email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 ลักพา (1)

ชื่อตอน : บทที่ 2 ลักพา (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 274

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2563 18:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ลักพา (1)
แบบอักษร

บทที่ 2 

 

 

 

หว่านเถียนคิดได้ก็ไม่รอช้ามุ่งหน้าออกจากบ้านด้วยความฮึกเหิม พุ่งไปเช่ารถม้าเดินทางไปยังอารามชีช่านอัน

 

 

อารามชีช่านอันนั้นโด่งดังอีกทั้งยังเลื่องลือมักมีตระกูลใหญ่และคหบดีที่ร่ำรวยแวะเวียนไปไม่ขาด ยามที่หว่านเถียนกำลังเดินทางไปนั้นก็มีเหตุร้ายมากมายเช่นเดิม ทั้งล้อรถม้าติดหล่ม ทั้งม้าดื้อรั้น อีกทั้งยังเพลาหัก ไม่นับเส้นทางขรุขระจนทำให้หัวนางแทบกระเด้งกระดอนไปโขกติดกับเพดานรถม้า

 

 

แต่ด้วยนางที่คิดการรอบคอบจึงได้บอกคนขับรถม้าให้เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างมาเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้แต่แรกคนขับรถม้าจะงุนงงแต่เมื่อนางยืนกรานอีกทั้งยังเพิ่มเงินให้เขาก็ทำตามที่นางบอกอย่างว่าง่าย เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจริงๆ คนขับรถม้าจึงแทบจะกราบไหว้ดังนางเป็นผู้วิเศษที่สามารถมองเห็นอนาคตได้

 

 

ยามที่นางมาถึงอารามชีก็ต้องนิ่งค้างไปอีกครา มองดูสาวใช้จับจูงเหล่าฮูหยินและคุณหนูผู้คนคลาคล่ำเนื่องแน่น กะพริบตาปริบๆ ทำใจมาไว้ก่อนแล้วว่าชื่อเสียงโด่งดังของอารามผู้คนก็คงแวะเวียนไม่ขาด แต่นึกไม่ถึงว่าจะเยอะเพียงนี้...

 

 

“โอ้ย!”

 

 

หว่านเถียนร้องออกมาเบาๆ สะดุ้งโหยงเล็กน้อยเมื่อเท้านางโดนใครสักคนเหยียบ หันซ้ายมองขวาก็รู้สึกว่าตนเองเป็นจอกแหนที่ลอยตามน้ำ ได้แต่เดินไปตามผู้คนที่เบียดเสียดอยู่รอบด้านโดยไม่อาจต่อต้านหรือขัดขืน ได้แต่เดินตามเหล่าสตรีที่เบียดกันจนแทบจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกันไปอย่างงุนงง

 

 

ไหลตามผู้คนด้านข้างมาได้พักหนึ่งผู้ที่เบียดเสียดหนาแน่นก็เริ่มเบาบางลงเมื่อพวกนางพากันเบี่ยงเดินไปอีกทาง จนสามารถทำให้หว่านเถียนสามารถหลุดมาได้ นางเดินแยกออกมาอีกทางด้วยความจนใจ เกาหัวแกรกๆ ถอนหายใจยาวออกมา นางคิดจะหาแม่ชีสักรูปเพื่อถามไถ่ดวงชะตาหรืออาจจะขับไล่สิ่งชั่วร้าย แต่ดูจากแถวแล้ว วันนี้ก็คงไม่ถึงรอบของนาง...

 

 

นางเหมือนจะสังเกตได้ว่าในยามที่นางอยู่ในอารามความซวยก็ลดลง ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาซวยที่สุดก็โดนเหยียบเท้าเมื่อครู่ หากนางอยู่ที่อารามแล้วความซวยลดลง คงมิใช่ต้องโกนหัวเป็นนางชีกระมัง!

 

 

หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ นางจะหาบุรุษใดกินเต้าหู้กันเล่า ไม่ได้... ไม่ได้ๆ!

 

 

“เจ้านี่เอง”

 

 

หว่านเถียนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย รับรู้ถึงฝ่ามือที่แตะลงที่แผ่นหลัง หันมองนางชีผู้หนึ่งที่กำลังมองตนเองอยู่ด้านข้าง กะพริบตาปริบๆ มองด้วยความงุนงง

 

 

“ยังดีที่รู้ตัวได้เร็ว”

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจได้ในทันที มองนางชีตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เอ่ยรับพร้อมทั้งร้องขอออกมาอย่างรวดเร็ว

 

 

“เจ้าค่ะ ท่านพอจะช่วยปัดเป่าโชคร้ายให้หายไปได้หรือไม่เจ้าคะ”

 

 

“ลิขิตฟ้าไม่อาจเอ่ย แต่หากให้ข้าเดา...เจ้าคงไปแตะถูกอะไรเข้า”

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้ก็นิ่งค้างด้วยความตกตะลึง มองดูนางชีตรงหน้าที่แม้จะมองนางอยู่แต่ดวงตากลับไร้จุดหมาย มองดวงตาของนางชีผู้นี้อยู่นานก็รับรู้ได้ในทันที นางชีผู้นี้... ตาบอด

 

 

จู่ๆ หว่านเถียนก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมา เอ่ยถามอีกคราด้วยน้ำเสียงนอบน้อมมากกว่าเดิม

 

 

“หากท่านไม่อาจเอ่ย แล้วเช่นนั้นพอจะมีวิธีบรรเทาหรือไม่เจ้าคะ”

 

 

นางชียิ้มบางๆ เมื่อสตรีตรงหน้านั้นเปลี่ยนคำถาม ดึงฝ่ามือกลับมาจากแผ่นหลังบาง นับว่าฉลาดเฉลียวเข้าใจความนัยของนาง ถอนหายใจยาวออกมา

 

 

" เป็นอาจารย์วันหนึ่งเท่ากับเป็นบิดาตลอดชีวิต ทั้งชีวิตเขาดีกับเจ้าแต่สำหรับผู้อื่นนั้นก็ไม่แน่ "

 

 

หว่านเถียนนิ่งค้างมองดูนางชีที่เอ่ยวาจาที่นางไม่อาจเข้าใจ เกี่ยวอะไรกับอาจารย์ของนางเล่า เขาตายไปตั้งหลายปีแล้ว

 

 

" เรื่องนี้เป็นลิขิตฟ้า เรื่องที่เจ้าประสบก็เท่ากับชดใช้หนี้ให้เขาก็แล้วกัน "

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้ก็ยังไม่กระจ่าง เขาในที่นี้หมายถึงผู้ใดกัน ไม่ทันให้นางเอ่ยถามสิ่งใดต่อ นางชีที่อยู่ด้านข้างก็เดินห่างออกไปไกลจนไม่อาจเดินตามได้ทัน มองอาภรณ์ขาวเทาของนางชีที่หายลับไปในฝูงชน

 

 

พลันเสียงของนางชีผู้นั้นลอยวนอยู่ข้างหูคล้ายมีคล้ายไม่มี

 

 

" เจ้าเป็นคนดี หากให้ข้าแนะนำเจ้าก็อย่าไปแตะต้อง ' มนุษย์ ' เล่า... "

 

 

แตะต้องหรือ...

 

 

แตะต้อง...

 

 

หว่านเถียนครุ่นคิดถึงวาจาที่กำลังลอยวนอยู่ข้างหูไม่ได้สงสัยกับวาจาแปลกๆ ของนางชีพลันก็เหมือนมีดวงตาเห็นธรรมส่องสว่างวาบขึ้นมา

 

 

ยามที่นางเก็บบุปผาดอกนั้นมาก็ยังไม่โชคร้าย

 

 

ยามที่นางแตะกระดาษแผ่นนั้นก็ยังไม่โชคร้าย

 

 

มีแต่ยามที่นางแตะมือต้าต๋าในยามที่มอบขวดบำรุงให้เท่านั้น... จากนั้นนางก็โชคร้าย...

 

 

หว่านเถียนยามนี้เหมือนรู้สึกว่าวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง แล้วนางจะหาสามีอย่างไร! หอชมบุรุษที่นางมุ่งมั่นจะไปสักคราก็ยังไม่ได้เฉียดกรายเข้าใกล้แม้แต่น้อย! แล้วหากมีคนไข้ที่มาหาต้องห้ามรักษางั้นหรือ! ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยท่าทางท้อแท้ ทั่วร่างห่อเหี่ยวดุจลูกหนังที่ถูกเจาะจนพรุน เดินลากเท้าลงอารามชีไปด้วยจิตใจอันหนักอึ้ง

 

 

 

 

หว่านเถียนขากลับจากอารามก็เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่รู้ว่านางรับเอาไอธรรมะมาด้วยหรือว่าเป็นเพราะโชคร้ายเริ่มเจือจางลงจึงทำให้ตอนที่ลงจากอารามนั้นไม่ได้เกิดเหตุการน่าหวั่นวิกตกดังเช่นคราที่ขึ้นมา

 

 

เมื่อหว่านเถียนกลับมาบ้านโดยปลอดภัยไร้กังวลใจหนึ่งก็ลอบยิ่งดีอีกใจก็ลอบสั่นกลัวว่าเหตุการณ์ที่เงียบสงบยามนี้นั้นจะเป็นดังทะเลที่ไร้คลื่นลมก่อนที่พายุใหญ่จะซัดโหมหรือไม่...

 

 

 

 

ร่างเล็กบางเปิดกระแทกประตูออกเสียงดัง ยืนจังก้าอยู่หน้าห้องนอน ดวงตาคู่งามกวาดมองรอบเรือนด้วยความระแวดระวัง มองดั่งจะค้นหาความผิดปกติ จ้องอยู่นานก็ดูไม่มีอะไรที่น่าตื่นตระหนกเกิดขึ้นจึงถอนหายใจยาวออกมา

 

 

แม้ยามนี้นั้นจะยังดูปลอดภัยแต่ก็ไม่อาจไว้วางใจ นางคิดไว้แล้วพรุ่งนี้นางจะไปสั่งทำปลอกเข่าและปลอกหุ้มศอก อีกทั้งยังให้ป้าหม่าเสริมแผ่นหนังที่ช่วงบั้นท้าย หากวันหน้านางล้มกระแทก ก้นของนางจะได้ไม่เขียวช้ำเป็นจ้ำ เดินมุ่งหน้าไปยังหลังฉากกั้นเพื่อพลัดเปลี่ยนอาภรณ์เตรียมเข้านอน

 

 

สายตาของหว่านเถียนที่กวาดมองทั่วเรือนด้วยความระมัดระวังนั้นทำให้เงาร่างหนึ่งที่แฝงกายอยู่บนขื่อคานลอบแปลกใจ หันมองตามร่างบางที่หายไปหลังฉากกั้นอย่างครุ่นคิด ตนทิ้งร่องรอยไว้หรือไฉนนางถึงได้มีท่าทางเช่นนั้น

 

 

ไม่ทันให้เงาร่างนั้นได้หายสงสัย เสียงโครมครามก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงโอดโอยลั่นเรือน มองดูฉากกั้นไม้ที่ล้มลงกับพื้นใต้ฉากกั้นยังมีแขนขาของสตรีโผล่พ้นออกมา มองดูนางที่สบถด่าออกมาพร้อมกับพลักฉากกั้นออกจากร่างกาย ยังดีที่ไม่ใช่ฉากกั้นที่ทำจากหยก ไม่เช่นนั้นนางคงถูกทับจนแบนไม่ต่างจากเซาปิ่งไปแล้ว

 

 

 

 

หว่านเถียนที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางอันแสนทรหดและต้องเผชิญกับการปวดเนื้อเมื่อยตัว หากคิดในแง่ดีการเผชิญสถาการณ์เช่นนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นการฝึกวิชาหนังทองแดงกระดูกเหล็ก ฝึกความว่องไวและปฎิกิริยาตอบรับได้ทันท่วงที

 

 

คิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ ความง่วงงุนก็เข้าโจมตี สูดลมหายใจเข้าพลิกกายนอนกอดผ้าห่ม เคลิบเคลิ้มกับเตียงอุ่นจนเกือบจะหลับ กลิ่นแปลกๆ ลอยเข้าจมูกจนทำให้หว่านเถียนตื่นขึ้นเต็มตา

 

 

ดวงตาสว่างวาบพร้อมกับใช้แขนเสื้ออุดจมูกทันที เพียงแค่ยื่นหัวออกมานอกเตียง ก็มีอะไรบางอย่างครอบหัวนางจนทำให้ดวงตาไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้ ไม่ทันให้นางได้อ้าปากกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ก็ถูกจิ้มสะกัดจุดจนร่างกายแข็งทื่อ กะกริบตาอยู่หลายคราก็มองเห็นแต่เพียงความมืดมิด อีกทั้งกลิ่นเหม็นของสิ่งที่ครอบหัวนางก็เหม็นอับจนอยากจะอาเจียนออกมา

 

 

ดวงตาคมกริบมองดูร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงก็ไม่รอช้า ดึงผ้าห่มพร้อมมัดสี่มุมเข้าหากันอย่างแน่นหนาจนนางไม่อาจขยับตัว ล้วงเชือกเส้นหนาออกจากอกเสื้อมัดพันธนาการร่างบางเพื่อความแน่นหนา แบกนางขึ้นไหล่ไม่ต่างจากหมูหัน ทะยานกายออกจากบ้านหลังน้อยของนางอย่างรวดเร็ว

 

 

หว่านเถียนยามพอจะรู้ตัวดีว่าถูกลักพาแต่ก็ไม่อาจขัดขืนอะไรได้ สมาธิจดใจกับการควบคุมลมหายใจ พยายามหายใจสั้นๆ เพื่อไม่ให้กลิ่นเหม็นอับนั้นพวยพุ่งเข้าโพรงจมูกนางไปมากกว่านี้

 

 

นางถูกสายลมตีกระทบอีกทั้งอากาศก็เริ่มหนาวเย็นมากขึ้นในยามกลางคืนจนทำให้นางสั่นสะท้าน ผ่านไปครู่ใหญ่ก็รับรู้ได้ว่าความเร็วของคนผู้นี้ค่อยๆ ลดลง แม้สมาธิของนางจะไม่ได้สนใจรอบด้านมากนักแต่เสียงดังร้องเรียกคำว่าพี่ใหญ่ทำให้หว่านเถียนต้องขมวดคิ้ว ไม่ทันให้นางได้ดิ้นรน ร่างกายก็เหมือนจะร่วงหล่นกระแทกสู่พื้นแต่กลับไม่ได้เจ็บดังเสียงที่เกิดขึ้น

 

 

“แก้มัดนางเสีย”

 

 

ยามที่หว่านเถียนเป็นอิสระดวงตาสามารถมองเห็นได้ตามปกติก็หันมองกระสอบป่านดำๆ ก็ย่นหน้า ก่อนจะนึกขึ้นได้เหลือบมองบุรุษหลายคนที่กำลังจับจ้องนางเป็นตาเดียว

 

 

รังโจร...

ความคิดเห็น