facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 5 ป่วยและตาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ป่วยและตาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 10:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ป่วยและตาย
แบบอักษร

โม่เทียนเกอตื่นมาก็รีบลุกขึ้นทันทีในช่วงฟ้าสาง 

การหลับสนิททั้งคืนช่วยให้นางรู้สึกดีขึ้นจากอาการปวดหัวต่างๆ ตอนนี้รู้สึกกะปรี้กะเปร่ามากทีเดียว 

หลังจากนางลุกจากเตียงและแต่งตัวเสร็จก็เห็นว่าแม่นางสี่นั่งพิงอยู่บนเตียง ในมือถืออุปกรณ์สำหรับเย็บผ้าแต่หลับตาอยู่ เมื่อเห็นแม่ของนางเช่นนั้น โม่เทียนเกอจึงค่อยๆ เขย่าตัวแม่ พร้อมพูดว่า “ท่านแม่ แม่ควรที่จะลงไปนอนดีๆ จะได้หลับสบาย” 

แม่นางสี่ยังคงนั่งนิ่ง 

โม่เทียนเกอเขย่าตัวแม่แรงๆ อีกครั้ง “ท่านแม่…”  

นางยังพูดไม่ทันจะจบประโยค แม่ของนางก็ล้มพับไปบนที่นอนจากแรงที่โม่เทียนเกอเขย่าตัวนาง 

โม่เทียนเกอตกใจเป็นอย่างมาก รีบกระโดดขึ้นไปที่เตียง แต่แม่นางสี่ก็ไม่ได้แสดงอาการตอบสนองแม้แต่น้อย นางยังคงหลับตา และหน้านางก็ขาวซีดยิ่งกว่าเดิม โม่เทียนเกอเห็นว่ามีเลือดออกอยู่ที่ริมฝีปากของแม่นางสี่ และเสื้อผ้าที่นางสวมใส่อยู่ก็มีรอยเลือดเป็นบางแห่ง 

“ท่านแม่!”  

โม่เทียนเกอไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป นางกระโดดลงจากเตียง รีบวิ่งออกไปนอกบ้าน ผ่านสวนหน้าบ้าน จนไปชนเข้ากับซ้ออาวั่ง ผู้ซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากสวนบ้านนางเช่นกัน “โอ๊ย!” ทั้งสองล้มลงกับพื้น 

ซ้ออาวั่งยังไม่ทันได้มีโอกาสจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น โม่เทียนเกอก็แหกปากขึ้นในทันที “ซ้ออาวั่ง! แม่ข้าเป็นลมและอาเจียนเป็นเลือด! ข้าต้องทำอย่างไรดี ข้าจะทำอย่างไรดี”  

ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นจากโม่เทียนเกอแล้ว ซ้ออาวั่งก็ตกใจกลัวเป็นอย่างมาก “เทียนเกอไม่เป็นไรนะ ใจเย็นๆ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปดูให้”  

นางรีบตามโม่เทียนเกอเข้าไปในบ้าน ครั้นเห็นร่างครึ่งบนของแม่นางสี่ฟุบอยู่บนที่นอน โดยเลือดออกจนชุ่มผ้าปู นางก็รีบพูดทันทีว่า “รีบไปบอกกู๋อาวั่งให้ไปตามหมอมาเร็ว!”  

โม่เทียนเกอรีบเช็ดน้ำตาแล้ววิ่งไปที่บ้านข้างๆ ทันที กู๋อาวั่งกำลังทานข้าวอยู่ ในยามที่นางโผล่พรวดพราดเข้าไป 

เมื่อเขาได้ยินว่าแม่ของนางเป็นลม กู๋อาวั่งก็รีบทิ้งจานข้าว เร่งรุดออกไปที่เมืองข้างๆ ทันที 

โม่เทียนเกอรีบกลับมาที่บ้าน พบว่าซ้ออาวั่งกำลังประคองให้แม่ของนางลงนอนบนที่นอนอย่างแช่มช้า เห็นแม่ของนางหลับตา ไม่ตอบสนองเช่นนี้ ทำให้น้ำตาของนางไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว 

ซ้ออาวั่งกอดปลอบนางไว้แน่น 

สองชั่วโมงผ่านไป กู๋อาวั่งก็ได้พาท่านหมอเข้ามา 

โม่เทียนเกอยืนดูท่านหมอตรวจอย่างร้อนใจ น้ำตายังคงไหลเป็นสายไม่ยอมหยุด 

หลังจากตรวจอยู่ครู่หนึ่ง ท่านหมอก็ยืนขึ้นแล้วส่ายหัว “แม่หญิงนางนี้มีร่างกายที่อ่อนแอมาแต่กำเนิด และนางก็ทำงานหนักเกินไป นางกำลังจะหัวใจวาย ข้าเกรงว่านางคงมีชีวิตอยู่ได้แค่ชั่วข้ามคืน พวกท่านควรทำใจและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเรื่องนั้น”  

สิ้นคำ ท่านหมอก็เก็บข้าวของของตน พร้อมเดินออกไปโดยไม่คิดค่ารักษาเลย 

ซ้ออาวั่งเดาได้ในทันทีว่าแม่นางสี่นั้นจะมีชีวิตอีกไม่นาน นางถอนหายใจพร้อมบอกกู๋อาวั่ง “เจ้าควรไปบอกหัวหน้าตระกูลเรื่องนี้นะ”  

กู๋อาวั่งได้แต่ถอนใจ พยักหน้าและเดินออกไป 

ซ้ออาวั่งจ้องมองร่างไร้สติของแม่นางสี่ และมองไปยังเทียนเกอ ผู้ซึ่งได้แต่ยืนร้องไห้ ปากก็ร้องเรียกแม่ของนาง นางถอนหายใจอีกครั้งและพูดว่า “โธ่เอ๊ย เด็กคนนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ ต้องมาเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเยาว์เช่นนี้”  

ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท โม่เทียนเกอร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งไปหมด นางได้แต่นั่งมองแม่ของนางอยู่บนเตียงอย่างไร้ความรู้สึกและว่างเปล่า 

ช่วงเวลานี้ ลุงป้าน้าอาที่พักอยู่กับคุณปู่ของนางก็ทยอยเดินทางมาที่บ้านทีละคน จนสุดท้ายคุณปู่กับคุณย่าของนางก็มา เมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ทั้งสองก็จากไปเพื่อเตรียมตัวจัดการเกี่ยวกับงานศพ 

ดวงตาของนางบอบช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก กระนั้นแม่ของนางก็ไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นเลย นางเข้าใจในสิ่งที่ท่านหมอบอกเป็นอย่างดี “อยู่ได้อีกไม่นาน” นั่นหมายความว่าแม่ของนางกำลังจะตาย แม่เคยบอกไว้ว่า การตายคือการนอนหลับไปตลอดกาล คนที่ตายแล้วจะไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก และจะถูกฝังอยู่ใต้ผืนดิน จนสุดท้ายร่างกายก็จะเน่าเปื่อยย่อยสลายรวมไปกับชั้นดิน 

นางรีบเงยหน้าขึ้นทันทีที่รู้สึกว่ามีการขยับเขยื้อนเกิดขึ้น เปลือกตาของแม่นางขยับ ประหนึ่งว่านางกำลังจะตื่นขึ้น 

“ท่านแม่! ท่านแม่!” นางตะโกนเรียกแม่ของนาง 

ซ้ออาวั่งได้ยินเสียง จึงรีบเข้าหาผู้แม่ “น้องสี่”  

ในที่สุดแม่นางสี่ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น น้ำตานางไหลออกมาในทันทีที่เห็นโม่เทียนเกอ นางไม่แม้แต่จะสามารถยกมือของนางขึ้นมาได้ ทำได้เพียงแค่จ้องมองที่โม่เทียนเกอเท่านั้น 

“น้องสี่” ซ้ออาวั่งกระซิบเรียกนาง “เจ้าบอกข้าได้หากเจ้าปรารถนาสิ่งใด”  

ท่ามกลางความมืดมิดของห้อง นางรู้ซึ้งในทันทีว่า ถึงแม้ว่านางกำลังจะตาย ก็ไม่มีใครจากคนที่นางเรียกว่าครอบครัวจะมาสนใจไยดีนางเลย นางได้แต่จ้องมองโม่เทียนเกอด้วยความขมขื่น นางเสียแม่ไปตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าเทียนเกอจะต้องผ่านชะตากรรมเช่นเดียวกับนาง 

เมื่อเห็นว่านางพยายามที่จะพูดอะไรบางอย่าง ซ้ออาวั่งก็รีบขยับเข้าใกล้นางให้มากขึ้น นางได้ยินเพียงเสียงที่แผ่วเบาว่า “เทียนเกอ” จึงถามกลับไปว่า “น้องสี่ เจ้าห่วงเทียนเกอหรือ”  

แม่นางสี่ค่อยๆ พยักหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา 

“เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะดูแลนางแทนเจ้าเอง”  

แม่นางสี่ค่อยๆ เลื่อนสายตาของนางไปจ้องอยู่ที่จุดหนึ่ง ซ้ออาวั่งรีบมองตาม และหยิบกล่องเครื่องประทินโฉมมาให้นาง “เจ้าต้องการกล่องนี้หรือ”  

เมื่อเห็นว่าแม่นางสี่พยักหน้าตอบ และพยายามจะพูดบางอย่าง ซ้ออาวั่งจึงขยับหูเข้าไปให้ใกล้มากขึ้น หลังจากฟังไม่กี่คำ ซ้ออาวั่งจึงเปิดกล่องนั้นออกดู ภายในกล่องมีของกระจุกกระจิกต่างๆ มากมายทั้งเครื่องประดับที่ดูมีราคา ซึ่งนางก็ไม่ได้แปลกใจนัก ด้วยว่าเขยสี่เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ การที่แม่นางสี่จะมีสมบัติพวกนี้จึงมิใช่เรื่องแปลก 

ซ้ออาวั่งหยิบเครื่องประดับออกมาทีละชิ้น พร้อมกับดูปฏิกิริยาของแม่นางสี่ไปด้วย เมื่อนางหยิบสร้อยข้อมือไข่มุกขึ้นมาเส้นหนึ่ง นางก็สังเกตเห็นว่าแม่นางสี่มีการแสดงออกทางสีหน้าบางอย่าง นางจึงก้มลงไปอีกครั้งเพื่อฟังสิ่งที่นางต้องการจะพูด หลังจากนั้นนางจึงถาม “นี่คือของน้องเขยสี่หรือ”  

แม่นางสี่พยายามพยักหน้า และมองไปที่โม่เทียนเกอ ผู้ซึ่งร้องไห้อยู่คนเดียวอย่างเงียบๆ  

“ท่านแม่ ท่านแม่” โม่เทียนเกอเพียงแต่ร้องไห้คร่ำครวญ แล้วแม่นางสี่ก็หมดสติไปอีกครั้ง 

แม่นางสี่รู้สึกตัวสลับกับหมดสติตลอดทั้งคืน จนในที่สุด นางก็ไม่อาจต้านทานต่อไปได้ ก่อนอรุณฟ้าใหม่จะมา นางก็สิ้นลมจากไปอย่างสงบ 

หัวหน้าตระกูลโม่มาหานางในที่สุด แต่ก็กลับไปก่อนที่นางจะสิ้นลมด้วยซ้ำ รวมถึงอาของนางบางคนที่มา ก็เพียงแค่มารอเพื่อจะจัดการกับงานศพนางเท่านั้นเอง 

โม่เทียนเกอทำได้แค่เพียงกุมมือมารดาไว้แน่น เดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวก็นั่งเหมอลอย นางทำได้เพียงแต่ร้องไห้จนหลับไป และไม่อาจสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายมารดาอีกเลย 

สามวันผ่านไป ร่างแม่นางสี่ก็ถูกฝังกลบตามพิธี 

ในช่วงเวลานี้ โม่เทียนเกอยังคงรับไม่ได้ มีแต่ความว่างเปล่าเกิดขึ้นในจิตใจ ซ้ออาวั่งจะคอยช่วยดูแลนางในบางครั้ง บางช่วงเวลาโม่เทียนเฉี่ยวก็จะมาอยู่เป็นเพื่อน 

เมื่อพวกเขากลับมาจากพิธีฝังศพ และจัดโถงพิธีไว้ทุกข์ให้เรียบร้อย ครอบครัวตระกูลโม่ก็เริ่มจัดการแบ่งมรดกในส่วนที่แม่นางสี่ทิ้งไว้ 

ปีก่อน เมื่อแม่นางสี่แต่งงานกับเขยสี่ นางได้รับการดูแลเหมือนลูกชายคนหนึ่ง และได้บ้านไปหนึ่งหลัง ซึ่งก็ไม่ได้มากเท่ากับที่ลูกชายควรจะได้ พื้นที่สานรอบๆ บ้านก็สร้างขึ้นมาให้นาง รวมไปถึงพื้นที่กว่าหนึ่งร้อยหมู่ นางกับโม่เทียนเกอก็ได้แต่พึ่งพาพื้นที่เพียงเล็กน้อยเหล่านี้ในการประทังชีวิต และหาซื้อหยูกยาในการรักษาโรคต่างๆ ของนาง 

เมื่อแต่งงานกับเขยสี่ ถือได้ว่าเป็นการขยายวงตระกูล บ้านและพื้นที่ของนางจะต้องถูกส่งต่อให้กับทายาท แต่น่าเสียดายที่โม่เทียนเกอยังเด็กและกำพร้าในช่วงเวลาขณะนั้น ทำให้บ้านและพื้นที่ทั้งหมดตกเป็นของพวกลุง เหตุนี้เอง ลูกชายในตระกูลต่างตื่นเต้นว่าจะตกเป็นของใคร เพราะพวกเขาเป็นเพียงแค่เจ้าของไร่นาในชนบท ไม่ได้ร่ำรวยมากนัก สำหรับพวกเขาแล้วทรัพย์สินต่างๆ ของแม่นางสี่นั้นไม่ได้มากมาย แต่ก็พอใช้ถูลู่ถูกังได้บ้าง 

หัวหน้าตระกูลแสดงสีหน้าบึ้งตึงทันทีที่เห็นพวกลูกชายของเขาต่อสู้แย่งชิงที่ผืนนี้ ลูกสาวคนนี้เกิดมาด้วยความไม่ตั้งใจของเขาสมัยยังเป็นวัยรุ่น ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูในตัวนางเท่าไหร่นัก แต่สุดท้ายแล้ว นางก็ยังคงเป็นลูกสาวของเขา การที่เห็นพวกลูกชายแต่ละคนพยายามแย่งครองที่ดินเล็กน้อยของนางหลังจากที่เพิ่งผ่านพิธีศพของนางมาชั่วครู่เดียว โดยที่ไม่ได้เห็นหัวหรือมีการกระทำที่แสดงให้เห็นว่าเคารพเขาเลย หัวหน้าตระกูลผู้เฒ่าจึงโกรธมาก 

เมื่อเห็นว่าการโต้เถียงกันนั้นเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หัวหน้าตระกูลก็ใช้กล้องยาสูบเคาะไปที่ขาโต๊ะ เสียงเคาะก้องกังวานจนทำให้ทุกคนหยุดพูดในทันที เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “คนที่อาวุโสที่สุดจะเป็นผู้ดูแลผืนดินส่วนนี้ก่อน เมล็ดข้าวที่เก็บเกี่ยวในแต่ละปีจะถูกเก็บเอาไว้ และคืนให้กับสามีของนางเมื่อเขากลับมา หากเขาไม่กลับกระทั่งลูกโตแล้ว ผลผลิตและพื้นที่ทั้งหมดจะตกเป็นของนางในฐานะสินสมรส พวกเราจะเก็บไว้แค่บ้านเท่านั้น”  

เมื่อหัวหน้าตระกูลได้ตัดสินใจแล้ว ลูกชายของเขาแต่ละคนก็ไม่กล้าโต้เถียง ผู้อาวุโสของหมู่บ้านเองก็คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วจึงไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด เขาถามเพียงแค่ว่า “แล้วเด็กคนนี้ล่ะ ใครจะเป็นคนเลี้ยงดู”  

“ข้าจะนำเด็กกลับไปกับข้า ผู้เฒ่าคนนี้จะเลี้ยงเอง! คนอื่นจะได้ไม่ต้องเปลืองข้าวสาร!”  

พวกลูกชายของเขาแต่ละคนล้วนอับอายต่อคำพูดที่ได้ยิน 

“หึ! ตามที่บอกนั่นแหละ กลับไปกันได้แล้ว!” หัวหน้าตระกูลกล่าว 

“เทียนเกอ ในเมื่อคุณปู่ของเจ้าพูดแล้ว เจ้าก็จะมีคนคอยดูแลต่อไปในอนาคต อาซ้อเองก็วางใจได้” ซ้ออาวั่งพูดกับโม่เทียนเกอ ในขณะที่ช่วยนางเก็บเสื้อผ้า 

โม่เทียนเกอนั่งอยู่ข้างๆ เตียง ก้มหน้าก้มตา พลางเขี่ยสร้อยข้อมือไข่มุกไปมา เก็บปากเงียบไม่พูดไม่จา 

การที่เห็นนางต้องเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้ซ้ออาวั่งรู้สึกสงสารจับใจ “เทียนเกอ แม่ของเจ้าหวังให้เจ้าอยู่อย่างปลอดภัย เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี ไม่แน่พ่อของเจ้าอาจจะกลับมาสักวันหนึ่ง”  

ได้ยินสิ่งที่ซ้ออาวั่งพูดเกี่ยวกับแม่ของนาง โม่เทียนเกอจึงเงยหน้าขึ้น แสดงให้เห็นถึงกิริยาที่เปลี่ยนไป แล้วตอบว่า “อาซ้อไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่เป็นอะไร ข้าจะไม่ทำให้แม่เป็นห่วงแน่นอน”  

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ้ออาวั่งก็ยิ่งสงสารนาง นี่ไม่น่าจะเป็นคำพูดที่ควรได้ยินจากปากของเด็กอายุเจ็ดขวบเลย หลังจากเก็บของของโม่เทียนเกอเสร็จแล้ว ซ้ออาวั่งก็กล่าว “หีบของเจ้าเก็บเรียบร้อยหมดแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะไปส่งเจ้าที่บ้านคุณปู่ ส่วนบ้านหลังนี้ เจ้ามั่นใจได้เลย พวกข้าจะคอยทำความสะอาดให้ทุกวัน ทุกอย่างจะสะอาดเรียบร้อยจนถึงวันที่พ่อของเจ้ากลับมา”  

“อื้อ! ขอบคุณอาซ้อ”  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว