facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 4 ตื่นขึ้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ตื่นขึ้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 10:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ตื่นขึ้น
แบบอักษร

“เทียนเกอ! เทียนเกอ!”  

โม่เทียนเกอค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และสับสน ครั้นได้ยินเสียงมารดาร้องเรียก 

“เทียนเกอ!” แม่นางสี่แห่งตระกูลโม่ที่คอยเฝ้าดูแลนางอยู่ ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจเป็นอย่างมาก “ในที่สุดเจ้าก็ตื่นขึ้นมา”  

สายตาโม่เทียนเกอค่อยๆ ชัดขึ้นในขณะที่ส่งเสียงเรียกอย่างงุนงง “ท่านแม่”  

“แม่อยู่นี่ บอกแม่สิ เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”  

นางเพียงแต่รู้สึกสับสนมึนงง สุดท้ายนางก็กุมท้องพูดว่า “ข้าหิว…”  

แม่นางสี่แสดงอาการแปลกใจไปชั่วขณะ ก่อนที่จะยิ้มทั้งน้ำตา แล้วกล่าวว่า “เจ้าเด็กคนนี้! เจ้าบุ่มบ่ามเข้าไปที่โถงบรรพบุรุษแล้วพลัดตกจากเก้าอี้! ท่านอาจารย์ผู้เฒ่าพยายามปลุกเจ้าหลังจากที่ตกลงมา จนตอนนี้เจ้าตื่นขึ้นมา เจ้ารู้ตัวแค่ว่าเจ้าหิวนี่นะ! เดี๋ยวแม่จะไปจัดการเตรียมข้าวให้แล้วกัน…”  

“อื้อ” นางตอบพร้อมพยักหน้า 

แม่นางสี่รีบเข้าไปที่ห้องครัว แต่เพียงแค่นางก้าวออกไปนอกประตู ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะจนต้องยืนพิงกำแพงไว้ กว่าใบหน้านางจะเริ่มมีสีขึ้นมาจากหน้าที่ขาวซีดนั้น ก็ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว 

โม่เทียนเกอลุกขึ้นนั่ง สังเกตไปรอบๆ ตัว ทุกอย่างก็ยังคงเดิม จนนางอดนึกในใจไม่ได้ว่า “นี่ข้าฝันไปหรอกหรือ”  

อย่างไรก็ตาม เมื่อพยายามนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น คำพูดแปลกๆ หลายคำ และกิริยาท่าทางต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวของนางนับไม่ถ้วน 

คำพูดหลายคำนั้นแปลกมาก แตกต่างจากที่เคยเรียนโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ นางกลับจำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

‘เป็นความจริงหรือ’ นางพยายามนึกถึงทุกสิ่งในฝันนั้นอย่างช้าๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้าใจในทุกอย่างที่เสียงนั้นพูดให้ฟัง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นกลับฝังแน่นอยู่ในจิตใจของนาง 

‘ในโลกนี้มีเซียนด้วยหรือ แล้วข้าจะกลายเป็นเซียน เหาะเหินเดินอากาศได้ด้วยหรือ’  

อย่างไรก็ตาม เมื่อนางนึกถึงสิ่งที่บรรพบุรุษได้บอกไว้นั้น สีหน้านางก็หดหู่ลงในทันที เพราะนางรู้มาว่าไม่มีทางที่จะช่วยชีวิตแม่ของนางได้ 

เสียงฝีเท้าดังขึ้น มีคนกำลังเดินอยู่ข้างนอกห้องเข้ามาจากทางสนามหน้าบ้านและพูดว่า “แม่นางสี่กำลังทำกับข้าวอยู่หรือ” โม่เทียนเกอจำเสียงนั้นได้เป็นอย่างดี นั่นคือเสียงของเพื่อนบ้านชื่อว่าซ้ออาวั่ง 

ถัดจากนั้น นางก็ได้ยินเสียงแม่ของนางตอบกลับไปอย่างสุภาพว่า “ใช่ เทียนเกอสลบไปสองวัน ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแกเลย ตอนนี้หิวข้าวโซ”  

ซ้ออาวั่งหัวเราะพร้อมพูดว่า “เด็กนั่นตื่นแล้วรึ ดีจริงๆ ที่บ้านข้าไม่ได้มีอะไรให้ใช้มากนัก มีแค่ไข่ไก่กับพวกผลไม้ ที่อาจจะพอช่วยให้เทียนเกอรู้สึกดีขึ้นช่วงที่พักฟื้น...อ้าว! เจ้าดูไม่ดีเลยนะ มาๆ มานั่งพักตรงนี้สักพักก่อน เดี๋ยวข้าจะจัดการเตรียมข้าวให้เอง”  

“แบบนี้คงจะไม่ดีท่านพี่สะใภ้ คอยเอาไข่ไก่มาให้พวกเราตลอดเลย ข้าไม่อยากรบกวนพี่สะใภ้มากไปกว่านี้”  

“อย่าคิดมากไปเลย ทำอาหารเล็กๆ น้อยๆ แค่ไม่กี่อย่างแค่นี้ หาใช่เรื่องใหญ่โตอะไร อีกอย่าง ครอบครัวเจ้าก็เคยช่วยเหลือที่บ้านข้ามาตลอด ตั้งแต่ตอนที่สามีข้าพลัดตกหน้าผา ก็ได้เขยสี่ช่วยไว้ เขาจึงไม่พิการ เจ้าอย่าคิดว่าเป็นภาระอะไรข้าเลย”  

โม่เทียนเกอรู้ว่าเขยสี่ที่เพื่อนบ้านพูดถึงนั้นคือบิดานาง จากสิ่งที่นางได้ยิน ถึงแม้จะไม่ค่อยชัดเจน แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่า พ่อนางนอกจากเป็นผู้รู้แล้วนั้น ยังคงมีความสามารถในศาสตร์การรักษาคนด้วย ถึงแม้ว่าพ่อนางจะดูเหมือนผู้แก่เรียน แต่พ่อนางก็แข็งแกร่งกว่าชายคนอื่นๆ ซ้ออาวั่งบอกว่า พ่อของนางน่าจะเคยเรียนศิลปวิทยายุทธ์มา ช่วงเวลาหลายปีที่พ่ออาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน ชาวบ้านไม่ต้องเดินทางออกไปพบหมอภายนอกหมู่บ้านเลย แม้กระทั่งงานอย่างสร้างบ้านหรือขุดบ่อน้ำ พ่อของนางก็อาสาคอยช่วยเหลือชาวบ้านทุกครั้งไป 

นางได้ยินซ้ออาวั่งพูดต่อว่า “เด็กคนนี้นี่นะ! เทียนเกอเนี่ย เด็กผู้หญิงเข้าไปในโถงบรรพบุรุษได้อย่างไร นี่เคราะห์ดีของนางมากนะที่ไม่มีคนมาต่อว่าในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนางยังเด็กและก็บาดเจ็บที่ตกลงมา ตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ที่หัวของนางดีขึ้นแล้วหรือยัง”  

“น่าจะดีขึ้นแล้ว...นางบอกแค่ว่าหิวหลังจากที่ตื่นขึ้นมา”  

“ดีแล้ว แต่เจ้าจะดูแลเทียนเกอได้อย่างไรทั้งๆ ที่เจ้าเองก็ไม่สบายอยู่ ครอบครัวเจ้าไม่ได้บอกให้กลับไปหรือ”  

โม่เทียนเกออยากได้ยินคำตอบจากมารดาเช่นกัน แต่แม่ของนางกลับไม่ได้พูดอะไร คุณยายไม่ได้ชอบพวกนางทั้งสองเท่าไหร่ ส่วนอาชายก็ไม่ได้สนิทกับแม่เท่าที่ควร คุณปู่ก็ไม่ได้ต่างจากทั้งสองคนมากนัก ในครอบครัวของนางไม่มีใครชอบหรือดูแลนางดี นอกจากเทียนเฉี่ยวเพียงคนเดียว 

ที่ซ้ออาวั่งพูดนั้นถูกต้องแล้ว แม่จะดูแลข้าได้อย่างไรทั้งๆ ที่ตัวเองก็กำลังป่วย ข้าจะต้องหายให้เร็วเพื่อที่ข้าจะได้ดูแลแม่ได้!  

หลังจากให้กำลังใจตัวเองแล้ว เทียนเกอก็ลุกขึ้นจากที่นอน แต่นางก็ต้องกลับลงไปนั่งด้วยอาการมึนหัวอีกครั้ง 

มีอะไรหลายๆ อย่างมากมายอยู่ในความนึกคิดของนาง นางรู้ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือสิ่งที่บรรพบุรุษของนางถ่ายทอดเอาไว้ให้ มันคือส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์’ ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจนัก แต่นางก็รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป 

ประตูห้องถูกเปิดออก แม่นางสี่กับซ้ออาวั่งเดินถือจานข้าวพร้อมด้วยกับข้าวต่างๆ เข้ามาในห้อง 

เมื่อเห็นโม่เทียนเกอ ซ้ออาวั่งก็หัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “เทียนเกอ ลงมาจากที่นอนเร็ว! เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง ปวดหัวหรือไม่”  

นางส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นอะไรแล้วซ้ออาวั่ง”  

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วที่เจ้าไม่เป็นอะไร มาๆ มาทานข้าว เจ้าคงจะหิวมากสินะ ยังไม่ได้กินอะไรเลยตลอดสองวันนี่”  

“อื้อ” นางพยักหน้า เมื่อหันไปมองมารดา ก็กำลังจัดวางอาหารบนโต๊ะและพูดว่า “เทียนเกอ มาทานข้าวลูก”  

เมื่อเห็นว่ามารดาดูไม่สู้ดีและผอมซีดมาก นางจึงถามอย่างเป็นกังวล “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”  

แม่นางสี่ส่ายหัวพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มให้นางสบายใจว่า “อย่าเป็นห่วงแม่ไปเลย แม่แค่นอนพักผ่อนน้อยไปหน่อย เดี๋ยวก็ดีขึ้น”  

โม่เทียนเกอเชื่อฟังตามที่แม่บอก พร้อมกับรับจานข้าวที่แม่ส่งมาให้ แม่บอกว่านางไม่ได้ทานอะไรเลยตลอดสองวันที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้นางไม่ได้รู้สึกหิวมากนัก แต่เมื่อได้กลิ่นอาหารที่คุ้นเคย ก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที 

แม่นางสี่กับซ้ออาวั่งอดหัวร่อไม่ได้ เมื่อเห็นเทียนเกอทานอย่างตะกละตะกลาม 

“ค่อยๆ ทานก็ได้ ไม่มีใครจะแย่งเจ้ากินหรอก ระวังจะสำลักเอา”  

เมื่อนางเริ่มรู้สึกอยู่ท้อง โม่เทียนเกอก็เริ่มทานช้าลง ปากเอ่ยว่า “ข้าวที่ท่านแม่ทำให้อร่อยที่สุด! ถั่วลันเตาที่ซ้ออาวั่งปรุงให้ก็มีกลิ่นที่หอมมาก!”  

ทั้งสองคนอดขำไม่ได้ในสิ่งที่ได้ยิน 

ซ้ออาวั่งอยู่สนทนากับพวกนางสักพักก็ขอตัวกลับ ก่อนกลับ นางพูดกับแม่นางสี่ว่า “ถึงเทียนเกอจะฟื้นแล้วก็อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าจะไม่เป็นอะไร คงจะดีกว่าถ้าให้นางได้ลองตรวจกับหมออีกครั้งนะ”  

แม่นางสี่พยักหน้า “น่าเสียดายที่สภาพร่างกายข้าอาจจะไม่สามารถไปพาท่านหมอมาได้ คงต้องรบกวนท่านพี่อาวั่งอีกครั้ง” แม่ของเทียนเกอกล่าว 

“เจ้าพูดอย่างนั้นได้อย่างไร เจ้าจะต้องรับทุกความช่วยเหลือเท่าที่มีจากพวกข้านะ อีกอย่าง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็เป็นสิ่งที่พวกเราควรจะทำอยู่แล้ว เจ้าควรพักผ่อนเสีย เดี๋ยวข้าจะให้สามีข้าออกไปที่เมืองข้างๆ ช่วงบ่ายนี้ให้เอง...ว่าแล้วข้ากลับล่ะนะ”  

“ขอบคุณพี่สะใภ้ รักษาสุขภาพด้วย”  

แม่นางสี่มองทอดสายตาส่งซ้ออาวั่ง ในขณะที่นางก็เห็นหลานตัวเล็กๆ ของนางเดินเข้ามา 

“เทียนเฉี่ยว เจ้ามาทำอะไรที่นี่”  

โม่เทียนเฉี่ยวตอบอย่างเขินอาย “ท่านอาสี่ เทียนเกอเป็นอย่างไรบ้าง ข้ามาหานาง” ด้วยว่าแม่นางสี่ป่วยเป็นประจำ ครอบครัวของเทียนเฉี่ยวจึงไม่อนุญาตให้มาที่ครอบครัวนี้ เทียนเฉี่ยวเองก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับท่านอาสี่เช่นกัน 

“เจ้าช่างเป็นคนที่เอาใจใส่ผู้อื่นจริงๆ เทียนเกอตื่นแล้ว มาซิ เข้ามานั่งด้านใน”  

“อื้อ”  

โม่เทียนเกอประหลาดใจที่เห็นโม่เทียนเฉี่ยวเดินตามหลังแม่ของนางเข้ามา 

“เทียนเฉี่ยว!”  

“เทียนเกอ! ทานข้าวให้เสร็จก่อน” แม่นางสี่ส่งสายตาจ้องมองแสดงให้เห็นว่ายังไม่อนุญาต แล้วจึงหันไปทางโม่เทียนเฉี่ยว “เทียนเฉี่ยว นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวอาสี่จะทำบะหมี่ให้ทาน เจ้าชอบแบบไหน เส้นยาวหรือเส้นบาง”  

โม่เทียนเฉี่ยวส่ายหัว “ไม่เป็นไรท่านอาสี่ ข้าทานอะไรมาบ้างแล้วก่อนจะมาที่นี่” จริงๆ แล้วครอบครัวของนางห้ามไม่ให้ทานอะไรที่บ้านอาสี่ ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้เชื่อฟังเท่าไร แต่ในฐานะแขกที่มาที่บ้านคนอื่น นางก็ไม่กล้าทำตัวเป็นกันเองมากนัก 

แม่นางสี่ไม่ได้บังคับนางแต่อย่างใด นางหยิบผลไม้ที่ซ้ออาวั่งนำมาให้ไปล้าง แล้วนำกลับเข้ามาในห้อง “ทานลูกพลัมนี่แทนแล้วกัน...เพิ่งเก็บมาสดๆ เลย มาจากซ้ออาวั่งเพื่อนบ้านข้างๆ นี่เอง”  

“ขอบคุณท่านอาสี่” โม่เทียนเฉี่ยวตอบอย่างรวดเร็ว 

แม่นางสี่ชื่นชมนักที่นางเป็นเด็กสุภาพ เรียบร้อย สักครู่หนึ่งนางก็เดินเข้าไปในห้องด้านใน ทิ้งให้เด็กสองคนได้พูดคุยกัน 

“เทียนเกอ เจ้าตกจากเก้าอี้ที่ห้องโถงบรรพบุรุษได้อย่างไร พ่อข้าบอกว่าเจ้าทำแผ่นจารึกของบรรพบุรุษแตก”  

โม่เทียนเกออยากจะเล่าถึงสิ่งที่นางเห็น แต่นางก็ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะตอบไปว่า “ข้า...ข้าไม่ได้ระมัดระวังเอง”  

“พอท่านปู่รู้เรื่อง ท่านโกรธมากเลยนะ เด็กผู้หญิงเข้าไปที่โถงบรรพบุรุษ แล้วทำให้แผ่นจารึกของบรรพบุรุษตกแตก! ท่านปู่บอกว่าเป็นการแสดงความไม่เคารพต่อบรรพบุรุษเลย ตอนแรกท่านปู่บอกว่าจะลงโทษเจ้าด้วยนะ แต่ปู่คนอื่นๆ บอกว่าเจ้ายังเด็ก คงรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะฉะนั้นลงโทษไปก็คงเท่านั้น ท่านปู่ก็เลยใจเย็นลง”  

โม่เทียนเกอก้มลงทานข้าวของนางต่อเมื่อนางได้ยินว่าท่านปู่โกรธมากเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะท่านปู่เองก็ไม่ได้ชอบนางกับแม่ นางจึงกลัวท่านมาก 

“แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้ากระแทกที่ตรงไหนตอนตกลงมา ยังเจ็บอยู่หรือไม่”  

“หัวของข้ายังเจ็บอยู่เล็กน้อย ที่เหลือข้าก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” นางรู้สึกสับสนเวลาที่นางพยายามจะนึกถึงแผ่นจารึกของบรรพบุรุษที่นางทำตก “เทียนเฉี่ยว ทำไมผู้หญิงถึงเข้าไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษไม่ได้ ทั้งๆ ที่บรรพบุรุษที่อยู่ที่ชั้นบนสุดเป็นผู้หญิง”  

“หือ เจ้ารู้ได้อย่างไร”  

“ข้า...ข้าเห็นชื่อน่ะ เป็นชื่อของผู้หญิง” นางเคยบอกทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตให้เทียนเฉี่ยวฟัง อย่างไรก็ตาม นางรู้สึกว่า นางไม่ควรบอกให้คนอื่นฟังเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนาง โดยเฉพาะเมื่อวิญญาณนั้นบอกว่าไม่สามารถช่วยแม่ของนางได้ เพราะนางไม่ต้องการให้แม่รับรู้เรื่องนี้ 

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ไว้ข้าจะลองถามท่านปู่ดูเมื่อข้ากลับถึงบ้าน”  

“ช่างเถอะ เจ้าไม่ต้องถามหรอก เดี๋ยวท่านปู่จะโกรธข้าขึ้นมาอีก”  

โม่เทียนเฉี่ยวฉุกคิด แล้วก็คิดว่าถูกของโม่เทียนเกอ นางจึงเปลี่ยนเรื่องและถามต่อว่า “เมื่อไหร่เจ้าจะกลับไปที่โรงเรียนหรือ”  

“ตอนนี้ข้าก็ดีขึ้นแล้ว คิดว่าจะกลับไปที่โรงเรียนพรุ่งนี้”  

“ดีเลย! ข้ามีของที่น่าสนใจอยู่ เดี๋ยวข้าจะเอาไปที่โรงเรียนพรุ่งนี้ แล้วเรามาเล่นด้วยกันนะ”  

“ตกลง”  

ในช่วงบ่าย กู๋อาวั่งที่อยู่ข้างบ้านก็ได้ไปเมืองข้างเคียงและพาหมอมาที่บ้านของเทียนเกอ หลังจากตรวจร่างกาย และจับชีพจรของโม่เทียนเกอแล้ว ท่านหมอก็บอกว่านางไม่ต้องทานยาอะไร นางดูแข็งแรง และสุขภาพดี 

แม่นางสี่รู้สึกโล่งใจในทันที นางรีบเข้าไปในครัวเพื่อผัดผักปรุงเต้าหู้กับเตรียมต้มขาหมูที่นางขอให้ซ้ออาวั่งช่วยซื้อมาให้จากร้านขายเนื้อในหมู่บ้าน 

โม่เทียนเกอรู้สึกหิวขึ้นมาอีกครั้งครั้นเห็นกับข้าวพวกนี้ เป็นโอกาสหายากที่จะได้ทานเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลาในครอบครัวของนาง ไม่ต้องพูดถึงอาหารอร่อยจานอื่นๆ เลย 

แม่นางสี่แบ่งต้มขาหมู และจัดแจงให้โม่เทียนเกอนำไปให้เพื่อนบ้านข้างๆ  

หลังจากที่ทั้งสองแม่ลูกทานข้าวเสร็จ ทั้งสองก็ต่างแยกย้ายกันเข้านอนเพื่อพักผ่อน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว