ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 02 สาเหตุ

ชื่อตอน : แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 02 สาเหตุ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 169

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2563 17:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 02 สาเหตุ
แบบอักษร

... 

หมายเหตุสำนักพิมพ์ 

 

นวนิยายเรื่องนี้มีการใช้ภาษาปาก ภาษาสแลง และคำหยาบ 

เพื่อความสมจริงตามยุคสมัยที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง 

และเพื่อสะท้อนบุคลิกของตัวละคร 

รวมถึงเพื่อให้ได้อรรถรสทางภาษาเท่านั้น 

ผู้เขียนและสำนักพิมพ์มิได้มีเจตนาด้านลบแต่ประการใด 

... 

 

แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 

蓮洛 (Lien Luo) เหลียนลั่ว : เขียน , จุนซาวัง : แปล , jiaOO : Illust 

เล่มเดียวจบ , มีจำหน่ายรูปแบบ E-book 

(**หมายเหตุ : Romance - Fantasy / โรแมนติก - แฟนตาซี) 

อัปตัวอย่างทดลองอ่านประมาณ 40-50% 

 

 

 

02 

สาเหตุ 

 

 

 

           โชคชะตาหนอ ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก

           หลินเฟิงค้อมหัวลงพลางกอดร่างของตัวเองไว้ ในเวลานี้คงไปกินอาหารไม่ได้แล้วละ หลังจากชายหนุ่มขึ้นรถจากไป หลินเฟิงเองก็เดินกลับมายังหน้าอาคารเอ็มเพอเรอร์ ยื่นมือไปจับห่วงประตูกระจกพร้อมออกแรงผลัก พอเห็นเรียวนิ้วขาวซีดของตนก็รู้สึกได้ว่าตัวเขาไม่มีเรี่ยวแรงเลยแม้แต่นิดเดียว

           เกิดอะไรขึ้น เหมือนร่างกายจะผิดปกติไป...

           “แย่แล้ว! จะกลายร่างเป็นแมวแล้ว” หลินเฟิงรับรู้ถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับร่างกาย ถึงกับตกใจจนสะดุ้งโหยง

           ไม่ได้ แปลงกายตอนนี้ไม่ได้

           อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตรงหน้าประตูที่สะดุดตาผู้คนขนาดนี้

           บนถนนมีคนเต็มเลยนะ =O=

           เฟิงเหลียนกรุ๊ปยังมีมนุษย์แท้ๆ อยู่บ้าง ในฐานะชนเผ่าแมวผู้เชื่อมทั้งโลกเข้าหากันด้วยความเหมาะสมและดำรงเผ่าพันธุ์อยู่อย่างผาสุกนั้น อย่างไรเสียก็ต้องรับมนุษย์ธรรมดาเข้ามาทำงานบ้าง และทำเหมือนบริษัททั่วไปที่จ่ายเงินเดือนและมีสวัสดิการให้พวกมนุษย์เหล่านี้

           เนื่องจากจำนวนของหนุ่มๆ สาวๆ จากชนเผ่าแมวที่มาฝึกตนยังโลกมนุษย์นั้นมีจำนวนจำกัด บริษัทใหญ่ขนาดนี้ไม่สามารถพึ่งพาแค่หัวหน้าเผ่าและเหล่าสมุนแมวเท่านั้น การรับมนุษย์ธรรมดาเข้ามาทำงานจึงเป็นเรื่องจำเป็น

           หน้าโถงทางเข้าที่ผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้ หากจู่ๆ ชายหนุ่มคนหนึ่งกลายร่างเป็นแมว คงเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับคนปกติ!

           หลินเฟิงนิ่วหน้าพลางกัดฟัน ก่อนจะรีบเปิดประตูบริษัทเฟิงเหลียน ภายใต้แววตาตื่นตระหนกของเหล่าพนักงานต้อนรับ เขาจำต้องทำหน้าตายแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำไป

           “ทะ…

           “นั่นมันห้องน้ำผู้หญิงนี่...”

           “ท้องเสียเหรอ”

           ฝ่ายประชาสัมพันธ์สามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต้องทำอย่างไรกับการที่รองประธานบริษัทตะบึงเข้าไปยังห้องน้ำหญิงดีล่ะ พนักงานประชาสัมพันธ์กัดปาก พลางเผลอทำปากกาในมือหล่นลงบนโต๊ะ “เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายอย่างเด็ดขาด! เหวินลี่ เธอไปเอาป้ายทำความสะอาดมาวางไว้หน้าห้องน้ำ เดี๋ยวฉันโทร.บอกบอสก่อน ทุกคนฟังนะ เฝ้าหน้าห้องน้ำไว้ให้ดี ห้ามให้ใครเข้าไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง!”

           หญิงสาวที่ชื่อเหวินลี่ตอบรับ “ได้! เดี๋ยวฉันจะไปยืมป้ายจากป้าแม่บ้านเอง”

           สาวน้อยที่นั่งข้างเหวินลี่ลุกขึ้นยืนพลางเกาหัว ก่อนจะเอ่ย “เอ่อ งั้นเดี๋ยวหนูไปดูก่อนนะคะ ว่าท่านรองฯต้องการกระดาษทิชชู่มั้ย”

           “ไปไม่ได้!!!” สาวสวยสองนางกลายร่างเป็นสาวห้าว ตอบเสียงแข็งขึ้นมาทันที “ยัยโง่! อยากโดนไล่ออกหรือไง”

           “ก็อ้างว่าห้องน้ำชายมีรอยรั่ว ท่านรองฯจึงมาสำรวจความเรียบร้อย จากนั้นก็เดินเลยมาดูความสะอาดของห้องน้ำหญิงด้วย อย่างนี้เป็นไปไม่ได้หรือไง”

           “นั่งลง!”

           “ค่ะ” สาวน้อยผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กลับไปนั่งที่เดิมอย่างจำยอม

           บนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ เรียวนิ้วอันคล่องแคล่วปราดเปรียวขยับถี่รัว รายงานเรื่องฉุกเฉินต่อหัวหน้าโดยไม่หยุดนิ่งแม้แต่วินาทีเดียว

 

เรียนท่านหัวหน้าเผ่าที่เคารพ 

 

พี่หลินอาจจะแอบไปกินหม่าล่ามา 

ตอนนี้ถูกศัตรูจู่โจมอยู่ในห้องน้ำหญิงค่ะ 

(*^﹏^*) 

 

           ณ ห้องทำงานของท่านประธานที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคาร อู๋ซินเหยียนผู้กำลังรับมือกับปัญหาน้อยใหญ่อยู่หลายร้อยรอบ หลังจากได้เห็นข้อความนี้เข้าก็ถึงกับขมวดคิ้วจนเกิดรอยย่นสามเส้นบนหน้าผาก “เจ้าบ้าหลินเฟิงอีกแล้วเรอะ จะกลับเผ่าอยู่แล้วแท้ๆ อยู่ดีไม่ว่าดีจริงจริ๊ง!”

           ฟึ่บ! อู๋ซินเหยียนลุกยืน มองกองเอกสารบนโต๊ะพลางกรีดร้องอยู่ในใจ วาดแขนเปะปะออกไปด้วยความโมโห จนทำให้กองเอกสารทั้งหมดหล่นลงพื้น

ไอ้เด็กนี่ วันนี้ไม่ต้องกลับบ้านแล้ว!

สายตาเย็นชาจ้องมองเอกสารสัญญาที่หล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้น อู๋ซินเหยียนหยิบโทรศัพท์ที่โยนลงบนโต๊ะเมื่อครู่ขึ้นมา ก่อนจะกรอกเสียงลงไปสั้นๆ

           [ปิดตายประตูนั่นไว้ และเธอคอยคุ้มกันเขาด้วย]

           เมื่อนึกอะไรขึ้นได้ จึงส่งข้อความเพิ่มเติมไปอีกรอบ

 

ถ้าเขายังท้องเสียไม่หาย ก็บอกให้เขาอดทนหน่อย 

เดี๋ยวฉันจะเอายาแก้ท้องเสียไปให้กิน 

 

แมวสาวที่ได้รับข้อความนี้ซาบซึ้งจนน้ำตานองหน้า “ฉันบอกแล้วไงว่าหัวหน้าเผ่าคือแมวที่ดีพร้อมที่สุดในชนเผ่าเรา แต่ผู้หญิงอกใหญ่ไร้สมองพวกนี้กลับไม่มีใครเชื่อสักคน”

สิบนาทีต่อมา 

ภายในห้องชั้นบนสุดที่หลินเฟิงเอาไว้อาบแดดโดยเฉพาะนั้น อู๋ซินเหยียนผู้มีใบหน้าเย็นชา แต่งกายในชุดสูทสีดำนั่งอยู่บนโซฟา กำลังนั่งจ้องหน้าแมวสีดำ ทว่าอุ้งเท้าขาวราวกับหิมะ ซึ่งยืนเงียบกริบอยู่บนโต๊ะชา

หากแมวตัวนี้หันข้างเพียงเล็กน้อย เราก็จะเห็นว่าหางสีดำของมันกำลังกระดิกเบาๆ ขนขาวๆ บนอุ้งเท้าสะดุดตาเหลือเกิน

“เหมียว ฮือๆ...” แมวเหมียวตาเบิกโพลง ดวงตาสีเหลืองทองคลอด้วยหยาดน้ำใสๆ มันยื่นอุ้งเท้าไปสะกิดที่แขนเสื้อสูทของชายหนุ่มอยู่สองที

           ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ

           “ไม่ต้องมาทำตัวน่าสงสาร” อู๋ซินเหยียนกอดอกนิ่ง

           “เหมียวๆๆ~~” ลูกอ้อนไม่ได้ผลแล้วเหรอ

แมวเหมียวผละออกจากแขนเสื้ออย่างไม่เต็มใจนัก แล้วเริ่มล้มตัวเกลือกกลิ้งเพื่อออดอ้อนอีกฝ่ายอยู่บนโต๊ะชา

หัวหน้าเผ่าใจอ่อนทันควัน เจอมุกนี้ทีไร ไปไม่เป็นทุกที

           เจ้าแมวเหมียวเงยหัวขึ้น กางเท้าทั้งสี่ชี้ขึ้นเพดาน ทำให้เห็นหน้าท้องอันนุ่มนิ่ม ที่สำคัญคือมันซ่อนขนสีขาวดุจหิมะไว้ตรงหน้าท้องอีกด้วย

           แมวตัวหนึ่งที่มีขนทั้งขาวและดำ ในส่วนของขนสีขาวนั้นขาวบริสุทธิ์ ส่วนขนสีดำก็ดำขลับเป็นเงางาม ทั้งสองส่วนต่างกันชัดเจน ทว่ากลับเชื่อมต่อกันอย่างแยบยล และดวงตาสีเหลืองทองนั้นยิ่งเพิ่มความสูงส่งแก่มันมากขึ้นอีกไปขั้นหนึ่ง ทำให้ผู้คนที่พบเห็นต่างอดใจไม่ไหวที่จะเอ็นดูมัน

           ยิ่งไปกว่านั้น มันกำลังนอนอยู่ตรงหน้า และตั้งใจ ‘โพส’ ท่าทางต่างๆ ปัดป่ายอุ้งเท้าไปมาเพื่อออดอ้อน

           โป๊ก! หัวแมวไถลไปโดนที่เขี่ยบุหรี่แก้วคริสตัลอันแข็งแรงบนโต๊ะ น้ำตาไหลพรากออกมาจริงๆ คราวนี้ไม่ใช่การแสดงเพื่อเรียกความสงสาร

           หลินเฟิงยกอุ้งเท้าน้อยขึ้นมาคลึงหัวที่ปูดบวมขึ้น ไม่นานเท้าแมวที่ไม่คล่องแคล่วนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยมือใหญ่แสนอบอุ่นของชายหนุ่ม

           “หลินเฟิง ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับนายแล้วเนี่ย”

           “เหมียวๆ~” แมวเหมียวใช้เท้าขวาวาดเป็นรูปตัว Y

           เป็นอย่างที่หลินเฟิงคิดไว้ แม้ในเวลาปกติอู๋ซินเหยียนมักมีใบหน้าเย็นชา ทว่าทุกคนในเผ่าต่างรู้ดีว่า หัวหน้าเผ่าผู้ชอบแสดงสีหน้าบึ้งตึงนี้ ความจริงแล้วเป็นคนใจอ่อนและชอบให้ท้ายคนอื่นที่สุดในชนเผ่าแล้ว

           เพียงแค่คุณยอมรับผิดจากใจจริง น้อมรับคำตักเตือน แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี

“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น”

           “เหมียวๆๆ...” หลินเฟิงยืนตัวตรง เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบอย่างตั้งใจ

           เล่าจนธูปหมดไปหนึ่งดอก

“หมายความว่า ผู้ชายคนนั้นเขาช่วยนายไว้”

           “เหมียว”

           ถ้าไม่ได้เขามาช่วยไว้ ไม่แน่ว่าตอนนี้ตนคงนอนเละเป็นซอสแมวไปแล้วละ

           “หลังจากเขาไป นายก็กลายเป็นแบบนี้เลย?”

“เหมียว”

           นายคนนั้นยังบาดเจ็บอีกด้วย ตอนที่เขาดึงตัวเองขึ้นมา แผลก็ฉีกออกอีกรอบ กลิ่นเลือดแรงไม่เบาเลย

           ไม่รู้ว่าตอนนี้อาการเขาจะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว คนทำดีย่อมได้ดีอยู่แล้วใช่มั้ย

           “โอเค ฉันพอเข้าใจแล้ว ยังจำตอนก่อนจะมาฝึกตนได้ใช่มั้ย ผู้อาวุโสได้ให้พวกนายดูบทบัญญัติของชนเผ่าหรือเปล่า”

           หลินเฟิงพยักหน้า “เหมียว~~”

           “ถ้างั้นก็ไปทดแทนบุญคุณเขาซะ หลินเฟิง ระหว่างที่นายฝึกตนอยู่ แล้วถูกบังคับให้กลายเป็นร่างที่แท้จริง มันคือการชี้ทางสว่างที่ดีที่สุดของบรรพบุรุษแห่งชนเผ่าเรา”

           “เหมียวๆ...” แต่ว่า...

           หลินเฟิงสะกิดชุดสูทอย่างร้อนใจ แต่ว่าพรุ่งนี้ผมต้องกลับเผ่าแล้วนี่นา เวลาแค่หนึ่งคืนจะทดแทนบุญคุณได้ยังไงล่ะ

อู๋ซินเหยียนวางเขาลงบนขาทั้งสองข้าง ก่อนจะพูดอย่างจริงจังเป็นพิเศษ “ฟังนะ นี่คือกฎที่บรรพบุรุษเราตั้งไว้เมื่อพันปีก่อน หลินเฟิง ถ้านายไม่ได้ทดแทนบุญคุณที่ติดค้าง นายจะเหลือเพียงร่างแมวอย่างเดียว ไม่สามารถกลายร่างเป็นคนได้ตลอดไป”

กลายร่างเป็นคนไม่ได้เหรอ...ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่นา

           ถึงแม้จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์มาสองปีแล้ว ทว่าเปลี่ยนนิสัยบางอย่างของแมวไม่ได้ เช่นต้องนอนอาบแดดตอนบ่ายทุกวัน ไหนจะกินอาหารได้ทีละน้อยแต่ต้องกินบ่อยๆ อีก...เอ่อ ช่างเถอะ ถ้าต้องเขียนหรืออ่านหนังสือก็คงไม่สะดวกจริงๆ นั่นแหละ เพราะกางนิ้วกว้างๆ แบบมนุษย์ไม่ได้! แต่เรื่องอื่นๆ ก็ยังทำได้ดีนี่นา

           “สภาพนายตอนนี้กลับเผ่าไม่ได้หรอก”

           เป็นประโยคที่ทำให้แมวเหมียวผู้กำลังลังเลอยู่นั้นได้คำตอบที่ชัดเจน

           ให้ตายเถอะ! ต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกและสัมผัสได้ถึงมลภาวะที่กำลังทำร้ายผิวงั้นเหรอ NO! งั้นฉันขอไปทดแทนบุญคุณก็แล้วกัน T^T!

           โลกมนุษย์ก็มีข้อดี แต่เราชอบภูเขาสวยน้ำใส อยู่แบบไร้ความกังวลของชนเผ่าแมวมากกว่า

           หลินเฟิงตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว สงบใจเพื่อฟังคำตักเตือนของหัวหน้าเผ่าให้จบ ในขณะที่อู๋ซินเหยียนมีแววตากังวลอยู่เล็กน้อย หลินเฟิงก็กระโดดหางชี้ออกจากห้องทำงานไป

           เราหนีไม่พ้นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นหรอก

           “หรือว่านี่คือโชคชะตา” อู๋ซินเหยียนรำพึงขณะยืนพิงกระจกหนา ทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล หลังจากหลินเฟิงเดินออกจากห้องไปแล้ว

           เป็นห่วง แต่ก็เข้าไปยุ่งไม่ได้

           เรื่องนี้ใครก็เข้าไปช่วยหลินเฟิงไม่ได้

 

           ในเวลาเดียวกันนี้เอง ฉู่เฟยหยาผู้รถเสียและเข้าไปช่วยหลินเฟิงโดยไม่ตั้งใจ ถูกคนขับรถพาไปโรงพยาบาลแล้วทำแผลใหม่อีกครั้ง

           “คุณชายครับ ผมโทร.ไปบอกคุณผู้ชายแล้ว คุณผู้ชายบอกให้ท่านทำแผลให้เสร็จก่อน แล้วค่อยกลับก็ได้ครับ บอกว่าแค่ทานข้าวกับครอบครัว ไม่ต้องรีบไปก็ได้”

           “ครับ ลุงหวัง” ฉู่เฟยหยาถอนใจแผ่วเบา

           เมื่อได้รับข่าวคราวของเพื่อนรักที่กลับจากเมืองนอกได้เพียงสามวัน ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลติดต่อกันถึงสองหน ทำเอาจ่านชูหยางถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้บริษัทแล้ว จึงรีบเดินทางมาถึงห้องผู้ป่วยพร้อมกับเลขาฯเพื่อรอรับเพื่อน

           “หมอครับ แขนเขาเป็นยังไงบ้าง”

“ถ้ามาช้ากว่านี้คงสาหัสเลยละครับ ก่อนตัดไหมห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามออกกำลังรุนแรงนะครับ”

           “ครับ ขอบคุณนะครับ เสี่ยวหวัง เธออยู่จัดการเรื่องเอกสารต่อนะ” จ่านชูหยางสั่งการเลขาฯ ก่อนจะเดินตามฉู่เฟยหยาออกจากโรงพยาบาลพลางรีบถาม “เฟยหยา เกิดอะไรขึ้น”

           “ไม่มีอะไร การประชุมวันนี้เลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้แทน รายละเอียดปลีกย่อยนายไปคุยกับข่ายเท่อแล้วกันนะ”

คนขับรถช่วยฉู่เฟยหยาสวมสูทสีดำเข้าไปใหม่ ก่อนจะเข้าไปนั่งในรถด้วยใบหน้านิ่งเฉย

           คนที่บาดเจ็บดูไม่แยแสอะไร กลับเป็นจ่านชูหยางเสียอีกที่เป็นฝ่ายโกรธต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเทียบกันแล้ว ฝ่ายหลังน่าจะสงบได้ยากกว่ามาก จ่านชูหยางที่กำลังโกรธตามเข้ามาในรถ

“ความอดทนของพวกมันมีขีดจำกัดจนน่าสมเพชเลยนะ นายเพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วันก็ห้ามใจไม่อยู่แล้วงั้นเหรอ! หรือว่าเมื่อคืนคุณลุงเรียกนายไปคุยที่ห้องหนังสืออีกแล้ว แล้วครั้งนี้เป็นฝีมือใคร...”

“ชูหยาง ใจเย็น วันนี้มันเป็นอุบัติเหตุ”

“ฉันไม่จำเป็นต้องใจเย็น เชิญนายใจเย็นไปคนเดียวเถอะ”

           ฉู่เฟยหยาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดมาก เดี๋ยวฉันต้องโทร.หาจอห์น”

           “ชิ! แกล้งฉันอีกแล้วนะ ตาแก่นั่นชอบยัดเยียดลูกสาวให้นาย ยังจะโทร.ไปหาเขาอีก”

           ฉู่เฟยหยามองเขาแวบหนึ่ง แววตาเหมือนคิดอะไรได้บางอย่าง “ฉันติดต่อเขาก่อนเองละ คืนพรุ่งนี้ไปที่ตึกว่านซิน ชั้นสาม นายก็ไปด้วย”

“หา!?” จ่านชูหยางกลอกตา “เกี่ยวข้องกับการลงทุนครั้งใหม่ของตระกูลฉู่ด้วยเหรอ”

           “อืม”

“ฮึ ความหวังดีของนายอย่าให้ใครฉวยโอกาสย้อนมารังแกก็พอ ครั้งหน้าถ้าจะออกไปไหนก็พาบอดี้การ์ดไปด้วยนะ เมื่อวานแทงด้วยมีด ใครจะไปรู้พรุ่งนี้อาจมีปืนด้วยก็ได้”

           ใบหน้านิ่งขรึมของฉู่เฟยหยาเผยรอยยิ้มบางๆ ขึ้นทันใด “นายคิดมากไปแล้ว”

 

 

.... 

ติดตามอ่านตอนต่อไป 

#แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 

.... 

ความคิดเห็น