facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

มาตราที่ 29 ความผิดว่าด้วย ฉ้อโกงรัก

ชื่อตอน : มาตราที่ 29 ความผิดว่าด้วย ฉ้อโกงรัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 951

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ค. 2563 16:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
มาตราที่ 29 ความผิดว่าด้วย ฉ้อโกงรัก
แบบอักษร

มาตราที่ 29 ความผิดว่าด้วย ฉ้อโกงรัก

 

วันนี้เป็นกำหนดการขึ้นศาลของคดีเครือข่ายค้ายาเสพติดของนายเกริกไกร และคดีลักลอบตัดไม้ป่าสงวนของนายทรงพล รวมถึงคดีลอบสังหารนายพลเทิดรักษ์และนายพลพร้อมพงษ์ ทำให้ทีมทั้งหมดของคดีนี้ต้องมาที่ศาล หนึ่งในนั้นคือก็มีพีรกานต์ร่วมด้วย เพราะเขาต้องมาเป็นทนายความฝ่ายจำเลยให้กับวีรภาพและกวีเอก ซึ่งเมื่อทั้งหมดมาถึงที่ศาลก็ต้องเจอเข้ากับกลุ่มนักข่าวที่มารอทำคดีจนวิษุวัตยกมือตบหน้าผากดังป๊าดด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย สาเหตุไม่ใช่อะไรเป็นเพราะวันนี้เขากับพีรกานต์ต้องแยกกันมาศาลด้วยว่าพวกเขาถือว่าเป็นคนละฝ่ายกันในคดี การมาพร้อมกันอาจจะทำให้ภาพลักษณ์ที่ออกมาดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่ทั้งนี้เป็นเพราะวิษุวัตต้องการไปรับตัวเพื่อทั้งสองที่เรือนจำด้วยตัวเองจึงยอมแยกกันมาศาลกับคุณทนายหน้าสวย  แล้วการที่เขาพร้อมให้พีรกานต์มาศาลตามลำพังก็อาจจะทำให้เจ้าตัวโดนรุมทึ้งจากกลุ่มนักข่าวที่มาออกันอยู่หน้าศาลปานฝูงแร้งที่มารอกินศพ ซึ่ง เขาหวง

“หน้าหงิกอะไรขนาดนั้นวะ” เจธนินที่ถูกดึงมาช่วยงานนี้ถามขึ้นหลังจากที่วางสายจากเตธวัชที่ตอนนี้สแตนบายรออยู่ที่นิติเวชแล้ว รอไอ้คู่นี้เสร็จงานจากศาลแล้วต้องกลับไปหาทางโน้นอีกที

“เปล่า”

“เปล่าพ่อง...กูรู้จักมึงดีกว่าไอ้เต หงิกขนาดนี้หวงพี่พีอ่ะแหละดูออก”

“เหมือนมึงมีประสบการณ์” วิษุวัตหันไปแซะอีกคน ซึ่งเจธนินไม่ได้ปฏิเสธแถมยักไหล่ใส่เหมือนยอมรับกลายๆด้วยซ้ำ

“มีแฟนน่ารักจะหวงมันจะแปลกอะไร” เจธนินว่า แววตาที่มองดูก็รู้ว่าคงกำลังนึกถึงคนที่อยู่โรงพยาบาลเป็นแน่ ไม่รู้หมอปีย์มาหลงเสน่ห์อะไรเพื่อนเขา คนอย่างไอ้เจนี่นะ เฮ้อ สงสารปีย์วรานิดหน่อย

“หมอปีย์มาหลงชอบมึงได้ไงวะ” ก็ว่าจะแค่คิดในใจนะ

“ก็กูหล่อ”

“ส้นตีน” คำตอบที่ได้วิษุวัตเกือบเผลอยกเท้ายันคนตอบ

“มั่นหน้ามากไปนะมึงอ่ะ” กวีเอกยื่นหน้ามาพูด ซึ่งพอได้ยินเสียงนี้วิษุวัตก็หันไปมองกวีเอกอย่างพิจารณาจนเจ้าตัวต้องหันมากลับมามองตอบ

“มองขนาดนี้อย่าบอกว่าเผลอตกหลุมรักกูนะวัต คุณพีเอากูตายนะเว้ย”

“ไอ้สัส”

“อ่ะ ด่าได้แต่มึงต้องตอบกูด้วย มองหน้ากูทำไม” วิษุวัตน่ะนะอยากถามออกไปให้มันจบๆว่าเพื่อนเขากับนักธุรกิจอย่าง ธรณ์ เตชภณฤทธิ์ มีความสัมพันธ์กันแบบไหนกันแน่  ทำไมฝ่ายนั้นถึงต้องส่งคนมาช่วยพีรกานต์เรื่องคดีของมัน แต่เขาก็จำได้ว่าท่าทางของไอ้เอกตอนที่พีรกานต์ถามเมื่อคราวโน้นเป็นยังไง สุดท้ายจึงตัดใจไม่เอ่ยถามเพราะคิดว่าเพื่อนคงไม่อยากพูดถึง

“เปล่า กูแค่ห่วงพวกมึงที่ต้องขึ้นศาลวันนี้”

“พวกกูไม่เป็นไรเว้ย ไม่ว่าผลมันมันจะออกมาแบบไหน พวกกูยอมรับผลของมันว่ะ” วีรภาพที่เพิ่งละสายตามาจากเบนซ์สปอร์ตสีขาวที่มีคนขับเป็นหนุ่มหน้าคมในชุดสุภาพเดินลงมา หันมาตอบ

“เอ๊ะ นั่นชอว์นหนิ” กวีเอกที่หันไปทิศทางที่เพื่อนเพิ่งละสายตาก็เห็นในสิ่งเดียวกันพอดี

“ไหนๆๆๆๆ” ส่วนคนที่รู้ว่าเพื่อนมีแฟนแต่ไม่เคยเจอรีบชะโงกหน้ามองตาม

“คนนั้น” ซึ่งกวีเอกก็ส่งเสริมโดยการชี้ให้ดู โดยมีวีรภาพที่มองการกระทำนั้นอย่างอ่อนใจ

“โห...หล่อนะเนี่ย” วิษุวัตว่า

“กูบอกคุณพีนะ” วีรภาพว่า

“มันหวงเว้ย...” เจธนินว่าแซวยิ้มๆ

“เป็นไรกับเขาไปหวงเขาน่ะ” วิษุวัตน่ะแค่อยากแหย่ แต่...

“เป็นผัว จบมั้ย”

“...” หน้าสั่นไปสิแต่ละคน

“ขอโทษครับ ขอผมคุยกับคุณเอกสักครู่ได้มั้ย” ทนายความนอกที่มาช่วยพีรกานต์เดินมาบอก เพราะตามสิทธิ์ทนายความมีสิทธิ์พูดคุยกับลูกความก่อนขึ้นศาลอยู่แล้ว และเหมือนวีรภาพเองจะรู้อะไรอยู่จึงลุกตามพวกวิษุวัตเดินไปนั่งอีกทางที่ห่างออกมาหน่อย

สีหน้าเรียบเฉยแววตาหม่นของกวีเอกอยู่ในสายตาของวิษุวัตแทบจะตลอด ทุกๆครั้งที่หันไปมองใบหน้าคมของเพื่อนก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง 

“มองอะไรมันขนาดนั้นวะ” เจธนินที่นั่งข้างถามขึ้น

“เปล่า”

“เปล่าอีกล่ะ สายตามึงเวลามองไอ้เอกมันบอกว่ามึงมีอะไรในใจ...อย่าบอกนะ....” เจธนินชี้หน้าเพื่อนและเริ่มทำหน้าเหมือนคนเห็นผี

“อะไร”

“อย่าบอกนะว่ามึงชอบไอ้เอกขึ้นมาอย่างมันว่า” ผลั๊ว วิษุวัตตอบคำถามเพื่อนด้วยฝ่ามือที่ตบกระหม่อมเพื่อนแรงๆไปทีหนึ่ง

“ไอ้ห่า พูดอะไรเกรงใจเมียกูที่นั่งหัวโด่อยู่นี้ด้วย”

“กูก็แค่ล้อเล่น” เจธนินบอกพลางลูบหัวตัวเองปรอยๆ จนพีรกานต์เองยังหลุดขำทั้งๆที่ควรจะซีเรียสกัน แต่ดูเหมือนกลุ่มพวกนี้ยังมีอารมณ์ล้อเล่นกันอยู่

“มึงสงสัยเรื่องแฟนไอ้เอกใช่ป่ะล่ะ” อยู่ๆคนที่นั่งเงียบมาตลอดอย่างวีรภาพก็พูดขึ้น จนที่เหลือต้องหันขวับไปมอง แต่แม้ว่าไม่ได้พูดออกมาแต่สายตาที่ได้รับคนถามเข้ารู้ทันทีว่าเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว

“มึงรู้...”

“กูใบ้ให้...ทนายคนนั้นเป็นคนของแฟนเก่าไอ้เอกมัน” วีรภาพทำท่าทำทางให้รู้ว่าหมายถึงคนไหน

“และกูเดาว่า  มึงหน้าจะระแคะระคายกูก่อนแล้ว จริงมั้ย” ท้ายประโยควีรภาพหันกลับมาจ้องหน้าเพื่อนด้วยสายตาที่บอกว่าเขาน่าจะรู้อยู่แล้ว ซึ่งวิษุวัตไม่ได้พูดอะไรนอกจากกระพริบตาปริบๆคล้ายไม่กล้าเอ่ยออกมาด้วยกลัวว่าเพื่อนจะไม่โอเค แต่ว่า...

“กูไม่รู้หรอกนะว่ามันไปเลิกกันอีท่าไหน แต่กูเหมือนฝ่ายนู้นเขาคงไม่คิดอย่างนั้น ถึงได้ส่งคนมาช่วยแบบนี้ อันที่จริงช่วงที่พวกกูฝากขังเขาก็ส่งคนมาเยี่ยมเรื่อยๆ แต่ไอ้เอกมันแทบจะไม่ออกมาเจอเขาเลย”

“มึงรู้ได้ไงก่อน”

“กูอยู่กับมันตลอดมั้ยล่ะไอ้ห่า อีกอย่างเวลาชอว์นมาเยี่ยมเขามักจะเล่าให้ฟังเสมอว่าเจอพี่ธรณ์มาหาที่ร้านประจำ” ชื่อเรียกที่วีรภาพเอ่ยถึงเป็นการยืนยันว่าวิษุวัตเข้าใจถูกแล้ว

“เขาว่าไงบ้างเวลามา” ก็รู้นะว่ามันไม่ควรยุ่งแต่เขาอยากรู้

“ก็แค่ถามข่าวไอ้เอกจากชอว์น พร้อมกับฝากคำพูดมาถึงไอ้เอกเสมอ”

“พูดว่าอะไรวะ”

“ไม่เจอกันนาน มึงขี้เสือกขึ้นเยอะเลยนะวัต” วีรภาพที่ตอนเล่ากำลังมองไปที่คนที่ตนกำลังพูดถึง หันกลับมาว่าเพื่อนด้วยสายตาเป็นเชิงล้อเลียน

“นิสัยเหี้ยๆมันถนัด มึงยังแปลกใจอะไรวะวี” เจธนินที่นั่งฟังด้วยแต่จับต้นชนปลายไม่ถูกรับลูกคู่ให้

“จริง” แม้แต่พีรกานต์เองยังเห็นด้วย

“อ้าว...พี” วิษุวัตเลิกสนใจวีรภาพหันไปงอแงกับคนตัวเล็กที่นั่งใกล้ๆแทน จนทั้งเจธนินและวีรภาพต้องส่ายหน้ากับท่าทางแบบนั้น แววกลัวเมียชัดเจนพอๆกับเตธวัช ไม่สิน่าจะอยู่ระดับเกี่ยวกับผู้กองคามินถึงจะถูก อย่างไอ้เตไม่เรียกกลัวเมีย มันเรียกเคารพและบูชา

 

ดูเหมือนช่วงนี้ชีวิตของพวกวิษุวัตจะวนเวียนอยู่แค่ที่ บ้าน (กลับมานอน) โรงพัก ศาล อย่าถามหาเวลาผ่อนคลายเพราะตอนนี้เครียดจนไมเกรนจะแดก อดหลับอดนอนกันเป็นว่าเล่น มีเมีย เมียก็อยู่เฝ้าแค่สำนักงานทนาย หลังจากที่ขึ้นศาลดูเหมือนว่าคดีของสองอดีตตำรวจจะเป็นไปในทิศทางที่ดีเกินความคาดหมาย ทั้งนี้เพราะพวกเขามีพยานจากเหล่าแรงงานผิดกฎหมายที่ถูกนายเกริกไกรกดขี่ช่วยเป็นพยานยืนยันว่า ทั้งสองคนกระทำผิดเพราะถูกบังคับ ไม่อย่างนั้นนายเกริกไกรจะฆ่าตัวประกันอันเป็นเด็กลูกน้องช่างที่ทำงานในอู่รถของพวกเขาเองนั้นแหละกับคนในครอบครัวของพวกมัน

อีกทั้ง บุคคลที่ถูกลอบสังหารก็ไม่ได้ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จากหลักงานไฟล์งานที่ฟาร์ติมาแอบถอดฮาร์ดดิสออกมาจากห้องทำงานลับในห้องที่เกิดการฆาตกรรมเทิดรักษ์ บ่งบอกชัดเจนว่าสองนายพลกระทำเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงหลายประการ ไหนจะตำรวจที่รับผิดชอบคดีที่ลงมาเป็นพยานให้ทั้งสองคนว่าเป็นผู้ให้ความร่วมมือและการช่วยเหลือทีมสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุมตัวนายเกริกไกรและนายทรงพลได้เป็นผลสำเร็จ ถ้าให้พูดถึงเรื่องนี้แบบหยาบคาย ก็ต้องบอกว่า ไอ้สองคนนั้นหลุดจากคดีมาแล้วครึ่งตัวก็ว่าได้ ซึ่งในส่วนนี้ต้องยอมรับว่าขออวยเมียสักหน่อยเถอะ พีรกานต์โชว์หลักฐานและพยานชี้นำต่อศาลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แถมวาทศิลป์อันเป็นเอกยังโน้มน้าวศาลให้เห็นด้านดีมากกว่าความผิดอันเกิดจากการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาของทั้งคู่  ไหนจะทนายฝีมือเยี่ยมอีกคนที่ธรณ์ส่งมาช่วยทำให้เห็นชัดเจนว่าเพื่อนของเขาทั้งสองมีสิทธิ์ที่จะหลุดจากคดีในเร็ววันนี้แน่นอน

“เป็นอะไรหน้าหงิกเชียว” พีรกานต์ถามเมื่อเดินเข้ามาในบ้านเห็นร่างสูงนั่งหน้าบึ่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว

“พีไปไหนมา ผมไปหาที่สำนักงานไม่เจอ”

“ไปศาลมา แล้วเลยที่บริษัทของคุณธรณ์”

“ไปทำไม” คำตอบของพีรกานต์ทำให้คนถามหายหน้าหงิก แต่แววตาอยากรู้อยากเห็นชัดเจนมาก (อยากเสือกแหละดูออก)

“คุณธรณืส่งคนมาบอกว่าอยากให้ไปพบ ผมก็งงๆนะว่าทำไม แต่ในเมื่อเขาส่งทนายมาช่วยเรื่องคุณวีกับคุณเอก เลยคิดว่าเขาคงอยากคุยเรื่องคดี แต่ผิดคาดแหะ..”

“ยังไง”

“เขาเรียกผมไปเอาค่าจ้าง”

“ค่าจ้าง” วิษุวัตทวนเหมือนกลัวว่าตัวเองจะฟังผิด

“อืม ค่าจ้าง ที่ช่วยว่าความให้คุณเอก”

“ชัดเจนเลยสินะ”

“ก็คงงั้น ผมเลยบอกไปว่าผมไม่รับค่าจ้างเพราะที่ผมทำคดีนี้ก็เพื่อตอบแทนพวกเขาไม่ได้ต้องการค่าตอบแทน”

“แล้วเขาว่าไง”

“สิบนาทีต่อมาก็มีข้อความเงินเข้าบัญชีผมดังขึ้น”

“ฮ่าๆๆๆ จริงดิ”

“อื้อ”

“สุดจริงคนนี้”

“รวยไงเลยกล้าทำ” พีรกานต์ว่าจบก็ยกแก้วน้ำในมือขึ้นดื่ม

“ผัวคุณก็รวยนะพี”

“แต่รวยไม่เท่าคุณธรณ์” จ๊ะ เมีย

“เอ่อ จริงสิ...วันตัดสินคดีของสองคนนั้น คุณต้องไปมั้ย”

“ไปทำไมหรอ” วิษุวัตที่กำลังลุกไปหยิบจานข้าวมาให้คนตัวเล็กหันกลับมาถาม

“เปล่าแค่ถามน่ะ”

“คุณว่าสองคนนั้นจะเป็นไงหลังจากนี้”

“หลุดชัวร์” พีรกานต์ตอบตอนที่รับจานข้าวมาจากอีกคน

“จริงอ่ะ”

“เป็นตำรวจยังไงไม่รู้เรื่องพวกนี้”

“ก็รู้ แต่ไม่คิดว่าพวกคุณจะทำได้ง่ายขนาดนี้”

“บอกตรงๆจากใจเลยหมวด” คนเป็นทนายเว้นคำพูดไปเพราะตักข้าวเข้าปาก

“ว่า...” คนที่ยังรอฟังอยู่ถามขึ้น

“จบคดีนี้แตะนำคุณเอกเขาไปไหว้ขอบคุณคุณธรณ์เขางามสักทีก็ดีเหมือนกันนะผมว่า”

“หึ...แต่ผมว่า ธรณ์ เตชภณฤทธิ์ ไม่ได้อยากได้แค่การไหว์ขอบคุณมั้ง” วิษุวัตออกความคิดเห็น

“อืมมม ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น” คนไม่เคยมีแฟน แต่มีความสามารถด้านการสักเกตุคนพยักหน้าเห็นด้วย

อยากเห็นตอนไอ้เอกมันอยู่กับคนๆนั้นจริงๆสิน่า เห็นทีว่าต้องให้การสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเป็นทางการสักหน่อยแล้ว

 

อาทิตย์ต่อมาเป็นการตัดสินคดีของวีรภาพและกวีเอก ซึ่งเป็นไปตามคาดทั้งสองคนหลุดคดีนี้ไปแบบไม่ผิดหวัง เพียงแต่ถูกรอลงอาญาเอาไว้ห้าปี ซึ่งไม่ได้มีอะไรน่าประหลาดใจต่อผู้เกี่ยวข้องนอกจากความยินดี วันที่ทั้งสองคนจะออกจากเรือนจำพีรกานต์และวิษุวัตรับหน้าที่เป็นคนไปรับทั้งสอง แต่เมื่อมาถึง ก็ได้เห็นว่าไม่ได้มีเพียงแค่พวกตนเท่านั้นที่มารอรับทั้งสองคนสู่อิสระภาพ เพราะยังมีชอว์นคนรักของวีรภาพที่มาพร้อมหมอชาร์มหมอเจ้าของไข้เขาซึ่งเป็นพี่สาวฝาแฝดของอดีตหนุ่มนักบิน รวมไปถึงบุคคลที่พวกเขาไม่คิดว่าจะได้เจอ แต่ก็ไม่ผิดไปจากที่นักว่าจะเจออย่าง ธรณ์

แถมที่เซอร์ไพร์สกว่าก็เห็นจะเป็น ไอ้ท่าทางที่พอกวีเอกหันไปเจอว่าวันนี้มีใครมาด้วยกิริยาท่าทีของมันก็เปลี่ยนแปลง แบบจะว่าไงดี หงอ หรือเปล่าวะที่เขาเรียก 

“เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย” ร่างสูงในชุดสูทเต็มยศเดินเข้ามาถาม แม้พวกเขาจะยืนอยู่ด้วยกันหลายคน แต่จากการคะเนด้วยสายตาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้ที่เดินเข้ามาถามใคร แล้วไอ้คนที่เขาถามมันก็พยักหน้ารับ

“ของมีเท่านี้ใช่มั้ย” เป็นอีกครั้งที่กวีเอกทำเพียงแค่พยักหน้ารับ  ท่าทางเหมือนเด็กที่เจอผู้ปกครองหลังจากที่เพิ่งทำผิดมา ทำให้บุคคลที่เหลือได้แต่ยืนมองเงียบๆไม่ได้พูดอะไร

“กลับเลยมั้ย” เป็นธรณ์ที่ถามขึ้นมาอีก แต่คราวนี้ท่าทางของกวีเอกเปลี่ยนไปนิดหน่อย เพราะเจ้าตัวมันเงยหน้าขึ้นมามองคนโน้นทีคนนี้ที ราวกับกำลังขอความช่วยเหลือ 

“กลับเลยก็ได้ครับ” สุดท้ายเมื่อทุกคนเงียบ ไอ้เอกมันเลยจำเป็นต้องหันกลับไปบอกคนมารับเบาๆอย่างไม่อาจจะคัดค้านอะไร

“เอ่อ...พี่ธรณ์ครับ” แล้วก่อนที่ธรณ์จะพากวีเอกเดินกลับไปที่รถโดยที่ตัวเองเป็นคนช่วยถือกระเป๋าให้เอง ชอว์นก็เรียกอีกฝ่ายขึ้นมาเป็นครั้งแรก

“หืม” นักธุรกิจหนุ่มหันกลับมาหา

“คือว่า พรุ่งนี้เย็นพวกเราจะจัดปาร์ตี้ฉลองให้วีกับเอก พี่ธรณ์ให้เอกมาที่ร้านชอว์นช่วงเย็นนะครับ”

“ได้” ชายหนุ่มตอบหลังจากที่มองหน้าพวกเขาที่ละคน ก่อนจะหลังกลับแล้วแตะหลังของคนข้างๆเป็นเชิงบอกให้ออกเดิน

“ทำไมไอ้เอกมันเชื่องเป็นลูกแมวอย่างนั้นวะ” เป็นวิษุวัตที่โผล่งขึ้นมาหลังจากรถหรูที่มีธรณ์เป็นคนขับเคลื่อนตัวออกไปแล้ว อืม..นะ ช่วยให้หลุดคดี มารับออกจากเรือนจำ ถือกระเป๋าให้ ขับรถให้นั่ง เคเลยเพื่อนวิษุวัตพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมกวีเอกเชื่องได้ขนาดนั้น

“มึงว่าพวกมันจะเทิร์นกันมั้ยวะ” ขนาดวีรภาพยังหันมาถาม

“รีเทิร์นอยู่แล้ว” เป็นชอว์นที่พูดขึ้นจนพวกเขาต้องหันไปมอง

“ก็พี่ธรณ์น่ะ รัก เอกขนาดนั้นไม่มีทางปล่อยเอกให้พ้นมือไปหรอก” ท่าทางนุ่มนิ่มของชอว์นทำให้วิษุวัตหันไปมองวีรภาพอีกที เถื่อนๆอย่างไอ้เหี้ยวีไอ้แฟนตรงกันข้ามกับตัวเองจังวะ

“ชอว์นไปรู้อะไรมา” วีรภาพหันไปถามคนรัก

“เปล่านะ แค่มองดูก็รู้แล้วมั้ย อย่าบอกนะว่าวีมองไม่ออก”

“อย่าว่าแต่ไอ้เอก มึงน่ะยังไง”

“ไปยุ่งอะไรเรื่องของเขา” พีรกานต์ปรามคนรักเบาๆ ก่อนจะหันไปทำหน้าเป็นเชิงขอโทษต่อวีรภาพ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ส่ายหน้ารับยิ้มๆไม่ถือสา

“ของกูกับชอว์นชัดเจนแล้วว่าจะกลับมาคบกัน จริงๆต้องขอบคุณหมอชาร์มนะครับที่เป็นธุระให้”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะวี ชาร์มเห็นน้องเศร้าชาร์มก็ไม่โอเค อีกอย่างทั้งวีทั้งชอว์นต่างก็รักกันควรหันหน้าคุยกันดีกว่านะคะ”

“ถ้างั้นกลับเลยมั้ย” วิษุวัตที่ต้องกลับเข้าไปสน.ก่อนถามขึ้น

“เดี๋ยวกูกลับกับชอว์นแล้วก็หมอชาร์มก็ได้ ขอบใจมึงมากเว้ยวัต คุณพี”

“ไม่เป็นไรเลย”

“เดี๋ยวกูจะโทรไปขอบคุณหมอเมฆแล้วก็คุณฟาร์อีก ถ้ายังไงอย่างลืมนัดวันพรุ่งนี้ล่ะ ด้วยกูจะชวนสองคนนั้นด้วย”

“เค...มึง งั้นพรุ่งนี้เจอกัน ลาเลยแล้วกันนะครับหมอ คุณชอว์น”

“ครับ”

“ค่ะ” แล้วทั้งหมดก็แยกย้ายกันไปจากตรงนั้น โดยมีพีรกานต์และวิษุวัตมองรถของชอว์นที่มารับวีรภาพแล่นออกไปก่อนด้วยรอยยิ้ม จนเมื่อรถคันนั้นลับตาไปนั้นแหละ ทั้งสองจึงก้าวขึ้นรถของตัวเองแล้วจึงขับตามออกไปอีกคัน

 

ร้านของชอว์นถูกใช้ให้เป็นสถานที่เลี้ยงฉลองของทุกคน โดยวันถัดมาวีรภาพของเป็นเจ้ามือเลี้ยงเองแถมมีพ่อครัวกิตติมศักดิ์อย่างชอว์นเป็นคนลงมือทำอาหารเลี้ยงเหล่าเพื่อนๆของคนรัก งานเลี้ยงที่จัดขึ้นเรียกได้ว่ารวมเหล่าตำรวจในทีมของคามินแทบทุกคน ไม่เว้นแม้แต่หมอชินกับหมอปีย์ที่มาพร้อมคนรักของตัวเอง

เมื่อวานตอนวีรภาพโทรหาเมฆพรรษเพื่อขอบคุณเรื่องหลักฐานกับชวนอีกฝ่ายมางานเลี้ยงก็ประจวบกับที่ฝ่ายนั่นอยู่กับแก้วกัญหาและสิงหลพอดี อดีตหน่วยพิเศษที่รู้จักชื่อเสียงของครูฝึกหน่วยรบอย่างทั้งสองคนจึงร้องขอให้ทั้งคู่มาร่วมงานวันนี้ด้วย ทำให้งานเลี้ยงดูคึกครื้นเป็นพิเศษ เพราะคนค่อนข้างเยอะ

“อาหารอร่อยมากเลยครับคุณชอว์น ทำกับข้าวเก่งอย่างนี้เอง ไอ้วีมันถึงตกหลุมรัก” คามินเอ่ยชมในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่สุดในงาน เพราะองคตติดภารกิจง้อเมียเลยมาไม่ได้

“ฟังดูเหมือนชมคุณชอว์นนะ แต่ก็เหมือนแขวะไอ้วีว่าเห็นแก้กิน” เจธนินว่าพลางตักอาหารใส่จานให้ปีย์วราที่นั่งอยู่ข้างๆ

“จะว่าจริงก็จริงว่ะ ตอนมันจีบชอว์นใหม่ๆน้ำหนักขึ้นเอาขึ้นเอา” กวีเอกที่อยู่กับวีรภาพในทุกช่วงเหตุการณ์เป็นฝ่ายขายเพื่อนซะเอง

“เอออออ แล้วจะทำไมก็เมียกูทำกับข้าวอร่อยมึงมีปัญหาไร ได้ข่าวว่าช่วงนั้นมึงรอดตายได้ด้วยกับข้าวที่ชอว์นหิ้วมาฝากกูนะ” แล้วถามว่าคนโดนเผาอายมั้ย  อายก็แปลกดิ

“ก็วีชอบลืมทานข้าว” คนทำอาหารบอกเบาๆท่าทางนุ่มนวลจนเหล่าคนเถื่อนอยากดึงมากอดโอ๋

“ครับๆ ต่อไปก็ให้ชอว์นทำให้ทานไงวีจะได้ไม่ลืม” วีรภาพหันไปบอกคนข้างเสียงนุ่มแววตาอบอุ่น

“เหม็น”

“เลี่ยน” กวีเอกกับวิษุวัตพูดขึ้นมาพร้อมกัน

“ดีเลยไหนๆก็ไหนๆ พี่ธรณ์ก็มาให้กูขายมึงมั้ย” วีรภาพผู้กุมความลับของกวีเอกเพียงหนึ่งเดียวตวัดตาสายมาขู่เพื่อนสนิท ไอ้สายตาอบอุ่นหวานเยิ้มเมื่อกี้ไปไหนแล้ววะ

“เสือก”

“เรื่องของพี่มีอะไรน่าเล่า” ธรณ์ที่ตามอีกคนมางานเลี้ยงท่ามกลางความคาดไม่ถึงของทุกคนแม้กระทั่งเจ้าภาพถามขึ้นเรียบสีหน้าไม่ยินดียินร้ายไม่บ่งบอกอารมณ์ หรือถ้าจะว่าไปคนที่แสดงอารมณ์เห็นจะเป็นคนข้างๆตัวเขานั้นแหละที่อยู่ๆก็หน้าแดงจัดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ  แล้วก็คงต้องงงกันต่อไปถ้าไม่เพราะวิษุวัตเหลือบไปเห็นว่ามือของธรณ์เกี่ยวอยู่ที่เอวของกวีเอกไม่ยอมห่าง อ๋ออออ คนมองได้แต่ร้องในใจ

“ถึงไม่มีแต่ผมอยากเล่า” วีรภาพผู้ไม่สนกับท่าทางของอีกคนตอบกลับไป

“ถ้าผมจำไม่ผิดคุณคือ ศิขริน ถากรประเสริฐใช่มั้ยครับ” แล้วธรณ์ก็เมินอีกคนแบบไม่แลแม้แต่หางตาหันไปพูดกับศิขรินเสียอย่างนั้น

“ครับคุณธรณ์ เราเคยเจอกันบ้างแต่ไม่เคยคุยกัน”

“ครับ  ช่วงนี้เป็นไงบ้าง...” แล้วสองนักธุรกิจก็หันหน้ามาคุยกันเรื่องเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่เข้าใจของคนอื่นๆ แต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่า ต่อให้ธรณ์จะหันหน้าไปสนใจการพูดคุยกับศิขรินมาแค่ไหนก็ตาม แต่มือขาวของเขาก็ไม่ได้ละไปจากกวีเอกเลยแม้แต่น้อย บางทีก็หันมาตักอาหารใส่จากอีกคนเป็นระยะ การกระทำอ่อนโยนขัดสีหน้าพิกล

“แล้วหมอเมฆจะกลับวันไหนครับ” พีรกานต์ที่เริ่มหาของหวานมาทานถามแพทย์ทหารเรือที่กำลังก่อสงครามเล็กๆอยู่กับผู้ฝูงรามที่ก็ไม่รู้ว่าโผล่มาได้ยังไง โดยมีแก้วกัญหากับเก้าทัพคอยห้ามศึกเป็นระยะ แม้ว่าพีรกานต์จะมองว่ามันไม่คอยเป็นผลสักเท่าไหร่ เพราะต่อให้หมอเมฆหยุดด่ารามสูรไปแล้ว ฝ่ายหลังก็ยังจ้องแต่จะหาเรื่องให้โดนด่า แล้วไม่รู้เพราะช่วงนี้พีรกานต์อยู่ในสภาวะอินเลิฟหรือเปล่าถึงได้เห็นว่าสายตาของรามสูรยามที่ทอดมองไปยังเมฆพรรษมันเต็มไปด้วยความรักความหลงใหลชัดเจน แน่ใจนะว่าทั้งสองคนเป็นแค่แฟนเก่ากัน มองยังไงมันก็...

“วันมะรืนครับ พรุ่งนี้มีงานนิดหน่อย”

“แล้วมึงนอนไปวะเมฆเมื่อคืน ไม่เห็นกลับโรงแรม” สิงหลถามขึ้นเพราะเขา แก้วกัญหา และเมฆพรรษ พากันเปิดโรงแรมนอนระหว่างมาจัดการเรื่องคดี

“นอนบ้านกู” แต่กลับเป็นรามสูรที่ตอบแทนให้ โดยหลังจากประโยคคำตอบของนายทหารอากาศแพทย์ทหารเรือก็เขวี้ยงแอพเปิ้ลในมือใส่หน้าผากคนพูดทั้นที

“อี๋ สกปรกว่ะ” รามสูรว่าอย่างนั้นแต่กลับโยนผลไม้ชิ้นนั้นที่ตกใส่มือพอดีเข้าปาก

“ปากมึงว่าสกปรก แต่มึงก็ยัดเข้าปากตัวเองเนอะ” แก้วกัญหาว่าให้

“แล้วไง น้ำลายจากปากมันกูก็แดก แค่นี้เองทำไมกูจะกินไม่ได้” รามสูรว่าทั้งๆที่ยังเขี้ยวแอพเปิ้ลชิ้นนั้นในปาก

“คราวหน้ากูจะปาทั้งผลเลยไอ้สัส” เมฆพรรษด่า แต่สายตาก็จะมองออกว่าขำท่าทางของอีกคนไม่น้อย

“หัวแตกพอดีกู”

“มึงจะกลัวอะไรว้า เมฆมันก็เย็บแผลเป็น”

“มองก็รู้มันไม่ฉีดยาชาให้กูหรอก เดาว่ามันน่าจะฉีดอย่างอื่นให้กูมากกว่า”

“รู้ตัวก็ดีมึง”

“ปากดีนะตัวแค่เนี่ย” รามสูรที่กลืนของในปากไปแล้วส่งเสียงยั่วโทสะให้อีกคน จนเมฆพรรษร่ำๆว่าจะลุกขึ้นมาวิวาทกับอีกคนจนแก้วกัญหาต้องคว้าตัวเอาไว้ก่อน แต่พอตัดภาพมาที่คนกวนประสาทเขากำลังทำหน้าท้าทายอย่างที่พีรกานต์เองยังนึกหมั่นไส้

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้น” วิษุวัตก้มลงมาถามคนตัวเล็กที่ทำหน้าประหลาดมองพวกเมฆพรรษที่กำลังเถียงกันอยู่

“ถ้าทำไม่ผิด ฟาร์ติมาเคยบอกว่าหมอเมฆกับผู้ฝูงเป็นแฟนเก่ากัน ผมมองยังไงก็...เหมือนเขายังอะไรๆกันอยู่”

“ช่างสังเกตจังนึกว่ามีแค่ผมที่คิดอย่างนั้น”

“อืม”

“อิ่มมั้ย เอาอะไรเพิ่มอีกป่ะ” วิษุวัตถามขณะที่สายตากวาดมองไปทั่วโต๊ะเพื่อหาว่ามีอะไรเหลือพอจะกินได้อีกบ้าง

“ไม่อ่ะ อิ่มแล้ว คุณล่ะ”

“อิ่มเหมือนกัน เอาของหวานมั้ย เห็นมีของหวาน”

“ดูให้หน่อยมีอะไรกิน” แล้ววิษุวัตก็ลุกจากโต๊ะไปหาของหวานมาให้ตามที่คนตัวเล็กบอก

“ไอ้วัตเชื่องเป็นแมวเลยแฮะ” เตธวัชที่มองตามร่างสูงของเพื่อนไปเปรยขึ้นมากลางอากาศ

“โธ่...ไปว่าเขา มึงไม่เชื่องเลยมั้ง” เจธนินที่นั่งข้างหันมาว่าเข้าให้

“ทุกวันนี้หมอชินพูดอะไรมึงเคยแย้งมั้ย ขนาดสืบคดียังเชื่อสัญชาตญาณเมียมากกว่าตัวเองเลย”

“พี่เจเบาๆ” ปีย์วราสะกิดคนรักเมื่อเห็นว่าเจธนินเริ่มพูดน้ำไหลไฟดับ

“จ๋า ได้จ้า”

“ถุย ต่างกับกูมากมั้ง” แล้วสองเพื่อนซี้ก็เริ่มงัดข้อกันทางสายตา โดยมีคนรักของตัวเองส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา

“หมอชินได้ผลชันสูตรล่าสุดยัง ผมอยากรู้สาเหตุการตาย” คามินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถามมา

“พี่คามครับ เรื่องแบบนี้ไม่พูดบนโต๊ะอาหารดีมั้ยครับ” ศิขรินรีบเบรกคนรัก ใครเขาพูดเรื่องคนตายบนโต๊ะกินข้าว

“ครับ...ได้ครับ พี่ลืมไป” เป็นว่าทั้งลูกพี่ลูกน้องอยู่ในโอวาทเมียกันถ้วนหน้า

นี่แหละที่เขาว่า ไม่มีใครใหญ่กว่าเมีย ทีมสืบสวนของผู้กำกับองคตพิสูจน์มาแล้วทั้งคณะ

 

ไรท์ /// งื้อออออ จะจบแล้ววววว เค้าต้องคิดถึงทุกคนแน่ๆเลยอ่ะ (ได้ข่าวว่าขึ้นเรื่องใหม่รอแล้วไม่ใช่เหรอวะ) แต่ก็ยังแปะโป้งผังตัวละครไว้เช่นเดิม 5555

 

รู้ใช่มั้ยว่า  ตอนหน้าจบ...

 

 

อ่ะๆๆ แถมๆๆๆ (คือกำไรให้ประชาชน)

 

 

ธรณ์มองดูร่างสูงของคนที่เดินหน้าหงอยมาขึ้นรถพร้อมเขาด้วยสายตาเป็นเชิงบังคับกลายๆ คล้ายๆผู้ใหญ่ที่กำลังดุเด็กดื้อด้วยสายตา ผิดก็แต่ เด็กดื้อ ของธรณ์ ดันเป็นผู้ชายตัวโตพอๆกับเขาเองนี้แหละ

“หิวมั้ย” ธรณ์หันมาถามคนข้างๆหลังจากที่เขาขับรถออกจากกำแพงเรือนจำ

“ไม่ครับ” หลังจากที่ส่ายหน้าปฏิเสธอีกคนก็เงียบไป ธรณ์เองก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรเพิ่มเติม จนกระทั่งรถของเขาแล่นมาถึงคอนโดหรูใจกลางเมืองแห่งหนึ่งที่เดาว่าคนข้างๆเองก็รู้จักดี

“ทะ...ทำไมพาผมมานี่ล่ะครับ”

“พากลับมาขัง”

“หะ” สีหน้าตอนนี้ของกวีเอกทำเอาธรณ์เกือบหลุดขำ แต่ต้องกลั้นไว้เขายังมีเรื่องที่ต้องจัดการคนดื้อให้สมกับความผิดอยู่

“คิดว่าจะรอดไปจากความผิดที่ตัวเองก่อหรือเอก” เขาหันไปถามครั้งจากที่พารถเข้าจอดในซองจอดเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ดับรถ

“...”

“คิดว่าจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เราจะไม่โดยลงโทษหรือไง”

“พี่ไม่ควรมายุ่งกับคนแบบผมอีก”

“เรื่องนั้นพี่คิดเองได้” น้ำเสียงเรียบนิ่งของคนโตกว่าทำให้กวีเอกเงียบเสียงลง

“แล้วอีกอย่างนะเอก ไอ้คำบอกเลิกของเราพี่ยังไม่ได้ตอบตกลง”

“แล้วที่พี่หายไป...” ใช่ หลังจากนั้นธรณ์ก็หายไปต่างประเทศไม่ได้ติดต่อมา

“เพราะพี่ติดงานและคิดว่าเราคงต้องการเวลา ถ้ารู้ว่าให้เวลาเอกได้คิดแล้วจะกลายเป็นว่าออกไปซนแบบนั้นจนเกิดเรื่อง พี่คงจับเราขังกรงเอาไว้” มีน้ำเสียงจะเรียบเฉยแต่กวีเอกก็รับรู้สึกความอบอุ่นที่ถูกส่งผ่านมา อันที่จริงเขาพอจะรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่อีกฝ่ายมอบให้ตั้งแต่รู้ว่าธรณ์ส่งทนายมือดีมาช่วยพีรกานต์ว่าความให้เขาแล้วนั่นแหละ แต่เดี๋ยวก่อนนะ นี่ธรณ์มันให้คำจำกัดความถึงเรื่องอันตรายที่กวีเอกแล่นไปสร้างมาคือการ เล่นซน?

 

“ผมขอโทษ” กวีเอกพูดออกมาเบาๆหลังจากที่ประตูห้องคอนโดปิดลง อีกคนจึงชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวไว้แค่ตรงนั้นแล้วหันกลับมามองคนพูดที่กำลังก้มหน้าหลบสายตาของเขาอยู่

“เอกรู้ใช่มั้ยว่าถ้าก้าวเข้ามาในห้องนี้อีกครั้งเราจะกลับออกไปอีกไม่ได้แล้วนะ” กวีเอกพยักหน้ารับบอกให้รู้ว่าเขาเข้าใจที่คนพี่บอก

“แล้วยังไงต่อ” แม้ท่าทางของคนน้องจะทำให้ธรณ์นึกอยากดึงอีกคนเข้ามากอด แต่เขารู้ดีว่าการรอคอยให้กวีเอกก้าวเข้ามาหาเขานั้นมันดีกว่าหลายเท่า

“...” คนมีความผิดเงียบไปอึดใจ ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ร่างสูงของธรณ์แล้วสอดแขนแกร่งนั้นรอบเอวสอบของอีกคนเอาไว้พร้อมซบหน้าลงบนไหล่ของอีกฝ่ายที่สูงพอๆกัน

“ผมคิดถึงพี่” คำพูดแผ่วๆที่ข้างหูมันชัดเจนในความรู้สึกของธรณ์โดยไม่ต้องพยายาม วงแขนของเขาขยับขึ้นกระชับกอดตอบอีกคนอย่างแสนคิดถึงไม่ต่างกัน

“พี่ก็คิดถึง  เป็นห่วงด้วย กว่าจะสืบรู้ว่าเราไปก่อเรื่องอะไรไว้ หัวใจแทบวาย”

“ผมขอโทษ” น้ำเสียงที่ปนสะอื้นอยู่ข้างหูทำให้ธรณ์ต้องยกมือขึ้นลูบหัวอีกคนเบาๆอย่างปลอบใจ

“ทีนี่จะยอมเชื่อฟังที่พี่บอกได้หรือยัง” คำถามของธรณ์ได้รับการพยักหน้ารับจากคนในอ้อมแขน

“ขอบคุณที่ไม่ได้ทิ้งผมไปไหน”

“รักขนาดนี้จะทิ้งได้ลงยังไง” ธรณ์บอกอีกฝ่ายน้ำเสียงนุ่มขึ้น

“ผมก็รักพี่”

“รัก...แต่ตั้งท่าจะทิ้งพี่อย่างเดียวเลยนะ”

“ก็ผม...ผมฆ่าคนตายนะพี่ ผมไม่อยากให้พี่ต้องมีแฟนเป็นฆาตกร”

“ทำอย่างกับว่านายพลพร้อมพงษ์เป็นศพแรก” จะว่าไปก็จริงของอีกคน ใช่ว่าเขาไม่เคยฆ่าใคร แต่คนพวกนั้นตายเพราะทำผิดร้ายแรง และมันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ ซึ่งมันแตกต่างจากครั้งนี้โดยสิ้นเชิง

“ไม่ว่ายังไง เอกก็ยังเป็นเอกของพี่อยู่วันยันค่ำนั้นแหละ”

“ฮื่อออออ” ได้ฟังอย่างนั้นใบหน้าที่ซุกซบอยู่ที่บ่าก็ยิ่งเบียดเข้ามามากกว่าเดิม เช่นเดียวกับวงแขนที่เอวเขามันก็กระชับแน่นมากขึ้นเช่นกัน

“แต่ว่า...” กอดกันอยู่ท่านั้นเป็นนาทีก่อนที่เจ้าของห้องจะเอ่ยอะไรออกมา

“หืม...”

“รู้ใช่มั้ยว่าตัวเองมีความผิด”

“...”

“พร้อมจะโดนลงโทษยัง” กระแสเสียงของคนพูดทำให้คนฟังเริ่มคล้ายอ้อมแขนแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง

“เอ่อออ” แววตาที่มองสบมาบ่งบอกความต้องการของอีกคนชัดเจนจนไม่ต้องบอกออกมาเป็นคำพูด

“แต่ว่า...พรุ่งนี้เรามีนัด” กวีเอกเริ่มหาข้ออ้างและเริ่มพยายามดึงตัวเองออกจากวงแขนนั้น แต่ก็ไร้ผลเมื่อเผลอเดินเข้าไปในบ่วงนี้แล้ว เขารู้ตัวดีว่าไม่มีทางได้รอดออกไปง่ายๆ ทางเดียวที่มีคือต้องยอมอย่างมากก็ต่อรองให้มันไม่มากเกินไปจนรับไม่ไหวก็พอ

“นัดตั้งช่วงเย็น นี่เพิ่งเที่ยง”

“พะ...พี่ธรณ์ ผมว่า...” เมื่อกี้ยังซีเรียสกันอยู่เลยทำไมเปลี่ยนอารมณ์เร็วขนาดนั้น

“ว่า...” ธรณ์เลิกคิ้วสูงสีหน้าไม่ขู่ก็เหมือนขู่ โอเคไอ้เอกยอมก็ได้วะ

“เบาๆนะครับ”

“ขึ้นอยู่กับว่า เอกจะเป็นเด็กดีแค่ไหน” ครับ เคเลย...

กวีเอกไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นเด็กดีแค่ไหน เพราะกว่าจะได้ก้าวลงจากเตียงฟ้าด้านนอกก็มืดเสียแล้ว แถมสะโพกก็ปวดร้าวไหนจะรอยตามตัวที่พอส่องกระจก  นี้กูเป็นคนหรือตุ๊กแก!!!!

 

ไรท์ /// แถมไงแถมมมมมม แค่นี่พอ เหลือให้ไปพิมพ์ในเรื่องของเขาเองมั้ง

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว