facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะครอบครองร่างปราณหยินบริสุทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญชายล้วนปรารถนา นางจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางผู้ฝึกตนนี้

ตอนที่ 1 หมู่บ้านแห่งตระกูลโม่

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 หมู่บ้านแห่งตระกูลโม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2564 11:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 หมู่บ้านแห่งตระกูลโม่
แบบอักษร

ประกาศหยุดการเผยแพร่นิยาย 

ทีมงานมีความเสียใจที่ต้องแจ้งให้แฟนนักอ่านทราบว่า นิยายเรื่อง “ลำนำสตรียอดเซียน” จะยุติการแปลและอัปเดตตอนใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2564 เป็นต้นไป เนื่องจากสิ้นสุดระยะสัญญาที่ตกลงไว้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ 

เราพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหาทางออกร่วมกับเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่เมื่อพิจารณาจากยอดขายที่ผ่านมาแล้ว ทางเจ้าของลิขสิทธิ์ยังคงยืนยันที่จะปฏิเสธไม่ต่อสัญญานิยายเรื่องนี้กับเรา ทีมบรรณาธิการและนักแปลเองก็ลำบากใจเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยุติการแปลแต่เพียงเท่านี้ 

ขอบคุณทุกกำลังใจและคำติชมจากผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามนิยายเรื่องนี้มาโดยตลอด 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะให้การสนับสนุนนักแปลและนิยายถูกลิขสิทธิ์ของเราต่อไป 

และเตรียมพบกับกองทัพนิยายแปลมาใหม่ ที่เราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้อ่านกันอย่างจุใจ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน! 

Ink Stone Thailand 

https://www.facebook.com/InkStoneThailand​​​​​​ 

 

อาทิตย์ทอแสงจากทางทิศตะวันออก พร้อมเสียงไก่ขันแจ้วยามเช้า บ่งบอกถึงการเริ่มต้นวันใหม่ในพื้นที่ไร่นาสวนแห่งนี้ 

ผู้คนตื่นจากหลับใหล หญิงแต่ละบ้านเริ่มจัดเตรียมหุงหาอาหาร ชายก็จัดการหาบน้ำมาตุนไว้ที่บ้าน ไม่ก็จัดเตรียมอุปกรณ์ทำสวนต่างๆ ไว้ ก่อนจะร่วมกินข้าวเช้า และเริ่มต้นทำงานในวันนี้ 

หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของเมืองเหลียนเฉิง แคว้นจิ้น มีประชากรอยู่เพียงแค่สามร้อยสี่ร้อยคนเท่านั้น ทว่าทุกคนในหมู่บ้านนี้ต่างใช้แซ่เดียวกัน ซึ่งก็คือที่มาของชื่อหมู่บ้าน เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า “หมู่บ้านตระกูลโม่”  

บ้านหลายๆ หลังปลูกสร้างอย่างไม่เป็นระเบียบ กระจัดกระจายอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ณ ลานแห่งหนึ่งมีบ้านอิฐมองเห็นได้อย่างสะดุดตา ด้วยวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นดีกว่าบ้านหลังอื่นมากนัก หลังคามุงกระเบื้องหนา ผนังอิฐเรียงต่อกันเป็นระเบียบ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ได้สร้างจากหลักวิธีการดั้งเดิมของคนในหมู่บ้านนี้ แค่รั้วกั้นบริเวณบ้านก็แตกต่างอย่างชัดเจน เพราะรั้วบ้านดินหลังอื่นๆ ล้วนทำด้วยกิ่งไม้กับหวายสาน แต่หลังนี้สร้างด้วยไม้ไผ่เรียงรายกันอย่างพิถีพิถัน 

กระนั้นก็ตาม สภาพบ้านหลังนี้ดูผุพังกว่าหลังอื่น กระเบื้องหลังคาที่แตกหักไม่ได้รับการซ่อมแซม รั้วด้านหนึ่งพังไร้ซึ่งการดูแล พืชสวนที่ปลูกทิ้งไว้ก็รกรุงรังพัลวันพัลเก  

ขณะนั้นเอง ประตูบ้านในสวนเล็กๆ นั้นก็เปิดออก เด็กหญิงผมเปียตัวเล็ก ผิวพรรณผุดผ่อง ก็วิ่งออกมา นางอายุอานามราวเจ็ดขวบ เป็นเด็กหญิงร่างผอมจนเหมือนขาดสารอาหาร แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าล้าสมัย หากแต่ดูสะอาด และเรียบร้อยเป็นระเบียบ 

นางเปิดประตูคอกไก่ปล่อยไก่ออกมา ก่อนเดินไปที่ครัวข้างบ้าน เพื่อล้างหน้าล้างตาบ้วนปากด้วยน้ำเย็น เสร็จแล้วก็เลิกแขนเสื้อขึ้นเพื่อตักน้ำในโอ่งนำไปซาวข้าว ครั้นแล้วก็หยิบเก้าอี้ตัวเล็กข้างเตา ขึ้นไปยืนบนนั้นเพื่อเทข้าวลงในหม้อ และจุดไฟ 

เมืองเหลียนเฉิงตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นจิ้น สภาพอากาศอุ่นเหมาะแก่การปลูกข้าว ฟางข้าวจึงนำมาใช้แทนฟืน นับว่าโชคดีไปเพราะจะให้เด็กสาวตัวน้อยๆ จะฝ่าฟืนใช้เองก็คงจะเป็นไปไม่ได้  

มินานก็มีเสียงดังมาจากในบ้าน ก่อนหญิงผิวซีดนางหนึ่งจะเดินเข้ามาในครัว 

เด็กหญิงที่กำลังจัดเตรียมทุกอย่างรีบวิ่งเข้าไปหานางทันที “ท่านแม่ ลุกออกมาทำไมเจ้าคะ ไปพักก่อน เดี๋ยวอาหารก็เสร็จแล้ว”  

นางยิ้มพร้อมลูบหัวเด็กน้อย และเอ่ยว่า “เทียนเกอ ตรงนี้ให้แม่จัดการเอง เจ้าควรไปวิ่งเล่นนะ”  

“ไม่!” เด็กน้อยเถียง พร้อมดึงมารดาเข้าไปในบ้าน “ท่านแม่จะเป็ดหวัดเอาได้นะ เดี๋ยวข้าทำเอง”  

“เรื่องแค่นี้เอง…”  

“เรื่องแค่นี้ข้าก็ทำได้ ท่านแม่อยากจะเป็นลม แล้วให้ข้าเป็นห่วงอีกหรือ”  

คำพูดเด็กหญิงทำให้มารดาถึงกับพูดไม่ออก 

เด็กน้อยพูดย้ำอีกครั้ง “ท่านแม่ ไปพักผ่อนก่อนเถอะ...เมื่อแม่หายดีแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องพวกนี้อีกต่อไปแล้ว”  

คำพูดแสนซื่อของเด็กน้อยทำให้หญิงผู้แม่อดยิ้มไม่ได้ ทว่ารอยยิ้มนั้นเจือด้วยความขมขื่น นางพูดด้วยเสียงที่อ่อนนุมลง “งั้นก็ได้จ้ะ แม่จะรีบแข็งแรงให้เร็วที่สุด และจะไม่ทำให้เทียนเกอต้องลำบากอีก 

แสงสีแดงแห่งตะวันเริ่มฉาบอยู่บนท้องฟ้า ข้าวต้มของเด็กน้อยเริ่มสุกส่งกลิ่มหอมหวานอ่อนๆ ไปทั่ว เด็กน้อยปีนขึ้นไปบนเก้าอี้อีกครั้ง ค่อยๆ บรรจงตักข้าวต้มใส่ชามทั้งสองก่อนเดินไปยังโหลที่มุมห้องเพื่อตักผักดองต่างๆ ก่อนทยอยนำทุกอย่างเข้าไปในห้องโถงทีละชุดๆ  

พวกเขามีเพียงข้าวต้มจืดๆ กับผักดองเท่านั้น คนหนึ่งป่วย อีกคนหนึ่งก็เป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทั้งสองจะผอมซีดและดูอ่อนแอ เด็กน้อยกำลังเพลิดเพลินกับการทานข้าวต้มจนไม่ทันได้สังเกตเลยว่า แม่ของนางนั้นดูไม่มีความสุขเลยที่ต้องทนเห็นลูกสาวตัวเล็กๆ ทำงานหนักขนาดนี้ 

ครั้นทานอาหารเช้าเสร็จ มารดาก็ค่อยๆ หวีผมให้ลูกสักพัก แล้วหยิบผ้าพันคอมาคลุมไหล่พร้อมกับบอกว่า “เจ้าจะต้องตั้งใจเรียน และฟังที่อาจารย์สอน”  

“อื้อ! ข้าไปเรียนแล้วนะ”  

ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เด็กน้อยเดินผ่านหยาดน้ำค้างบนผืนหญ้าไปเรื่อยๆ ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านจนถึงโถงบรรพบุรุษที่สืบทอดมายาวนาน บางครั้งคราวเด็กผู้ชายต่างก็พากันวิ่งไปตามทางเดินกันอย่างสนุกสนาน หัวร่อมีความสุข 

เมื่อเห็นนางเดินผ่านมา เด็กชายอายุประมาณสิบขวบก็แอบย่องเดินตามหลังนางมา ได้จังหวะก็วิ่งตัดหน้าพร้อมดึงผมเปียนาง ก่อนจะหัวเราะอย่างสนุกสนาน “โม่เทียนเกอ ผมเปียของเจ้าน่าเกลียดมากเลย เจ้าน่าจะโกนผมทิ้งไปเลยนะ!” แล้วเขาก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วจนนางมองตามไม่ทัน 

“เอาเชือกผูกผมข้าคืนมานะ!” โม่เทียนเกอตะโกนไล่หลังเด็กผู้ชายอย่างเกรี้ยวกราด 

“คืนให้เจ้าหรือ” เด็กชายพูดขึ้นพร้อมกับยักคิ้วทำหน้าตากวนประสาท “ทำไมข้าจะต้องคืนให้เจ้าด้วย เจ้าอยากได้คืน ก็มาเอาไปเองซิ มาเอาไปเร็ว!”  

จะมีเด็กคนไหนที่สามารถต้านทานความกวนประสาทเช่นนี้ได้ โม่เทียนเกอสะบัดผมแล้ววิ่งไล่ตามเด็กชายคนนั้นไปในทันที 

“ฮ่าๆ โง่จริงๆ เลย! ข้าอยู่นี่ไง ตามมาซิ!” เด็กชายทั้งคล่องแคล่วและแข็งแรง เทียบกับนางไม่ได้เลย ที่ทั้งผอมกะหร่องและอ่อนแอ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาทำให้นางยิ่งโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ  

หลังจากวิ่งไล่ตามได้สักพัก โม่เทียนเกอก็เริ่มเหนื่อยหอบ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงดังขึ้นข้างหลังไม่ห่างไกลจากนางมากนัก “ท่านพี่ ทำอะไรของพี่น่ะ” 

ทั้งสองคนหยุดทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น 

เด็กหญิงอายุราวหกถึงแปดขวบรีบวิ่งไปหาทั้งสอง และสังเกตได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นจากผมเปียที่ยุ่งเหยิงของเทียนเกอ “ท่านพี่ ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าแกล้งเทียนเกอ! เอาเชือกผูกผมนางคืนมา!”  

“ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้น” เด็กชายพูดอย่างใจเย็นลงหลังจากที่เกรี้ยวกราดใส่นางเมื่อครู่  

เด็กหญิงผู้เป็นน้องสาวเลิกคิ้วขึ้นแล้วพูด “ยังกล้าเถียงอีกเหรอ! ถ้าท่านพี่ไม่คืน ข้าจะกลับบ้านไปฟ้องท่านพ่อว่าพี่แกล้งน้องสาวตัวเอง!”  

เด็กชายเริ่มแสดงถึงความขมขื่นปนแค้นพร้อมบอกว่า “น้องสาวประสาอะไร ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันด้วยซ้ำ”  

“ปู่ของเราก็คือคนที่เทียนเกอเรียกว่าปู่เหมือนกัน แล้วนางจะไม่ได้เป็นน้องสาวของพวกเราได้อย่างไร ขืนท่านพี่ยังจะเถียงข้าอีก ข้าจะกลับบ้านไปฟ้องพ่อเดี๋ยวนี้เลย!”  

“ก็ได้ๆ ข้าจะคืนให้เจ้าก็ได้ พอใจหรือยัง” เด็กชายพูดพร้อมกับโยนเชือกผูกผมให้กับนาง แล้วเดินจากไป 

เมื่อเขาเดินจากไปแล้ว เทียนเกอก็พูดขึ้นอย่างอ่อนโยน “เทียนเฉี่ยว ขอบคุณเจ้ามาก”  

“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอก” โม่เทียนเฉี่ยวยิ้ม “นั่นความผิดเขา เอ้านี่...ข้าคืนให้!”  

โม่เทียนเกอรับริบบิ้นคืนมาก่อนค่อยๆ มัดเปียของนางให้เหมือนเดิม 

“มานี่ ข้าทำให้” โม่เทียนเฉี่ยวพูดขึ้นหลังจากเห็นเทียนเกอมัดเปียแบบลวกๆ โม่เทียนเฉี่ยวค่อยๆ บรรจงถักเปียให้นางใหม่ เพราะนางสูงกว่า จึงสามารถถักเปียให้เสร็จได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องก้มตัวลงเลย 

หลังจากถักเปียเสร็จโม่เทียนเฉี่ยวก็ค่อยๆ หยิบห่อกระดาษจากกระเป๋า แล้วเปิดออก “เทียนเกอ มากินขนมกัน”  

ในห่อนั้นคือขนมปิ่ง “ขอบคุณนะ” นางตอบกลับ 

โดยปกติแล้ว นางจะชอบทานขนม ไม่ก็ลูกอม แต่เพราะแม่ของนางป่วย ถึงแม้พวกเขาจะไม่เคยอดอยาก แต่ก็ไม่เคยได้ทานอาหารอย่างอื่นเช่นกัน จะได้กินขนมก็ต่อเมื่อเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ไม่ก็เทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่ๆ ที่ครอบครัวของท่านปู่จะซื้อมาให้ ซึ่งนางก็ได้ส่วนแบ่งแค่เพียงน้อยนิดเท่านั้น 

เทียนเฉี่ยวกับเทียนจวิ้นพี่ชาย เป็นลูกๆ ของลุงนาง ซึ่งเทียนเฉี่ยวดูแลนางดีมากๆ และจะชอบแบ่งขนมให้นางอยู่เป็นประจำ 

“มากินด้วยกันเถอะ”  

“อื้อ”  

ทั้งสองคนเดินกินขนมไปเรื่อยๆ จนถึงโถงบรรพบุรุษ 

โรงเรียนของตระกูลโม่ ตั้งอยู่ในอาคารโถงบรรพบุรุษทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน นักปราชญ์เก่าแก่ของหมู่บ้านเป็นผู้สอนการอ่าน ถ่ายทอดมอบความรู้ให้กับเด็กๆ ด้วยว่าเป็นโรงเรียนของตระกูล เด็กๆ ตระกูลโม่จึงสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าเล่าเรียนแต่อย่างใด 

อย่างไรก็ตาม ผู้คนในหมู่บ้านต่างยึดถืออาชีพการทำไร่ทำนามาตั้งแต่สมัยก่อน ส่วนมากเพียงแต่คาดหวังให้ลูกๆ ของพวกเขาเข้าใจคำบางคำที่สำคัญ หรือบวกลบเลขพื้นฐานที่จำเป็นเท่านั้นพอ เด็กๆ ส่วนมากก็จะมาเข้าเรียนในช่วงเช้า และกลับไปช่วยงานครอบครัวช่วงบ่าย มีเพียงแค่เด็กบางคนเท่านั้นที่จะอยู่เรียนต่อ ไม่ได้ไปช่วยงานที่บ้าน เพราะต้องแบกรับความคาดหวังต่างๆ ของครอบครัว 

เด็กหญิงทั้งสองคนเดินเข้าไปในบริเวณโถงบรรพบุรุษที่รายล้อมไปด้วยเด็กๆ กลุ่มอื่นที่นั่งคอยอยู่ เด็กที่อายุน้อยสุดก็ราวๆ หกถึงเจ็ดขวบ ส่วนคนที่อายุมากสุดก็ประมาณสิบสามถึงสิบสี่ปีได้ ซึ่งเด็กทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชาย มีเพียงเด็กน้อยสองคนเท่านั้นที่เป็นผู้หญิง คือโม่เทียนเกอกับโม่เทียนเฉี่ยว 

หลายคนเชื่อว่า ผู้หญิงนั้นเป็นเพศที่ไม่มีความสามารถ ซึ่งโรงเรียนของตระกูลโม่ก็สืบทอดความเชื่อแบบนั้นมาเช่นกัน เป็นเรื่องยากที่จะเห็นเด็กหญิงมาเข้าเรียน เด็กผู้หญิงทั่วไปจะรู้แค่วิธีช่วยงานบ้านเมื่อลืมตาตื่นขึ้น จะมีก็เพียงแค่บางครอบครัวที่เริ่มพัฒนาแล้ว จึงจะส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนเพื่อฝึกทักษะการอ่านเขียน 

นั่นก็คือกรณีของโม่เทียนเฉี่ยว เพราะนางเป็นทายาทสืบสกุลโดยตรงของหัวหน้าตระกูลโม่ การที่นางเป็นหลานสาวของหัวหน้าตระกูล และมีแม่คนเดียวกับหลานชายคนโต ทำให้นางเป็นคนที่มีคุณค่ามากในตระกูล ไม่เพียงแต่ชื่อนางที่ถูกตั้งตามพี่ชายเท่านั้น แต่นางยังถูกส่งไปที่โรงเรียนทันทีพร้อมกับพี่ชายด้วย 

โม่เทียนเฉี่ยวและโม่เทียนเกอล้วนถูกตั้งชื่อตามผู้อาวุโสทั้งคู่ 

แต่โม่เทียนเกอนั้นแตกต่างออกไป 

มารดาโม่เทียนเกอเป็นลูกสาวคนที่สี่ของหัวหน้าตระกูล และเป็นที่รู้จักในนามแม่นางที่สี่ นางไม่ได้เป็นลูกสาวของภรรยาหัวหน้าตระกูลโดยตรง นางเกิดมาอย่างผิดศีลธรรมสมัยที่หัวหน้าตระกูลนั้นยังอยู่ในวัยกำดัด จึงเป็นสาเหตุให้ทุกคนในครอบครัวมองนางอย่างแปลกแยก นางป่วยง่ายตั้งแต่เกิดมา และยังคงเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ เรื่อยมาตลอดทั้งปี ซึ่งยิ่งทำให้คนในครอบครัวปฏิบัติต่อนางอย่างเฉยเมยมากกว่าเดิม 

สิบปีที่แล้ว นักปราชญ์ท่านหนึ่งได้เดินทางมาขอพำนักพักอาศัย ณ หมู่บ้านแห่งนี้โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่เมื่อได้เจอนางสักระยะหนึ่ง นักปราชญ์ก็ได้ขออนุญาตบรรพบุรุษของตระกูลเพื่อแต่งงานกับนาง ด้วยความที่หัวหน้าตระกูลนั้นก็มิได้มีความชอบพอในตัวลูกสาวคนนี้อยู่แล้ว เขายังคิดด้วยซ้ำว่านักปราชญ์ผู้นี้อาจมีความประสงค์ร้ายแฝงอยู่ แต่อย่างไรก็ตามหัวหน้าของตระกูลโม่ก็ได้พูดกับนักปราชญ์ว่า ถ้าจะตบแต่งกับนาง เขาจะต้องเปลี่ยนนามสกุล และสร้างครอบครัวในหมู่บ้านเท่านั้น ใครจะคาดคิดว่านักปราชญ์ผู้นั้นจะยินยอมในข้อตกลง อันเป็นเหตุให้ทั้งสองคนได้ครองคู่สร้างครอบครัวที่หมู่บ้านในฐานะสามีภรรยากันมาอย่างยาวนาน 

เป็นที่น่าเสียดาย ในปีที่สามของการครองคู่ นักปราชญ์ได้ตัดสินใจออกเดินทางไปในที่ไกลแสนไกล และก็ไม่ได้หวนคืนกลับมาอีกเลย ด้วยว่าบิดาโม่เทียนเกอไม่ได้หวนกลับมา โม่เทียนเกอจึงกลายเป็นคนสืบทอดตระกูลเพียงคนเดียวในครอบครัวเล็กๆ ของนาง ซึ่งนางก็ได้ถูกเลี้ยงดูมาให้ประดุจเด็กผู้ชาย ไม่เพียงแต่นามสกุลของนางที่คือ “โม่” แต่ชื่อนางก็ตั้งตามผู้อาวุโสของตระกูลด้วยเช่นกัน 

ณ เวลาปัจจุบัน เมื่อเด็กๆ ในห้องเรียนเริ่มเสียงดัง ก็มีเสียงกระเแอมกระไอเบาๆ ออกมาจากห้องข้างๆ เด็กทุกคนเริ่มเงียบเสียงลง ขณะนั้นชายชรารูปร่างภูมิฐานเครายาวอายุประมาณห้าสิบก็ได้เดินออกมาจากห้องนั้น 

ครั้นเห็นว่าเด็กนักเรียนแต่ละคนนั่งกันอย่างเรียบร้อย ไม่ส่งเสียงดังโหวกเหวกกันอีกต่อไป อาจารย์ผู้เฒ่าก็ค่อยๆ พยักหน้าอย่างพึงพอใจ พร้อมหยิบหนังสือที่อยู่บนโต๊ะ แล้วถามนักเรียนว่า “พวกเจ้าจำหลักประพฤติปฏิบัติตัวในช่วงแรกที่เรียนไปเมื่อวานได้หรือไม่”  

ห้องเรียนมีแต่ความเงียบสงัดขึ้นมาทันที เด็กๆ เหล่านี้มาโรงเรียนเพื่อที่จะฝึกการอ่านเท่านั้น หากได้รู้จักคำสักสิบคำ และจำคำเหล่านั้นได้ครึ่งหนึ่งก็ถือว่าเก่งมากแล้ว แล้วพวกเขาจะจำจากในหนังสือนั้นได้อย่างไร 

อาจารย์ผู้เฒ่าขมวดคิ้วแล้วเริ่มเรียกชื่อนักเรียนแต่ละคน “โม่เทียนจวิ้น ท่องให้ข้าฟังหน่อยซิ!”  

โม่เทียนจวิ้นยู่หน้าแล้วรีบยืนขึ้นในทันที ไม่เหลือคราบความเย่อหยิ่งหรือกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างตอนที่เขาแกล้งโม่เทียนเกออีกเลย 

เขาค่อยๆ ท่องออกมาอย่างตะกุกตะกัก “เวลาพ่อแม่เรียกต้องขานรับโดยทันที เวลาพ่อแม่สั่งต้องอย่าขี้เกียจ เวลาพ่อแม่สอนจะต้อง...เคารพและปฏิบัติตาม เวลาพ่อแม่ดุด่าว่ากล่าวจะต้องเชื่อฟัง ไม่ขัดขืน…”  

“ถูกต้อง ว่าต่อไป” อาจารย์ผู้เฒ่าพูดพร้อมพยักหน้า 

“เตรียมเตียงอุ่นๆ ให้พ่อแม่ในฤดูร้อน พัดให้ท่านเย็นในฤดูหนาว สวัสดีทักทายผู้เฒ่าในตอนเช้า รอให้ท่านทั้งหลายหลับใหลในตอนกลางคืน ยามออกไปนอกบ้านต้องบอกพ่อแม่ ยามกลับถึงบ้านต้อง...ต้อง…” เขาหยุดอย่างกระวนกระวายเมื่อท่องมาถึงส่วนนี้ พยายามคิดอย่างหนักหน่วง แต่กระนั้นก็จำข้อความที่เหลือต่อจากนี้ไม่ได้ 

เขาค่อยๆ เงยหน้าชำเลืองมองอาจารย์ผู้เฒ่า ครั้นเห็นว่าท่านทำท่าทางเคร่งขรึมน่ากลัว ก็รีบก้มหน้าลงในทันที 

ฮึ่ม! ” อาจารย์ผู้เฒ่าถอนหายใจอย่างฉุนเฉียว “เมื่อคืนเจ้ามัวทำอะไรอยู่ ทำไมถึงท่องได้แค่นี้” 

โม่เทียนจวิ้น ไม่กล้าแม้แต่จะตอบออกไป 

“เอามือมา!”  

เมื่อได้ยินเช่นนั้นโม่เทียนจวิ้นก็ทำหน้าเหยเกขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่กล้าที่จะขัดขืนท่านอาจารย์ ได้เพียงแต่ก้าวออกมาด้านหน้า แล้วค่อยๆ ยื่นแขนซ้ายของเขาออกไป 

มือที่ผอมของอาจารย์ผู้เฒ่าถือไม้บรรทัด ตีเบาๆ ลงไปที่มืออีกข้างของเขาเอง โม่เทียนจวิ้นได้เบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองแม้แต่น้อย 

ไม้บรรทัดยกขึ้นอย่างสูงเพียะ! ” เสียงไม้บรรทัดที่กระทบกับฝ่ามือดังจนเด็กๆ ในห้องคนอื่นๆ ไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย กลัวว่าจะถูกเรียกเป็นคนต่อไป 

ฝ่ามือโม่เทียนจวิ้นแดงเป็นปื้นหลังจากโดนตีไปทั้งหมดห้าครั้ง ท่านอาจารย์วางไม้บรรทัดลง “คนต่อไป! โม่เทียนเวย!”  

“ขอรับ” เด็กชายขานรับพร้อมลุกขึ้นยืน แล้วท่อง “เวลาพ่อแม่เรียกต้องขานรับโดยทันที ห้ามช้า เวลาพ่อแม่สั่งต้องอย่าขี้เกียจ เวลาพ่อแม่สอนจะต้อง...เคารพและปฏิบัติตาม เวลาพ่อแม่ดุด่าว่ากล่าวจะต้องเชื่อฟัง ไม่ขัดขืน…”  

เขาท่องทั้งหมดด้วยความยากลำบาก ในที่สุดอาจารย์ผู้เฒ่าก็เลิกขมวดคิ้ว แล้วสั่ง “กลับไปท่องใหม่ให้คล่องที่บ้าน คนต่อไป!”  

เทียนเฉี่ยวเริ่มมองดูไปรอบๆ จนโม่เทียนเกอต้องกระซิบถาม “เทียนเฉี่ยว เจ้าเป็นอะไร”  

โม่เทียนเฉี่ยว ทำหน้าเคร่งเครียดกระซิบกลับ “ข้าจำไม่ได้เลย ข้าไม่มั่นใจว่าจะท่องได้จนจบ”  

“รีบจำเร็ว ยังพอมีเวลา”  

“จริงซีนะ” โม่เทียนเฉี่ยวรีบเปิดหนังสือของนาง แล้วท่องในใจเงียบๆ  

“โม่เทียนเกอ”  

“เจ้าค่ะอาจารย์” โม่เทียนเกอรีบตอบพร้อมลุกขึ้นยืน 

นางคิดในใจสักพักก่อนจะเริ่มท่องออกไป “เวลาพ่อแม่เรียกต้องขานรับโดยทันที ห้ามช้า เวลาพ่อแม่สั่งต้องอย่าขี้เกียจ เวลาพ่อแม่สอนจะต้องเคารพและปฏิบัติตาม เวลาพ่อแม่ดุด่าว่ากล่าวจะต้องเชื่อฟัง ไม่ขัดขืน เตรียมเตียงอุ่นให้พ่อแม่ในฤดูหนาว พัดให้ท่านเย็นในฤดูร้อน สวัสดีทักทายผู้เฒ่าในตอนเช้า รอให้ท่านหลับใหลในตอนกลางคืน ยามออกไปข้างนอกต้องบอกพ่อแม่ ยามกลับถึงบ้านทักทายท่านต่อหน้า เมื่ออยู่ที่ไหนแล้วควรอยู่อย่างถาวร ไม่ควรเปลี่ยนงานบ่อยๆ ...”  

“การไว้ทุกข์ควรไว้สามปี แสดงความเคารพต่อผู้ล่วงลับทุกวัน ระลึกถึงบุญคุณพ่อแม่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะยามกินหรือยามดื่ม งานศพพ่อแม่จะต้องจัดตามธรรมเนียมประเพณี เสียสละเพื่อพ่อแม่ด้วยความจริงใจ ประพฤติปฎิบัติต่อพ่อแม่ที่ล่วงลับแล้วให้เหมือนกับตอนที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่”  

รอยยิ้มบางๆ เกิดขึ้นบนใบหน้าอาจารย์ผู้เฒ่า “ดีมาก! เจ้าท่องได้ดีมาก! วันนี้เจ้าน่าจะเริ่มอ่าน ‘หน้าที่ของน้องชาย’ ได้แล้ว”  

“เจ้าค่ะอาจารย์”  

นางถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วเปิดหนังสือของนางเพื่ออ่านบทถัดไป 

ถึงแม้ว่าเด็กๆ ในตระกูลโม่จะไม่ได้สนใจว่าตนจะเก่ง หรือย่ำแย่ในการเรียน แต่เพราะอาจารย์ผู้เฒ่านั้นเป็นนักปราชญ์ ท่านจึงเข้มงวดในทุกๆ บทเรียน จะได้รับคำสรรเสริญเยินยอจากท่านนั้นมิใช่เรื่องง่าย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว