่างง่ายดาย ก่อนที่จะหันไปทางโม่เทียนเกอ แล้วเอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า “ตามข้ามา”  

โม่เทียนเกอยังคงก้มหน้าขณะที่ตามอี๊หลินออกไปจากห้อง 

ในหมู่บ้านนี้มีเพียงประมาณห้าถึงหกครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง ครอบครัวของหัวหน้าตระกูลก็ถือได้ว่าเป็นครอบครัวหนึ่งที่มีฐานะร่ำรวยเช่นกัน พวกเขามีที่มากกว่าร้อยหมู่ มีบ้านหลังใหญ่โต และยังมีคนรับใช้มากมายไว้ช่วยทำงานหนัก หลังจากแต่งงาน พวกลูกชายหลายคนก็ได้ย้ายออกจากบ้านทันที ทำให้ตอนนี้คนที่เหลืออยู่ในบ้านก็มีเพียงแค่ลูกชายคนโตไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้สืบทอดมรดกที่ดินของครอบครัวต่อไป 

เดิมทีห้องข้างๆ ห้องครัวนั้นเป็นห้องเก็บของ โม่เทียนเกอตามอี๊หลินเข้าไป ขนข้าวของที่ใช้การไม่ได้ออกและปัดกวาดห้องให้สะอาด ไม่มีใครรู้ว่าอี๊หลินได้ข้าวของพวกนี้มาจากไหน แต่นางก็สามารถขนย้ายเครื่องเรือนใช้แล้วเก่าแก่หลายชิ้นเข้ามาในห้องจนได้ อีกทั้งยังขนที่นอนหมอนมุ้งและผ้ามุ้งคลุมเตียงมาไว้บนที่นอนก่อนจะออกไปอีกด้วย 

โม่เทียนเกอนั่งเหม่ออยู่ในห้องชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่นางจะเริ่มมองสำรวจไปรอบๆ ห้องนี้เคยเป็นห้องเก็บของมาก่อนจึงไม่เคยได้รับการซ่อมแซม บนผนังมีรอยแตกหลายรอย อากาศข้างในก็ชื้นจนเชื้อราขึ้นที่มุมห้อง ยิ่งไปกว่านั้น ฝุ่นยังมีอยู่ทั่วห้อง แม้จะกวาดพื้นไปแล้วก็ตาม โดยรวมแล้วห้องนี้ช่างดูเก่าคร่ำคร่าเหลือเกิน 

โม่เทียนเกอออกไปที่ลานบ้านเพื่อตักน้ำมาทำความสะอาดเครื่องเรือนในห้อง นางแบกน้ำได้เพียงแค่ครั้งละครึ่งถังเท่านั้น เพราะนางทั้งตัวเล็กและไม่แข็งแรงนัก หลังจากขอผ้าสะอาดมาจากอี๊หลินที่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว นางก็ค่อยๆ เริ่มขัดทำความสะอาดเครื่องเรือน ขัดแล้วขัดอีก จนสุดท้ายน้ำตาก็ไหลออกมา 

พอแม่จากไป นางก็รู้ว่าไม่เหลือใครที่รักนางอีกแล้ว ที่บ้านนี้ไม่ได้มีคนอยู่มากมาย แถมห้องหลายๆ ห้องก็ว่างอยู่ แต่พวกเขาก็ยังให้นางอยู่ในห้องสภาพเช่นนี้ 

“เทียนเกอ! เทียนเกอ!”  

เสียงเรียกดังมาจากข้างนอก โม่เทียนเกอรีบเช็ดน้ำตา แต่ยังไม่ทันจะขานรับ โม่เทียนเฉี่ยวก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง 

โม่เทียนเฉี่ยวเห็นว่าโม่เทียนเกอกำลังขัดหัวเตียงอยู่จึงพูดว่า “ทำไมเจ้าต้องขัดเองล่ะ อี๊หลินไปไหนหรือ” พูดจบ โม่เทียนเฉี่ยวก็เตรียมจะออกข้างนอกไปเรียกหาอี๊หลิน 

โม่เทียนเกอรีบห้ามนางไว้ “ไม่เป็นไรหรอก อี๊หลินช่วยข้ากวาดห้องแล้ว แค่ข้ารู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยสะอาดเท่านั้นเอง”  

“เช่นนั้นก็ให้อี๊เขาขัดจนกว่าจะสะอาดสิ…”  

“เทียนเฉี่ยว!” โม่เทียนเกอพูดขัดขึ้นมา นางลังเลนิดหนึ่งก่อนถามว่า “เจ้าตามหาข้าทำไมหรือ”  

โม่เทียนเฉี่ยวเป็นคนซื่อๆ ดังนั้นความสนใจของนางจึงเปลี่ยนในทันที นางนั่งบนเก้าอี้สะอาดเพียงตัวเดียวในห้องแล้วตอบว่า “ข้ามาหาเจ้า จากนี้ไป เราจะได้อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเดียวกัน เวลาชวนเจ้าออกไปเล่นคงง่ายขึ้นเยอะ”  

โม่เทียนเกอไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่กลับโยนผ้าขี้ริ้วลงถังน้ำและเริ่มจัดที่นอน 

เมื่อเห็นนางต้องทำงานเยอะเพียงนั้น โม่เทียนเฉี่ยวจึงลุกจากเก้าอี้แล้วพูดว่า “เดี๋ยวข้าช่วย”  

เด็กน้อยสองคนไม่ได้มีพละกำลังแข็งแรงนัก แถมยังไม่ถนัดในการทำงานพวกนี้ พวกนางแค่กางฟูกออก ก็ถือว่าจัดที่นอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเด็กทั้งสองไม่สามารถแขวนผ้ามุ้งคลุมเตียงเองได้ โม่เทียนเฉี่ยวจึงรีบออกจากห้องไปตะโกนเรียกหาอี๊หลิน 

อี๊หลินเข้ามาในห้อง ขึงผ้ามุ้งคลุมเตียงไปพลางบ่นไปพลาง ก่อนจะออกไป นางพูดกับเทียนเฉี่ยวว่า “คุณหนู ถึงเวลาอาหารแล้ว ควรไปที่ห้องอาหารได้แล้ว ไม่เช่นนั้นฮูหยินใหญ่จะว่าข้าได้ ถ้ารู้ว่าเจ้ามาทำอะไรแบบนี้”  

แม้ว่าโม่เทียนเกอจะไม่ได้พูดอะไร แต่โม่เทียนเฉี่ยวกลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “อี๊หลินนี่เกินไปแล้วนะ! นางพยายามจะประจบใครหรืออย่างไรถึงได้ทำตัวเช่นนี้ เราก็แค่ขอให้นางมาช่วยแขวนผ้ามุ้งคลุมเตียงก็เท่านั้น แต่นางกลับพล่ามไม่หยุด!”  

ถ้าครอบครัวเจ้านายใหญ่ของอี๊หลินขอให้นางช่วยแขวนผ้ามุ้งคลุมเตียง นางก็คงจะไม่บ่นอะไร แต่เพราะโม่เทียนเกอไม่ใช่นายใหญ่ของนาง ชีวิตในสองสามวันที่่ผ่านมา ทำให้โม่เทียนเกอรู้ว่า นอกจากโม่เทียนเฉี่ยวแล้ว ก็ไม่มีใครในครอบครัวนี้สนใจไยดีนางเลย เพราะฉะนั้น นางจึงแกล้งทำเป็นว่าไม่ได้ยิน อีกอย่าง อี๊หลินยังเตือนด้วยว่าอาอี๊ใหญ่ของนางจะโกรธเอาได้ ถ้าปล่อยให้เทียนเฉี่ยวมาช่วย ดังนั้นจึงพูดออกไปว่า “เจ้าไปกินข้าวเถอะ ทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว ข้าแค่ต้องเก็บกระเป๋าอีกหน่อย เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”  

“แน่นอนอยู่แล้ว เจ้ากับข้าต้องไปกินพร้อมกัน! ยังไม่ต้องเก็บตอนนี้หรอก ค่อยทำทีหลังก็ได้…” โม่เทียนเฉี่ยวพูดราวกับว่าเป็นเรื่องปกติที่ควรทำ 

“นี่…” โม่เทียนเกอลังเล ไม่แน่ใจว่าควรจะกินข้าวในห้องอาหารหรือไม่ ในใจนางรู้ดีว่าท่านย่าไม่ได้เห็นนางเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ท่านย่าคงอยากให้นางกินข้าวคนเดียวในครัวมากกว่า 

“หยุดพูดโน่นพูดนี่ได้แล้ว ไปกันเถอะ!” เทียนเฉี่ยววิ่งออกไปพร้อมกับดึงนางไปที่ห้องอาหาร 

ครั้นมาถึงห้องอาหาร โม่เทียนเกอก็เห็นหัวหน้าตระกูลและเจิ้งฮูหยินอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว นางรีบปล่อยมือเทียนเฉี่ยวแล้วไปยืนก้มหน้าอยู่ข้างหลัง 

เป็นไปตามคาด เจิ้งฮูหยินทำหน้านิ่วคิ้วขมวดตอนที่เห็นพวกนาง “เด็กผู้หญิงประสาอะไรถึงได้วิ่งรีบร้อนแบบนี้!”  

โม่เทียนเกอนิ่งเงียบไม่กล้าตอบ แต่ขณะเดียวกัน โม่เทียนเฉี่ยวกลับทำหน้าบึ้งตึงแล้วตอบว่า “ท่านย่า ก็เข้าหิวนี่นา!”  

เจิ้งฮูหยินมองค้อนแต่ก็ยังอมยิ้มจางๆ “เอาละ รีบๆ นั่งลงเถอะ”  

โม่เทียนเฉี่ยวมีสีหน้าสดใสขึ้นมาแล้วนั่งลงในที่ของนาง เมื่อหันไปเห็นว่าโม่เทียนเกอยังยืนอยู่ นางจึงกวักมือเรียก “เทียนเกอ มานี่สิ!”  

โม่เทียนเกอยืนนิ่งไม่ขยับ ตรงนั้นไม่มีที่นั่งสำหรับนาง 

เจิ้งฮูหยินมองมาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะพูดว่า “อี๊หลิน เอาเก้าอี้มาเพิ่มอีกที่ซิ”  

อี๊หลินตอบรับแล้วเอาเก้าอี้ตัวเล็กไปวางข้างๆ ที่นั่งของโม่เทียนเฉี่ยว 

โม่เทียนเกอรู้สึกโล่งอกไปที นางนั่งในที่ของตัวเองอย่างระมัดระวัง ทักทายทุกคนด้วยเสียงต่ำ “ท่านปู่ ท่านย่า”  

หัวหน้าตระกูลพยักหน้าและหลับตาลงอีกครั้งเพื่อทำสมาธิต่อ เจิ้งฮูหยินทำเป็นไม่สนใจ “อี๊หลิน คนอื่นๆ ไปไหนเสียล่ะ”  

โม่เทียนเกอเข้าใจความเป็นจริงของสถานการณ์ดี จึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร ทำได้แค่ก้มหัวและบอกตัวเองว่าอย่าไปสนใจท่าทีของท่านย่าเลย 

“คุณชายใหญ่คงใกล้มาถึงแล้ว กู๋เหอกำลังไปตามเจ้าค่ะ” อี๊หลินกล่าว 

สิ้นคำก็ได้ยินเสียงฝีเท้ามาจากข้างนอกห้อง คุณชายใหญ่แห่งตระกูลโม่และฮูหยินใหญ่เข้ามาในห้องพร้อมกับโม่เทียนจวิ้น 

“ท่านปู่! ท่านย่า!” โม่เทียนจวิ้นร้องเรียกก่อนที่พ่อแม่ของเขาจะทันได้ทำความเคารพเสียอีก เขาวิ่งไปหาท่านทั้งสอง หัวเราะหยอกเย้า สร้างความสนุกสนาน ทั้งสองแสดงความรักที่มีต่อเขาออกมาอย่างท่วมท้น  

เจิ้งฮูหยินคนที่เย็นชาใส่โม่เทียนเกอมาโดยตลอด กลับกำลังยิ้มอย่างใจดี หลังจากพรมจูบโม่เทียนจวิ้นด้วยความรักใคร่เอ็นดู ท่านก็บอกให้เขาไปนั่งที่และทานอาหาร 

โม่เทียนเกอยังตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า ตอนที่โม่เทียนจวิ้นเห็นนาง เขาเบิกตาโพลง พูดว่า “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร! นี่มันบ้านของข้า!”  

ก่อนที่นางจะตอบ โม่เทียนเฉี่ยวก็พูดขึ้นมาว่า “ต่อจากนี้เทียนเกอจะอยู่ที่บ้านของเรา พี่ห้ามแกล้งนางเด็ดขาด! ไม่อย่างนั้นละก็ ข้าจะ…” นางอยากพูดว่าข้าจะฟ้องท่านพ่อ แต่เมื่อเห็นว่าท่านพ่อนั่งอยู่ตรงนี้ นางเลยเปลี่ยนคำพูดเป็น “ไม่อย่างนั้นละก็ ข้าจะสั่งสอนพี่เอง!”  

โม่เทียนจวิ้นโต้กลับ “นี่! โม่เทียนเฉี่ยว! ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่เจ้ากลับจะสั่งสอนข้าแล้วรึ! ข้าเป็นพี่ชายเจ้านะ เข้าใจไหม! ทำไมเจ้าถึงรักใคร่คนที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรานัก!”  

“ไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร เทียนเกอเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเราชัดๆ! ถึงแม้พี่จะไม่ยอมรับ แต่ข้านับนางเป็นญาติ เอาเถอะ ข้าเตือนพี่แล้ว จะทำอะไรก็เชิญตามสบาย!” โม่เทียนเฉี่ยวไม่แสดงความอ่อนแอให้เห็นเลยสักนิด ถึงแม้ว่าเทียนจวิ้นจะเป็นหลานชายสุดที่รักของตระกูล แต่นางก็เป็นหลานสาวสุดที่รักเช่นกัน 

ถึงแม้ว่าโม่เทียนจวิ้นจะเหมือนปีศาจจำแลง ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับน้องสาวตนเอง เขากลับหมดทางสู้ เมื่อรู้แล้วว่าพวกผู้ใหญ่คงไม่เข้ามายุ่งแม้น้องสาวจะข่มขู่เขา เขาจึงได้แต่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสีย 

แต่กระนั้น สีหน้าเขาก็ทำให้พวกผู้ใหญ่ทุกคนหัวเราะ “ทานอาหารเถอะ” เจิ้งฮูหยินพูดไปด้วยรอยยิ้ม 

ในระหว่างมื้ออาหารนี้ โม่เทียนเกอจดจ่ออยู่กับการทานอาหารของตัวเอง 

นางรู้สึกได้ว่าพวกเขาคือครอบครัวเดียวกัน 

พวกเขาแบ่งอาหารในจานให้กันและกัน พูดคุยเรื่องต่างๆ แต่นางไม่อาจมีส่วนร่วมได้ 

นางคิดถึงสวนเล็กๆ ตรงฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน คิดถึงโต๊ะอาหารโคลงเคลง คิดถึงเวลาที่แม่เคยตักอาหารให้และนั่งฟังเรื่องความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ของนาง 

นั่นคือบ้านที่แท้จริงของนาง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว