facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 3-2 บรรพบุรุษแห่งตระกูลโม่

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-2 บรรพบุรุษแห่งตระกูลโม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2563 13:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-2 บรรพบุรุษแห่งตระกูลโม่
แบบอักษร

“นั่นก็…” นางไม่เคยเจอบิดาเลย ความจริงแล้ว นางก็อยากจะรู้ว่าพ่อของนางหน้าตาเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามนางไม่เคยจะถามออกไปด้วยกลัวว่าจะทำให้แม่ของนางเจ็บปวด 

จิตวิญญาณแห่งบรรพบุรุษสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงพูดต่อไปอย่างเคร่งขรึมโดยไม่รอคำตอบของโม่เทียนเกอ “ข้าเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของจิตสัมผัส และเนี่องจากกำแพงอาคมได้ถูกทำลายลง ข้าจึงไม่สามารถคงอยู่ได้นานนัก เด็กน้อย เจ้าจงฟังข้า...เจ้าจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้เมื่อเจ้าโตขึ้น”  

“หลายพันปีก่อน ข้าเป็นผู้ฝึกตนจากอวิ๋นจง… อวิ๋นจงเป็นชื่อของเทือกเขาแห่งหนึ่งทางใต้ของขั้วท้องฟ้า เจ้าจะต้องผ่านเทือกเขาคุนอู๋ และข้ามทะเลใต้เพื่อไปให้ถึงอวิ๋นจง ตอนที่ข้ายังเป็นเด็ก ข้าพบว่าข้าเป็นผู้ครอบครองรากวิญญาณ และยังมีปราณหยินบริสุทธิ์ที่หายากยิ่งนักอยู่ภายใน ด้วยเหตุนี้เอง ข้าจึงถูกรับเข้าร่วมในสำนักตานสยาตั้งแต่ยังเด็กๆ  

“ข้าได้รับรากวิญญาณสองธาตุและพลังปราณหยินก็จริง กระนั้นความก้าวหน้าในการฝึกตนของข้าก็ไม่ได้ย่ำแย่และแตกต่างจากผู้ที่มีรากวิญญาณเดียวมากนัก ในเวลานั้นข้าอายุได้ร้อยปี สามารถรวบรวมขุมพลังได้ ตอนแรกข้าคิดว่าอนาคตการฝึกตนของข้านั้นจะไม่มีขีดจำกัด แต่ข้าไม่ได้รู้อะไรเลย ท่านอาจารย์ลุงในระดับจิตวิญญาณใหม่ในสำนักท่านหนึ่งได้หมายปองร่างกายข้าตั้งแต่ที่ข้าเข้าร่วมสำนัก เขาตัดสินใจว่า ถ้าข้าสามารถไปถึงดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลังได้เมื่อไหร่ ข้าจะต้องฝึกตนร่วมสัมพันธ์ [4] กับผู้ที่เด็กกว่าในสายเลือดของเขา”  

โม่เทียนเกอไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่นางพูดนัก นางเข้าใจได้เพียงแค่น้ำเสียงของโม่เหยาชิงที่ดูเศร้าหมองในตอนแรกก่อนกลับดูเหมือนโกรธแค้นในตอนท้าย 

เสียงที่เล่าอยู่นั้นเงียบลงเพื่อสงบอารมณ์ก่อนจะเล่าต่อ “ข้ารีบพาตัวเองหนีออกจากสำนักตานสยาด้วยความยากลำบากและได้กลายเป็นผู้ฝึกตนเดี่ยว [5] หลังจากผ่านประสบการณ์หลายๆ อย่าง ข้าได้เรียนรู้ที่จะเป็นคนโหดเหี้ยม ทุกๆ ครั้งที่มีผู้ฝึกตนปรารถนาในตัวข้า ข้าจะสูบดึงพลังความสามารถออกมาจากตัวพวกเขาทั้งหมดจนข้ากลายเป็นที่รู้จักทีละน้อย พวกเขาขนานนามให้ข้าว่า ‘นางมารจินหลิง’  

“หลังจากที่ข้ารวบรวมการสร้างจิตวิญญาณใหม่ได้แล้ว ข้าก็ท่องไปรอบๆ ขั้วแห่งท้องฟ้า น่าเสียดายที่ข้าติดอยู่ในวังวนขั้นกลางของดินแดนการกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณ และด้วยเหตุนั้นเอง ข้าจึงต้องทิ้งร่างกายของข้าให้ตายในรูปแบบของการเข้าฌานและผนึกส่วนความรู้สึกนึกคิดจิตสัมผัสนี้ลงไว้ในแผ่นจารึก รอให้ลูกหลานของข้าทำลายกำแพงอาคมเข้ามาเพื่อที่ข้าจะได้ส่งมอบศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์ให้ 

“ศาสตร์แห่งซู่หนี่ว์คือหลักในการฝึกตนลับของท่านอาจารย์ประจำสำนักของข้าก่อนหน้านี้ ซึ่งก็คือสำนักตานสยานั่นเอง มีเพียงหญิงผู้มีร่างกายที่เปี่ยมด้วยพลังปราณหยินบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะสามารถฝึกตนด้วยวิธีนี้ได้ กล่าวกันว่าวิถีการฝึกตนเช่นนี้มีส่วนประกอบที่จะช่วยให้เข้าถึงดินแดนแห่งเทพได้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ฉบับที่ข้าถือครองอยู่สอนถึงเพียงการเข้าสู่ดินแดนการกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณเท่านั้น ในอนาคตหากเจ้าประสบความสำเร็จในการฝึกตน เจ้าจะสามารถไปที่อวิ๋นจงเพื่อตามหาส่วนที่ขาดหายไปได้ อย่างไรก็ตาม…” นางถอนหายใจและกล่าวต่อ “เมื่อพิจารณาถึงรากวิญญาณของเจ้าแล้วนั้น หากเจ้าไม่สามารถได้มาซึ่งหลักการฝึกตนจากบรรพบุรุษอีกคนของเจ้า ข้าเกรงว่าการฝึกตนของเจ้านั้นจะผ่านไปได้ช้า และจะเป็นเรื่องยากลำบากมากที่เจ้าจะผ่านเข้าไปสู่ดินแดนการกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณ หากขาดซึ่งวิถีในการฝึกตน รากวิญญาณดั้งเดิมก็จะเป็นเพียงแค่ของไร้ประโยชน์”  

“ก่อนที่ข้าจะมอบวิถีการฝึกตนให้กับเจ้า ข้าจะให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการฝึกตนก่อน อย่างแรก มีคนที่เป็นผู้ครอบครองรากวิญญาณอยู่ในกลุ่มมนุษย์ คนพวกนี้ดูดซับพลังจิตวิญญาณบนโลก โคจรพลังนั้นไปรอบเส้นลมปราณแล้วเก็บไว้ที่ตานเถียน [6] ทำให้พวกเขาได้รับพลังที่เหนือธรรมชาติในท้ายที่สุด และนั่นคือความหมายของการฝึกตน ในกระบวนการฝึกตนนั้น พวกเขาจะต้องชำระร่างกาย รวมถึงไขกระดูกส่วนต่างๆ ภายในร่าง ขจัดสิ่งสกปรก สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ทางโลกออกจากตัวเพื่อให้เข้าใกล้พื้นฐานของการเป็นเซียน เมื่อการฝึกตนของเขาเหล่านั้นถึงจุดสูงสุด พวกเขาก็จะกลายเป็นเซียนในทันที 

“การฝึกตนในโลกของเรานั้นสามารถก้าวไปได้เพียงแค่ดินแดนแห่งเทพเท่านั้น แต่จนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถก้าวเข้าไปสู่การเป็นเทพได้ วันหนึ่งเมื่อเจ้าเข้าถึงดินแดนการกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณ ความสามารถในการขยายความรู้ของเจ้าจะเหมือนกับข้า ตอนนี้ข้าให้เพียงแค่ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการฝึกตน ในอนาคต หากเจ้าประสบความสำเร็จในการฝึกตน เจ้าก็จะสามารถเรียนรู้เรื่องที่เหลือได้ด้วยตัวของเจ้าเอง 

“โลกที่เราอยู่อาศัยนั้นอยู่ในเขตแดนแห่งความตาย หรือรู้จักกันอีกชื่อว่า พิภพแห่งมนุษย์ ระดับการฝึกตนของพวกเรานั้นสามารถแบ่งได้ห้าดินแดนใหญ่ การซึมซับพลังทางจิตวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย และเก็บเอาไว้ที่ตานเถียน คือการฝึกตนในขั้นต้น และเป็นที่รู้จักในชื่อ ดินแดนแห่งการหลอมรวมพลังวิญญาณ เมื่อพลังที่อยู่ในตานเถียนเพิ่มถึงระดับหนึ่ง จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น พลังจะถูกบีบอัดให้กลายเป็นรูปแบบของของเหลว นี่คือดินแดนระดับที่สอง หรือก็คือดินแดนการสร้างฐานพลัง ซึ่งการซึมซับของพลังทางจิตวิญญาณจะเกิดขึ้นหลังระดับนี้ เมื่อปริมาณของเหลวทางจิตวิญญาณไหลเวียนมากพอ จะเกิดการบีบอัดอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นขุมพลัง ซึ่งก็คือดินแดนระดับที่สามหรือที่เรียกว่า การก่อเกิดแก่นขุมพลัง เมื่อใครก็ตามที่มาถึงขั้นสูงสุดของดินแดนการก่อเกิดแก่นขุมพลัง พลังวิญญาณภายในร่างกายจะถึงจุดสูงสุดด้วยเช่นกัน และการฝึกตนจะไม่สามารถฝึกต่อได้ การที่จะฝึกตนต่อได้นั้น จะต้องควบรวมจิตวิญญาณขั้นต้นเข้ากับขุมพลังเพื่อแปลงให้เกิดเป็นจิตวิญญาณใหม่ หรือที่เรียกดินแดนนี้ว่า การกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณนั่นเอง 

“ตอนนี้มีมนุษย์เพียงไม่กี่คนที่สามารถฝึกฝนตนเองจนขึ้นมาถึงดินแดนการกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณได้ ผู้ฝึกตนระดับการกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณนั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทำให้พวกเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นเซียนบนโลกมนุษย์เช่นกัน ดินแดนระดับสุดท้ายนั้นเรียกว่า ดินแดนแห่งเทพ การที่จะไปให้ถึงจุดนั้น จิตวิญญาณขั้นต้นจะต้องได้รับการฝึกตนจนถึงจุดสูงสุด จะต้องฝึกไปจนถึงจุดที่ไม่สามารถถูกทำร้ายจากคาถาอาคมต่างๆ ได้ ผู้ที่ไปถึงดินแดนนี้มีน้อยมากในช่วงอายุที่ผ่านมา แม้กระทั่งข้า ข้าเองก็ไม่สามารถฝึกตนต่อได้ ได้แต่ติดอยู่ในดินแดนการกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณเท่านั้น”  

ความทุกข์ใจอย่างมากบ่งบอกได้อย่างชัดเจนจากน้ำเสียง ถึงแม้ว่าโม่เทียนเกอจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำพูดนางเท่าไหร่นัก แต่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงความโดดเดี่ยว อ้างว้าง จากน้ำเสียงนั้น 

“วันหนึ่ง หากเจ้าตัดสินใจที่จะทิ้งชีวิตในโลกของมนุษย์ฆราวาสและเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนเพื่อเป็นเซียน พึงระลึกเอาไว้เสมอว่าระดับความแตกต่างเล็กๆ ในแต่ละดินแดน เช่นในระดับแรกและระดับหลังๆ ของดินแดนเดียวกันนั้นมีมากมายมหาศาล นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงความแตกต่างในแต่ละดินแดนใหญ่เลย เจ้าจะต้องไม่ไปท้าทายหรือยุยงผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับเหนือกว่าเจ้า เส้นทางในการเป็นผู้ฝึกตนนั้นแสนยากเข็ญและอันตราย แม้ผู้ฝึกตนจะกลัวว่ากรรมที่ก่ออาจทำให้กลายเป็นปีศาจ จึงไม่กล้าที่จะทำบาปโดยการฆ่าอย่างไร้ซึ่งเหตุผลหรือไม่เที่ยงธรรม แต่พวกเขาก็จะทำทุกอย่างหากพวกเขาถูกชักจูงจากแรงกระตุ้นที่รุนแรงเหล่านั้น 

“ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังเป็นผู้ครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ สตรีผู้ฝึกตนที่มีร่างปราณหยินบริสุทธิ์นี้หาได้ยากยิ่ง สำหรับผู้ฝึกตนชายแล้ว การได้ฝึกตนร่วมสัมพันธ์จะก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย เมื่อมีหญิงที่ครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ปรากฏตัว ชายผู้ฝึกตนทั้งหลายจะต่อสู้เพื่อช่วงชิงนางมา และเป็นเพราะเหตุนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ข้าจึงต้องพยายามฝึกฝนอย่างหนักเพื่อปกป้องตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัย…”  

หลังจากที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้แล้ว เสียงนั้นก็ถอนหายใจและเริ่มอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน จากนั้นจึงพูดต่อว่า “ข้ากำลังจะสูญสลายไปแล้ว ข้าจะขอส่งมอบวิถีการฝึกตนให้แก่เจ้า น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถส่งมอบสิ่งที่ข้าถือครองในช่วงเวลาที่ผ่านมาแก่เจ้าได้ หากแต่เมื่อเจ้าฝึกตนได้มากพอ เจ้าจะได้พบกับอาวุธที่เหมาะสม และเมื่อเจ้าประสบความสำเร็จในการฝึกฝนแล้ว เจ้าจะสามารถไปค้นหาสิ่งของ หรืออาวุธที่ข้ารวบรวมเอาไปซ่อนไว้เมื่อหลายปีก่อนได้”  

โม่เทียนเกอสับสนกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ในขณะนั้น ก็ได้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นที่ศีรษะนาง ทันใดนั้น เรื่องราวต่างๆ มากมายจนนับไม่ถ้วนก็ไหลเข้าสู่จิตใจนาง 

“จงจำเอาไว้ ผู้ฝึกตนหญิงที่ถือครองปราณหยินบริสุทธิ์คือร่างเตาหลอม [7] ที่ผู้ฝึกตนชาย ปรารถนาอย่างมาก หากเจ้าไม่อาจซ่อนสิ่งที่เจ้าถือครองอยู่ได้ เจ้าก็จะไม่สามารถก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนได้อย่างแน่นอน!”  

 

------ 

[4] ฝึกตนร่วมสัมพันธ์ การฝึกตนโดยมีการร่วมเพศเกิดขึ้น 

[5] ผู้ฝึกตนเดี่ยว ผู้ฝึกตนที่ไม่เข้าร่วม (หรือไม่ข้องเกี่ยว) กับกลุ่มการฝึกตน โรงเรียน หรือสำนักใดๆ พวกเขามักจะท่องเที่ยวไปรอบเพื่อค้นหาแหล่งทรัพยากรและโอกาสต่างๆ  

[6] ตานเถียน จุดภายในร่างกายของคนซึ่งพลังวิญญาณถูกกักเก็บไว้ คำว่าตานเถียน ถ้าใช้แค่ตัวของมันเองจะหมายถึงแกนกลางร่างกายช่วงล่าง ซึ่งถือว่าเป็นฐานของการยืน การหายใจ และการตระหนักรู้ถึงร่างกายในชี่กง ศิลปะการต่อสู้ของจีน และศิลปะการต่อสู้อื่นๆ แกนกลางร่างกายช่วงล่างถูกบรรยายว่าเป็น “เหมือนกับรากของต้นไม้แห่งชีวิต”  

[7] ร่างเตาหลอม เกี่ยวเนื่องกับการฝึกตนร่วมสัมพันธ์ ถ้าในการฝึกตนร่วมสัมพันธ์ ทั้งสองฝ่ายต่างได้ประโยชน์ทั้งคู่ มีกรณีที่ผู้ฝึกตนฝึกโดยมีเพศสัมพันธ์กันแต่ตัวเองได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว คู่ (หรือพูดให้ถูกก็คือเหยื่อ) มักจะสูญเสียสสารหรือพลังวิญญาณจนเหือดแห้งไป และจะถูกเรียกว่าร่างเตาหลอม 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว